LOGINเมื่อความมืดเข้าปกคลุมน่านฟ้า แสงไฟในห้องโดยสารเริ่มสลัวลง น้ำตาที่สะกดกลั้นมานานก็ไหลอาบแก้มเนียนเงียบๆ ลลิสายกมือขึ้นกอดตัวเองซุกหน้าลงกับหมอนใบเล็ก สะอื้นไห้จนตัวโยนโดยไร้เสียง เพื่อไม่ให้รบกวนผู้โดยสารคนอื่น ...เธอไม่ได้อยากห่างกับเขาเลยสักนิด . . บรรยากาศภายในเพนท์เฮาส์ เงียบเชียบกว่าที่เคย ลลิสาวางกระเป๋าเดินทางลงกับพื้น เสียงสะท้อนของมันยิ่งขับเน้นความอ้างว้าง เนื่องจากเพิ่งจะผ่านการเดินทางมาอย่างยาวนาน จากอิตาลีกลับมาถึงผืนแผ่นดินไทย ร่างกายเหนื่อยล้า แต่หัวใจกลับว้าวุ่นยิ่งกว่า เธอนั่งลงบนโซฟาตัวเก่า มองดูโทรศัพท์ในมือที่ถืออยู่ ก่อนจะกดปุ่มโทรออกหาเขา สัญญาณรอสายดังขึ้นไม่กี่ครั้ง ปลายสายก็กดรับ “สาถึงไทยแล้วค่ะ” (ครับ) เสียงทุ้มต่ำของเหมันต์ตอบรับสั้นๆ แต่อบอวลไปด้วยกระแสอารมณ์ที่ยากจะคาดเดา ลลิสากำโทรศัพท์แน่นขึ้น ความคิดถึงจุกอยู่ที่อก เธอสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะปิดเปลือกตา “คิดถึงคุณจัง..เหมันต์” สุดท้ายปลายสายก็เงียบตาม กว่าจะเอ่ยประโยคสั้นๆออกมาใช้เวลาอยู่พัก
ภายในห้องนั่งเล่นที่แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามา แต่กลับไม่อาจขับไล่ความหนาวเหน็บในใจของคนทั้งคู่ได้ ลลิสาอยู่หน้ากระเป๋าเดินทางใบใหญ่ มือเรียวของเธอจัดเสื้อผ้าเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อซ่อนความสั่นเทา อย่างที่บอก..เธอเลือกทีจะเก็บความจริงไว้ข้างหลัง ยอมให้คนทั้งโลกสรุปเอาเองว่าสามีของเธอได้ตายไปแล้ว แม้การจากลาครั้งนี้จะเป็นเพียงการเดินทางไกล พวกเขาสามารถเจอกันได้อีก ไปมาหาสู่กันได้ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดในอกของคนทั้งสองลดน้อยลงเลย “ผมไปส่งที่สนามบินนะ” เสียงทุ้มของร่างสูงบนรถเข็นดังขึ้น ความโศกเศร้าและความหมองหม่นฉายในแววตาอย่างเห็นได้ชัด เขายังคงกอดความคิดที่ว่า เธอเป็นหญิงหม้ายที่สูญเสียสามี และการเดินทางกลับเมืองไทยในครั้งนี้คือเป็นการกลับไปทำงานที่บ้านเกิดของเธอ ร่างเล็กหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่เธอยอมฝืนทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่ได้เสียใจที่ต้องเดินทาง ทั้งอันที่จริงแบกความคิดถึงเขาอยู่เต็มอก “ไม่ต้องหรอกค่ะ” ลลิสาตอบเสียงเรียบพยายามคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ “คุณไม่สะดวก อีกอยากไม่อยากให้ไปอยู่ตรงคนเยอะๆด้ว
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ทอแสงประกายอบอุ่นไปทั่วทั้งห้องพัก เหมันต์รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก เขายังคงนอนนิ่งไม่ยอมขยับ ด้วยกลัวว่าคนข้างๆจะตื่น ชายหนุ่มทอดสายตามองใบหน้าจิ้มลิ้ม เธอในตอนนี้อยู่น่าเอ็นดู แสงแดดอ่อนๆขับผิวเนียนลื่นของเธอทวีคูณความเปล่งปลั่ง นิ้วเรียวของเขาเอื้อมไปเกลี่ยปอยผมออกไปให้พ้นทาง อดใจไม่ได้ที่จะก้มลงไปหอมแก้ม “อือ..” เสียงครางประท้วงในลำคออย่างแผ่วเบา พร้อมกับร่างเล็กที่ขยับ ก่อนเปลือกตาสีอ่อนจะค่อยๆลืมขึ้นมา สบเข้ากับดวงตาคู่คม จากนั้นจึงส่งยิ้มหวานให้ “มอร์นิ่งครับ” “มอร์นิ่งค่ะ..ตื่นนานแล้วเหรอคะ” เสียงของเธอแหบพร่า ยิ่งฟังยิ่งออดอ้อนในความรู้สึกเขา “นานมากพอจะเห็นคนนอนกรนครับ” “จะ จริงเหรอ?” เธอเบิกตากว้าง “สากรนเหรอ” “ล้อเล่น” “คุณนี่..” “ปะ..ลุกเหอะ ผมโทรสั่งมื้อเช้าไว้ให้แล้ว เดี๋ยวคานโลคงจะยกขึ้นมา” “แล้วคุณ...” ลลิสามองหน้าเขา ก่อนจะเงียบไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยิ้มกว้างอีก “อาบน้ำ
เสียงลมหายใจหอบกระชั้นดังระงมห้อง เครื่องปรับอากาศที่มักจะถูกเปิดไว้ก่อนหน้าเจ้าของห้องกลับมาครึ่งชั่วโมงจนเย็นฉ่ำกลับไม่ช่วยอะไร ความเงียบที่เคยโรยตัวลงมามักจะทำผู้พิการหนาวเหน็บ บัดนี้ไม่ใช่แบบนั้นอีกแล้ว เนื่องจากมีใครบางคนมาแทนที่ เปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นไปโดยปริยาย “อา..” พวกเขากำลังโยกกัน เป็นการขยับเคลื่อนตัวที่สตรีเป็นผู้คุมเกมซะมากกว่า นอกจากเธอจะอยู่ข้างบนแล้วยังจัดท่าให้กับเขา เกิดความเสียวแหงนหน้าซู้ดปากอย่างเมามัน สะโพกกลมกลึงยกขึ้นตอกอัดลงเผยเสียงลามกดังตับๆ เปลือกตาสีสวยหลับพริ้ม ริมฝีกปากล่างถูกขบเพียงเล็กน้อย คนใต้ร่างเธอเห็นภาพนั้นทวีคูณความกระสันเข้าไปอีก แม้ว่าจะยังเดินไม่ได้ทว่าเวลานี้เขาสู้ตาย มือสากใหญ่จับหมับบนเอวคอดกิ่ว ออกแรงบีบจนขึ้นรอยแดงปื้น ต้องการควบคุมจังหวะ พาเร่งความเร็วหรือช้าลงตามใจชอบ และนั่นเป็นการเพิ่มพูนความเสียวให้แก่เธอ ถึงกับครางเสียงดังระงม บ่งบอกถึงความคุ้มของคนทั้งคู่...อีกคนขาดเซ็กซ์มานาน ส่วนอีกคนต้องการเซ็กซ์มากๆ “อื้อ..” มือสากเลื่อนต่ำลงมาจากเอวคอดเป็นสะโพกกลมกลึง บีบเคล้นและลูบวน
หลังจากทำกายภาพเสร็จ ด้วยพลังอันล้นเปี่ยมของเหมันต์ที่เหมือนจะมีมากกว่าทุกวัน เนื่องจากคนช่วยคือเมียสุดที่รัก เขาก็ได้พักเหนื่อย ทว่าลลิสากลับไม่ยอมปล่อย เธอจัดการล็อกล้อรถเข็นเอาไว้ ก่อนจะขยับเข้าไปยืนชิดจนหน้าขาของเธอเบียดกับเข่าของร่างสูง เหมันต์มองหน้ามองหญิงสาว หัวใจเต้นแรงกับความใกล้ชิดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน “ถอยไปก่อน ตัวผมมีแต่เหงื่อ” เขาปรามเสียงแหบพร่า พยายามจะดันเอวบางออกเบาๆ แต่ฝ่ามือหนากลับรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเมื่อสัมผัสถูกผิวเนียน “ไม่ถอยค่ะ” ลลิสาจ้องลึกเข้าไปในตา แทนที่จะถอยเธอกลับค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งค่อมบนตัก ท่าทางล่อแหลมนั้นทำให้เหมันต์สูดหายใจเข้าลึก สัญชาตญาณความดิบเถื่อนปลุกความเป็นชายตื่นตัวทันที “ลลิสา..คุณกำลังปลุกมันนะ” เหมันต์เตือน เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า มือหนาเปลี่ยนเป็นรวบเอวคอกิ่วของเธอไว้แน่นเพื่อยึดไม่ให้เธอตก แต่อีกใจคือเขาไม่อยากปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว “ปลุกได้ก็ดีสิ” ลลิสาส่งยิ้มยั่วเย้า มือเรียวซุกซนลูบไล้ไปตามแผงอก ผ่านเนื้อผ้านุ่มที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเพราะความร้อน “ไหน
ภายในห้องกระจกใสของศูนย์ฟื้นฟูร่างกาย แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของเหมันต์ ชายหนุ่มที่ใครๆก็คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ขณะเดียวกันกรามของเขาก็ขบกันแน่นขมับขึ้นเส้นเลือดปูดโปน มือหนาทั้งสองข้างเกาะราวเหล็ก พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด แต่ขาที่ไร้ความรู้สึกกลับทรุดลงไปนั่งกับรถเข็นอีกครั้งอย่างไม่ใยดี เหมันต์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะบีบขาตัวเองและนวดแรงๆ “ทำไม่ได้...” “ใจเย็นๆค่ะ สาอยู่ตรงนี้แล้ว คุณไม่ต้องรีบ” เสียงหวานสั่นเครือ แต่คุ้นเคยดังขึ้นจากประตู เหมันต์ชะงักค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง ขณะเดียวกันก็คลายมือตรงหัวเข่าไปด้วย นั่งรอร่างเล็กที่กำลังเดินเข้ามาจนทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้าตัวเอง “ผม..” “ไม่ต้องฝืน..” มือบางยื่นมาทาบทับบนหัวเข่า จุดเดียวกันกับที่เขาเผลอทำร้ายมันไปเมื่อกี้ แต่เธอกลับลูบมันเบาๆ ด้วยท่าทีทะนุถนอม “คุณค่อยๆทำ ทำสม่ำเสมอจนร่างกายคุณชิน มันจะมีสักวันที่คุณทำได้..เดินได้อีกครั้ง” แม้กำลังใจของเธอจะมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แต่ดวงตาคู่







