Mag-log inเมื่อถึงวันเดินทางไปเที่ยวทะเล กฤตภาสมารอรับมิลินาตั้งแต่เที่ยง แต่กว่าจะได้เดินทางกันจริง ๆ เป็นเวลาบ่ายสาม เนื่องจากหญิงสาวตื่นสายกว่าปกติ
“เพราะเธอคนเดียว ถึงได้ออกช้ากว่าเวลาที่ตั้งไว้”
“ในเมื่อเกลียดมิ้นต์ขนาดนี้ จะพาไปด้วยทำไม” เธอไม่ใช่โถส้วมนะที่เขาจะระบายอะไรก็ได้ โดยไม่สนใจความรู้สึก
มิลินาเบือนหน้าไปทางฝั่งหน้าต่างกระจกรถ ภายในหัวเอาแต่คิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาระหว่างตนเองกับคนข้างกาย ไม่รู้อีกนานแค่ไหนถึงจะหลุดพ้นจากคนใจร้ายอย่างเขาสักที
ชายหนุ่มเห็นท่าไม่ดี ไม่ได้ตอบกลับคนตัวเล็ก ก่อนเหลือบมองดวงหน้างดงาม บ่งบอกถึงความทุกข์ใจ
ตลอดระยะทางมุ่งหน้าสู่สถานที่หมาย ทั้งคู่ไม่ได้สนทนาสักประโยค บรรยากาศภายในรถเต็มไปด้วยความอึดอัด กระทั่งกฤตภาสทนไม่ไหวจึงพูดขึ้นทำลายความเงียบ
“นี่เธอจะเงียบอย่างนี้ใช่ไหม”
“แล้วจะให้มิ้นต์พูดอะไรคะ พี่ภาสเอาแต่ด่ามิ้นต์อยู่นั่นแหละ”
“เธอนี่มัน...ช่างเถอะ” เขาขี้เกียจจะโต้กลับจึงตัดบท ก่อนสนใจขับรถต่อ
กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางเป็นเวลาค่ำพอดี ซึ่งก่อนกลับที่พักกฤตภาสแวะพามิลินารับประทานอาหารริมทะเล
ทั้งสองคนรับประทานอาหารกันเงียบ ๆ หญิงสาวมองวิวรอบกายด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย นานแค่ไหนแล้วนะเธอไม่ได้รู้สึกโล่งใจมากขนาดนี้
“กินสิ”
“ขอบคุณค่ะ” มิลินามองกุ้งที่เขาแกะให้ตนเองอย่างอมยิ้ม การกระทำของเขาทำเอารู้สึกดีเหลือเกิน จนเผลอลืมเรื่องโกรธเคืองบนรถก่อนหน้านี้
“ไม่ต้องมาอมยิ้ม ฉันไม่ได้ทำให้ฟรี ๆ สักหน่อย” มองเธออย่างมีเลศนัย
มิลินารับรู้ได้ทันทีอีกคนมีจุดประสงค์ใด ถึงกระนั้นยังคงรู้สึกขอบคุณเขาอยู่ดีอุตส่าห์แกะกุ้งให้กิน หลังจากรับประทานอาหารจนอิ่มหนำก็พากันกลับที่พัก
“มิ้นต์นอนไหนคะ” เอ่ยรั้งคนตัวโตที่กำลังย่างกรายไปห้องนอนซึ่งมีแค่ห้องเดียว
“ถามแปลก ๆ นอนกับฉันสิ” ตอบเสร็จ กฤตภาสเดินเข้าไปในห้อง
“เอาแต่ใจที่สุด” ยอมลากกระเป๋าเดินตามหลังชายหนุ่มเข้าไปในห้องนอน
“เธออยากไปเดินเล่นไหม”
“ไปได้เหรอคะ” ดวงตากลมโตลุกวาวด้วยอาการตื่นเต้น
“อืม”
“งั้นมิ้นต์ขอไปเดินเล่นก่อนนะคะ” เมื่อได้รับอนุญาตจากชายหนุ่ม เธอรีบหมุนตัวเตรียมจะเดินจากไป
“เดี๋ยวสิ” คว้าท่อนแขนขาวเนียนและดึงเธอเข้ามากอด
“อะไรคะ”
“จะรีบไปไหน”
“เดินเล่นไงคะ พี่ภาสอนุญาตแล้วไม่ใช่เหรอ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นอย่างไม่เข้าใจกับท่าทีของอีกคน
“ฉันไม่ได้หมายความว่าให้เธอไปคนเดียวสักหน่อย ฉันจะไปด้วย”
“แต่มิ้นต์ไปคนเดียวได้นี่คะ” บอกอย่างแง่งอน เธอไม่ใช่เด็กสักหน่อยที่ต้องมีผู้ปกครองไปด้วย
“อย่าคิดว่าฉันเป็นห่วงเธอ ฉันแค่กลัวเธอจะเดินสะดุดล้ม แล้วจะมาเป็นภาระของฉันเปล่า ๆ”
“เข้าใจแล้วค่ะ” หน้างดงามสลดลง ในสายตาเขาก็คงเป็นได้แค่คนไร้ค่าที่ไร้ประโยชน์สินะ
“ไปกันได้แล้ว” ว่าจบ กฤตภาสลากข้อมือเล็กเดินออกไปข้างนอกด้วยกัน
ท่ามกลางบรรยากาศยามค่ำคืน ที่แสงจันทร์สาดส่องกระทบโดนผิวน้ำทะเลบวกกับเสียงคลื่น ทำให้เธอกับเขารู้สึกผ่อนคลายมาก
ชายหนุ่มจูงมือคนตัวเล็กเดินไปด้วยกัน โดยไม่เปล่งประโยคใด มิลินาชำเลืองมองเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาพลางคิดเรื่อยเปื่อย ก่อนรวบรวมความกล้าเอ่ยถามคนตัวโต
“พี่ภาสคะ ปล่อยวางจากพี่มัดไม่ได้เหรอ” เธอแค่อยากให้เขาเริ่มต้นใหม่ ไม่ต้องจมปลักกับอดีตแสนเจ็บปวด
“ต้องการจะสื่อถึงอะไรกันแน่” ตวัดสายตามองคนข้างกาย
“มิ้นต์แค่จะบอกว่าพี่มัดแต่งงานแล้วนะคะ ไม่ว่ายังไงคงไม่สนใจพี่ภาสอีกแล้ว ตอนนี้พี่มัดกับพี่นายกำลังมีความสุขกันดี พี่ภาสเลิกสนใจผู้หญิงแค่คนเดียวเถอะ” เธอแค่อยากเตือนสติอีกคน แต่กลับสร้างความขุ่นเคืองแก่ชายหนุ่ม
“ปล่อยให้พี่ชายเธอมีความสุข แล้วฉันต้องทุกข์ใจคนเดียวเหรอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ” เธอต้องการจะสื่ออีกแบบ แต่เขากลับเข้าใจไปอีกแบบ
“ฉันคงใจดีกับเธอมากไปสินะ เธอถึงได้ลามปามกับฉันมากขนาดนี้” ด้วยความโมโหบวกกับอารมณ์พลุ่งพล่าน กฤตภาสกระชากคนตัวเล็กให้เดินตามหลังเข้าไปในบ้าน ก่อนเหวี่ยงไปยังเตียงนอนพร้อมคร่อมเรือนร่างงดงาม
แควก ชายหนุ่มฉีกเสื้อผ้าของมิลินาจนขาด แล้วประกบปากจูบกลีบปากอวบอิ่มอย่างป่าเถื่อน
“อื้อ” คนตัวเล็กพยายามขัดขืนพร้อมกับดิ้นพล่าน หวังให้หลุดจากการเกาะกุมของคนเหนือร่าง เขาในตอนนี้น่ากลัวเหลือเกิน จนเธออยากหนีไปให้พ้น
กฤตภาสดูดดื่มปากนุ่มจนบวมเจ่อ ขณะเดียวกันมือหนาบีบขยำเต้าสวยอย่างรุนแรงแทบแหลกคามือ
เมื่อไม่มีหนทางสู้ มิลินายอมนอนนิ่ง ๆ ให้เขากระทำย่ำยี ปล่อยน้ำตาไหลพรากตกหล่นสู่หมอนใบใหญ่
“แค่นี้ไม่ถึงตายหรอก ไม่ต้องร้อง” หลังจากถอนจูบก็ไม่วายตำหนิคนใต้ร่างด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว
“อยากทำอะไรก็เชิญ ยังไงมิ้นต์ก็แค่ของเล่นพี่ภาสอยู่แล้ว” เอ่ยบอกดั่งคนไร้เรี่ยวแรง
“งั้นลองอุ้มท้องลูกของฉันดูหน่อยละกัน ถ้าไอ้นายรู้มันจะรู้สึกยังไง” เพราะถ้าต้องการให้ซีนายเจ็บปวด เขาจำเป็นต้องย่ำยีน้องสาวของมัน
“ไม่เอานะพี่ภาส มิ้นต์ไม่อยากท้อง” มิลินาพยายามจะขยับตัวหนี แต่ชายหนุ่มไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น เขาดึงข้อเท้าเล็กและออกแรงมากขึ้นจนเธอมานอนใต้ร่างแกร่ง
ใบหน้าคมคายซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น ดูดดื่มอย่างรุนแรงจนเกิดรอยแดงสีกุหลาบมากมาย มือหนาสอดเข้าในแพนตี้น้อยก่อนสะกิดติ่งเสียวเล่น
“อื้อ พี่ภาสปล่อยมิ้นต์เถอะ” ร่างเล็กบิดตัวไปมาหวังให้หลุดพ้นจากคนตัวโต การกระทำของเขาในตอนนี้ดิบเถื่อนยิ่งนักทำเอาเจ็บไปหมด ปวดกายไม่เท่าไรแต่ปวดใจนี่สิเกินจะรับไหว
“อยู่นิ่ง ๆ สิ อย่าเอาแต่ดิ้นไปมา” เอ่ยบอกอย่างขัดใจ คนตัวเล็กไม่ยอมนอนนิ่ง ๆ ให้เขาปลดปล่อยความปรารถนา
“พี่ภาส มิ้นต์ไม่อยากท้อง” เสียงหวานสั่นเครือ เธอไม่อยากให้เด็กบริสุทธิ์ต้องมารับกรรมของผู้ใหญ่ที่เป็นคนก่อ
“ท้องกับฉันมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอ” ทั้งหงุดหงิด ทั้งโมโห หลากหลายไปด้วยอารมณ์
ไม่เข้าใจตัวเองเลย แค่เธอปฏิเสธมีลูกกับเขาจะทำให้ไม่พอใจมากขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ ทั้งที่ไม่เคยเป็นกับใครมาก่อน
“เราไม่ได้รักกันนี่คะ อีกอย่างมิ้นต์มีคนที่รักแล้วด้วย”
“มันเป็นใคร!!” ตะคอกใส่กรอบหน้าหวานอย่างไม่พอใจ
“ไม่ใช่เรื่องที่พี่ภาสควรรู้” เบือนหน้าไปอีกทาง กลัวเขาจะเห็นความสั่นไหวในดวงตา
“ฉันก็อยากจะรู้นัก ไอ้คนที่เธอรักนักหนา มันจะรู้สึกยังไงถ้ารู้ว่าเธอกำลังอุ้มท้องลูกของฉัน” ยอมรับเลยว่าคำพูดของคนตัวเล็กทำเขาขาดสติมาก
กฤตภาสจัดการถอดเสื้อผ้าของเธอและเขาออกจนหมด ไม่รอช้านำท่อนลำขนาดใหญ่ใส่เข้าในตัวเธอจนสุดลำ ไม่ให้มิลินาตั้งตัวสักนิด
“อ๊ะ อ๊า” หญิงสาวกัดปากตัวเองแน่นเพื่อข่มเสียงร้องอันน่ารังเกียจ แต่ไม่วายดังเล็ดลอดอยู่ดี
“อย่าทำแบบนี้สิ ปากช้ำหมดแล้ว” นิ้วยาวลูบไล้กลีบปากอวบอิ่มแผ่วเบา ทาบริมฝีปากหยักลงบนริมฝีปากอมชมพู
ชายหนุ่มบรรจงจูบคนตัวเล็กอย่างนุ่มนวล ส่งผลให้มิลินาเริ่มผ่อนคลาย ปลดปล่อยอารมณ์ไปตามการกระทำของเขา
“อื้อ” ดวงตากลมโตหลับพริ้ม เพราะจูบแสนอ่อนโยน
มือใหญ่ประสานกับมือเรียวพร้อมกำแน่น จากนั้นขยับสะโพกสอบเข้าออกในร่องกลีบด้วยจังหวะเนิบนาบ พยายามทำอย่างนุ่มนวลที่สุด
ความรู้สึกของเขาที่ได้ร่วมรักกับมิลินา รู้สึกดีมาก ๆ แถมยังมีความสุขอีกต่างหาก ทั้งที่เกลียดพี่ชายเธอมาก ไม่รู้ทำไมกลับเกลียดเธอไม่ลง แม้ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม แถมยังถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกแปลก ๆ อีกต่างหาก
ร่างอรชรในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์กำลังย่างเท้าไปยังแท่นพิธีพร้อมกับบิดา ท่ามกลางเหล่าแขกผู้มีเกียรติที่ร่วมแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาวนับจากเคลียร์ใจกับเขา ชมพิ้งค์จึงตอบรับคำขอแต่งงานของขุนเขา แม้ว่าการตัดสินใจของเธอจะทำให้กฤตภาสไม่พอใจบ้างก็ตาม ทว่าพี่ชายก็ไม่ได้ขัดขวางนัก“ฝากลูกสาวคนสวยของพ่อด้วยนะ” ไตรภพเอ่ยบอกกับเจ้าบ่าวหนุ่มสุดหล่อในชุดทักซิโด้ หลังจากนำตัวหญิงสาวมาส่งถึงมือขุนเขามองภรรยาสาวก่อนเปิดผ้าคลุมหน้าออก เผยให้เห็นหน้างดงามที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง เธอสวยมากจนเขารู้สึกเหมือนตกอยู่ในมนต์สะกด“สวย” คำพูดสั้น ๆ ของชายหนุ่มทำเอาชมพิ้งค์เขินอายจนหน้าแดงระเรื่อการแต่งงานแบบชาวตะวันตกดำเนินตามลำดับขั้น หลังจากเจ้าสาวมาถึงยังลานพิธี โดยมีบาทหลวงเป็นผู้ประกอบพิธี จนกระทั่งถึงเวลาจุมพิตขุนเขารั้งท้ายทอยเล็กมาแนบชิด ก่อนทาบริมฝีปากหยักได้รูปลงบนกลีบปากอวบอิ่ม“อื้อ” จูบแสนหวานละมุนทำให้ชมพิ้งค์หลับตาพริ้ม จากนั้นตอบรับจูบของสามีหนุ่มงานวิวาห์ของคนทั้งคู่ดำเนินตลอดทั้งวันจนถึงค่ำ แม้ว่าจะรู้สึกเหนื่อยไปบ้างทว่ากลับมีความสุขมากมาย“พิ้งค์ เธอจะอาบน้ำเลยไหม”“อืม” คนตั
ท่ามกลางบรรยากาศมืดมิด รถคันหรูของชมพิ้งค์บังเอิญเสียระหว่างทาง โชคร้ายไปกว่านั้นคือแบตโทรศัพท์ดันหมดหญิงสาวตัดสินใจก้าวลงจากรถ เพื่อจะไปขอความช่วยเหลือจากผู้คน ทว่าไม่มีวี่แววจะเห็นรถสักคันแล่นผ่านมา กระทั่งวัยรุ่นชายสองคนขับจักรยานยนต์จอดขวางหน้าเธอชมพิ้งค์เห็นท่าไม่ดี จึงหมุนตัวจะเข้าไปในรถ แต่ช้าไปกว่าคนเหล่านั้นเข้ามาประชิดตัว“จะหนีไปไหน”“อย่าเข้ามานะ” เธอถอยหลังชิดกับรถคันหรูด้วยท่าทางหวาดกลัว“ไปสนุกด้วยกันเถอะคนสวย” ไม่พูดเปล่า ชายวัยรุ่นสองคนคว้าท่อนแขนขาวเนียนและเหวี่ยงร่างเล็กไปกับพื้นถนน ก่อนพยายามจะคร่อมร่างอรชร“ไปให้พ้น” กายสาวดิ้นพล่านไปมาสุดฤทธิ์ ไม่ยอมให้คนเหล่านั้นสัมผัสเรือนร่าง ก่อนถีบเข้าที่ท้องชายตรงหน้าเต็มแรง“นังบ้า! มึงกล้าถีบกูเหรอ”“โอ๊ย!!” ชมพิ้งค์ถูกต่อยท้องแบนราบทำเอาจุก จนขยับตัวไปไหนไม่ได้“ชอบให้ใช้กำลังก็ไม่บอก” แสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะพยายามซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น“อื้อ ไปให้พ้น” ใบหน้างดงามหันไปมาอย่างขยะแขยง ไม่ยอมให้อีกฝ่ายแตะต้องตัวเอง เธอรู้สึกรังเกียจสัมผัสของคนเหล่านั้นเหลือเกิน วินาทีนี้ทำได้แค่คิดถึงขุนเขาหวังว่าเขาจะมาช่วยกัน แม้จะเป็น
แสงตะวันในยามเช้าสาดส่องเข้ามาในห้องนอน ปลุกชมพิ้งค์ลืมตาขึ้นต้อนรับวันใหม่“อื้อ”“นอนต่ออีกหน่อยเถอะ อย่าเพิ่งลุกเลย”“ขุนเขา” คนตัวเล็กเบิกตาโพลงอย่างตกตะลึง ก่อนเธอจะขยับตัวออกห่างอีกคน แต่ไม่วายถูกชายหนุ่มรั้งร่างเล็กไว้ในอ้อมแขน“จะหนีไปไหน”“ปล่อยฉันนะ” เธอพยายามจะแกะแขนแกร่งออกไปพ้น แต่อีกฝ่ายไม่ยอมให้เธอทำตามความปรารถนา จึงกระชับกอดเธอแน่นกว่าเดิม“นี่เธอ ลืมเรื่องเมื่อคืนหมดแล้วใช่ไหม”หญิงสาวหยุดการขัดขืนพลางเหลือบมองเจ้าของหน้าคมคาย เพื่อทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถึงจะเมาแต่ใช่ว่าจะจำอะไรไม่ได้สักหน่อยและเกิดอะไรขึ้นบ้างกับตัวเอง เพียงแค่ไม่กล้ามองหน้าเขาตรง ๆ“พิ้งค์ เรากลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม” ว่าแล้ว คว้ามือเรียวมาจูบพร้อมส่งสายตาหวานเยิ้มให้แก่คนในอ้อมแขน“พอเถอะขุนเขา”“ทำไมล่ะ”ชมพิ้งค์ขยับกายลุกขึ้นนั่งพร้อมนำผ้าห่มคลุมเรือนร่างเปลือย ก่อนข่มตาลงด้วยความเจ็บปวดและเบิกขึ้นใหม่อีกครั้ง“ฉันเคยรักนายมากนะขุนเขา ตอนนี้ก็ยังรักอยู่เหมือนเดิม แต่ฉันไม่อยากกลับไปเจ็บปวดอีกแล้ว เรื่องเมื่อคืนแค่ความผิดพลาดเท่านั้น นับจากนี้อย่ายุ่งกับฉันอีกเลย”“ไม่นะพิ้งค์ อย่าไปจากฉัน” ช
ท่ามกลางเสียงดังสนั่นภายในไนต์คลับบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ ร่างอรชรของชมพิ้งค์กำลังกระดกเหล้าอย่างหงุดหงิด สาเหตุเพราะขุนเขาที่ติดต่อมาเมื่อช่วงกลางวันทำเธอจิตใจว้าวุ่นตลอดทั้งวัน“นายต้องการอะไรจากฉันอีกกันแน่ ขุนเขา” ใบหน้างดงามซบลงบนโต๊ะพร้อมปล่อยน้ำตาไหลพราก ระบายความรู้สึกเจ็บปวดในใจผ่านไปสักพักใหญ่ ๆ คนตัวเล็กเด้งตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนจะพาตัวเองกลับเนื่องจากใกล้เมาเต็มทีหญิงสาวเดินไม่ระวังจึงชนเข้ากับชายคนหนึ่งเข้าเต็มแรง ระหว่างนั้นเธอกำลังรู้สึกวิงเวียนศีรษะและกำลังจะล้มลงคาพื้น โชคดีอีกฝ่ายรับร่างเล็กได้ทันพร้อมดึงเข้าสู่วงแขน“เป็นยังไงบ้างครับ”“อื้อ ไม่เป็นไร...”“พิ้งค์” นัยน์ตาคมกริบเบิกโพลงเมื่อเห็นใบหน้าของคนในอ้อมแขนชัดเจน เขาไม่คิดมาก่อนจะเจอหญิงสาวที่นี่“ขุนเขางั้นเหรอ” คนเมาเงยหน้ามองคนตัวโต ก่อนซบหน้าหวานกับอกล่ำสัน เพียงไม่นานปล่อยน้ำใสไหลเปียกชุ่มเสื้อผ้าของอีกคน “ไม่มีทางที่นายจะอยู่ที่นี่หรอกใช่ไหม”“พิ้งค์ นี่เธอร้องไห้เหรอ”“ฮึก ฮือ ๆ เจ็บเหลือเกิน ทำไมฉันถึงลืมนายไม่ได้สักที” คนตัวเล็กเอ่ยพูดด้วยเสียงสะอึกสะอื้น“นี่เธอเจ็บปวดมากขนาดนี้เลยเหรอ” ขุนเขาโอบก
บรรยากาศในงานวิวาห์เต็มไปด้วยความโรแมนติกและอบอุ่น ถูกจัดขึ้นภายในโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ผู้คนมากมายต่างมาร่วมแสดงความยินดีให้แก่คู่บ่าวสาว รวมถึงชมพิ้งค์“ยินดีด้วยนะมิ้นต์” ชมพิ้งค์เอ่ยบอกเจ้าสาวป้ายแดง ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและพี่สะใภ้“ขอบใจนะพิ้งค์” ส่งยิ้มอ่อนให้แก่คนตรงหน้าอย่างซาบซึ้งใจ“ฉันขอให้แกกับพี่ภาสมีความสุขมาก ๆ” พูดจบ ชมพิ้งค์หมุนตัวเตรียมจะยกเท้าจากไป ทว่าถูกรั้งไว้ด้วยฝีมือของมิลินา“พิ้งค์ ฉันขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ”“มีอะไรเหรอ” เอี้ยวหน้ามองใบหน้างดงามของเพื่อน ก่อนตวัดสายตามองมือที่จับท่อนแขนของตัวเองอย่างสงสัย“ไปคุยกันแป๊บหนึ่งสิ” มิลินาไม่รอให้อีกคนตอบโต้ประโยคใด เธอจูงมือชมพิ้งค์ไปยังมุมหนึ่งที่ไม่มีคนพลุกพล่าน“มีอะไรหรือเปล่า มิ้นต์” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นด้วยความสงสัยกับท่าทีของคนตรงหน้า“แกไม่เป็นอะไรใช่ไหมพิ้งค์ เมื่อกี้ฉันเห็นผู้ชายคนนั้นด้วย” เธอหมายถึงขุนเขาอดีตแฟนหนุ่มของเพื่อนสนิท“นึกว่ามีเรื่องสำคัญอะไรจะคุยกับฉัน ที่แท้เรื่องขุนเขานี่เอง ฉันไม่เป็นไรอย่าใส่ใจเลย” เธอแค่ไม่อยากให้มิลินาต้องกังวลใจกับเรื่องของตัวเอง ทั้งที่เป็นงานแต่งของเพื่อน“แกไม่เป็นไร
แสงแดดในยามเช้าสาดส่องมายังปลายเตียง ที่มีพ่อแม่ลูกนอนด้วยกัน กฤตภาสตื่นขึ้นก่อนมิลินาเพื่อมองดูเธอในยามหลับ นิ้วยาวลูบไล้พวงแก้มขาวเนียนแผ่วเบาบางอย่างกำลังสัมผัสแก้มนวล ปลุกหญิงสาวตื่นจากการหลับใหลซึ่งพบกับชายหนุ่มกำลังส่งยิ้มหวานมายังเธอ“อรุณสวัสดิ์” ไม่พูดเปล่า ประทับจูบบนหน้าผากเกลี้ยงเกลา“ตื่นเช้าจังเลยนะคะ” เธอรู้สึกเขินอายที่มีใครมาจ้องในยามหลับทำเอาหน้างามแดงระเรื่อ“พี่อยากเจอหน้ามิ้นต์เร็ว ๆ ก็เลยต้องรีบตื่น”“ปากหวานจังเลยนะคะ” ฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุขกับช่วงเวลานี้เธอแอบเสียดายเล็กน้อยที่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำจิตใจ จึงทำให้ที่ผ่านมาสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์“มิ้นต์ครับ”“คะ” คิ้วเรียวสวยเลิกขึ้นพลางมองดูริมฝีปากหยักได้รูป ทำท่าจะขยับพูดบางอย่าง“แต่งงานกันนะครับ”“แต่งค่ะ”“ห๊ะ”กลายเป็นว่ากฤตภาสตกใจกับคำตอบรับของมิลินา คาดไม่ถึงเธอจะตอบรับอย่างรวดเร็ว“มิ้นต์บอกว่าแต่งงานไงค่ะ ตกใจอะไรคะ” คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างงุนงง“พี่ไม่คิดว่ามิ้นต์จะตอบรับเร็วขนาดนี้”“มิ้นต์ไม่อยากเสียเวลาอีกแล้วค่ะ อีกอย่างลูกของเราก็โตมากแล้วนะคะ”“คงลำบากแย่ใช่ไหมที่ผ่านมาต้องเลี้
“ตื่นได้แล้วมิ้นต์ เธอต้องลุกขึ้นไปทำอาหารให้ฉัน” เสียงทุ้มพยายามปลุกคนหลับที่เหนื่อยจากบทรักเมื่อคืนให้ตื่น“อื้อ พี่ภาสสั่งเอาได้ไหมคะ มิ้นต์ง่วง” เอ่ยบอกอย่างงัวเงีย ก่อนพลิกกายหันไปอีกด้าน เธอเหนื่อยเหลือเกินจนไม่อยากลืมตาขึ้นมาทำอะไรทั้งนั้น“ฉันบอกว่าฉันหิวไง” กฤตภาสเริ่มหงุดหงิด“พี่ภาสไปหาก
“หม่ามี๊ขา นี่บ้านใหม่ของเราจริงเหรอ” หนูน้อยโมจิมองบ้านหลังงามตรงหน้าด้วยอาการตื่นเต้นปนดีใจสุดขีด“ใช่ค่ะ” มิลินาหันไปส่งยิ้มให้กับลูกสาวตัวน้อยวันนี้เป็นวันที่เธอได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล หลังจากพักฟื้นร่างกายนานนับเดือนจนหายดี ซึ่งกฤตภาสได้พาเธอกับลูกมาอยู่ด้วยกันเดิมทีมิลินาปฏิเสธเพราะไ
อาการของมิลินาเริ่มดีขึ้น หลังจากนอนรักษาตัวนานนับเดือน ซึ่งความทรงจำในอดีตกลับมาหมดแล้ว ทำให้รับรู้ว่าก่อนเธอจะรักษาตัวยังโรงพยาบาลเกิดอะไรขึ้นบ้างทว่าแทนที่เธอจะโกรธและเกลียดกฤตภาส กลับกลายเป็นว่าเริ่มใจอ่อนให้เขา นั่นเพราะทั้งพี่ชายกับชมพิ้งค์ต่างก็พูดถึงความดีของกฤตภาสให้ฟัง ในระหว่างเธอรักษาต
หนึ่งเดือนต่อมา มิลินายังคงไม่มีท่าทีจะฟื้นขึ้นมาทำเอาคนรออย่างกฤตภาสทรมานไปหมดทั้งกายและหัวใจ ยิ่งนับวันยิ่งรู้สึกท้อเหลือเกิน ทั้งหวาดกลัวไปหมด ได้แต่เฝ้าภาวนาขอให้เธอลืมตาขึ้นเร็ววัน“อย่าเอาแต่นอนสิมิ้นต์ รู้ไหมว่ามีคนคอยอยู่” กระซิบบอกข้างใบหูขาวสะอาด ก่อนทาบริมฝีปากหยักลงบนหน้าผากเกลี้ยงเกลาอ







