Mag-log in
ขาเดินมาก็ว่าประหม่าเกรงกลัวเขามากแล้ว ขากลับยังมีความรู้สึกคงเดิมอยู่ ต่างกันแค่มันถึงไวกว่าจนน่าใจหาย ประตูห้องนอนถูกเปิดออกไปโดยเขา และเธอที่เดินตามหลังไปติดๆ กลายเป็นต้องเดินผ่านเสี้ยวหน้าด้านข้าง เพราะเขาเป็นฝ่ายหยุดให้เธอ พลันประตูนั้นจะถูกปิดลงพร้อมกับเสียงล็อค
แน่นอนว่าประหนึ่งค้อนตอกกลางอกของเธอด้วย หน้าร้อนวูบวาบ ทั้งประหม่า ทั้งตื่นเต้น
ทว่าแทนที่เขาจะคุยกับเธอกลับเดินไปยังระเบียงเพื่อสูบบุหรี่ซะงั้น ไม่พอยังปิดประตูและล็อคให้อีก สรุปเธออยู่ในห้องตามลำพัง ส่วนเขาขังตัวเองอยู่ตรงระเบียง
แล้วยังไงต่อ
หมายถึงเธอ ต้องทำยังไงต่อ นอนเลยได้ไหม
เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง คนตัวเล็กยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น ร่างสูงที่ยืนอยู่ที่ระเบียง กำลังคุยอะไรอยู่กับคนบางคนผ่านโทรศัพท์ ส่วนริมฝีปากก็พ่นควันโขมงล้อมรอบตัวเอง โชคดีที่ควันมือสองนั้นไม่ได้โชยมาหาเธอ ถึงได้เข้าใจเรื่องที่เขาปิดประตูระเบียงให้ แต่กระนั้นเธอยังหงุดหงิด ความดีอันน้อยนิดนี้จะไม่นับ เพราะเขาปล่อยให้เธอนั่งอยู่ตรงนี้เป็นชั่วโมง
จะให้เธอทำอะไรล่ะ
โทรศัพท์ก็ไม่มี
“น่าเบื่อชะมัด”
เธอบ่นพึมพำ พ่นลมหายใจหนักๆออกมาเป็นครั้งที่ร้อย
จนกระทั่ง..
แกร็ก
เสียงสลักประตูถูกสะเดาะ เธอที่ดวงตาเริ่มปรือแล้วเหลือบขึ้นมามอง ก่อนจะหาววอดอย่างลืมตัว ร่างสูงที่มองอยู่นั้นถึงกับชะงัก นึกไม่ถึงว่าเธอจะกล้าปล่อยมุมนี้ต่อหน้าเขา
ไม่ต่างกับเด็กน้อยที่กำลังง่วงนอน แต่ต้องขออนุญาตจากผู้ใหญ่ก่อน
“ง่วงแล้วทำไมไม่นอน”
ลลิสาเกือบตาสว่าง ดวงตาที่ปรือก่อนหน้าขึงกว้างขึ้น จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ทว่าอีกฝ่ายจ้องกลับมานิ่งจนเธอต้องหลบตา
“สาก็รอคุณไง”
มองตามร่างสูงที่เดินห่างจากประตูพร้อมกับถอดเสื้อนอกออก เหลือแต่เสื้อแขนยาวข้างในหากแต่ยังหนาอยู่ เสื้อที่ลำลองแสนธรรมดานั้น หากอยู่บนตัวผู้ชายคนอื่นสาวเจ้าอาจไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก ทว่าเมื่ออยู่บนตัวผู้ชายคนนี้กลับค้นพบว่า เขาคือผู้ชายที่น่ามองมากๆคนหนึ่ง
“หรือว่าจะเปลี่ยนใจ”
“คะ?”
“ก็เห็นมองตาไม่กะพริบ นึกว่าคำขอนั้นจะยกเลิกเปลี่ยนเป็นเอากันคืนนี้ซะอีก”
ลลิสากะพริบตาสองที เอียงหน้าเล็กน้อย ขณะยังจ้องมองเขานิ่ง หมายความว่าไง เรื่องที่เธอขอเขาโอเคอย่างนั้นเหรอ
“คุณหมายถึง..”
“ขอให้ทำพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ หลังจดทะเบียน”
“..........”
ลลิสาอ้าปากค้าง กัดฟันกรอด รู้สึกฉุนกึกจนหน้าแดง ส่วนเขากลับยักไหล่อย่างไม่แยแสแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำซะงั้น
ก็แล้วทำไมไม่บอก จะได้นอน ไม่ต้องมานั่งถ่างตารอแบบนี้!!
เช้าวันต่อมา
ร่างบางลุกขึ้นจากที่นอนซึ่งอยู่บนล่างพื้น เก็บพับอย่างดีเหมือนทุกครั้ง หากแต่คราวนี้กลับเจอเขา ที่เพิ่งโผล่ออกมาจากห้องน้ำ หญิงสาวรู้หากเผชิญหน้ากันตอนที่เปลือยท่อนบนแบบนี้จะต้องประหม่าเป็นแน่ เลยเปลี่ยนเป็นหันหลังกะทันหันแทน ส่วนเขาที่ไม่ทันตั้งตัว ประโยคทักทายกำลังจะหลุดพ้นออกมาจากปากกลายเป็นว่าต้องกลืนลงไปใหม่ พลางขมวดคิ้วสูง
“เตรียมตัวออกไปข้างนอกกับผม”
“ทำไมถึงไม่ให้เขามาที่นี่เองคะ”
จากที่ไม่สนใจการพับผ้าห่มของเธอ กลับต้องยืนมองนิ่ง เนื่องจากคำถามนั้นเขาจะต้องตอบ
“ผมไม่ชอบให้คนนอกมาเหยียบพื้นที่ส่วนตัว เว้นก็แต่เหยื่อที่จะพามาฆ่าเท่านั้น”
มือบางกำลังพับผ้าขั้นตอนสุดท้ายชะงัก จู่ๆ ก็รู้สึกปวดหนึบตรงกลางอกขึ้นมา เผลอย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อไม่นาน ตอนเขาถือดาบจ้วงคนตรงหน้า และนานแค่ไหนไม่รู้ทีมือบางนั้นเปลี่ยนเป็นบีบเนื้อผ้าจนสั่น รู้ตัวอีกทีก็ตอนรู้สึกเจ็บ ทนไม่ไหวจนต้องปล่อย น่าแปลกที่จังหวะนั้นเหมือนมีความรู้สึกหนึ่งแทรกเข้ามา
หากว่าเธอไม่ดิ้นรนที่จะหนีในตอนนี้ ไม่รนหาที่ตายทั้งที่ไม่มีปัญญา แต่เก็บความเจ็บปวดนี้เอาไว้แบบทีละนิด ทีละนิด เพื่อเอาคืนเขาทีเดียว จะดีกว่าหรือเปล่า
ถึงตอนนั้นหากยังมีชีวิตอยู่ ก็คงไม่เลว อย่างน้อยก็ช่วยครอบครัวไม่ให้มาเฟียที่ยืนมองอยู่ข้างหลังในตอนนี้ทำเรื่องไม่เข้าท่า สร้างความเดือดร้อนให้พวกเขาได้
และคิดว่าถ้ายังมีชีวิต ความหวังสุดท้ายก็อยากจะเปลี่ยนความคิดเขาด้วย แม้ว่าจะยาก หรือเป็นไปได้เลยก็ตาม อยากรู้ว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ก่อนหน้านี้มีอาจไม่มีคำถามใดๆที่นึกสงสัย แต่พอมีเรื่องพ่อของเธอมาเกี่ยวข้อง เริ่มอยากรู้ขึ้นมาแล้วว่าทั้งคนอื่นๆ และพ่อของเธอไปทำอะไรให้ ถึงเขาจะไม่ใช่คนดีมาก แต่เขาก็ไม่น่าจะทำเรื่องเลวร้ายถึงขนาดที่ใครบางคนต้องมาตัดสินให้ตาย
เขาเข้าใจผิดอะไรอยู่หรือเปล่า
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
ย้อนเวลากลับไป ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาก่อนที่เหนือเมฆจะถูกส่งไปเรียนต่อที่เมืองนอกไม่กี่วัน เขาลืมรถบังคับเอาไว้ในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อจึงเดินกลับขึ้นไปเอา เป็นห้องทำงานบนดาดฟ้าที่เต็มไปด้วยหนังสือพัฒนาตัวเองมากมาย จนเกือบจะกลายเป็น...ห้องสมุด ทว่าทันทีที่เอาของเล่น แต่ไม่ท
ในขณะที่เหนือเมฆคุยโทรศัพท์เขาก็มองเจ้าของชื่อไปด้วย ลลิสาได้ยินเสียงแว่วออกมาจากสายแม้จะไม่รู้พูดถึงเรื่องอะไร แต่เกี่ยวกับเธอแน่นอน “มีอะไรเหรอ?” หญิงสาวถามตอนที่สายถูกวาง ทว่าคิ้วหนาของเหนือเมฆยังคงผูกเข้าหากันเป็นปม “จำเพื่อนเหนือที่ชื่อเจนได้ป่ะ เ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ชายหญิงสองคนเพื่อนสนิทกำลังนั่งจ้องหม้อต้ม ที่ข้างในมีเส้นมาม่า และควันโขมงลอยฟุ้งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเรียกน้ำย่อย หากแต่พวกเขาต้องรอให้อุ่น เพราะไม่ถนัดกับการกินของร้อนสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเส้นที่จะต้องซู้ดเข้าปากเท่านั้นถึงจะอร่อย ส่วนใหญ่จะถนัดก็แต่บรั่นดี ไม่ก็ไวน์ชั
หลังกลับมาจากบ้านของอาคีราและพะแพง ลลิสาก็เลือกที่จะอยู่เพนท์เฮาส์แทนที่จะกลับบ้านของตัวเอง เนื่องจากยังไม่อยากเจอหน้าพ่อ แม้ว่าจะคิดถึงแม่มากๆ “จะเอาไงต่อ” ตอนนี้เธอมีเหนือเมฆอยู่เป็นเพื่อน นั่นเพราะเขาสนิทกับเธอมากที่สุด เรื่องบางเรื่องบางอย่างก็ละเอียดอ่อนเกิน







