LOGIN
“ฉันมาแล้วค่ะ”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกสุด ส่งเสียงทักทายด้วยภาษาอังกฤษ มือที่บีบเปลี่ยนเป็นผสานกันตรงหน้าขา เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างโกธิกยักษ์ บนเก้าอี้สีดำกำมะหยี่ เบื้องหน้าของเขาคือคลองแกรนด์คาแนล และแน่นอนเขาหันหลังให้กับเธอ แทนที่เธอจะรู้สึกดีที่ไม่ได้สบตากันในวินาทีแรก พอจะมีเวลาให้ตั้งหลักกันได้บ้าง ทว่ากลับรู้สึกประหม่ายิ่งกว่าเก่า
เพราะผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่แค่ลึกลับในสายตาของเธอที่มีก่อนหน้านี้เพียงอย่างเดียว แต่การที่เขาไม่จำเป็นต้องหันมาทันทีเพราะรู้ว่าเป็นเธอมาเยือนนั้นทำให้รู้สึกเหมือนเขาคือผู้กุมชะตาด้วย
ผู้กุมชะตาเมืองนี้
“นั่งสิครับ”
แต่ความอึ้งไม่ได้มีแค่นั้นเมื่อเขาใช้ภาษาไทย ดวงตาคู่สวยขึงกว้าง ทอดมองคนตรงหน้าตาไม่กะพริบ จนถึงป่านนี้เขาก็ยังไม่หันมามอง เธอจึงรู้ทันทีว่าการเชิญนั่งของเขาไม่ได้หมายความให้ไปนั่งตรงหน้า แต่ให้นั่งบนเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ๆ
เธอนั่งลงอย่างไม่มีข้อกังขา สายตายังจ้องมองเขา สังเกตรูปร่างและลักษณะดูก็รู้เขายังไม่แก่ และน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังนุ่มหูผสมความยำเกรงก็สามารถเดาอายุได้เลย
ผู้ชายคนนี้อายุไม่ต่ำกว่าสามสิบ และไม่เกินสี่สิบ เผลอๆเท่ากันกับเธอ
“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ ดิฉันลลิสา สิรินธรานนท์ หรือเรียกว่าสาเฉยๆก็ได้”
ในเมื่อเขาใช้ภาษาไทยกับเธอ บ่งบอกให้รู้เขาเองก็เป็นคนไทย เธอจึงใช้บ้าง พร้อมส่งรอยยิ้มฉีกกว้างเป็นมิตร แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นก็ตาม
“ทราบครับ ก่อนจะเลือกคุณ ผมได้สืบมาหมดแล้ว แต่คิดว่าไม่จำเป็น”
จากนั้นก็ต้องหุบลงทันควัน ราวกับกระแสไฟฟ้าถูกตัดขาด และเสียความมั่นใจไปมากพอควร
“ยังไงคะ”
“ในงานวันนั้นคุณแทบไม่มีตัวตน เป็นเพียงพื้นหลังของผมเท่านั้น จึงคิดว่าไม่จำเป็นครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงเลือกฉันคะ”
น้ำเสียงของลลิสาเริ่มเข้มแต่ไม่ถึงกับห้วน เนื่องจากรู้สึกฉุน เขากำลังทำให้เธออาย และหน้าแตกโดยไม่รู้ตัว
“แล้วคุณโอเคหรือเปล่า”
แทนที่จะตอบเขากลับถามกลับมา เพิ่งจะเห็นว่าในมือข้างหนึ่งของเขามีไวน์ด้วย ตอนที่มันถูกยกขึ้นมาควง แล้วจรดริมฝีปากกระดกจนหมด เพียงเท่านั้นเธอก็รู้ทันทีเขากำลังกดให้เธอต่ำกว่า ลลิสาเข้าใจดีเพราะเขาคือผู้จ่ายเงินเธอ เพียงแต่แอบผิดหวังเล็กน้อยทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกัน
“ค่ะ โอเคค่ะ”
“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาไปมากกว่านี้ เผื่อคุณต้องไปทำธุระที่อื่นต่อ เรียกค่าตัวของคุณมาได้เลยครับ”
น่าแปลกที่ความนิ่งสงบดูไม่สะทกสะท้านของเขาทำให้เขาดูน่าค้นหา เธอที่ถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจก็ยังคงไม่ละสายตาไปไหน ทอดมองอยู่อย่างนั้น ทั้งที่เห็นไม่ชัดราวกับภาพย้อนแสง ทว่าศีรษะทุย ทรงผมที่ทันสมัย จรดมาถึงต้นคอและบ่าไหล่กลับทำให้เขาดูหล่อดุจนายแบบ
ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน ทำไมเธอถึงไม่รู้จัก
“ฉันต้องรู้เงื่อนไข รูปแบบการทำงานอย่างละเอียดก่อนค่ะ”
“ได้ครับ เรื่องนั้นไม่มีปัญหา” เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย ทำให้เธอต้องหรี่ตาตาม ก่อนจะชะงัก “ทั้งหมดมันอยู่ตรงหน้าคุณแล้วไง”
เพิ่งจะเห็นว่ามันมีแฟ้มและแท็บแล็ตเปิดหน้าสัญญาค้างไว้ วางอยู่ตรงนี้ บนโต๊ะเบื้องหน้าของเธอ
“มาตอนไหน..”
หญิงสาวพึมพำ หัวคิ้วชนกันยุ่งเหยิง
“คุณมีเวลาอ่านอย่างเต็มที่ อ่านให้ละเอียด ถ้าตอบตกลงอย่าลืมเซ็นมันด้วยนะครับ”
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน เธอเห็นความสูงของเขาเต็มๆ รูปร่างกับท่าทางตอนเดินนั้น นี่มัน..อพอลโลชัดๆ
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่นำมาคิด การเดินหายเข้าไปในอีกห้องและทิ้งเธอไว้คนเดียวของเขาต่างหากที่ทำให้งุนงง เขาปล่อยเธอไว้อย่างนี้เลย?
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมน่านฟ้า แสงไฟในห้องโดยสารเริ่มสลัวลง น้ำตาที่สะกดกลั้นมานานก็ไหลอาบแก้มเนียนเงียบๆ ลลิสายกมือขึ้นกอดตัวเองซุกหน้าลงกับหมอนใบเล็ก สะอื้นไห้จนตัวโยนโดยไร้เสียง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ...เธอไม่ได้อยากห่างกับเขาเลยสักนิด . . บรรยากาศภาย
ลลิสาไม่ได้เจอเขาอีกเลยจนกระทั่งอ่านเสร็จ เขาปล่อยให้เธออยู่กับสัญญาฉบับนี้ตั้งแต่นั้น ความเงียบทำให้เธออ่านมันจนเข้าใจ แต่เพราะมันง่ายเกินไปจึงเป็นสาเหตุทำให้ต้องคิดวนเวียน “แค่นี้เองเหรอ” หญิงสาวพึมพำ เพราะเงื่อนไขที่มันน้อยเกินไป ทำให้เธอไม่กล้าเรียกค่าตัวแพง
หลังตอบตกลงรับงานเทศกาลหน้ากากเวนิสไป ลลิสากับจิ๋ว จึงเดินทางมาประเทศอิตาลีก่อนเวลานัดหมายหนึ่งวัน ที่นัดพบอยู่แถวย่าน Dorsoduro เป็นสถานที่เดียวที่มีอยู่ในการ์ดสีดำ นอกจากนั้นคงต้องรอรู้แบบสดใหม่กันอีกที ตอนนั่งอยู่บนเรือของผู้ว่าจ้าง เนื่องจากเขาส่งคนมารับ “สวัสดีครับ ผมคา
ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างกันเลยกับตอนเดินแบบครั้งแรก ตอนที่เท้าอยู่บนส้นเข็มสูง ที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่อหากก้าวพลาด จำได้ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น รองเท้าของเธอไม่เคยทรยศกัน เท้าของเธอรักเธอมากที่สุด มันพาเธอเดินไปไกล มายืนอยู่จุดนี้ได้เพราะมัน ถ้าจะหาสิ่งที่ทรยศ เธอว่าหัวใจเธอต่างหาก







