เข้าสู่ระบบ“เดินทางปลอดภัยนะคะ” เสียงหวานเอ่ยบอกพี่ชายกับพี่สะใภ้พลางส่งยิ้มให้แก่คนทั้งสอง
“พี่อยากให้มิ้นต์ย้ายไปอยู่กับพวกเราที่อังกฤษ” ซีนายเอ่ยบอกน้องสาวด้วยความเป็นห่วง เนื่องจากเขากับภรรยาย้ายไปอยู่ที่โน่นเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่ จึงไม่อยากทิ้งมิลินาอยู่ไทยเพียงคนเดียว
“พี่นายคะ มิ้นต์โตแล้วนะคะ”
“พี่ไม่อยากทิ้งมิ้นต์ให้อยู่คนเดียวเลย” อดไม่ได้จะเป็นห่วงเนื่องจากพวกเขามีกันแค่สองพี่น้อง นับจากบุพการีเสียชีวิตเมื่อสิบปีก่อน เขาดูแลมิลินาตามลำพังมาโดยตลอด
“เอาไว้ถ้ามิ้นต์เหงา มิ้นต์จะบินไปหาพี่นายที่อังกฤษนะคะ”
“สัญญาแล้วนะ” มือหนาลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู เนื่องจากเป็นครั้งแรกต้องแยกจากมิลินาจึงรู้สึกใจหาย
“อะไรกันคะพี่นาย แค่นี้ก็จะร้องแล้วเหรอคะ” มัดหมี่ภรรยาของเขาเอ่ยบอกพลางขบขันในท่าทางของสามี
“อย่าขำสิมัด นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่มิ้นต์ต้องอยู่คนเดียว”
มิลินาเผยยิ้มอ่อนกับบทสนทนาของคนทั้งสอง ก่อนจ้องมองใบหน้างดงามของพี่สะใภ้พลางนึกถึงคำพูดของกฤตภาสเมื่อหลายวันก่อน ที่เอาแต่เพ้อหาถึงมัดหมี่ด้วยความเจ็บปวดทำราวกับอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีมัดหมี่
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำความสัมพันธ์ระหว่างกฤตภาส มัดหมี่และซีนายเป็นมาอย่างไร
“มิ้นต์มีอะไรหรือเปล่า” เพราะมิลินาเอาแต่จ้องมองตัวเอง มัดหมี่อดไม่ได้จะถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่ว่าพี่มัดชอบพี่ภาสเหรอคะ ทำไมถึงแต่งงานกับพี่นายล่ะ”
“มิ้นต์!! เสียมารยาท” ซีนายเอ็ดน้องสาว
“ไม่เป็นไรคะพี่นาย” มัดหมี่ห้ามปรามสามีซึ่งทำท่าจะอ้าปากต่อว่ามิลินาอีกรอบ ก่อนส่งยิ้มอ่อนให้แก่ซีนาย
“ว่าไงล่ะคะพี่มัด ชอบพี่ภาสหรือเปล่า” มิลินายังคงเค้นคำตอบจากคนตรงหน้าเพื่อคลายความสงสัย อย่างน้อยถ้าได้รู้คำตอบแท้จริงอาจพอช่วยบางอย่างได้
“พี่ไม่เคยชอบพี่ภาส” เอ่ยบอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่โกรธเคืองสักนิดที่มิลินาถามเช่นนั้น
“งั้นเหรอคะ” เธอคาดเดานิสัยคนตรงหน้าไม่ได้เลย จริง ๆ แล้วคิดอะไรกันแน่ “แล้ว...”
“พอแล้วมิ้นต์ อย่าทำให้พี่โกรธสิ” ซีนายแทรกขึ้นเมื่อน้องสาวทำท่าจะขยับปากถาม เขากลัวภรรยาจะรู้สึกไม่ดีต่อถ้อยคำของมิลินา
“ก็ได้ค่ะ” ใบหน้าหวานสลดลง มิลินาจำใจหุบปากไม่ถามต่อ
“เรื่องไอ้ภาส มิ้นต์ไม่ต้องยุ่ง” เขาอยากจัดการด้วยตัวเองจึงไม่อยากให้น้องสาวเข้ามาพัวพัน
ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดต่อกฤตภาส เพราะทราบมาตลอดอีกฝ่ายก็รักมัดหมี่มานาน แต่เขาก็รักมัดหมี่เหมือนกัน จะให้หลีกทางกฤตภาสให้ลงเอยกับหญิงสาวก็ทำไม่ได้
“ค่ะ”
“ถ้ามีอะไรก็ติดต่อมานะมิ้นต์” ซีนายเอ่ยลาน้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันหลังเดินจากไปพร้อมมัดหมี่เพื่อขึ้นเครื่อง
“เฮ้อ…มิ้นต์ขอให้พวกพี่มีความสุขนะคะ” ดวงตากลมโตมองตามคนทั้งสองจากไปจนลับหาย ก่อนตัวเองจะเดินทางกลับคอนโด
ร่างเล็กทิ้งตัวนอนลงบนเตียงหลังจากกลับมาถึง
“ตอนนี้พี่ภาสจะเป็นยังไงบ้างนะ” เสียงหวานพึมพำขณะมองดูเพดานห้องสีขาวล้วน นับจากวันนั้นไม่ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเขาเลย ทำเอาอดเป็นห่วงไม่ได้
ภายในมุมหนึ่งยังห้องทำงานขนาดใหญ่ เจ้าของกายแกร่งมองรูปภาพในสมาร์ตโฟนอย่างพิจารณา
“มิ้นต์” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งเขาได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของคอนโด จึงทำให้รู้ว่าคืนนั้นคนที่พาเขาไปส่งอย่างปลอดภัยคือน้องสาวของเพื่อนสนิทหักเหลี่ยม
“อย่าหาว่ากูใจร้ายละกัน ไอ้นาย” แผนร้ายบางอย่างผุดขึ้นในหัวของเขาพลางยกยิ้มมุมปากดั่งคนเจ้าเล่ห์
นัยน์ตาดำขลับมองนาฬิกาตั้งโต๊ะเพื่อเช็กดูเวลา เขาไม่รอช้าเด้งตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนมุ่งหน้าไปยังสถานที่หนึ่ง
เสียงดังเจี๊ยวจ๊าวของบรรดาสาว ๆ ในมหาวิทยาลัยกำลังให้ความสนใจบางอย่าง ทำให้มิลินากับเพื่อนสนิทอย่างชมพิ้งค์มองหน้ากันด้วยความงุนงง
“เกิดอะไรขึ้นเหรอ มิ้นต์”
“ไม่รู้สิ” ส่ายหัวไปมาอย่างเชื่องช้า เธอเป็นพวกประเภทไม่ชอบให้ความสนใจอะไรอย่างอื่น นอกจากการเรียน
“ไปดูกันเถอะ” ชมพิ้งค์ไม่รอให้เพื่อนสนิทตอบโต้ประโยคใด คว้าข้อมือของอีกคนวิ่งไปข้างหน้า ก่อนหยุดชะงัก
“พี่ภาส” เสียงหวานของมิลินาเอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ ขณะชมพิ้งค์ก้าวไปหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม
“มาทำไมคะ”
“พี่มารับเรากลับจากมหาลัยไง” เอ่ยบอกคนตรงหน้า ทว่าสายตาชำเลืองมองใครอีกคนที่เดินมาด้วยกับน้องสาว
“แปลก” ชมพิงค์หรี่ดวงตามองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา เพื่อสังเกตความผิดปกติ
“อยากกลับเลยไหมหรืออยากไปเที่ยวเล่นซื้อของในห้างก่อนล่ะ”
“วันนี้พี่ภาสแปลกนะคะ ร้อยวันพันปีไม่เคยมารับพิ้งค์ที่มหาลัย”
“ก็วันนี้อยากมารับไง ไม่ได้เหรอ”
“ก็ได้อยู่หรอก” ถึงจะงงเอามาก ๆ แต่ชมพิ้งค์ไม่อาจตอบปฏิเสธ เพราะนาน ๆ ทีพี่ชายจะมารับ
“ไปกันเถอะ” ว่าแล้ว เอื้อมมือจับประตูรถก่อนเสียงของน้องสาวดังขึ้น กฤตภาสถึงกับเผยยิ้มมุมปากอย่างร้ายกาจ ย่อมทราบดีชมพิ้งค์จะเอ่ยประโยคใด
“พี่ภาสคะ”
“หืม” หันหลังมองหน้าน้องสาวอย่างรอคอยคำตอบ
“ให้มิ้นต์ไปด้วยได้ไหมคะ” ชมพิงค์เดินไปคว้าแขนเรียวของเพื่อนมาหยุดตรงหน้าพี่ชาย มิลินาเบี่ยงสายตาไปทางอื่น ไม่กล้าสบตาคมกริบตรง ๆ เพราะเรื่องในคืนนั้น
“ได้สิ”
“เย้…พี่ภาสน่ารักที่สุด” ชมพิ้งค์เอ่ยบอกด้วยความดีใจสุดขีด
“ขึ้นรถกันเถอะ พิ้งค์ไปนั่งข้างหลังนะ ส่วนมิ้นต์นั่งข้างพี่” กฤตภาสพูดจบ ย่างเท้าขึ้นรถทันใด
“ไปกันเถอะมิ้นต์”
“เอ่อ...”
“มีอะไรเหรอ”
“เปล่าหรอก” ส่งยิ้มอ่อนให้แก่คนตรงหน้า จากนั้นเดินอ้อมไปอีกฝั่งก่อนเปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านใน โดยไม่สบตาอีกคนสักนิด
“วันนี้อยากกินอะไร”
“พิ้งค์อยากกินอาหารญี่ปุ่นค่ะ”
“พี่ถามมิ้นต์” ชายหนุ่มหันไปบอกคนข้างหลัง
“เชอะ! นี่น้องสาวนะคะพี่ภาส” ชมพิ้งค์บอกพลางทำหน้ามุ่ยใส่พี่ชาย กฤตภาสหัวเราะขบขันก่อนหันมาให้ความสนใจมิลินา
“ว่าไงครับ อยากกินอะไรดี”
“เอ่อ กินอาหารญี่ปุ่นแบบที่พิ้งค์บอกก็ได้ค่ะ” เธอบอกอย่างเกรงใจ
“เห็นไหมล่ะพี่ภาส มิ้นต์ตามใจพิ้งค์อยู่แล้ว” ชมพิ้งค์บอกอย่างคนเหนือกว่า
“เรานี่จริง ๆ เลย” ส่ายหัวไปมาด้วยความเอ็นดูในท่าทางของน้องสาว ก่อนสตาร์ทรถและขับออกไป
บรรยากาศขณะนี้เต็มไปด้วยเสียงบทสนทนาระหว่างสองพี่น้อง โดยมิลินานั่งเงียบ ๆ ด้วยความอึดอัด เนื่องจากชายหนุ่มเอาแต่จ้องมองตัวเองเป็นระยะ
‘ทำไมถึงเอาแต่มองมิ้นต์แบบนี้คะ’
เธออยากถามเขาเหลือเกิน แต่ไม่อาจเอ่ยออกไปด้วยความกลัวเพื่อนจะรับรู้
“ถึงแล้วครับ”
เมื่อมาถึงสถานที่มุ่งหมาย ทั้งสามคนตรงไปยังร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง
“กินเยอะ ๆ เลยนะมิ้นต์ ไม่ต้องเกรงใจหรอก พี่ภาสเลี้ยง” ชมพิ้งค์ตักอาหารใส่จานของเพื่อนสนิท
“อืม” เผยยิ้มอ่อน
“กินให้เต็มที่นะครับ”
“ค่ะ” พยักหน้ารับก่อนก้มหน้าก้มตากินอาหารตรงหน้า ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า กฤตภาสเอาแต่มองเธอด้วยแววตาที่ไม่เคยมองมาก่อน ทำเอากระอักกระอ่วนยิ่งนัก
หลังจากกินอาหารญี่ปุ่นเสร็จ ชายหนุ่มพาสองสาวไปซื้อเสื้อผ้า ก่อนขับรถไปส่งน้องสาวที่บ้าน จากนั้นไปส่งมิลินาต่อ
“พี่ภาสจะพามิ้นต์ไปไหนคะ นี่ไม่ใช่ทางไปคอนโดมิ้นต์สักหน่อย” ดวงตากลมโตเบิกกว้างพลางหันมองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลา
“เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
ถ้อยคำจากปากหยักได้รูป ทำเธอรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ อย่างบอกไม่ถูก เพราะท่าทีของเขาในตอนนี้แตกต่างกับตอนอยู่กับชมพิ้งค์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งเธอคาดเดาไม่ได้เลย อีกฝ่ายคิดอะไรอยู่และต้องการพูดอะไรกับตนเองกันแน่
“ตื่นได้แล้วมิ้นต์ เธอต้องลุกขึ้นไปทำอาหารให้ฉัน” เสียงทุ้มพยายามปลุกคนหลับที่เหนื่อยจากบทรักเมื่อคืนให้ตื่น“อื้อ พี่ภาสสั่งเอาได้ไหมคะ มิ้นต์ง่วง” เอ่ยบอกอย่างงัวเงีย ก่อนพลิกกายหันไปอีกด้าน เธอเหนื่อยเหลือเกินจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาทำอะไรทั้งนั้น“ฉันบอกว่าฉันหิวไง” กฤตภาสเริ่มหงุดหงิด“พี่ภาสไปหากินเองสิ”“งั้นฉันกินเธอแทนละกัน น่าจะอร่อยดี” คนเจ้าเล่ห์ขยับตัวแนบชิดแผ่นหลังขาวเนียนในสภาพเปลือยเปล่า ใบหน้าคมคายซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น“อื้อ พี่ภาส”“จะตื่นไหม ไม่อย่างนั้นฉันจะลักหลับแล้วนะ”“มิ้นต์ตื่นแล้วก็ได้” เบิกตาขึ้นพร้อมผลักคนตัวโตออกห่าง จ้องเขม็งเขาด้วยสีหน้าไม่พึงพอใจ จะโทษใครได้ล่ะก็เขานั่นแหละทำให้เธอเหนื่อย“นอนอะไรเยอะแยะ”“พี่ภาสนั่นแหละรังแกมิ้นต์”“งั้นเหรอ” ยักไหล่ใส่คนตัวเล็กอย่างไม่แยแส เขากระโดดลงจากเตียงและตรงไปยังห้องน้ำในสภาพล่อนจ้อน ไม่อับอายต่อสายตาเธอ“พี่ภาสไอ้คนบ้า ไม่อายบ้างหรือไง” ถึงจะเห็นกายแกร่งในสภาพไร้อาภรณ์ห่อหุ้มมาหลายครั้ง แต่เธอยังไม่ชินสักทีหลังจากมิลินาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อย ไม่รอช้าปรุงอาหารเช้าให้คนตัวโต เธอเลือกทำเมนูง่าย ๆ คือข้าวต้มป
เสียงเนื้อกระทบดังประสานกับเสียงครวญครางของคนทั้งสอง บ่งบอกถึงความสุขที่ได้รับเป็นอย่างดี กฤตภาสใส่ความเป็นชายเข้าออกในตัวเธอไม่ยั้ง“อื้อ พี่ภาส” ใบหน้าหวานเหยเกตามแรงกระแทกกระทั้นของชายหนุ่ม“บ้าฉิบ...” เธอในตอนนี้เซ็กซี่เหลือเกิน จนเขาอดใจไม่ไหวแนบริมฝีปากหยักได้รูปลงบนกลีบปากอมชมพู ดูดดื่มปากนุ่มอย่างคนหิวกระหาย“อื้อ” ทันทีที่มิลินาเผยอปาก คนตัวโตไม่รอช้าสอดแทรกลิ้นเร่าร้อนเข้าในโพรงปากสาว กวาดต้อนชิมความหวานอย่างหนำใจ ขณะส่งท่อนลำเข้าออกในร่องสวาทกลีบกุหลาบตอดแท่งเอ็นถี่ยิบ ชายหนุ่มทนไม่ไหวจึงร่อนเอวสอบแบบไม่ยั้ง ทำเอามิลินาจิกเล็บลงบนท่อนแขนกำยำแน่น“อ๊า อ๊ะ” คนตัวเล็กส่งเสียงครางลั่นปานจะขาดใจกับสิ่งที่ได้รับกฤตภาสเปลี่ยนท่าใหม่ ไปนอนซ้อนแผ่นหลังเล็กพร้อมเอื้อมมือหนาบีบเคล้นทรวงอกอวบอั๋น โดยส่วนนั้นยังคงเชื่อมกันอยู่“อ๊ะ อ๊า พี่ภาส” เธอรู้สึกว่าขณะนี้คนตัวโตรุนแรงกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า“มิ้นต์...ฉันจะเสร็จแล้ว” กระซิบบอกข้างใบหูขาวสะอาด“อื้อ มิ้นต์ใกล้จะเสร็จแล้วเหมือนกัน”“ไปพร้อมกันนะ” ว่าแล้ว คนตัวโตใส่ท่อนลำเข้าออกในกลีบดอกไม้ด้วยจังหวะระรัว เต็มไปด้วยความปรารถนาที่มี
เมื่อถึงวันเดินทางไปเที่ยวทะเล กฤตภาสมารอรับมิลินาตั้งแต่เที่ยง แต่กว่าจะได้เดินทางกันจริง ๆ เป็นเวลาบ่ายสาม เนื่องจากหญิงสาวตื่นสายกว่าปกติ“เพราะเธอคนเดียว ถึงได้ออกช้ากว่าเวลาที่ตั้งไว้”“ในเมื่อเกลียดมิ้นต์ขนาดนี้ จะพาไปด้วยทำไม” เธอไม่ใช่โถส้วมนะที่เขาจะระบายอะไรก็ได้ โดยไม่สนใจความรู้สึกมิลินาเบือนหน้าไปทางฝั่งหน้าต่างกระจกรถ ภายในหัวเอาแต่คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างตนเองกับคนข้างกาย ไม่รู้อีกนานแค่ไหนถึงจะหลุดพ้นจากคนใจร้ายอย่างเขาสักทีชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดี ไม่ได้ตอบกลับคนตัวเล็ก ก่อนเหลือบมองดวงหน้างดงาม บ่งบอกถึงความทุกข์ใจตลอดระยะทางมุ่งหน้าสู่สถานที่หมาย ทั้งคู่ไม่ได้สนทนาสักประโยค บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความอึดอัด กระทั่งกฤตภาสทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นทำลายความเงียบ“นี่เธอจะเงียบอย่างนี้ใช่ไหม”“แล้วจะให้มิ้นต์พูดอะไรคะ พี่ภาสเอาแต่ด่ามิ้นต์อยู่นั่นแหละ”“เธอนี่มัน...ช่างเถอะ” เขาขี้เกียจจะโต้กลับจึงตัดบท ก่อนสนใจขับรถต่อกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเป็นเวลาค่ำพอดี ซึ่งก่อนกลับที่พักกฤตภาสแวะพามิลินารับประทานอาหารริมทะเลทั้งสองคนรับประทานอาหารกันเงียบ ๆ หญิงสาวมองวิวรอบกายด้
บรรยากาศภายในห้องอาหารเป็นไปอย่างครื้นเครง และสนุกสนานมาก ทว่ามิลินาไม่ได้ร่วมวงสนทนาด้วย เนื่องจากรู้สึกอึดอัดต้องนั่งตรงข้ามกฤตภาส อีกฝ่ายเอาแต่จ้องมองตัวเองเป็นระยะ ๆ จนเธอแทบอยากลุกขึ้นหนีประเดี๋ยวนี้ ทว่าเกรงใจบุพการีของเพื่อน“หนูมิ้นต์”“คะ” เสียงเรียกของหญิงวัยกลางคนทำคนตัวเล็กสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปให้ความสนใจเนตรนภา“อาหารอร่อยไหม”“อร่อยค่ะ”“หนูมิ้นต์อยู่คนเดียวคงเหงาแย่เลยใช่ไหม ว่าง ๆ ก็มาที่บ้านอีกนะ”“ค่ะ” ส่งยิ้มอ่อนให้แก่หญิงวัยกลางคน จากนั้นก้มหน้ารับประทานอาหาร ก่อนจะเงี่ยหูฟังบทสนทนาระหว่างเนตรนภากับกฤตภาส“แล้วเมื่อไรภาสจะแต่งงานสักทีล่ะ เพื่อนของลูกพี่ชายของหนูมิ้นต์ก็แต่งงานแล้วนะ”“ยังก่อนครับ ตอนนี้ผมยังอยากทำงาน” สายตาดำขลับชำเลืองมองกรอบหน้าสวยหวานของมิลินา ก่อนตอบมารดาทุกคนในครอบครัวไม่มีใครรู้เรื่องเขารักมัดหมี่ เลยไม่มีใครรู้ว่าตัวเองกำลังช้ำใจเพราะความรัก“อย่ามัวแต่ทำงานล่ะ แม่อยากอุ้มหลานจะแย่อยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าน้องเราจะมีแฟนก่อนหรอกใช่ไหม”“พูดอะไรคะคุณแม่ พิ้งค์ยังไม่มีนะคะ” คนโดนมารดากล่าวหา สวนขึ้นทันใดเนื่องจากกลัวความลับแตก“แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรส
ทันทีที่กลับมาถึง มิลินาพุ่งตรงไปยังห้องน้ำก่อนเปิดก๊อกน้ำให้ไหลชโลมเรือนร่าง จากนั้นทรุดกายลงบนพื้นห้องพลางโอบกอดตัวเอง“ฮือ ๆ” ร่างเล็กร้องสะอึกสะอื้นปานจะขาดใจกับสิ่งที่ต้องประสบการกระทำกับคำพูดของกฤตภาส ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเธอเหลือเกิน เขาช่างเป็นคนใจร้ายแบบที่คาดไม่ถึงมาก่อน ถึงกระนั้นก็ยังเกลียดเขาไม่ลงอยู่ดีกว่าหญิงสาวจะใช้เวลาสงบอารมณ์ได้ ผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ จากนั้นไม่รอช้าทำความสะอาดร่างกาย เนื่องจากรู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียเหลือเกิน จึงอยากนอนเร็วกว่าปกติเท้าเล็กก้าวออกจากห้องน้ำไม่กี่นาที เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เธอหยิบขึ้นมาดูก่อนพบว่าเป็นใครมิลินาสูดลมหายใจเข้าปอดช้าๆ พยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ เนื่องจากกลัวคนปลายสายเห็นถึงความผิดปกติบางอย่าง“ว่าไงคะพี่นาย”(เป็นไงบ้าง อยู่คนเดียวเหงาไหม) เสียงทุ้มที่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วงทำเธอน้ำตาไหลพราก“มิ้นต์โตแล้วนะคะพี่นาย ไม่ต้องห่วงหรอก” ว่าพลางปาดน้ำตาบนแก้มนุ่มนิ่ม(อีกไม่กี่เดือนจะเรียนจบแล้ว มาอยู่กับพี่ที่อังกฤษไหม)“ขอคิดดูก่อนนะคะ”(เป็นอะไรหรือเปล่า เสียงฟังดูแปลก ๆ)“เปล่าค่ะ พี่นายกับพี่มัดเป็นยัง
หลังจากกฤตภาสกลับมาถึงคอนโด ชายหนุ่มเอาแต่เดินวนไปมาด้วยท่าทางกระวนกระวาย เนื่องจากภายในหัวนึกถึงเรื่องของมิลินาตลอด ทำให้จิตใจว้าวุ่นยากจะสงบลงง่ายดาย“โธ่เว้ย!” เขารู้สึกหงุดหงิดมากแบบไม่เคยเป็นมาก่อนเสียงข้อความจากโทรศัพท์ดังขึ้น กฤตภาสรีบเปิดอ่านอย่างไวก่อนจะบีบมือเข้าหากันแน่นอย่างโมโหสิ่งที่เขาได้เห็นเมื่อสักครู่ คือรูปภาพของมิลินากำลังนั่งรับประทานอาหารริมทางอย่างเอร็ดอร่อย นั่นยิ่งทำให้เขาเดือดขึ้นมากกว่าเดิม“เฮอะ! ท่าทางจะมีความสุขมากสินะ” เขาแค่นยิ้มขณะจ้องมองรูปภาพของคนตัวเล็กที่ถูกส่งมาโดยฝีมือขุนเขาข้อความที่เข้ามาใหม่ทำให้กฤตภาสเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว จากนั้นรีบออกจากคอนโดไปตามโลเคชั่นชายหนุ่มเหยียบคันเร่งด้วยความร้อนใจ กว่าจะถึงกินเวลาค่อนข้างนานพอสมควร เนื่องจากช่วงเย็นการจราจรติดขัดเมื่อมาถึงร้านอาหารริมทาง เขาพุ่งตรงไปหามิลินา มือใหญ่คว้าท่อนแขนเล็กพร้อมกระชากเต็มแรง จนเธอลุกขึ้นยืนอย่างงุนงง“พี่ภาส” มองบุคคลมาใหม่ด้วยใบหน้าตกตะลึง“มากับฉัน” ชายหนุ่มถอดชุดคลุมที่มิลินาสวมใส่คืนเจ้าของ โยนใส่ขุนเขาอย่างไม่ไยดี แล้วพาเธอไปด้วยกัน“เฮอะ! ทำมาเป็นปากแข็ง” ขุนเขามองต







