LOGIN
กลางดึกในคืนหนึ่ง ร่างสูงเดินออกมาจากบ้านพักตากอากาศสู่โกดังใกล้เคียงเพื่อตรวจดูอาวุธลับอีกรอบ อันที่จริงประเด็นหลักไม่ใช่แค่เรื่องนี้ มีข่าวจากคานโลแจ้งถึงเขาเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเชลย สตรีนางหนึ่งที่เขาอยากได้มาเป็นคู่นอนแต่ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี กำลังเจาะเบาะแสลึกเข้ามา และเหมือนว่ามีโอกาสจะเจอด้วย
“ผมสืบมาคร่าวๆแล้วครับ เป็นคนที่มีอิทธิพลระดับหนึ่งของประเทศ”
“แค่มันคนเดียวหรือ”
“ทั้งคู่ครับ เบาะแสว่าเธอหายไปในงานหน้ากากเวนิสก็สันนิษฐานกันว่าน่าจะถูกลักพาตัว หากมีการแจ้งตำรวจปกติผมคงจัดการไปแล้ว ไม่ส่งข่าวมาถึงนายให้หัวเสียแบบนี้แน่ แต่ฝ่ายนั้นมันเลือกที่จะตามเรื่องนี้เอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับตำรวจเลย ประเด็นคือสืบคืบหน้าด้วย น่าสงสัยว่ามันจะไม่ใช่คนขาวสะอาด คงทำธุรกิจสีเทา มีเส้นสายเหมือนกันกับเรา เผลอๆอาจวงการเดียวกัน”
“มันเป็นใคร”
“เป็นเพื่อนสนิทของคุณลลิสา ชื่อว่าอาคีรา ส่วนอีกคนก็ใช่ย่อยครับ ถึงพ่อของมันจะตาย เป็นข่าวใหญ่โตเมื่อไม่นานมานี้และไม่มีใครสืบทอดอาชีพนี้ต่อ แต่ตระกูลที่คลุกคลีกับภูมิศาสตร์ของประเทศ ผมเดาว่าอาจมีสิทธิ์รู้เรื่องของนายเมื่อครั้งอดีตด้วย..”
“เรื่องของกู?”
“ใช่ครับ สมัยเกิดเรื่อง พ่อของมันสั่งให้หลายหน่วยงานติดตามคดีนี้ รับปากผ่านสื่อมวลชนอย่างดีว่าจะตามให้ได้ แต่พอได้ส่วยจากฝั่งตรงข้าม ก็ล้มเลิกไป”
“หึ..”
ดวงตาคมกริบหรี่แคบเป็นเสี้ยวพระจันทร์ขณะฟังการรายงานของลูกน้องคนสนิทอย่างตั้งใจ ขยายกว้างตอนได้ยิน
“พ่อมันเป็นนักการเมือง?”
“ครับ”
“งั้นก็แปลว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ถึงมีเพื่อนสนิทระดับคนชั้นสูงได้?”
“จะให้ผมสืบประวัติของเธอให้ลึกกว่านี้ไหมครับ เผื่อเป็นภัยต่อเราภายหลังจะได้ป้องกันได้”
“อืม มึงไปสืบมา เอาให้หมดตั้งแต่เธอยังไม่เกิด”
“รับทราบครับนาย”
“แล้วเรื่องผู้จัดการของยัยนั่น ไปถึงไหน”
“ทางเราเจอตัว จะพาตัวมาแล้วครับ แต่กลับถูกแย่งไปโดยคนที่ชื่ออาคีรานี้เหมือนกัน เหมือนว่ามันจะรู้เบาะแสจากคนนี้”
“โทรศัพท์นั่นสินะ”
“ครับ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง นายไม่เคยเปิดเผยตัวตน อีกอย่างตอนโอนเงินก็ใช้บัญชีอื่น”
ก่อนหน้านี้เหมันต์สืบประวัติของเธอเพียงคร่าวๆ เกี่ยวกับการทำงานของเธอเท่านั้น ไม่ได้เจอะลึกไปถึงรากฐานตระกูล ข่าวคราวว่ามีการสืบหาตัวเธอราวกับต้องพลิกแผ่นดิน ซึ่งเรื่องแดงเร็วกว่าคนปกติ นั่นก็หมายความว่าโทรศัพท์ของเธอช่วงเวลาของการทำงานจะถูกติดตามอยู่ตลอด พอเห็นว่าผู้จัดการของเธอหนีออกนอกประเทศ สิ่งนี้ถึงได้เข้าหูครอบครัว และรู้ถึงหูเพื่อนสนิท
คนหายไปทั้งคนไม่แปลกที่จะถูกตามหา แต่ที่แปลกคือคนที่ตามหาไม่ขอความร่วมมือจากตำรวจแม้แต่คนเดียว
“เราจะชะล่าใจไม่ได้ เกิดมันเจาะเข้ามาใกล้ ถึงไม่เจอตัวลลิสา แต่มันจะทำให้การทำงานของเราลำบาก”
“........”
“ส่งคนไปตามดูพวกมัน อย่าให้เจาะเข้ามาได้เร็วเกิน อย่างน้อยก็ให้เสร็จงานนี้ก่อน แต่ถ้ามันเสือกมากนัก มึงก็เล่นกับมันสักหน่อย เอาแค่เจ็บ ไม่ต้องถึงกับตาย เราจะฆ่าเฉพาะคนที่เราล็อคเป้าเอาไว้ คนอื่นที่ไม่เกี่ยวหลีกได้หลีก”
“ครับ”
ทันทีที่คานโลก้มหัวให้ เขาก็เดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง ดูก็รู้เจ้าของแผ่นหลังนั้นตึงเครียดเพียงใด ไม่ใช่แค่เรื่องว่าจะเกิดอุปสรรคขวากหนามเลือนราง ระหว่างดำเนินจัดการตามแผนการที่วางไว้ คือฆ่าล้างแค้นศัตรูที่มันฆ่าล้างตระกูลของเขา ทว่าเป็นเรื่องของเธอด้วย นางแบบคนนั้นที่ตกมาเป็นเชลย ไม่รู้ทำไม แค่คิดว่าจะถูกทวงคืน เพียงแค่นั้นเขาก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว
เหมันต์เดินมาเรื่อยๆจนถึงห้องหนึ่งที่จะต้องเดินผ่าน และในนั้นมีตัวต้นเหตุทำให้เขาหัวเสียนอนอยู่ ขาแกร่งหยุดชะลอช้าอัตโนมัติ และยืนนิ่งอยู่พักทั้งที่สมองไม่ได้สั่ง
หลายวันมานี้เขาไม่ได้เจอเธอ เนื่องจากมัวแต่ยุ่งอยู่กับการเตรียมการ มีแต่คานโลเท่านั้นที่ถูกใช้งานให้เอาเสบียงมาให้ แต่ก็ไม่ได้สั่งให้มารายงานเขา เพราะเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องที่มันไม่สำคัญ จนบางคราก็ลืมไปเลยว่ามี เชลยสาวสวยรูปร่างน่าฟัดนอนอ่อยอยู่ที่นี่
แอด..
เพียงแค่เขาแง้มไม่ได้เปิดอ้ากลิ่นอับข้างในก็โชยออกมาปะทะจมูก ก่อนยื่นหน้าเข้าไปไม่สนใจกลิ่นที่ตลบอบอวล ความต้องการในตอนนี้ของเขาเพียงแค่อยากเห็นความเป็นอยู่ของคนข้างใน ทว่าไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเธอในสภาพเช่นนี้
และเมื่อเพ่งสายตาฝ่าความมืดไปมองเห็น ร่างเล็กนอนคดคู้อยู่บนเตียง ท่าทางที่ปกติของเขาก็ชะงักไป จากที่กะจะมาดูเฉยๆแล้วกลับ นาทีนี้มีความช่างใจอยู่ในสมองลึกๆ เธอบอกว่าแพ้ฝุ่น แต่นอนอยู่กับฝุ่น แถมใส่หน้ากากอนามัยขัดขวางทางเดินหายใจ
หากนี่ไม่ได้เรียกว่าเป็นการฆ่าตัวตายทางอ้อม ต้องเรียกว่าอะไร
และในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ๆความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมอง ใบหน้าเชิดตอนเธอปฏิเสธ คำพูดอวดดี และท่าทางเย่อหยิ่งอีกมากมาย เขาจำได้แม่นว่าตอนนั้นเขาเคืองเธอมาก ถึงขนาดมีความคิดอยากจะจับปล้ำให้รู้แล้วรู้รอด แต่ด้วยนิสัยไม่ชอบขืนใจใคร โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง ก็ถือว่าเธอโชคดีไป
คิดได้แบบนั้นเขาก็เตรียมจะดึงประตูปิด กะว่าจะถอยกลับ
ทว่า..
กลับใจดำไม่ลง และนั่นเป็นสาเหตุให้เขาหงุดหงิดตัวเองขึ้นมา ก่นด่าตัวเองอยู่ในใจ ฆ่าคนตายไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ทีอย่างนี้เสือกมาเป็นสุภาพบุรุษ
พรึ่บ!
ในขณะที่กำลังถกเถียงกันราวกับมีสองคนในร่างเดียว มารู้ตัวอีกทีสวิตช์ไฟถูกกดด้วยนิ้วแกร่งไปแล้ว ความสว่างโล่ของนีออนสีขาวเปิดภาพรอบห้องให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ช่วยเป็นตัวยืนยันอย่างดีว่าสิ่งที่คานโลพูดไม่เกินจริง หากแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่คิดที่จะทำความสะอาดบ้าง เลือกปล่อยให้ตัวเองนอนคลุกฝุ่นอยู่แบบนี้
หรือว่ายิ่งไม่ไปยุ่งกับฝุ่น ก็ยิ่งไม่เจอฝุ่น
จะอย่างไรก็ตามแต่ ในเมื่อตัดสินใจเข้ามาแล้วก็ไม่ควรจะเปลี่ยนใจ เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาจึงทำการปลุก แต่การปลุกของเขาคงพิลึกไปหน่อย เพราะเขาใช้เท้ากับเธอ
“ลลิสา”
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
คำปลอบประโลมที่มาพร้อมความจริงใจและเด็ดเดี่ยวหลอมละลายความอึดอัดในใจของลลิสาจนหมดสิ้น เธอเงยหน้าขึ้นสบสายตาคมกริบในระยะประชิด ความโหยหาและความรักอันมหาศาลสอดประสานกันผ่านแววตาหวานเยิ้มคู่นั้นเหมันต์โน้มใบหน้าลงมาประทับริมฝีปากบางอย่างแผ่วเบา ละมุนละไม และลึกซึ้ง สัมผัสของเขาไม่มีความเร่งรีบหรือป่าเถื่อนหลงเหลือ มีเพียงความเกรงใจและเกียรติที่เขามอบให้เธอ ฝ่ามือหนาค่อยๆ เลื่อนไปปลดกระดุมเสื้อผ้าของเธอออกอย่างสุภาพและทะนุถนอม ราวกับกำลังประคองสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลกเอาไว้ชายหนุ่มขยับตัวประคองร่างบางให้นอนเอนกายลงบนฟูก พลิกกายหนาขึ้นมาคร่อม โดยระมัดระวังไม่ให้ทิ้งน้ำหนักลงไปจนเธออึดอัด“ที่รักของผม..” ก้านนิ้วแกร่งเกลี่ยอยู่บนแก้มเนียนอย่างอ่อนโยนราวกับกลัวเธอเจ็บบทรักดำเนินไปอย่างเชื่องช้า เนิบนาบ และอ่อนโยน เหมันต์ใช้ความใส่ใจในทุกการเคลื่อนไหวเพื่อชโลมหัวใจที่เคยเหนื่อยล้าของเธอมาครึ่งค่อนชีวิตให้ละลายหายไป ลลิสากระชับอ้อมกอดรัดแผ่นหลังกว้างของเขาแน่น ซบใบหน้าลงกับอกแกร่งพรางส่งเสียงครางแผ่วในลำคอด้วยความเสียว ปล่อยให้ความวาบหวามแสนหวานหล่อหลอมกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ท่ามกลางความเ
“บะ บ้า”ลลิสาแก้มแดงปลั่งด้วยความขัดเขิน ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชินในการกระทำขี้แกล้งของเขา ก่อนเบนหน้าหนีกลับไปสนใจหม้อต้มน้ำต่อ ทว่ามือหนาของเหมันต์กลับเอื้อมมากระชับเอวบางไว้แทน กดจูบแผ่วเบาลงบนลาดไหล่เนียนผ่านเนื้อผ้าคอกลมเบา ๆ“ให้ชิมแค่พาสต้าเหรอ” ชายหนุ่มกระซิบหยอกล้อเสียงพร่า ทำเอาลลิสาทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนยอมให้อ้อมกอดอันอบอุ่นของเขาโอบรัดไว้ขณะที่อาหารในเตากำลังงวดได้ที่ แก้มเนียนสีแดงระเรื่อถูกแทะโลมด้วยปลายจมูกโด่ง จังหวะนั้นเธอย่นคอและไหล่ด้วยความจักจี้“อย่าค่ะ...เรากำลังทำอาหารกันอยู่นะ เดี๋ยวไม่ได้กินกันพอดี”“ถ้างั้นกินคุณแทน”“เหมันต์คะ”“โอเคๆ เลิกเล่น งั้นรวบยอดทีเดียวคืนนี้นะ”“ชิ..สาไปทำอะไรให้ถึงต้องรวบยอด”“ก็ทำให้ผมแข็งไง”“เหมันต์!”“ฮ่าๆ”มื้อเย็นวันนั้นจบลงด้วยความครื้นเครงและไออุ่นที่อบอวลไปทั่วห้องอาหาร มาเฟียหนุ่มผู้เด็ดขาดและหญิงสาวผู้มั่นคง ได้เรียนรู้ว่าความสุขที่แท้จริงว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจล้นฟ้าหรือทรัพย์สินเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่ประดิษฐานอยู่ในห้องครัวเล็ก ๆ ที่มีเสียงหัวเราะ และจานอาหารที่พวกเขาร่วมมือทำด้วยกันเพื่อก้าวเดินไปสู่อนาคตข้างหน้าได้ แบ
หลังจากกดวางสายและบล็อกเบอร์ของมารดา กลับเป็นตัวเธอเองที่ไม่สบายใจเสียเอง ลลิสาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ยาวท่ามกลางความเงียบสงัดของระเบียงกว้าง เธอทอดสายตามองเหม่อออกไปนอกไร่องุ่นอันกว้างใหญ่ ทว่าแววตาคู่สวยกลับว่างเปล่าและล่องลอยคล้ายกับกำลังจมลงสู่ห้วงของความเจ็บปวดอีกครั้ง ใครๆก็อยากมีครอบครัวที่แสนอบอุ่นไม่ใช่หรือ เธอเองก็เช่นกัน..แม้ถ้อยคำที่เธอพูดใส่มารดาจะแรงไป แต่ในใจลึก ๆ ของผู้หญิงคนหนึ่ง การต้องเปล่งวาจาพูดไม่ดีใส่ ประกาศตัดขาดจากครอบครัวแท้ๆด้วยตัวเอง มันแฝงไปด้วยความรู้สึกสะเทือนใจได้เหมือนกัน ความรู้สึกไม่ต่างจากตอนที่เธอสูญเสียสามีสักนิด รอยร้าวจากวัยเด็กที่ถูกปล่อยปะละเลยราวกับไม่ใช่ลูก และความทรงจำที่ถูกเหยียบย่ำศักดิ์ศรีแล่นกลับเข้ามาตอกย้ำจนขอบตาของเธอเริ่มร้อนผ่าว หญิงสาวกอดอกตัวเองไว้แน่นเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ที่คอ แต่แล้ว.. สามีของเธอที่ยืนดูอยู่ไกลๆ กลับเดินเข้ามาหาเธออย่างประจวบเหมาะ ช่างเลือกเวลาได้ดีเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาอย่างสม่ำเสมอทำให้รู้ว่าขาของเขากลับมาแข็งแรงดีแล้ว ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งลงบนม้านั่งข้างกายเธอ ก่อนจะเอื้อมอ้
ตกเย็นวันนั้น หลังจากที่ลลิสาและเหมันต์กลับมาจากย่านจัตุรัสเก่าแก่ หญิงสาวก็พาชายหนุ่มเข้ามาพักผ่อนในห้องนั่งเล่นที่เปิดฮีตเตอร์ให้อุ่นสบาย ก่อนทรุดตัวลงข้างๆหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็กดูตามความเคยชิน หน้าจอเด้งข้อความแจ้งเตือนจากห้องแชทลับที่มีเพียงเธอ เหนือเมฆ และอาคีรา ทว่าคราวนี้ไม่ใช่การรัวข้อความไร้สาระของเหนือเมฆเหมือนทุกที แต่มันเป็นข้อความยาวข้อความหนึ่งที่ดูตั้งใจพิมพ์และแฝงไปด้วยความหมายที่แปลกประหลาด เหนือเมฆ: สา เป็นไงบ้าง เงียบไปเลย การเรียนมันยุ่งขนาดนั้นเลยเหรอ? อย่าหักโหมมากนะ..เป็นห่วง อาคีรา: พวกเราจะรอ เหนือเมฆ : เรียนจบแล้วรีบกลับมาล่ะ อย่าอยู่เพลิน ทันทีที่อ่านจบดวงตาของเธอถูกกลอกไปมา พร้อมขอบตาร้อนผ่าว แสบร้อนกลางอกทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และท่าทางนั้นก็ทำให้เหมันต์นี่นั่งมองอยู่ผิดสังเกต เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว . ภายในห้องออกกำลังกายและกายภาพบำบัดส่วนตัวของคฤหาสน์หรู แสงแดดอุ่นช่วงสายส่องผ่านผนังกระจกบานใหญ่เข้ามาอย่างทั่วถึง อุปกรณ์การแพทย์และราวจับขนานสองข้างถูกเซ็ตอัพไว้พร้
แสงแดดอ่อนยามเช้าลอดผ่านม่านผืนหนาในคฤหาสน์หรูที่อิตาลี เผยให้เห็นร่างของลลิสาและเหมันต์ยังกอดกันอยู่ ลลิสาตื่นขึ้นพร้อมความรู้สึกระบมจากค่ำคืนที่ผ่านมา โดยมีเหมันต์โอบกอดไว้ด้วยความเอ็นดูจากด้านหลังแม้ลลิสาจะพยายามขอตัวไปอาบน้ำ แต่เหมันต์กลับกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นพร้อมหอมแก้มนวลต้ องการออดอ้อนที่จะขอกอดเธอต่อ เมื่อคืนหลังเสร็จกิจเขาเอ่ยปากสัญญาด้วยแววตาจริงจังว่าจะปกป้องเธอจากคนร้ายในฐานะผู้หญิงของเขา ทำเอาลลิสาใจสั่นและซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นนั้นจนหลับไปถึงจะลาลับโลกไปแล้วในความคิดของคนอื่น แต่เขาก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี ศัตรูของเขาเยอะเกินกว่าเขาจะวางใจลง แน่นอนว่าทุกวินาทีของการใช้ชีวิตจะต้องมีสติและไหวพริบอยู่ตลอดเวลา.บนโต๊ะอาหารขนาดยาว บรรยากาศอบอวลไปด้วยความอุ่นใจและกลิ่นอาหารทีชื่นชอบ เหมันต์นั่งอยู่บนวีลแชร์ราคาแพงข้างโต๊ะ สายตาคมกริบคอยจับจ้องลลิสาที่นั่งอยู่ไม่ห่าง เขาใช้ส้อมจิ้มอาหารพอดีคำแล้วยื่นไปตรงหน้าเธอ“กินอีกหน่อยนะ... ตัวคุณเล็กลงมาก รู้ไหมว่าเมื่อคืนผมแทบไม่กล้ากอดแรง"ลลิสาหน้าแดงวาบเมื่อเขาขุดเรื่องเมื่อคืนมาพูดต่อหน้าแม่บ้านและลูกน้องที่ยืนคอยรับใช้อยู่ห่างๆ เ
หลังจากทำกายภาพเสร็จ ด้วยพลังอันล้นเปี่ยมของเหมันต์ที่เหมือนจะมีมากกว่าทุกวัน เนื่องจากคนช่วยคือเมียสุดที่รัก เขาก็ได้พักเหนื่อย ทว่าลลิสากลับไม่ยอมปล่อย เธอจัดการล็อกล้อรถเข็นเอาไว้ ก่อนจะขยับเข้าไปยืนชิดจนหน้าขาของเธอเบียดกับเข่าของร่างสูง เหมันต์มองหน้ามองหญิงสาว หัวใจเต้นแรงกับความ
ภายในห้องกระจกใสของศูนย์ฟื้นฟูร่างกาย แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของเหมันต์ ชายหนุ่มที่ใครๆก็คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ขณะเดียวกันกรามของเขาก็ขบกันแน่นขมับขึ้นเส้นเลือดปูดโปน มือหนาทั้งสองข้างเกาะราวเหล็ก พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด แต่ขาที่ไร
รถที่ถูกเรียกมาจากสนามบินแล่นเข้ามาจอดเทียบประตูบ้านหลังเดิมที่เธอเพิ่งจากมาเมื่อวาน ก่อนจะลงมายืนเหยียบพื้นแล้วปิดประตูกลับไป รถวิ่งออกไปนานแล้วแต่ร่างเล็กยังคงยืนอยู่กับที่ มองคฤหาสน์ที่ไกลออกไป แต่ยังคงใหญ่ราวกับอยู่ใกล้กัน ทั้งที่ทางเดินเขืทิ้งระยะห่างไปแล้วเกือบครึ่งกิโล
เสียงเพลงบีตหนักหน่วงด้านนอกเริ่มเบาลงพร้อมกับเสียงปรบมือเกียวกราว ลลิสาในชุดฟินาเล่สุดหรูกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับเข้ามาหลังเวที ท่ามกลางความวุ่นวายของเหล่าดีไซเนอร์และช่างภาพที่เข้ามาแสดงความยินดี แต่ในหัวของเธอไม่ได้ยินเสียงใครเลย หัวใจของเธอเต้นรัวทะลุอก ไม่ใช่เพราะเหนื่อยจากการเดินแบบ แต่เป็นเพราะส







