Mag-log in
กลางดึกในคืนหนึ่ง ร่างสูงเดินออกมาจากบ้านพักตากอากาศสู่โกดังใกล้เคียงเพื่อตรวจดูอาวุธลับอีกรอบ อันที่จริงประเด็นหลักไม่ใช่แค่เรื่องนี้ มีข่าวจากคานโลแจ้งถึงเขาเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเชลย สตรีนางหนึ่งที่เขาอยากได้มาเป็นคู่นอนแต่ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี กำลังเจาะเบาะแสลึกเข้ามา และเหมือนว่ามีโอกาสจะเจอด้วย
“ผมสืบมาคร่าวๆแล้วครับ เป็นคนที่มีอิทธิพลระดับหนึ่งของประเทศ”
“แค่มันคนเดียวหรือ”
“ทั้งคู่ครับ เบาะแสว่าเธอหายไปในงานหน้ากากเวนิสก็สันนิษฐานกันว่าน่าจะถูกลักพาตัว หากมีการแจ้งตำรวจปกติผมคงจัดการไปแล้ว ไม่ส่งข่าวมาถึงนายให้หัวเสียแบบนี้แน่ แต่ฝ่ายนั้นมันเลือกที่จะตามเรื่องนี้เอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับตำรวจเลย ประเด็นคือสืบคืบหน้าด้วย น่าสงสัยว่ามันจะไม่ใช่คนขาวสะอาด คงทำธุรกิจสีเทา มีเส้นสายเหมือนกันกับเรา เผลอๆอาจวงการเดียวกัน”
“มันเป็นใคร”
“เป็นเพื่อนสนิทของคุณลลิสา ชื่อว่าอาคีรา ส่วนอีกคนก็ใช่ย่อยครับ ถึงพ่อของมันจะตาย เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อไม่นานมานี้และไม่มีใครสืบทอดอาชีพนี้ต่อ แต่ตระกูลที่คลุกคลีกับภูมิศาสตร์ของประเทศ ผมเดาว่าอาจมีสิทธิ์รู้เรื่องของนายเมื่อครั้งอดีตด้วย..”
“เรื่องของกู?”
“ใช่ครับ สมัยเกิดเรื่อง พ่อของมันสั่งให้หลายหน่วยงานติดตามคดีนี้ รับปากผ่านสื่อมวลชนอย่างดีว่าจะตามให้ได้ แต่พอได้ส่วยจากฝั่งตรงข้าม ก็ล้มเลิกไป”
“หึ..”
ดวงตาคมกริบหรี่แคบเป็นเสี้ยวพระจันทร์ขณะฟังการรายงานของลูกน้องคนสนิทอย่างตั้งใจ ขยายกว้างตอนได้ยิน
“พ่อมันเป็นนักการเมือง?”
“ครับ”
“งั้นก็แปลว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ถึงมีเพื่อนสนิทระดับคนชั้นสูงได้?”
“จะให้ผมสืบประวัติของเธอให้ลึกกว่านี้ไหมครับ เผื่อเป็นภัยต่อเราภายหลังจะได้ป้องกันได้”
“อืม มึงไปสืบมา เอาให้หมดตั้งแต่เธอยังไม่เกิด”
“รับทราบครับนาย”
“แล้วเรื่องผู้จัดการของยัยนั่น ไปถึงไหน”
“ทางเราเจอตัว จะพาตัวมาแล้วครับ แต่กลับถูกแย่งไปโดยคนที่ชื่ออาคีรานี้เหมือนกัน เหมือนว่ามันจะรู้เบาะแสจากคนนี้”
“โทรศัพท์นั่นสินะ”
“ครับ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง นายไม่เคยเปิดเผยตัวตน อีกอย่างตอนโอนเงินก็ใช้บัญชีอื่น”
ก่อนหน้านี้เหมันต์สืบประวัติของเธอเพียงคร่าวๆ เกี่ยวกับการทำงานของเธอเท่านั้น ไม่ได้เจอะลึกไปถึงรากฐานตระกูล ข่าวคราวว่ามีการสืบหาตัวเธอราวกับต้องพลิกแผ่นดิน ซึ่งเรื่องแดงเร็วกว่าคนปกติ นั่นก็หมายความว่าโทรศัพท์ของเธอช่วงเวลาของการทำงานจะถูกติดตามอยู่ตลอด พอเห็นว่าผู้จัดการของเธอหนีออกนอกประเทศ สิ่งนี้ถึงได้เข้าหูครอบครัว และรู้ถึงหูเพื่อนสนิท
คนหายไปทั้งคนไม่แปลกที่จะถูกตามหา แต่ที่แปลกคือคนที่ตามหาไม่ขอความร่วมมือจากตำรวจแม้แต่คนเดียว
“เราจะชะล่าใจไม่ได้ เกิดมันเจาะเข้ามาใกล้ ถึงไม่เจอตัวลลิสา แต่มันจะทำให้การทำงานของเราลำบาก”
“........”
“ส่งคนไปตามดูพวกมัน อย่าให้เจาะเข้ามาได้เร็วเกิน อย่างน้อยก็ให้เสร็จงานนี้ก่อน แต่ถ้ามันเสือกมากนัก มึงก็เล่นกับมันสักหน่อย เอาแค่เจ็บ ไม่ต้องถึงกับตาย เราจะฆ่าเฉพาะคนที่เราล็อคเป้าเอาไว้ คนอื่นที่ไม่เกี่ยวหลีกได้หลีก”
“ครับ”
ทันทีที่คานโลก้มหัวให้ เขาก็เดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง ดูก็รู้เจ้าของแผ่นหลังนั้นตึงเครียดเพียงใด ไม่ใช่แค่เรื่องว่าจะเกิดอุปสรรคขวากหนามเลือนราง ระหว่างดำเนินจัดการตามแผนการที่วางไว้ คือฆ่าล้างแค้นศัตรูที่มันฆ่าล้างตระกูลของเขา ทว่าเป็นเรื่องของเธอด้วย นางแบบคนนั้นที่ตกมาเป็นเชลย ไม่รู้ทำไม แค่คิดว่าจะถูกทวงคืน เพียงแค่นั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว
เหมันต์เดินมาเรื่อยๆจนถึงห้องหนึ่งที่จะต้องเดินผ่าน และในนั้นมีตัวต้นเหตุทำให้เขาหัวเสียนอนอยู่ ขาแกร่งหยุดชะลอช้าอัตโนมัติ และยืนนิ่งอยู่พักทั้งที่สมองไม่ได้สั่ง
หลายวันมานี้เขาไม่ได้เจอเธอ เนื่องจากมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมการ มีแต่คานโลเท่านั้นที่ถูกใช้งานให้เอาเสบียงมาให้ แต่ก็ไม่ได้สั่งให้มารายงานเขา เพราะเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องที่มันไม่สำคัญ จนบางคราก็ลืมไปเลยว่ามี เชลยสาวสวยรูปร่างน่าฟัดนอนอ่อยอยู่ที่นี่
แอด..
เพียงแค่เขาแง้มไม่ได้เปิดอ้ากลิ่นอับข้างในก็โชยออกมาปะทะจมูก ก่อนยื่นหน้าเข้าไปไม่สนใจกลิ่นที่ตลบอบอวล ความต้องการในตอนนี้ของเขาเพียงแค่อยากเห็นความเป็นอยู่ของคนข้างใน ทว่าไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเธอในสภาพเช่นนี้
และเมื่อเพ่งสายตาฝ่าความมืดไปมองเห็น ร่างเล็กนอนคดคู้อยู่บนเตียง ท่าทางที่ปกติของเขาก็ชะงักไป จากที่กะจะมาดูเฉยๆแล้วกลับ นาทีนี้มีความช่างใจอยู่ในสมองลึกๆ เธอบอกว่าแพ้ฝุ่น แต่นอนอยู่กับฝุ่น แถมใส่หน้ากากอนามัยขัดขวางทางเดินหายใจ
หากนี่ไม่ได้เรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม ต้องเรียกว่าอะไร
และในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง ใบหน้าเชิดตอนเธอปฏิเสธ คำพูดอวดดี และท่าทางเย่อหยิ่งอีกมากมาย เขาจำได้แม่นว่าตอนนั้นเขาเคืองเธอมาก ถึงขนาดมีความคิดอยากจะจับปล้ำให้รู้แล้วรู้รอด แต่ด้วยนิสัยไม่ชอบขืนใจใคร โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง ก็ถือว่าเธอโชคดีไป
คิดได้แบบนั้นเขาก็เตรียมจะดึงประตูปิด กะว่าจะถอยกลับ
ทว่า..
กลับใจดำไม่ลง และนั่นเป็นสาเหตุให้เขาหงุดหงิดตัวเองขึ้นมา ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ ฆ่าคนตายไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ทีอย่างนี้เสือกมาเป็นสุภาพบุรุษ
พรึ่บ!
ในขณะที่กำลังถกเถียงกันราวกับมีสองคนในร่างเดียว มารู้ตัวอีกทีสวิตช์ไฟถูกกดด้วยนิ้วแกร่งไปแล้ว ความสว่างโล่ของนีออนสีขาวเปิดภาพรอบห้องให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ช่วยเป็นตัวยืนยันอย่างดีว่าสิ่งที่คานโลพูดไม่เกินจริง หากแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่คิดที่จะทำความสะอาดบ้าง เลือกปล่อยให้ตัวเองนอนคลุกฝุ่นอยู่แบบนี้
หรือว่ายิ่งไม่ไปยุ่งกับฝุ่น ก็ยิ่งไม่เจอฝุ่น
จะอย่างไรก็ตามแต่ ในเมื่อตัดสินใจเข้ามาแล้วก็ไม่ควรจะเปลี่ยนใจ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงทำการปลุก แต่การปลุกของเขาคงพิลึกไปหน่อย เพราะเขาใช้เท้ากับเธอ
“ลลิสา”
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
“ฉันมาแล้วค่ะ” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกสุด ส่งเสียงทักทายด้วยภาษาอังกฤษ มือที่บีบเปลี่ยนเป็นผสานกันตรงหน้าขา เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างโกธิกยักษ์ บนเก้าอี้สีดำกำมะหยี่ เบื้องหน้าของเขาคือคลองแกรนด์คาแนล และแน่นอนเขาหันหลังให้กับเธอ แทนที่เธอจะรู้สึกดีที่ไม่ได้สบตากันในวินาทีแร
หลังตอบตกลงรับงานเทศกาลหน้ากากเวนิสไป ลลิสากับจิ๋ว จึงเดินทางมาประเทศอิตาลีก่อนเวลานัดหมายหนึ่งวัน ที่นัดพบอยู่แถวย่าน Dorsoduro เป็นสถานที่เดียวที่มีอยู่ในการ์ดสีดำ นอกจากนั้นคงต้องรอรู้แบบสดใหม่กันอีกที ตอนนั่งอยู่บนเรือของผู้ว่าจ้าง เนื่องจากเขาส่งคนมารับ “สวัสดีครับ ผมคา
ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างกันเลยกับตอนเดินแบบครั้งแรก ตอนที่เท้าอยู่บนส้นเข็มสูง ที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่อหากก้าวพลาด จำได้ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น รองเท้าของเธอไม่เคยทรยศกัน เท้าของเธอรักเธอมากที่สุด มันพาเธอเดินไปไกล มายืนอยู่จุดนี้ได้เพราะมัน ถ้าจะหาสิ่งที่ทรยศ เธอว่าหัวใจเธอต่างหาก
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมน่านฟ้า แสงไฟในห้องโดยสารเริ่มสลัวลง น้ำตาที่สะกดกลั้นมานานก็ไหลอาบแก้มเนียนเงียบๆ ลลิสายกมือขึ้นกอดตัวเองซุกหน้าลงกับหมอนใบเล็ก สะอื้นไห้จนตัวโยนโดยไร้เสียง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ...เธอไม่ได้อยากห่างกับเขาเลยสักนิด . . บรรยากาศภาย







