LOGIN
เป็นนางนกต่อ อีกหลายชีวิตจะต้องเดือดร้อน
เป็นนางบำเรอ เดือดร้อนแค่เธอคนเดียว
“ถือว่าฉลาด”
เหมันต์ยกยิ้มหลังได้คำตอบนั้น เขามองเธอนิ่งอยู่พัก ไม่ได้สนใจว่ามันจะมาจากความรู้สึกแบบไหน ถูกบังคับ หรือว่ายังไง
ความแค้นรุมสุมเขา และทุกครั้งที่นึกถึงศัตรูเขามักจะมองเห็นเปลวไฟ ความร้อนที่แผดเผาคนที่เขารักจนมอดไหม้ แบบไม่เหลือเลยสักคนเดียว
ในโลกใบนี้สำหรับเขาช่างน่าเบื่อยิ่งนัก
ไม่ว่าความผิดที่ทำนั้นจะมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน เลวร้ายระดับใด บางคนอาจไม่ใช่คนลงมือเอง ทว่าเพราะสถานการณ์บีบบังคับ สำหรับเหมันต์ นฤเบศร์วรโชติ อย่างไรก็ตอบแทนคนพวกนั้นเท่าเทียมกัน นั่นคือ..ความตาย
“พ่อฉัน..ไปทำอะไรให้คุณเหรอคะ”
ลลิสาถามเสียงแผ่วหลังได้สติขึ้นมาบ้างแล้ว เขาไม่ตอบแต่เดินหายไปสูบบุหรี่อีกรอบ ทิ้งเธอเอาไว้กับสร้อยคอระเบิด จากนั้นก็ได้ยินโทรศัพท์ คิดว่าเป็นสายจากใครสักคน ที่ค่อนข้างสำคัญฟังจากน้ำเสียงและดูจากลักษณะท่าการยืนก็พอจะรู้
ผ่านไปหลายนาทีหลังจากวางสายเขาก็เดินกลับเข้ามาใหม่และออกคำสั่งให้เธอไปอาบน้ำ เพื่อที่จะลงไปทานมื้อเย็นซึ่งถูกเตรียมเอาไว้ยังห้องอาหารข้างล่างโดยคานโล
แน่นอนว่าเธอต้องทำ เพราะนั่นจะเป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้สร้อยอันตรายบ้านี่ออกไปจากลำคอของเธอชั่วคราว
ห้องอาหาร
เธอเดินลงมาพร้อมกับเขา จากบันไดขั้นแรกสู่ขั้นสุดท้าย ไม่มีจังหวะการก้าวเดินไหนเลยที่จะไม่รู้สึกกลัว เธอประหม่าซะจนมือไม้สั่น
เหลือบตามองคานโลแวบหนึ่งในจังหวะที่เดินไปถึง ในตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาไม่กล้าสบตาเธอแล้ว แต่เลือกที่จะก้มศีรษะลงแล้วถอยร่นออกจากห้องอาหารไปแทน เหลือแค่เธอกับเขาสองคน
“ปกติ คุณชอบกินอะไร”
ร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามเอ่ยถามขึ้น ความกลัวที่มีแต่จะเพิ่มพูนถูกกักกั้นไม่ให้โผล่ล้นพ้นออกมามากไปกว่านี้ จนปลายเท้าที่จิกอยู่ในรองเท้าแบบไม่รู้ตัวเริ่มเจ็บ หญิงสาวขมวดคิ้วกลั้นหายใจ เธอไม่ชอบตัวเองในตอนนี้เลย หลังความมั่นใจ หายไปตอนถูกเขาบีบคอตอนนั้นนั่นเอง
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก ชำเลืองมองเขาเล็กน้อย พลางหลุบตาต่ำ
“อาหารไทยค่ะ”
“เมนู?”
ภาพบรรยากาศที่เงียบสงบ ไฟทางเดินที่ไม่ได้สว่างมากนัก ตรงโต๊ะนี้อยู่ได้เพราะเชิงเทียนโลหะสีทอง อาหารหลายอย่างอยู่ตรงหน้า และทุกอย่างมีแต่ของที่เธอเคยกินแล้ว แต่ไม่เคยรู้สึกว่าจะต้องกลืนยากลำบากอย่างเช่นวันนี้มาก่อน
“ฉู่ฉี่ปลากะพงค่ะ”
มือใหญ่ชะงักในจังหวะใช้ส้อมม้วนเส้นสปาเก็ตตี้ขึ้นมา พลางแค่นหัวเราะ ท่าทางนั้นเป็นที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้าเธอ หากแต่เข้าใจผิดคิดว่าเขาดูแคลนเมนูที่เธอโปรด ทว่าเปล่า ที่แค่นหัวเราะเพราะทึ่งในคำตอบก็เท่านั้น เขาชอบเหมือนเธอ เธอกับเขาชอบเมนูเดียวกัน
โชคดีที่เธอไม่สนใจที่จะถามกลับ เพราะถึงถามกลับเขาก็คงไม่พูดความจริงหรอก
“กินสิครับ จะได้มีแรงทำอย่างอื่นต่อ”
อย่างอื่นที่เขาว่าเธอไม่รู้มันคืออะไร แต่แค่ได้ยินก็รู้สึกไม่สบายใจแล้ว ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้เธอควรสวมบทบาทคนหูหนวก ไม่ก็เป็นใบ้กิน หรือไม่ก็สมองตาย ตอบสนองช้าไปเลย น่าจะดีที่สุด
ลลิสานั่งทานอาหารอย่างเงียบๆ ถึงใจจะกลัวมากแค่ไหนในตอนนี้ แต่ร่างกายไม่เคยทรยศความรู้สึกที่มี หิวก็บอกว่าหิว เจ็บก็บอกว่าเจ็บ และเกลียดก็บอกว่าเกลียดเธอชัดเจนตลอด สามารถแยกแยะได้อย่างเก่งกาจ
และเมื่อทานจนอิ่มเธอก็รวบช้อน ตามด้วยกระดกน้ำสะอาดตามจนหมดแก้ว เรียกเจ้าของสายตาเย็นชาที่กำลังขะมักเขม้นอยู่กับการหั่นเนื้อในจานของตัวเองเหลือบขึ้นมามอง ทว่าเขาไม่ได้พูดอะไรเลย แต่กลับทานต่อด้วยท่าทางที่นิ่งสงบ
จนกระทั่ง
“พรุ่งนี้ไปที่หนึ่งกับผมหน่อย”
เขาโพล่งออกมาทำลายความเงียบ พลางดึงผ้าขึ้นมาเช็ดปาก
“ไปไหนคะ”
“ไปจดทะเบียน”
เกร้ง!
มือบางหลุดปัดโดนส้อมบนจานหล่นราวกับหลุดจากรันเวย์ นาทีที่ได้ยินประโยคนั้น
“ทะ ทะเบียนอะไรคะ”
เธอรู้มันเป็นคำถามที่ดูโง่ เขาถึงได้เหลือบตาขึ้นมาอย่างนั้น แต่เธอก็อยากจะถามให้แน่ใจ เพราะไม่ยอมรับความจริงที่ได้ยิน
“สมรสสิครับ ทำไมต้องถามคำถามที่รู้อยู่แล้ว”
ก็นั่นน่ะสิ
เขาพูดออกมาหน้าตาเฉย ทั้งที่มันคือเรื่องใหญ่มากๆ หากจดทะเบียนสมรสก็เท่ากับเธอและเขาจะกลายเป็นคนคนเดียวกัน
“อินเวร์โน” ชื่อของเขาถูกเรียกขานด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่จริงจัง ทำคนที่กำลังสนใจอย่างอื่นลากสายตากลับมามอง พลางเลิกคิ้ว “คุณต้องการทำอะไรกันแน่ ถ้ารู้ว่าพ่อของสาเป็นใครก็ควรจะหยุด..ไม่ใช่เหรอคะ”
ดูเหมือนว่าเขาจะชะงักไปเล็กน้อย เปลี่ยนใจจากที่ไม่เอาอะไรเพิ่มแล้ว เป็นหยิบแก้วเปล่าเพื่อมารินไวน์
“พ่อคุณใหญ่ผมรู้ แต่ผมก็ใช่ย่อยนะ”
ลลิสาเม้มปากแน่นอีกครั้ง รู้สึกลมหายใจติดขัด จังหวะที่เขาจ้องมองมาด้วยสายตาคมกริบ
ไวน์แดงหมักอย่างดีถูกเทลงแก้วอย่างใส่ใจมากกว่าการตอบคำถามของเธอ ก่อนจะถูกยกกระดกจิบอย่างค่อยๆ
“ดื่มด้วยกันไหมครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ดื่มหน่อยก็ดีนะครับ คุณจะได้กล้าขึ้น”
ถึงเธอจะไม่ประสีประสากับเรื่องอย่างว่า แต่เธอก็ไม่ใช่เด็กน้อยที่จะไม่รู้อะไรเลย เขาพูดสองแง่สองง่ามแบบนี้เพราะต้องการเผด็จศึกกันคืนนี้หรือไม่ใช่
“ไหนๆก็จะจดทะเบียนกันพรุ่งนี้แล้ว เรื่องนั้น..ขอเป็นพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอคะ”
เขากำลังควงของเหลวในแก้วอย่างเบามือ ไม่ได้แสดงอารมณ์หรือทีท่าอะไรออกมา ดวงตาของเขาหรี่ต่ำ มองไวน์สีสวยนั้นราวกับมองสิ่งที่น่าสนใจและโปรดปราน หารู้ไม่ว่าในใจของเขานั้นกำลังคุกรุ่น เธอมีสิทธิ์อะไรมาต่อรอง
“ไม่ยักจะรู้ว่าคนอย่างคุณจะเคร่งครัดความถูกต้อง”
เสียงหัวเราะในลำคอดังออกมาหลังพูดจบ ก่อนไวน์ในแก้วนั้นจะถูกยกกระดกรวดเดียวหมด และวางบนโต๊ะข้างจานเสียงดัง
“เปล่า..” เธอส่ายหน้า ทว่าก้มงุดไม่กล้าสบตา “สาก็แค่อยากขอเวลา..ทำใจสักหน่อย”
เหมันต์นิ่งไปชั่วขณะ อันที่จริงเรื่องที่เธอขอมานั้นมันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเขาเลย ถ้าวางความเป็นอัตตาสูงที่เขามีลง เปลี่ยนเป็นการมองข้ามแทน มันก็จะเป็นแค่คำขอคำหนึ่ง ที่โคตรจะเล็ก
ทว่าเขาอยากแกล้งเธอ
“เวลาของผมมีค่ามากครับ ถ้าคุณจะเอาไป คุณต้องสำคัญระดับนึง”
คำตอบของเขาที่มาจากเสียงที่เรียบเฉย ไม่นึกเลยว่าจะมีอิทธิพลกับเธอถึงขั้นสะอึก หญิงสาวหน้าชาไปทั้งแถบ ริมฝีปากสั่นระริก สิ้นสุดประโยคนั้นเธอก็เงียบไป จนกระทั่งเขาลุกขึ้นยืนและเดินนำกลับไปข้างบน โดยไม่ลืมที่จะพยักพเยิดหน้าเชิญชวนเธอด้วย
‘เนื่องจากพบข้อพิรุธในขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทนอมินี...’คำสั่งนั้นระบุไว้ชัดเจน ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์สายในก็ดังขึ้น ทรงพลรีบกดรับด้วยความร้อนรน ปลายสายคือปลัดกระทรวงที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและห่างเหินผิดปกติ(ทรงพล... ทางหน่วยงานตรวจสอบภายในได้รับเอกสารร้องเรียนเรื่องการทุจริตงบประมาณรับรองในอดีตของคุณ พร้อมหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีลับในต่างประเทศอย่างละเอียด บอร์ดบริหารมีความเห็นให้สั่งพักงานคุณชั่วคราวเพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป)“ท่านครับ! เรื่องนี้ต้องมีคนกลั่นแกล้งผมแน่ๆ หลักฐานพวกนั้นมัน...”(ไปชี้แจงกับคณะกรรมการเองเถอะ ทรงพล) ปลายสายตัดไปทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อธิบายทรงพลวางหูโทรศัพท์ลงอย่างคนหมดแรง ในเวลาเดียวกันประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเข้ามาอย่างแรง ลักษณ์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยสภาพกระหืดกระหอบ ใบหน้าของเขาถอดสีไม่ต่างจากผู้เป็นพ่อ“คุณพ่อครับ! แย่แล้วครับ!” ลักษณ์ละล่ำละลักบอก “บริษัทของผม... ธนาคารเพิ่งส่งหนังสือบอกเลิกสัญญาเงินกู้ แถมเจ้าหนี้รายใหญ่พากันเทขายหนี้เสียให้บริษัทนิ
หลังจากประตูห้องทำงานปิดลง ความเงียบสงัดเข้าครอบงำเหมันต์อีกครั้ง เขายังคงนั่งอยู่บนรถเข็น ปล่อยให้ความมืดสลัวของค่ำคืนในอิตาลีโอบล้อมร่างกาย ชายหนุ่มทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างบานสูง แต่ในหัวสมองกลับเต็มไปด้วยภาพใบหน้าซูบซีดของลลิสาบนเตียงคนไข้ ที่จินตนาการขึ้นมาด้วยตัวเองความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาในอกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงอันที่จริงเขากับเธอมีสัญญาร่วมกัน... สัญญาอย่างเด็ดขาดว่าจะเก็บเรื่องที่เขายังมีชีวิตอยู่เป็นความลับ เพื่อความปลอดภัยของตัวเธอเองและเพื่อรอเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นใหม่ ทว่าในวันนี้ เขากำลังจะผิดสัญญาข้อนั้นกับเธอการสั่งการเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายมืดที่แฝงตัวอยู่ในสถานทูตและกระทรวงต่างประเทศ เพื่อตัดแขนขาและทำลายชื่อเสียงของทรงพล มันไม่ต่างอะไรกับการทิ้งร่องรอยให้ศัตรูสืบสาวราวเรื่องกลับมาถึงเขาได้ หมากเกมนี้เสี่ยงเกินไป และอาจทำให้ความลับที่เพียรรักษามาตลอดเปิดเผยออกไปในที่สุดสมองของเขาหนักอึ้ง แต่เมื่อนึกถึงคำรายงานของลูกน้องที่ว่าทรงพลพูดจาดูถูกเหยียดหยามเธอจนลลิสาต้องนอนซึม แววตาของเหมันต์ก็กลับมากร้าวแสงและดุดันขึ้นมา ฝ่ามือหนากำแก้วบรั่นดีแน่นจนเส้นเลือด
เสียงประตูห้องพักฟื้นเปิดออกพร้อมกับการปรากฏตัวของ ทรงพล พ่อของลลิสาที่เป็นนักการทูตระดับสูง เขาก้าวเข้ามาด้วยท่าทางภูมิฐาน เสื้อผ้าเนี๊ยบกริบทุกระเบียบนิ้วตามลักษณะนิสัยที่ชอบรักษาภาพพจน์ ข้างกายของเขามีพี่ชายบุญธรรมที่ทรงพลรับมาเลี้ยงดูเดินตามเข้ามาด้วยเขาไม่เคยให้ความรักกับลลิสาอย่างที่พ่อควรจะให้ ด้วยค่านิยมโบราณที่ต้องการเด็กผู้ชายเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลและสานต่องานราชการ ทันทีที่ได้ลักษณ์มาเป็นลูกบุญธรรม ลลิสาก็กลายเป็นเพียงส่วนเกินที่ถูกเลี้ยงดูแบบปล่อยปะละเลยมาโดยตลอด“เป็นยังไงล่ะ โหมงานหนักจนต้องมานอนหยอดน้ำเกลือ ทำอะไรไม่คิดถึงชื่อเสียงวงศ์ตระกูลบ้างเลย”ทรงพลเอ่ยทักประโยคแรกด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไร้ซึ่งกระแสความห่วงใย สายตาของเขามองประเมินลูกสาวแท้ๆ เหมือนมองสิ่งของที่ไม่ได้มาตรฐาน“สาไม่เป็นอะไรมากค่ะ พักผ่อนอีกวันก็กลับไปทำงานได้แล้ว” ลลิสาตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เธอชินชาความเย็นชาแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก“ดีแล้ว เพราะพี่ลักษณ์เขาต้องใช้สมาธิกับโปรเจกต์ใหญ่ของกระทรวง พ่อไม่อยากให้เขาต้องมาพะวักพะวนเพราะเรื่องเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ของเธอ” ทรงพลหันไปยิ้มละมุนให้ลูกบุญธรรม ผิดก
แสงไฟจากจอคอมพิวเตอร์สาดส่องกระทบใบหน้าซูบซีดของลลิสาในห้องทำงานที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงคีย์บอร์ดที่ถูกรัวเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่องสลับกับเสียงพลิกหน้าเอกสารกองโตนาฬิกาตั้งโต๊ะบอกเวลาตีสองตรง แต่นั่นไม่ได้ทำให้หญิงสาวละสายตาจากงานตรงหน้าไปได้เลย เหลือเวลาอีกเพียงไม่ถึงสามเดือนแล้ว... จากกำหนดสัญญาเจ็ดเดือนที่เธอให้ไว้กับเหมันต์“อีกนิดเดียวลลิสา เธอต้องทำให้ทัน”หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเพื่อเรียกสติที่เริ่มพร่าเลือนจากความง่วงงวดล้า เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟเย็นชืดที่ละลายจนจืดชืดขึ้นมาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว เพื่อหวังให้คาเฟอีนช่วยพยุงเปลือกตาที่หนักอึ้งเอาไว้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของลลิสามีเพียงแค่บ้าน ออฟฟิศ และกองงานบริหาร บวกกับโปรเจกต์คอลเลคชันฤดูเสื้อผ้าคิดค้นขึ้นมาใหม่ ที่เธอต้องเคลียร์ระบบทั้งหมดให้ลงตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเธอเดินทางไปอิตาลี ทุกอย่างที่นี่จะไม่สะดุด และแม่ของเธอจะไม่เดือดร้อนเธอยอมรับงานโปรเจกต์เสริมทุกชิ้น ยอมนอนวันละไม่ถึงสี่ชั่วโมง และปฏิเสธการสังสรรค์ทุกรูปแบบ ลูกน้องในที่ทำงานต่างมองว่าเธอโหมงานหนักจนเหมือนคนบ้า แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า แรงขับเคลื่อน
มาเฟียร่างยักษ์ในคราบพยาบาลดัดเสียงเล็กเสียงน้อยจนฟังดูน่าขนลุก เขาเข็นรถเข้าไปจอดข้างเตียงวสุ วสุที่กำลังขวัญผวาอยู่แล้ว ถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นหน่วยก้านของบุรุษพยาบาลคล้ายๆกับคนร้ายที่ซ้อมเขาเมื่อคืน “เดี๋ยวๆ คุณพยาบาลครับ ผมว่าหน้าพวกคุณคุ้นๆเหมือนเคยเห็นที่ไหน” “เคยเหรอครับ? เห็นที่ไหนครับ? ปกติพวกผมทำงานอยู่โรงพยาบาล เข้ากะควบกะซะส่วนใหญ่ หรือว่าคุณผู้ป่วยมาโรงพยาบาลบ่อยๆ เลยเห็น” พูดจบเขาก็กระแทกชามโจ๊กข้าวกล้องงาดำลงบนโต๊ะอาหารเสียงดังปัง จนน้ำในชามกระฉอก “ตายแล้ว ทำไมกิริยาหยาบคายแบบนี้ล่ะจ๊ะ โรงพยาบาลระดับห้าดาวจริงหรือเปล่าเนี่ย” แม่ของลลิสาโวยอารมณ์เสีย “ขออภัยครับคุณผู้หญิง พอดีพวกผมเพิ่งย้ายมาจากแผนกห้องดับจิต มือเลยหนักไปหน่อย ปกติใช้เข็นศพ พลิกร่างอาจารย์ใหญ่ครับ” หนึ่งในนั้นหันไปโค้งคำนับให้หล่อนแบบกวนๆ ก่อนจะหันมามองวสุด้วยสายตานิ่งลึกพลางหยิบมีดปอกผลไม้เล่มยาวออกมา พร้อมกับแอปเปิ้ลลูกหนึ่ง วสุเห็นถึงกับหน้าซีดเผือด ส่วนลลิสาปิดปากกลั้นขำ เธอเดินมายืนข้างเตียงแกล
ลลิสาผลักประตูห้องพักฟื้นเข้าไปด้วยหัวใจที่เต้นรัว ภาพที่เพื่อนร่วมงานของเธอนอนเป็นผักอยู่บนเตียงทำให้พวงแก้มของเธอร้อนผ่าว ทั้งเห็นใจและสงสาร แต่อีกมุมก็นึกสมน้ำหน้าอยู่เหมือนกัน นึกไม่ถึงว่าสามีของเธอจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ เฝือกขา เฝือกแขน ...และเฝือกคอ ฮะ! “น้องสา มาแล้วเหรอครับ” วสุทำเสียงอ่อนแรงอ้อนพลางชี้ไปที่เฝือกแขน “ดูสภาพพี่สิ น่าอายชะมัด” ลลิสาวางกระเช้าลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินกอดอกเข้าไปยืนข้างเตียงแล้วมองคนนอนอยู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางกลั้นขำ “โถ...คุณวสุ สภาพเหมือนไปฟัดกับรถสิบล้อมาเลยนะคะเนี่ย แขนหักเลยเหรอ?” “ไม่ใช่รถสิบล้อหรอกครับน้องสา พวกมันมากันสามคน ดักซุ่มเจตนากระทืบพี่ใต้ถุนคอนโด...อาการหนัก หมอบอกต้องพักเป็นเดือน” วสุฟ้องชุดใหญ่ “ผมว่าต้องเป็นไอ้พวกมาเฟียคู่อริธุรกิจแน่ๆ ช่วงนี้ได้ข่าวว่ามันริษยาพี่ที่ได้ดี หรือไม่ก็...” “หรือไม่ก็...ดูจากสภาพสาว่าไม่แน่ คุณวสุอาจเดินซุ่มซ่ามไปเหยียบเปลือกกล้วยของใครแล้วล้มใส่ก้อนหินเองหรือเปล่าคะ” สาวเจ้ารีบขัดคอขำๆ หน้าตาย “เพราะว่าถ้าเป็นมาเฟียจริ







