เข้าสู่ระบบ
“ผาาาา ส่งของที่ตลาดเสร็จแล้ว อย่าลืมแวะเอาเขียวเสวยลงที่บ้านครูนุชด้วยนะลูก”
เสียงตะโกนดังมาจากครัวหลังบ้าน ซึ่งอีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ไหน นางนภา มารดาของเขาเอง
“ครับบบบบ”
หลังตะโกนตอบกลับไปภูผาซึ่งวันนี้รับหน้าที่ไปส่งผลไม้ที่ตลาดแทนไอ้เปี๊ยก คนงานคนเก่งที่เพิ่งเป็นวัยรุ่นสองขีดก็โจนขึ้นรถกระบะตอนเดียว
อี๊ดดดด~
เสียงหวีดดังขึ้นในตอนไขกุญแจสตาร์ทเครื่อง ตัวรถกระตุกเล็กน้อยตอนเหยียบคันเร่ง แต่ชั่วอึดใจรถยนต์ที่มีตะกร้าพลาสติกหูเหล็กบรรจุมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองวางอยู่เต็มท้ายรถก็พุ่งทะยาน แล่นฉิวออกจากลานหน้าบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้
เมื่อแล่นพ้นทางดินที่ฝุ่นฟุ้งตลบขึ้นมาบนถนนลาดยางเรียบร้อยแล้วภูผาก็ไขกระจกรถลงจนสุด วางแขนพาดที่ขอบหน้าต่าง ลมเย็น ๆ ในช่วงปลายเดือนสุดท้ายของปีลอยมาปะทะใบหน้า เรียกรอยยิ้มให้ผุดขึ้นที่มุมปาก
นานแค่ไหนแล้วที่เขาห่างหายจากวิถีชีวิตแบบ Slow life และกลิ่นดินกลิ่นหญ้าแบบนี้
เมื่อเห็นว่าเวลายังมีอยู่เหลือเฟือชายหนุ่มก็ผ่อนความเร็วลง ดื่มด่ำความเขียวขจีและอากาศบริสุทธิ์ พร้อมกับปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงวันที่ชีวิตหักเห
เล่าไปจะมีใครเชื่อบ้างล่ะว่าวันหนึ่งคุณภูผา วิศวกรประจำบริษัทตัวแทนจัดจำหน่ายและซ่อมบำรุงลิฟต์จะทิ้งชีวิตในเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยแสงสี สุราและนารี กลับมาเป็นบักผา ลูกชายคนเดียวของนายเมฆาและนางนภา คอยดูแลสวนมะม่วง บ่อปลาและเล้าไก่ที่บ้านเกิด
จุดเริ่มต้นมันเกิดจากเจ้านี่ สิ่งที่เรียกว่า ...
‘หนังสือแจ้งการเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยพนักงาน’
ตอนเดินผ่านแผงส้มตำไก่ย่างหน้าปากซอยคอนโดแล้วได้ยินเพลงโบว์แดงแสลงใจ เขายังแซวป้าอ้วน เจ้าของร้านเจือขำว่าสีสดขนาดนั้นมันจะไปแสลงใจได้ยังไง แต่แล้วไม่กี่วันถัดมาเขาก็ตระหนักได้ว่า จะโบว์สีไหนมันก็ไม่แสลงใจเท่ากับไอ้ซองขาวที่ไม่ใช่ซองผ้าป่าในมือเขา
อุตส่าห์แนะนำรุ่นน้องไปตั้งหลายคนว่าวิศวกรน่ะเงินดี เป็นที่ต้องการของตลาด สวัสดิการอลัง อนาคตก้าวหน้าแน่นอน แล้วดูสิ ตอนนี้ไลฟ์โค้ชแม่งเสือกตกงาน มีเงินสดเหลือติดกระเป๋าอยู่ไม่กี่พัน รู้ไปถึงไหน อายเขาไปถึงนั่น!
ยังดีที่บริษัทแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ทำให้ยังพอมีเวลาเตรียมตัว ภูผาไปทำงานเป็นปกติจนกว่าจะถึงวันที่การเลิกจ้างมีผล ขณะเดียวกันก็พยายามร่อนจดหมายสมัครงาน
เพียงแต่ไม่ว่าเขาจะลองส่งไปสักกี่บริษัท ผลลัพธ์ก็แคล้วออกมาคล้ายกันหมด หลายบริษัททยอยออกคำสั่งปลดพนักงานเพื่อลดต้นทุน ในขณะที่อีกหลายบริษัทถึงขั้นปิดตัวลงก่อนจะเจ็บตัวหนัก
หลังลองปรึกษากับผองเพื่อนในกลุ่มซึ่งมีภูผา ธนัช หิรัญ และน้องเล็กอย่างภาพวิว แล้วก็พบว่าทั้งกลุ่มเหมือนตกอยู่ในช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกโดยไม่ได้นัดหมาย จาก ‘วิศวะรักบ้านเกิด’ กลายเป็น ‘วิศวะตกอับต้องกลับบ้านเกิด’ กันหมด
ประกอบกับบิดาพลัดตกต้นไม้ หลังพยายามปีนขึ้นไปตัดแต่งกิ่งมะม่วงจนข้อมือร้าวพอดี เขาจึงตัดสินใจกลับมาดูแลสวนในระหว่างที่บิดาพักรักษาตัว
ยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ที่กลับมาอยู่ เขาคิดถึงแสงสีของเมืองกรุงฉิบหายเลย คิดถึงชีวิตที่ในแต่ละวันมีอะไรให้ทำจนหัวหมุน มีผู้คนห้อมล้อมรอบกายมากมาย และคิดถึงร้านเหล้าที่ไปกับเพื่อนร่วมงานบ่อยจนแทบกลายเป็นบ้านหลังที่สาม
ทว่าหลังกลับมาอยู่บ้านเข้าเดือนที่สอง ภูผาก็รู้สึกว่าเขาชักจะติดใจชีวิตเรียบเรื่อย ในหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้แบบนี้ไปเสียแล้ว
ใช้เวลาไม่กี่นาทีรถยนต์ก็แล่นเข้ามาจอดในลานกว้างหลังตลาดสดอันเป็นจุดหมายปลายทางแรกของวันนี้ คงเพราะเป็นเวลาใกล้เย็น ลานจอดจึงแน่นขนัดไปด้วยรถรา กระนั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเขา
ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อยืดสีเทาและกางเกงยีนสีเข้มพอดีตัวดับเครื่องยนต์แล้วเดินอ้อมมาเปิดท้ายกระบะ ยืดตัวเพื่อเอื้อมมือไปลากอุปกรณ์ทุ่นแรงลงมาวางบนพื้น ตามด้วยยกตะกร้าใส่มะม่วงมาวางซ้อน ๆ กันบนรถเข็น
เขาทำมันอย่างคล่องแคล่ว กระทั่งได้จำนวนที่ตั้งใจไว้ก็เข็นรถ มุ่งหน้าเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ ที่ชื้นแฉะและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาจ่ายตลาด
“พี่ผาาาาา”
การปรากฎตัวของภูผาทำให้หญิงสาววัยยี่สิบกลาง ๆ ที่ยืนอยู่หลังแผงผลไม้ฉีกยิ้มกว้าง แววตาเป็นประกาย
ภูผาส่งยิ้มบาง ๆ กลับไปให้เจ้าหล่อน ก่อนจะยกมือไหว้บุษบา ลูกค้าคนสำคัญที่มีศักดิ์เป็นเพื่อนของมารดาด้วย
ทว่าพอเอาเข้าจริง ท่าทางของสามพ่อลูกที่กำลังช่วยกันซักเสื้อผ้าที่เลอะโคลนก็เก้กังเหลือทน แถมมีแววจะทำเสื้อขาวเลอะกว่าเดิม เพราะเล่นวางแผ่บนพื้นปูนของลานซักล้างไม่น่ารอด ...มาธวีส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ หยิบโทรศัพท์มากดถ่ายภาพความน่าบ่นแต่ก็น่าเอ็นดูนั้นเก็บไว้ ก่อนจะเดินเข้าไปช่วยแต่แล้วไป ๆ มา ๆ การซักผ้าก็กลับกลายเป็นความโกลาหล เมื่อเธอบอกให้ภีมวัจน์เดินไปลากสายยางมาให้ ทว่าน้ำที่ควรลงกะละมังกลับพุ่งใส่เธอแทน“กรี๊ดดดดด”เด็กหญิงภัณฑิราที่นั่งอยู่ข้าง ๆ พลอยได้รับลูกหลงไปเต็ม ๆ เจ้าตัวน้อยร้องกรี๊ดกร๊าด ครั้นพอเห็นคนถือสายยางหัวเราะลั่น แลบลิ้นเย้ยเยาะก็โมโห พุ่งเข้าไปผลักจนพี่ชายหงายหลังลงกะละมังผ้าภีมวัจน์ตาลุกวาว ถึงจะรักน้องแค่ไหนแต่ด้วยนิสัยไม่ยอมคนเลยดึงร่างเล็กให้ล้มลงมาในกะละมังด้วยกันโพละ!น้ำหนักที่มากเกินไปทำให้กะละมังแตก แยกเป็นสองส่วน“คลื่น! แคลร์!”มาธวีหวีดลั่น ภูผาเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ทั้งสองรีบฉุดลูก ๆ ให้ลุกขึ้นเพราะกลัวโดนกะละมังบาดแต่ยังไม่ทันจะได้สำรวจหาร่องรอยบาดแผล เจ้าสองแสบที่หลงคิดว่าแม่ดุและจะตีอีกก็พากันวิ่งแจ้นหนีออกไปทางสวนของบ้านเธอ ซึ่งจวบจนถึงบ
การเป็นแม่ลูกสองและใช้ชีวิตในต่างจังหวัดไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายเลยเมื่อดันมีปู่ยาตายายที่ขยันเอาอกเอาใจหลาน และมีพ่อที่ขยันตามใจลูก แล้วพากันเล่นอะไรแผลง ๆอย่างเช่นวันนี้!มาธวียืนเท้าเอว กราดสายตามองสามพ่อลูกที่ยืนก้มหน้า ท่าทางเจี๋ยมเจี้ยมแล้วสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความโมโหอย่างยิ่งยวด“พี่ผา หนูบอกให้พี่ไปทำอะไรคะ”เจ้าของชื่อกลืนน้ำลายเอื้อก เงยขึ้นสบสายตากรุ่นด้วยความโมโหของภรรยาแล้วอ้อมแอ้มตอบเสียงแผ่ว“ไป...ไปตามลูกมากินข้าวครับ”“แล้วพี่ไปตามลูกอีท่าไหน ถึงได้กลับมาตัวเปื้อนโคลนกันหมดแบบนี้!!”“อ่า ก็...ก็ลงไปตามลูกในสระครับ”วันนี้ภูผาสั่งให้คนงานสูบน้ำในบ่อปลาท้ายสวนเพื่อเอาปลามาขาย เจ้าสองแสบขอตามไปดูด้วย ตอนแรกก็เห็นนั่งเล่นกับเจ้าเปี๊ยกเจ้าต๋องที่ใต้ร่มไม้ แต่พอหันมาอีกทีลูก ๆ ก็ลงไปวิ่งกรี๊ด ๆ ล้มหน้าทิ่มกันอยู่ในสระแล้ว“ลงไปตามหรือลงไปเล่นด้วยกันกันแน่คะ ดูสิเนี่ย เสื้อสีอ่อนกันทั้งนั้นเลยด้วย”เธอบ่นเสียงดัง พลางใช้ไม้เรียวในมือชี้ไปยังกะละมังที่มีเสื้อแช่อยู่ นี่ถ้าไม่เอะใจเดินไปเก็บมะละกอที่หลังบ้านมาทำแกงส้มแล้วเจอเข้า เธอก็คงไม่รู้เลยว่าสามหน่อหนีไปเล่นโคลนกันมา“ม
“เจ้าคลื่น!!”เด็กชายภีมวัจน์สะดุ้ง ยกมือปิดปาก เพิ่งรู้ตัวว่าเผลอพูดความจริงเยอะเกินไป“โอ๊ะ คลื่นไม่ค่อยหิวแล้วครับ”แล้วเด็กชายก็วิ่งตึง ๆ หนีออกไปด้านนอก ปากตะโกนเรียกหาน้าเปี๊ยกน้าต๋อง สององค์รักษ์ที่ไม่เพียงใจดีแต่ยังคอยปกป้องเสมอยามพ่อแม่ดุหรือตีภูผาทำท่าจะวิ่งตาม แต่เพิ่งก้าวขาได้ก้าวเดียว เสียงเย็นเยียบด้านหลังก็ดังขึ้น“พี่ผา”เท้าที่ก้าวไปข้างหน้า พลันหดกลับมาวางชิดกับอีกข้างตามเดิมทันที พร้อมกับความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว‘ซวยแล้วกู!’“ครับ”ภูผาขานรับ และเมื่อสบเข้ากับสายตาดุ ๆ ของภรรยาเขาก็ส่งยิ้มประจบแล้วเดินไปโอบกอดเธอหลวม ๆ อิงสันกรามกับข้างขมับเธอ เอ่ยเสียงอ่อย ๆ อย่างที่รู้ว่าจะทำให้เธอใจอ่อน“พี่ขอโทษครับ พี่ไม่ได้ตั้งใจจะให้ลูกกินเยอะ แต่หันมาอีกทีลูกก็แกะห่อที่สองแล้ว พอพี่จะเก็บลูกก็แบะปาก ทำท่าจะร้องไห้กลางตลาด”“...”“ไม่ใช่ว่าพี่อยากตามใจลูกทุกเรื่องนะ แต่พี่ก็แพ้ลูกอ้อนเจ้าลูกหมู เหมือนที่หนูแพ้นั่นแหละครับ”ภูผาทำหน้าสลด มาธวีมองเขาแล้วคลายหัวคิ้ว เข้าใจสถานการณ์นั้นเป็นอย่างดีภีมวัจน์เป็นเด็กช่างพูดช่างอ้อนตามประสาเด็กเติบโตมาท่ามกลางสองครอบครัวที่รุมเอาอ
“แม๊~”เสียงใส ๆ ร้องตะโกนดังลั่นแล้วตามมาด้วยเสียงตึงตัง ดึงให้คนที่กำลังจมอยู่กับห้วงความคิดหันไปมอง ชั่วอึดใจเธอก็ได้เห็นร่างเล็กป้อมของเด็กชายภีมวัจน์วัยสามขวบ ซอยขาวิ่งเข้าบ้านมาอย่างที่คาดคิดไว้“คลื่นนน แม่บอกแล้วไงครับว่าอย่าวิ่ง!”มาธวีร้องเอ็ดลูกชายที่สอนกี่ครั้งก็ไม่ยอมจำ หากพอเจ้าตัวแสบกลับกระโจนเข้ามากอดขา แหงนหน้าขึ้นมองเธอแล้วทำตาปริบ ๆ ใส่ ปากอ้อนว่า“หิวจังเลยครับบบบ”หัวใจคนของเป็นแม่ก็อ่อนยวบ ดุต่อไม่ลง เธอโคลงศีรษะให้กับนิสัยที่แก้ไม่เคยหายของตน ยื่นมือไปหยิบเศษฟางที่ติดอยู่ตามกลุ่มผมของลูกลิงที่เกาะเธอไม่ปล่อย“เรานี่น้าาา”เหมือนจะบ่นทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ถ้าหิวแล้วก็รีบไปอาบน้ำ วันนี้แม่ทำแกงจืดวุ้นเส้นไว้ให้ด้วยน้าาา”“วันนี้คลื่นอยากกินไข่เจียวอีก”คำขอทำเอาคนตั้งใจล้างและหั่นผักทุกชิ้น ปั้นหมูสับปรุงรสเองกับมือตามสูตรที่ได้จากมารดาถึงกับชะงักลูกชายเธอติดไข่เจียว แต่ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นเด็กกินง่ายเลี้ยงง่ายอะไรหรอกนะ เจ้าอ้วนแค่ไม่ชอบกินผัก แล้วไข่เจียวก็เป็นเมนูที่ได้กินไวที่สุดเท่านั้นเองสงสัยต้องปรับทัศนคติกันหน่อย ...หญิงสาวย่อตัวลงนั่งยอง
“พี่รักหนูที่สุดเลย”ภูผากระซิบบอกชิดขมับชื้น งับหัวไหล่มนจนขึ้นรอยแดงพลางบดควงสะโพก กระทั่งร่องรักรีดเค้นความรักจากเขาไปจนครบทุกหยาดหยด เขาก็ค่อย ๆ ถอดถอน รูดถุงยางออกจากตัวตน“พะ...พัก พี่ ฮื่อ หนูขอพักก่อน พักก่อน”คนยังหอบฮักพยายามเค้นเสียงบอก แล้วทิ้งตัวนอนแผ่บนที่นอนอย่างอ่อนแรง หางตาเธอเปียกชื้น จุดที่ถูกทารุณก็ชาดิก กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเติมเต็มของเขา ทำเธออิ่มเอมความสุขจนแทบล้นทะลักออกทางปากเห็นเธอเหมือนจะไม่ไหวภูผาเลยยอมยั้งใจ หยุดชั่วคราว เขารั้งเธอมานอนเกยบนอก พรมจูบตามดวงหน้าชื้นเหงื่อของคนเพิ่งเสร็จสมหนที่สี่เป็นเชิงปลอบ ก่อนแววตาพราวระยับเปี่ยมด้วยความสุขจะเลื่อนไปมองแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของเธอนี่ไม่ใช่แหวนขอแต่งงานแต่เป็นแหวนขอจอง อย่างน้อย ๆ ก็จองไปจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยลงตัวมาธวีเห็นว่าเขายิ้ม มองแหวนด้วยแววตาหวามหวานอีกแล้ว เธอก็คลี่ยิ้ม อิงศีรษะกับสันกรามคนตัวโตแล้วถูไถในกิริยาออดอ้อน“จริง ๆ หนูมีแหวนมาให้พี่ด้วยนะ แต่ว่ามันอยู่ในกระเป๋า”เมื่อเย็นเธอรีบจนลืมหยิบมันออกมาจากช่องลับของกระเป๋าเดินทาง ทั้งที่ตั้งใจจะเอาไปร้านอาหารด้วยครั้นพอตั้งใจว่ากล
“โล่งอกที่หนูชอบ”“ไม่ใช่แค่ชอบ แต่หนูยังเซอร์ไพรส์มาก ๆ ด้วยที่พี่จองร้านนี้ได้”Mystery ไม่เพียงเป็นร้านดังในโลกโซเซียล แต่ยังเป็นร้านที่เธอเคยยื่นรีวิวให้เขาดูพร้อมกับเปรยเอาไว้ว่าถ้ามีโอกาสก็อยากมาลองสักครั้ง ไม่คิดเลยว่าเขาจะยังจำได้ที่สำคัญตำแหน่งโต๊ะของพวกเธอยังตั้งอยู่บริเวณปลายแหลมของหาด ทำให้สามารถมองวิวสวย ๆ ของทะเลยามเย็นได้เกือบ 360 องศาเลยทีเดียว“ก็พี่เก่ง”ภูผายืดอกโอ้อวด แม้ในความเป็นจริงคือเขาแชทมาขอจองกับทางร้านล่วงหน้าตั้งแต่หลายเดือนก่อน“ค่า ๆ เก่งที่สุด”มาธวีหัวเราะคิก พยักหน้าว่าเห็นด้วย แล้วเธอก็นึกอยากเปลี่ยนคำชมหลังจากได้เห็นบรรดาอาหารที่ภูผาสั่งไว้ล่วงหน้า หนึ่ง สอง สาม ...เธอนับในใจแล้วก็ทำตาโตหะ...หก หกจานแล้ว!“พี่ผา คือ...โต๊ะเราได้ของครบแล้วใช่ไหมคะ?”“ยังครับ เหลือของหวาน แต่พี่บอกให้เขาเสิร์ฟตอนเราใกล้จะกินเสร็จ ทำไมครับ หรือว่าหนูอยากให้เขาเสิร์ฟเลย ได้นะเดี๋ยวพี่บอกเขาให้”ภูผาวางมือจากกุ้งที่กำลังแกะแล้วทำท่าจะยกมือขึ้น มาธวีเห็นแบบนั้นก็รีบคว้าเอาไว้ก่อนที่เขาจะเรียกพนักงานมาจริง ๆ“ไม่ ๆ ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ ที่หนูถามคือหนูกลัวว่าเราจะกินไม่หมด







