LOGIN3 สาวใช้จากเมืองไทย
ฝนยังตกลงมาไม่ขาดสายเมื่อหงส์หยกมาหยุดยืนอยู่หน้าคฤหาสน์ตระกูลเจี้ยง รถแท็กซี่จอดส่งเธอที่ข้างซอกรั้วปูนสูงทึบหนา รั้วที่มองไม่เห็นอะไรภายในนอกจากเงาไม้ใหญ่ซึ่งทอดกิ่งก้านล้ำออกมาด้านนอก ราวกับต้องการปิดบังโลกภายในไม่ให้ใครล่วงรู้
เธอลงจากรถ ลุยฝ่าสายฝนไปยืนหลบใต้หลังคาเล็ก ๆ ตรงประตูไม้บานแคบสำหรับคนเข้าออกโดยเฉพาะ
“ปึก ๆ” มือเรียวยกขึ้นเคาะโบราณที่คล้องอยู่หน้าประตู เสียงโลหะกระทบไม้ดังเพียงสองครั้งก็หยุด
หงส์หยกกวาดตามองไปรอบตัวอย่างแปลกใจ บ้านของตระกูลใหญ่ระดับนี้กลับไม่มีแม้แต่กริ่งออดหรือกล้องวงจรปิดติดไว้ให้เห็นชัดเจน ทุกอย่างเงียบสงบจนผิดปกติ ราวกับเป็นสถานที่ซึ่งไม่ต้องการให้โลกภายนอกเข้ามารบกวน
ไม่ถึงครึ่งนาที ประตูไม้สักเนื้อหนาด้านข้างก็เปิดออกจากด้านใน
ชายร่างสูงในชุดสูทดำแบบเดียวกับบอดี้การ์ดของเจี้ยงหลงที่เธอเห็นในคาสิโนยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าคมเฉย ดวงตานิ่งประเมินเธอตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“ฉันเป็นสาวใช้คนใหม่ มาจากเมืองไทย ได้แจ้งไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะมาถึงวันนี้ค่ะ”
หงส์หยกพูดตรงไปตรงมาโดยไม่หลบสายตา
บอดี้การ์ดพยักหน้าเล็กน้อยก่อนบอกให้เธอยืนรอด้านนอก แล้วปิดประตูกลับเข้าไป
ลมฝนพัดแรงขึ้น กลิ่นดินเปียกโชยขึ้นมาปะทะจมูก มาเก๊าในฤดูร้อนช่างแปรปรวน วันก่อนยังร้อนจัดเกือบสามสิบองศา แต่วันนี้กลับมีฝนตกหนักไม่หยุด ร่างเธอเริ่มเปียกชื้นจากน้ำฝนที่สาดลอดชายหลังคาเข้ามา
สิบห้านาทีผ่านไปอย่างเชื่องช้า
“เข้ามาได้” เสียงทุ้มดังขึ้นอีกครั้ง
ประตูเปิดออก บอดี้การ์ดพาเธอเดินลัดเข้าไปตามโถงทางเดินยาวที่มีหลังคาครอบตลอดแนว ทางเดินปูด้วยหินสีเข้ม มันเงาสะท้อนแสงไฟสลัว ๆ จากโคมจีนที่แขวนเรียงเป็นระยะ
ยิ่งเดินลึกเข้าไป หงส์หยกยิ่งรู้สึกเหมือนกำลังหลุดออกจากโลกภายนอก
คฤหาสน์ตระกูลเจี้ยงงดงามกว่าที่เธอจินตนาการไว้มาก ตัวอาคารครึ่งปูนครึ่งไม้แบบสมัยเก่าดูแข็งแรงมั่นคง ราวกับสร้างขึ้นมาแล้วเพื่ออยู่ยงคงกระพันนับร้อยปี เมื่อก้าวเข้าสู่ตัวบ้านหลักหลังใหญ่ตรงกลาง เธอแทบต้องกลั้นหายใจ
ภายในตกแต่งแบบจีนโบราณผสมกลิ่นอายยุโรปและโปรตุเกส เสาไม้แกะสลักลวดลายมังกร โต๊ะตู้เป็นไม้หายาก เครื่องลายครามวางประดับตามมุมต่าง ๆ อย่างไม่อาจประเมินมูลค่าได้
ทุกอย่างไม่ได้อวดโอ่อวดความร่ำรวยอย่างโจ่งแจ้ง แต่แฝงอำนาจเงียบ ๆ อยู่ในทุกรายละเอียด
“เชิญทางนี้” เสียงหญิงสูงวัยดังขึ้น
หงส์หยกวางกระเป๋าลงตรงโถงทางเข้า ก่อนเดินตามหญิงคนนั้นลอดผ่านซุ้มประตูวงกลมไม้สลัก เข้าไปยังห้องรับแขกด้านใน ตรงกลางห้องมีโต๊ะกลมไม้ฝังมุกขนาดใหญ่และหญิงวัยราวห้าสิบปีนั่งอยู่ตรงนั้น
“พูดจีนได้ไหม” น้ำเสียงราบเรียบ แต่ฟังแล้วไม่แข็งกร้าว
“พอพูดได้บ้างค่ะ เป็นจีนกลาง” หงส์หยกตอบเป็นภาษาจีนกลางตามที่เรียนมา
“เธอชื่ออะไร”
“เฟิ่งหวงค่ะ”
หญิงสูงวัยพยักหน้าเบา ๆ “เฟิ่งหวง… เป็นชื่อที่ดี” เธอเงยหน้ามองหงส์หยกเต็มตา
“ฉันเป็นแม่ของเจี้ยงหลง เรียกฉันว่านายแม่ อากงบอกมาว่าเธอเป็นตัวแทนของว่าที่คู่หมั้นลูกชายฉัน จะมาอยู่ที่นี่ก่อนเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรม แล้วอาหงส์หยกจะตามมาทีหลัง ใช่ไหม”
“ใช่ค่ะ” หงส์หยกรู้ทันทีว่านี่คือ เจี้ยงปินมารดาของเจี้ยงหลง
“แล้วทำไมอาหงส์ไม่มาด้วยกันล่ะ”
เจี้ยงปินรูปร่างผอมบางแต่ดูแข็งแรงผิดกับแม่ของเธอ ใบหน้าเรียวคม ดวงตายังสดใส กี่เพ้าสีขาวนวลตัดเย็บอย่างประณีต ข้อมือสวมกำไลหยกเนื้อกระจ่างที่ดูเก่าแก่หลายชั่วอายุคน
“คุณหนูยังต้องจัดการงานที่เมืองไทยค่ะนายแม่ เลยส่งเฟิ่งหวงมาก่อน เพื่อเตรียมตัวเรียนงานเป็นสาวใช้ส่วนตัวตามธรรมเนียมของที่นี่”
เจี้ยงปินมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาประเมินอีกครั้งดวงตากลมรี หน้าผากเปิด จมูกโด่งได้รูปริมฝีปากกว้างนิด ๆ แต่ดูมีเสน่ห์รูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกสุขุม
คนรับใช้ยังดูฉลาดขนาดนี้… นายสาวคงไม่ธรรมดา
เจี้ยงปินยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ ในวัยของเธอ สิ่งที่ต้องการที่สุดไม่ใช่เงินหรืออำนาจอีกต่อไปแต่คือหลานคือทายาทคือสายเลือดที่จะสืบต่อชื่อสกุล
ถ้าว่าที่ลูกสะใภ้ทำให้ลูกชายพอใจได้เขาคงยอมกลับบ้านบ่อยขึ้นกว่านี้
“ไม่มีอะไรมากหรอก แค่ต้องรู้ขนบในบ้านบ้าง คนจีนไทยกับเราก็คล้ายกันอยู่แล้ว เอาบ่าวมาเรียนก่อนก็ดี พอนายมาจะได้ไม่เคอะเขิน”
หงส์หยกลอบยิ้มบาง ๆ น้ำเสียงแบบนี้…แปลว่าตระกูลเจี้ยง ตั้งใจ จะเกี่ยวดองกับเธอจริง ๆ และนั่นทำให้เธอรู้ทันทีว่าการจะขอแลกป้ายหยกคืน คงไม่ง่ายอย่างที่คิด
“ดีนะ เธอไม่พูดมาก ฉันไม่ค่อยชอบคนพูดเยอะ”
หงส์หยกยิ้มรับอย่างสุภาพ บุคลิกนิ่ง สำรวม เป็นสิ่งที่เธอฝึกมาทั้งชีวิต
ไม่มีใครรู้ว่าภายในเธอกำลังคิดอะไร“เดี๋ยวให้คนพาไปห้องพัก อยู่รวมกับคนอื่นไปก่อน พอนายเธอมา เธอจะได้ย้ายไปอยู่ห้องติดกับนายหญิง”
เจี้ยงปินมองเธออีกครั้งอย่างพึงพอใจ หญิงฉลาดมักนั่งนิ่งหญิงเก่งมักไม่อวดคม
สาวใช้คนนี้…ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ
“ค่ะนายแม่” หงส์หยกก้มศีรษะรับคำ แต่ในใจเธอรู้ดีว่า ตั้งแต่วินาทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้
เธอไม่ได้เป็นแค่ “คนรับใช้” อีกต่อไปเธอกำลังเดินเข้าสู่ใจกลางอาณาจักรของศัตรูโดยไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริงของเธอเลย
หงส์หยกย่อกายลงทำความเคารพตามธรรมเนียม เสียงนายแม่เรียกหาคนรับใช้ดังขึ้น ไม่นานนักก็มีเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ วิ่งแกมเดินเข้ามาในห้องรับแขก
“ค่ะนายแม่”
“พาเฟิ่งหวงไปพักรวมกับเธอก่อนนะ แล้วสอนงานเบื้องต้นให้ด้วย เรื่องธรรมเนียมปฏิบัติในบ้าน พวกเส้นทางอาคารต่าง ๆ ก็ช่วยบอกเฟิ่งหวงด้วยว่าที่ไหนไปได้ ที่ไหนไปไม่ได้”
“ค่ะนายแม่”
สองสาวยอบกายทำความเคารพพร้อมกัน ก่อนจะเดินออกจากห้องรับแขกไปตามโถงทางเดินด้านนอกอาคาร หงส์หยกลากกระเป๋าเดินทางใบย่อมติดมือไปด้วย
“เจ่…ชื่ออะไร หมุ่ยหมุยชื่อจินเยว่” เด็กสาวพูดเสียงใส พลางหันมายิ้มให้
“พี่ชื่อเฟิ่งหวง” หงส์หยกตอบยิ้มอ่อน
“งั้นอาจิ่นขอเรียกเจ่เจ๊นะ นี่ถึงเรือนนอนพวกเราแล้ว”
อาคารด้านหลังตั้งอยู่ถัดจากอาคารหลัก เป็นตึกปูนครึ่งไม้เช่นเดียวกัน แต่ดูเรียบง่ายกว่า ซุ้มประตูเป็นปูนมีขอบบัวหนา มีป้ายไม้แขวนไว้ด้านหน้าเขียนว่าเรือนไป๋หลาน เรือนดอกจำปี
หงส์หยกเดินตามจินเยว่เข้าไปด้านใน เห็นคนรับใช้อื่น ๆ อีกหลายคนกำลังเดินสวนกันไปมา บ้างถือถาดอาหาร บ้างเข็นรถทำความสะอาด ทุกคนต่างดูคุ้นเคยกับสถานที่นี้ราวกับเป็นบ้านของตัวเอง
“มา ๆ ทำความรู้จักกันก่อน” จินเยว่ลากเธอไปด้านหนึ่ง “นี่อันถิซื่อ อันถิกง อันถิเถาซัว รวม ๆ เรียกมาม่าก็ได้ ภาษากวางตุ้งมันแปลก ฮ่า ๆ”
หงส์หยกยิ้มรับ มองป้า ๆ ทั้งสามที่รูปร่างอวบ ใบหน้าใจดี
“มาม่าเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ ทำงานครัวเป็นหลัก ส่วนคนอื่น ๆ ทำความสะอาดบ้าน เช้าเย็นกลับ พรุ่งนี้เจ่เจ๊จะเห็นคนอีกเยอะเลย”
หงส์หยกพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ ก่อนเดินตามจินเยว่ขึ้นบันไดไปชั้นสอง
“แล้วทำไมอาจิ่นถึงได้นอนที่นี่ล่ะ” เธอถามขณะเดิน
“ถึงห้องแล้ว!”
จินเยว่เปิดประตูห้องที่อยู่ในสุดของตึก ห้องกว้างพอสมควร มีเตียงไม้สองเตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเล็ก ๆ ริมหน้าต่าง สะอาดเป็นระเบียบเกินกว่าที่หงส์หยกคาดไว้สำหรับที่พักของคนรับใช้
“จินเยว่เป็นหลานสาวอันถิเถาซัว มาจากกวางตุ้ง มาช่วยงานบ้านแล้วก็มาเรียนหนังสือด้วย เจ่เจ๊มานี่สิ มาดูตรงนี้”
เธอรีบเดินไปที่หน้าต่าง ชี้นิ้วออกไปด้านนอก
“โน่น…ตึกของนายใหญ่เจี้ยงหลง ชื่อตึกเฟยหลง”
หงส์หยกเดินเข้าไปยืนข้าง ๆ หน้าต่างไม้บานเปิดกว้าง มองออกไปเห็นอาคารสองชั้นตั้งอยู่ไม่ไกลนัก แต่ภายในมืดสนิท ไม่มีไฟเปิด
“ทำไมตึกปิดเงียบแบบนี้ล่ะ”
“ตึกเปิดเฉพาะวันที่นายใหญ่อยู่ ถ้าวันไหนไม่อยู่ ห้ามเข้าเลย”
“แล้วทำไมเรียกนายใหญ่ ไม่เรียกนายน้อย”
จินเยว่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ยิ้มอย่างคนที่เล่าเรื่องในดวงใจ
“เพราะนายใหญ่สืบตำแหน่งมาจากทวดโดยตรง อากงกับนายพ่อไม่ได้รับตำแหน่งนั้นเลย”
หงส์หยกหันกลับมามองอย่างสนใจ “เพราะอะไร?”
“ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่านายใหญ่ถูกส่งไปอยู่เมืองจีนตั้งแต่เด็ก แล้วกลับมารับตำแหน่งตอนอายุสิบเก้า”
น้ำเสียงจินเยว่เต็มไปด้วยความชื่นชม จนหงส์หยกเผลอยิ้มบาง ๆ ทันใดนั้นเอง เสียงเครื่องดนตรีจีนชนิดหนึ่งดังแว่วขึ้นมา ท่ามกลางความเงียบของยามหัวค่ำ
“นั่นเสียงอะไร” เธอถาม
จินเยว่ลุกขึ้น เดินมาชี้ไปทางเรือนชั้นเดียวอีกหลังทางด้านขวา มีแสงไฟสีส้มอุ่นลอดออกมา
“ตึกอิงฮวา”
“อิงฮวา…” หงส์หยกทวนคำในใจ ดอกซากุระ เสียงพิณยังบรรเลงต่อเนื่อง ไพเราะแต่แฝงความเศร้าอย่างประหลาด “ใครอยู่ที่นั่นเหรอ”
จินเยว่ทำหน้าลำบากใจเล็กน้อย “บ้านของคุณฟางเหนียง”
“ฟางเหนียง?”
“อาเจ่อยู่ที่นี่ ยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้ว…” หงส์หยกเงียบ ฟังอย่างตั้งใจ “เธอเป็นไหน่ไนของนายใหญ่”
“ไหน่ไน?”
“เมียเก็บน่ะ”
คำแปลนั้นทำให้หงส์หยกถึงกับผงะ ใบหน้าเรียวขาวเปลี่ยนสีทันที คิ้วข้างซ้ายโก่งขึ้นตามนิสัย
เมียเก็บ…
เธอกลืนน้ำลายลงคอแน่น ตั้งแต่เหยียบมาเก๊า ว่าที่สามีของเธอไม่เพียงมีผู้หญิง… แต่มีถึงสองคน
“เจ่เจ๊ เป็นอะไร ดูโกรธนะ”
“เปล่า แค่สงสารผู้หญิงคนนั้น แล้วนายใหญ่ไม่กลับมาหาเธอบ้างเหรอ”
จินเยว่หัวเราะเบา ๆ “ไม่ต้องสงสารหรอก เธอมาที่นี่เต็มใจ ตามคำสั่งนายแม่ อยู่ดีกินดีไม่เหมือนพวกเรา”
“หมายความว่ายังไง นายใหญ่ไม่ได้พาเข้ามาเองเหรอ”
“ไม่เคยเลย นายใหญ่ไม่เคยพาใครเข้าบ้านเอง คุณฟางเหนียงเป็นญาติห่าง ๆ ฝั่งสะใภ้พี่ชายนายแม่อีกที ฝากฝังกันมา แล้วนายแม่ก็เห็นชอบ เพราะอยากอุ้มหลาน”
หงส์หยกนิ่งไป
เสียงพิณยังบรรเลงอ่อนหวาน เศร้าสร้อยเหมือนเสียงคร่ำครวญของใครบางคนที่ถูกทิ้งไว้กลางเงาไฟ
ในใจเธอรู้ชัดขึ้นทุกวินาที บ้านหลังนี้ ไม่ใช่สถานที่ของ “ว่าที่เจ้าสาว”
แต่คือสนามอำนาจของผู้หญิงหลายคนที่ต่างรอคอยผู้ชายคนเดียวกัน35 จบบริบูรณ์เสียงเจี้ยงหลงปนหยอกเย้าทำให้หงส์หยกเอียงศีรษะเหลือบมอง หน้าคมเข้มยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกายหยอกล้อ ก่อนเข้มขรึมลงเมื่อหันกลับไปด้านหน้าบันได หงส์หยกหันตาม องครักษ์จำนวนมากยังยืนเรียงหน้ากระดานด้านล่าง เธอไม่คาดคิดว่าจะมีมากขนาดนี้ ถึงว่าเวลาเธอไปไหน เจี้ยงหลงถึงรู้ทุกอย่างดวงตาอัลมอนด์ไหวระริก ร่างระหงเหยียดตรง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อองครักษ์ทั้งหมดโค้งคำนับพร้อมเปล่งเสียงเรียก“นายหญิง”ชั่วเวลาอึดใจแต่เหมือนยาวนานสำหรับหงส์หยก ภาพตรงหน้าน่าเกรงขามจนเธอถอยหลัง แต่ฝ่ามือใหญ่ดันพยุงแผ่นหลังไว้ กางมือกว้างกลางหลัง“ไม่ต้องกลัว ฉันจะอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน”หงส์หยกเงยหน้ามองเจี้ยงหลง รอยยิ้มพึงพอใจ นัยน์ตาเทาเจิดจ้า มีร่องรอยภาคภูมิใจ เธอหันกลับมององครักษ์ที่ยังโค้งค้าง“นายหญิงต้องพูดว่า ‘เงยขึ้นได้’ พวกเขาถึงจะเงยขึ้น”มือชื้นเหงื่อกำแน่นข้างลำตัว ขณะขยับปากเปล่งเสียงหวานนุ่มดังกังวาน“เงยขึ้นได้”เสียงขยับร่างกายจำนวนมากดังขึ้นพร้อมเพรียง ยืดกายดั่งลมกระทบแผ่นไม้ ไร้เสียงแต่มีเสียง สีหน้านิ่งสนิทขององครักษ์ยังทำให้ใจหงส์หยกไม่ใคร่ดีนัก“เอาล่ะ เสร็จพิธี แยกย้ายได้”เจี้ยงหลงช
34 แต่งงานร่างระหงก้าวลงจากรถหรูสีดำสนิท หลังเดินทางจากเมืองไทยด้วยเครื่องบินส่วนตัวในอีกสองวันถัดมา พิธีรับเจ้าสาวเมื่อเช้าเรียบง่ายแต่เปี่ยมความตื้นตัน ของหมั้นต้องใช้คนถือราวยี่สิบคนตั้งแถวยาวจากปากซอยซอกตึกมายังบันไดบ้าน พ่อกับแม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะเดินออกมาส่งเธอขึ้นรถกลิ่นน้ำใบทับทิมและใบเซียงเช่ายังติดตัวจากอาบน้ำก่อนวันเดินทาง นางเหลียนพอรู้ว่าลูกสาวต้องแต่งงานจริง จัดแจงหามาจำนวนมาก ซ้ำยังให้หงส์หยกแช่นานจนผิวซึมซาบกลิ่นหอมอ่อนหวานชุดกี่เพ้าโบราณสีแดงทอด้ายทองเจิดจรัสสะท้อนแสงอาทิตย์ เกล้าผมสูงปักปิ่นทองคำประดับหยกเก่าแก่ ด้วยความประหม่า เธอเผลอยกมือจับกิ่งทับทิมที่แม่นมวิ่งเอามาปักไว้ก่อนลงจากชั้นสองขณะก้าวเดิน พลันยิ้มออกมาเมื่อนึกภาพนายใหญ่ตระกูลเจี้ยงเดินถือถาดหมูดิบนำหน้ายื่นให้แม่ สีหน้าแม่แม้ยิ้มแย้มแต่ยังหวาดกลัว เกรงใจ มือสั่นจนถาดเกือบหล่นไม่น่าเชื่อว่าเพียงวันเดียว ญาติที่อยู่รายล้อมย่านดาวน์ทาวน์หลั่งไหลมาดั่งน้ำหลาก อั่งเปาที่เจี้ยงหลงเตรียมมาไม่พอ จนนายใหญ่ต้องปลดนาฬิกาหรูบนข้อมือวางให้อาอึ้มแทนซองที่เหลือ บรรดาญาติหยุดกั้นประตูเมื่อยกนาฬิกาขึ้นส่อง โห่ร
33 Ncร่างระหงก้มมอง ดวงตาอัลมอนด์สีน้ำตาลไหวระริกด้วยไฟปรารถนา ลมหายใจถี่รัว ไม่แพ้เขา ร่างกายเธอโหยหาเขาจนเจ็บปวด“เฟิ่งหวง แต่งงานกันเถอะนะ อย่าทรมานฉันอีกต่อไปเลย”“เจี้ยงหลง ทำไมคุณถึงอยากแต่งงานกับฉันคะ ถึงเราจะยกน้ำชากันแล้ว แต่ก็ไม่มีใครรู้ ถ้าเราไม่พูดก็... อือ อือ”เขาปิดปากด้วยจูบลงทัณฑ์ กดท้ายทอยตรึงแน่น ขบเม้มแรง หงส์หยกสะดุ้งร้องเจ็บ พลิกตัวอีกครั้งจนเธออยู่ใต้ร่างแกร่ง กดหัวเข่าแทรก ดันต้นขาให้เปิดกว้าง กดแก่นกายชายสู่กลางเนินเนื้อเปลือยเปล่า“อือ อย่า อาหลง”เขาปล่อยจูบลงทัณฑ์ กลายเป็นจูบอ่อนหวาน กายชายโหยหาจนเจ็บปวด มือลดลงปลดกางเกงตนเองไม่รอช้า“บ้าจริง อาหลง อย่า อา อา”เจี้ยงหลงไม่รอถอดกางเกงออกจนสุด เสือกตัวเข้าทางรักให้เอ็นใหญ่พบช่องสวาท กระแทกแน่น ความสาวที่ร้างลำใหญ่มานานสองเดือนกลับมาปิดแคบดั่งเดิม“โอ๊ย เจี้ยงหลง”อารมณ์ชายหนุ่มมึนเมาในรสสวาท เมื่อลำร้อนสัมผัสความนุ่มในปลอกสวาท สติสัมปชัญญะพลันกระเจิดกระเจิง เขายืดตัวขึ้น จับข้อเท้าหงส์หยกไว้ กระแทกเอ็นใหญ่ถี่รัว“เฟิ่งหวง ซี้ด”หงส์หยกยังใช้มือดันอย่างไม่ยอม ทั้งที่กายสาวสะท้านไหว ร่องสวาทเริ่มมีน้ำเอ่อล้น ย
32 มาตามเมียชายร่างสูงมาเฟียแห่งมาเก๊านั่งนิ่งบนโซฟาในบ้านไม้เก่าไม่ใหญ่ไม่เล็ก ซ่อนหลังตึกใหญ่ เขาจ้องพ่อตาแม่ยายที่นั่งตรงข้าม สีหน้าทั้งคู่ไม่ดีนักเจี้ยงหลงยกนาฬิกาดู ตรงมาบ้านนี้ทันทีที่ลงเครื่อง รอเกือบสองชั่วโมง หงส์หยกยังไม่กลับใบหน้าคมเข้มนิ่งสงบภายนอก แต่ภายในปั่นป่วน ชีพจรเต้นรัว สารอะดรีนาลินหลั่งพร้อมสู้ถ้าเธอปฏิเสธ“อาหงส์มาแล้ว” แม่ยายพูดภาษาไทย เจี้ยงหลงฟังไม่ออก แต่คำ “หงส์” เขาจำได้ดีร่างสูงใหญ่พยายามนั่งนิ่ง สายตาสอดส่ายไปประตู ได้ยินเสียงทักทายเบา ๆ หน้าบ้านพ่อตาแม่ยายลุกยืนทันทีเมื่อร่างสูงโปร่งของหงส์หยกปรากฏ เจี้ยงหลงจดจ้องทุกอากัปกิริยา หญิงสาวที่ไม่ได้เห็นสองเดือนหงส์หยกซีดเซียว ผอมลงชัดเจน คิ้วเฉียงขมวดนิ่ง เธอส่งถุงกับข้าวและกรอบรูปอักษรมงคลคู่สีแดงให้เด็กในบ้าน แล้วเดินเข้าห้องนั่งเล่น“นายใหญ่รอฉันตรงนี้ ฉันจะขึ้นไปหยิบป้ายหยกลงมาให้”เจี้ยงหลงผุดลุก กรามขบแน่นสะกดอารมณ์“ฉันไม่ได้มาเอาป้าย”หงส์หยกชะงัก หันมอง เขาสวมชุดถังจวงสีดำ รูปร่างสูงใหญ่ไม่เปลี่ยน ใบหน้าคมเข้มตอบลงเล็กน้อย นัยน์ตาเทาหม่นเปล่งประกายแปลกประหลาด ไม่โหยหา ไม่โกรธ แต่ล้ำลึกกว่าเคย
31 เหล่าซือ“อาหงส์หยก นี่ลื้ออายุเท่าไรแล้ว ยังไม่แต่งงานอีก เดี๋ยวอายุมากกว่านี้จะหาแฟนไม่ได้นะ”เสียงอาอึ้มตะโกนแซวออกมาจากร้านขายของชำหน้าปากซอย เสียงดังลั่นจนคนแถวนั้นหันมามอง หงส์หยกที่เพิ่งจอดรถมอเตอร์ไซค์หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบของบนชั้น“อาอึ้ม หงส์คงได้อยู่ขึ้นคานแน่นอนค่ะ แล้วจะมาก่อกวนอาอึ้มแบบนี้ไปเรื่อย ๆ นี่แหละ”“เหอะ พูดเหมือนคนไม่อยากแต่ง แต่ตาไม่เคยว่างนะ”อาอึ้มหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหยิบขนมกับน้ำใส่ถุงยื่นให้“อ่ะ เอาไป ไม่ต้องจ่าย เก็บเงินไว้ซื้อผู้ชาย ฉันจะได้มีหลานเขยเหมือนคนอื่นเขาบ้าง”หงส์หยกหัวเราะรับอย่างฝืน ๆ รับถุงจากมืออาอึ้มแล้วโค้งหัวเล็กน้อย“ถ้ามีจริง หงส์จะพามาให้อาอึ้มดูคนแรกเลยค่ะ”“พูดแบบนี้มาสิบปีแล้วนะยะ”หงส์หยกไม่ตอบ เดินเลี้ยวเข้าซอยแคบ ๆ ที่คุ้นเคย ซอยที่เธอเดินผ่านมาตั้งแต่เด็ก ซอยที่มีร้านซักรีดเก่า ๆ ร้านก๋วยเตี๋ยวรถเข็น และบ้านของเหล่าซืออยู่ท้ายสุดบ้านเหล่าซือเป็นบ้านสองชั้นหลังไม่ใหญ่ มีสวนหย่อมเล็ก ๆ หน้าบ้าน ปลูกต้นโมกกับพุดจีนให้ร่มเงา กลิ่นดอกไม้จาง ๆ ลอยอยู่ในอากาศเสมอ ราวกับที่นี่ถูกตัดขาดออกจากความวุ่นวายของเมืองหงส์
30 จะไม่ปล่อยนายใหญ่ตระกูลเจี้ยง ชายร่างสูงใหญ่ลูกเสี้ยวโปรตุเกส ยืนอยู่หน้ากระจกบานสูงในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเจี้ยง แสงสีเทาของรุ่งสางสาดลอดม่านบางเข้ามา กระทบกรอบหน้าคมเข้มที่ซูบตอบลงเล็กน้อยจากการพักผ่อนน้อยตลอดหลายสัปดาห์เขาแหงนใบหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีเทาอมฟ้า เมฆบางลอยช้า ๆ เหมือนโลกทั้งใบยังไม่ตื่นเต็มที่แต่ตัวเขา… ตื่นมานานแล้วดวงตาสีเทาหม่นหลุบต่ำลง มองไปยังโถงทางเดินยาวทอดจากตึกหลักไปยังตึกเฟยหลง โถงเดียวกับที่ร่างระหงในชุดถังจวงสีขาวมักเดินลัดผ่านทุกเช้าเย็น โถงที่เคยเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ และเงาร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาคิดว่า “อยู่ตรงนี้เสมอ”แต่ตอนนี้… มันว่างเปล่าเงียบเกินไป นิ่งเกินไปเหมือนหัวใจของเขาที่ว่างอยู่ครึ่งหนึ่งนี่คงถึงเวลาแล้วจริง ๆถึงเวลาที่เขาจะหยุดรอ หยุดหวัง หยุดปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นฝ่ายเลือกฝ่ายเดียวถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ หงส์หยกอาจไม่ใช่แค่กลับเมืองไทยเธออาจ “โบยบิน” ไปจากชีวิตเขาอย่างถาวรเจี้ยงหลงผละออกจากหน้าต่าง เดินออกจากห้องนอนด้วยก้าวเท้ามั่นคง ร่างสูงใหญ่ในเสื้อเชิ้ตสีเข้มกับกาง







