Mag-log in
ลลิสาไม่ได้เจอเขาอีกเลยจนกระทั่งอ่านเสร็จ เขาปล่อยให้เธออยู่กับสัญญาฉบับนี้ตั้งแต่นั้น ความเงียบทำให้เธออ่านมันจนเข้าใจ แต่เพราะมันง่ายเกินไปจึงเป็นสาเหตุทำให้ต้องคิดวนเวียน
“แค่นี้เองเหรอ”
หญิงสาวพึมพำ เพราะเงื่อนไขที่มันน้อยเกินไป ทำให้เธอไม่กล้าเรียกค่าตัวแพง
เอาไงดีล่ะ เธอควรต้องเรียกเท่าไหร่ ผู้จัดการส่วนตัวก็ไม่ได้เข้ามาด้วย จะปรึกษาก็ไม่ได้
สมองของเธอทำงานหนัก สลับกับการชำเลืองมองตรงไปยังห้องนั้น ที่ร่างสูงเดินหายเข้าไปก่อนหน้านี้ กำลังคิดว่าเธอสามารถใช้โทรศัพท์ได้ไหม
ในขณะที่กำลังคิดอยู่ เธอก็อ่านเงื่อนไขนั้นอีกรอบ
รายละเอียดสองหน้ากระดาษเอสี่ แต่เนื้อหาหลักๆมีแค่ไม่กี่ข้อ ส่วนสัญญา เอกสารการเซ็นอยู่ในแท็บเล็ต ซึ่งเป็นการเซ็นแบบ Eletronic Signature
ดวงตาคู่สวยอ่านวนเงื่อนไขสามข้อนั้นซ้ำๆอยู่หลายหน ทั้งชุดสวม ทั้งหน้ากากเขาเป็นคนจัดให้ ห้ามถอดจนกว่าจะจบงาน ห้ามบอกเรื่องนี้กับใคร และที่สำคัญห้ามพูดกับใครด้วย ทุกข้อที่ร่างมาทั้งหมดเข้าทางเธอ หญิงสาวชื่นชอบอะไรแบบนี้เป็นที่สุด เพราะหมายความว่าเธอไม่ต้องคอยปั้นหน้า สวมบทบาท หรือใส่หน้ากากอีกชั้นเพื่อเอาใจใครทั้งนั้น
อย่างงานที่ผ่านๆมา ไฮโซบางคนจ้างเธอไปประจบประแจงเป้าหมายที่ต้องการจะดึงเข้าเพื่อหวังผลประโยชน์ ซึ่งนั่นหนีไม่พ้นเธอจะต้องมีความรู้ อาทิเช่นหากคนที่ถูกผู้ว่าจ้างของเธอล็อคเป้าทำธุรกิจส่งออก เธอก็จะต้องมีความรู้เรื่องนี้เช่นเดียวกัน
เหนื่อยแทบตาย แลกมาด้วยเงินค่าจ้างไม่กี่หมื่น
แต่กับงานนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอแทบไม่ต้องทำอะไร สวมหน้ากาก เป็นใบ้ และเก็บความลับ ก็สามารถเรียกค่าตัวได้แล้ว
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
เขากำลังทำให้เธอรู้สึกชั่งใจ ความง่ายของงานทำให้เธอคิดแล้วคิดอีก ไม่รู้เลยว่าความเสี่ยงอยู่ตรงไหน แถมมีความสงสัยอยู่หลายจุด
ว่าแต่ใช้โทรศัพท์ได้ไหมนะ
เธอเพ่งสายตาเข้าไปในห้องนั้นอีกครั้ง คราวนี้เห็นเงาของเขาทอดยาวพาดผ่านขยับวูบวาบ ราวกับกำลังยืนทำอะไรบางอย่าง เธอจึงลองถามดู ก่อนถามก็สูดลมหายใจเต็มปอดก่อนหนึ่งอึก
“คุณคะ”
ทว่าไม่มีเสียงตอบรับ และเหมือนว่าเงานั้นจะหยุดขยับไปด้วย เมื่อเขาไม่ตอบกลับความประหม่าจึงตกอยู่ที่เธอทันที หญิงสาวเผยอริมฝีปากเลือกไม่ถูกระหว่างเรียกเขาใหม่หรือเงียบไปไม่พูดต่อ ก่อนจะเลือกอย่างแรก แต่พอจะเปล่งเสียงออกไปอีกครั้งเท่านั้นแหละ กลับไม่พูดไม่ออก เธอไม่กล้า
ลลิสาลบริมฝีปาก ก้มหน้างุด คิ้วขมวด
เอาไงดี..
ในตอนนั้นหญิงสาวคิดว่าเธอนั่งอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว รายละเอียดก็รู้แล้ว เหลือแต่เซ็นแล้วก็ออกไปได้เลย แต่ก่อนจะเซ็นจะต้องเรียกค่าตัวก่อน ซึ่งตรงนี้แหละที่กำลังสร้างปัญหา
เสียงถอนหายใจดังขึ้นท่ามกลางความสงบ ที่มีแค่เสียงน้ำพุไหลอยู่ในอ่าง ความกดดัน อยากจะออกไปจากที่นี่ จุดความกล้าให้เธอด่วนตัดสินใจทันทีโดยพลการ
เธอคิดว่าในเมื่อเขาไม่เห็นหัว เธอก็จะเรียกให้มันหนักๆไปเลย ว่าแล้วก็หยิบปากกาสไตลัสขึ้นมาเขียนจำนวนเงินและตวัดลายเซ็น ก่อนจะลุกขึ้น
“เรียบร้อยแล้วค่ะ”
กำลังจะอ้าปากบอกลา ทว่าประตูถูกเปิดเข้ามาซะก่อน โดยคนที่เปิดเป็นคนเดียวกันกับที่พาพวกเธอมาที่นี่...คานโล
“เชิญครับคุณลลิสา ผมจะไปส่ง”
เขารู้ได้อย่างไรว่าเธอเสร็จแล้ว คนข้างในคงบ่งการและควบคุมอยู่สินะ
หลังมีการตอบตกลงและเซ็นเอกสารร่วมงานกับผู้ไม่ประสงค์บอกนาม ลงไปในแท็บเล็ตนั้นแล้ว หลังจากนั้นในขณะเดินทางกลับ จู่ๆ คนของเขาก็แจ้งการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
“นายสั่งให้ผมหาที่พักใหม่ให้กับพวกคุณ เพื่อความสะดวกตอนไปรับ ไม่ทราบว่าพวกคุณสะดวกไหมครับ”
ในตอนนั้นเธอจำได้ว่าจิ๋ว ผู้จัดการส่วนตัวของเธอหันไปมองเขาจนหน้าสั่น เพราะเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขของข้อตกลง นั่นหมายความว่าเขากำลังอาสามารับพวกเธอ
และแน่นอนว่าคนที่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหัวใจของเทศกาลเวนิสมากนัก ไม่ค่อยช่ำชองต่อการเดินทางสักเท่าไหร่ จึงไม่ควรปฏิเสธ สุดท้ายก็ได้มาอยู่ที่พักใหม่ โรงแรมหรูระดับห้าดาวที่มีประตูน้ำส่วนตัว เหมาะต่อการเดินทางที่รวดเร็ว
ทันทีที่มาถึงหลังจากแยกกับคานโล และขึ้นมายังที่พักโดยมีพนักงานจัดการสัมภาระให้ทุกขั้นตอน โดยไม่ต้องทำกันเองแล้วนั้น
“เห็นหน้าเขาไหม ดูเป็นคนอย่างไง น่ากลัวปะ”
ผู้จัดการส่วนตัวก็วางเครื่องซักผ้าเตรียมเอาเธอยัดใส่ลงถังทันที ก่อนกดปุ่มดำเนินการเพื่อทำการ.. ซัก!
ดวงตาคู่สวยปรายตาไปมอง ถอนหายใจ สีหน้าที่ตึงเครียดนำพาให้รอยยิ้มตื่นเต้นของคนถามหายไปในพริบตาเดียว
“ไม่เห็น”
“อ่าว”
“เขานั่งหันหลัง”
เธอเป็นจิ๋วเธอก็งง หรือต่อให้เป็นใคร ก็ไม่เข้าใจ ต่อการกระทำของเขา ลลิสาก้มหน้าลง หลังกวาดตามองไปรอบห้องจนหนำใจแล้ว แอบชื่นชมรสนิยมของเขาอยู่เป็นนิจ และกลิ่นอายความรวยของเขาที่ลอยเข้ามาปะทะจมูกผ่านการจินตนาการจนเผลอยิ้ม แต่เพียงแค่นึกถึงการกระทำของเขาในวันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจก็ลดลง
ถึงเขาจะดูดี แต่เขาก็ดูอันตราย
หลังจากที่เธอเล่าทุกอย่างที่เจอมาให้จิ๋วฟัง คนตรงหน้าก็นั่งตัวแข็งทื่อทันที สาเหตุไม่ใช่เพราะเรื่องของเขา เพราะเรื่องนั้นจิ๋วตกใจและร้องห๊ะไปหลายครั้งระหว่างที่เธอเล่าแล้ว ที่ทำให้นั่งนิ่ง ตาขึงกว้างมองเธออยู่นั้นเป็นเรื่องค่าตัวของเธอต่างหาก
“เรียกไปห้าสิบล้าน!”
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
เหมันต์จึงลากสายตาคมกริบไปยังจุดนั้นเอง เห็นรอยแดงเป็นปื้นเริ่มออกม่วง พรุ่งนี้คงจะเข้มกว่านี้ แค่นั้นก็ได้คำตอบแล้วว่าเธอรู้สึกอย่างไร “เป็นไข้หรือเปล่า” เขายังคงถามต่อ และสิ่งเหล่านั้นกำลังจะเรียกน้ำตาของคนถูกถามให้ไหลออกมา ยามนี้สภาพจิตใจของเธออ่อนแอนัก เพียงแค
หลังจากนั้นลลิสาก็กลับมายังห้องเดิมของตัวเองอีกครั้งตามคำแนะนำของคานโล ทั้งที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่ามันเกิดอะไรขึ้น เขาไม่แม้แต่อธิบาย ไม่บอกอะไรกันเลยสักคำ ร่างเล็กยืนอยู่หน้ากระจกที่มีฝุ่นเกาะติด หากแต่ไม่หนาเตอะเท่าโต๊ะเครื่องแป้ง มองลำคอระหงที่มีรอยแดงเป็นปื้น เห็นรูปง่ามนิ้
“เหมือนกับสา..” ลลิสาเลิกคิ้วสูง เมื่อคนตรงหน้าดูเหมือนว่าจะน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มหายใจแรง และเสียงเริ่มทุ้มต่ำ กัดกรามจนขึ้นสันปูด “เหมือนยังไง คุณไม่ใช่เหรอที่ให้สาใส่หน้ากาก สวมรอยเป็นคนอื่น” “คุณรู้ดีผมหมายถึงอะไร” ร่างเล็กนิ่ง เธอรู้เขาหมายถึงการแสร
ลลิสานั่งกินอาหารในจานอย่างเงียบเชียบ สายตาจังหวะช้อนขึ้นมีบ้างที่ชำเลืองไปมองเขาซึ่งยืนพ่นควันโขมงอยู่ตรงระเบียง ทว่าทุกครั้งกลับพบว่าเขานั้นก็มองมาเหมือนกัน เป็นสายตาที่นิ่งสงบยากจะคาดเดา ยิ่งรู้ว่าถูกจับจ้องก็ยิ่งทำให้อึดอัดปนประหม่า มื้อนี้ถึงได้ใช้เวลากินนานกว่าปกติ และ







