LOGINรถยนต์คันหรูจอดเทียบสนิทบริเวณแคนทีนของคณะบริหารธุรกิจ บรรดานักศึกษาหญิงต่างมองให้ความสนใจ รู้ดีว่ารถพอร์ชสีขาวสะอาดตา เป็นของภานนท์คณะวิศวะฯ
ชายหนุ่มตวัดเรียวขาก้าวลงจากรถ การมาเยือนของเขาเรียกความสนใจ ให้ทุกสายตาต้องสะกดมอง แต่เจ้าตัวหาได้แยแส ยังคงก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์
“ทำไมไม่อ่านไลน์ว่ะ หรือว่ามือถือเสีย”
ความห่วงใยที่มีทำให้อึดอัดในหัวอก คิ้วหนาขมวดมุ่น กดโทรออกหาปลายสายแต่กลับไร้การตอบรับ
“ทำไมไม่รับสาย หรือจะไม่สบาย”
จังหวะนั้นเอง ที่สายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนผู้หญิงที่เคยอยู่กับณัฐนรี
“แยมส้ม”
หญิงสาวเจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ระบายยิ้มหวาน
“อ้าว...นนท์ มาหานรีหรอ”
“ใช่ แยมส้มเห็นนรีไหม พอดีเราติดต่อนรีไม่ได้เลย”
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม...ถ้าเวลานี้ นรีชอบไปนั่งกินข้าวที่แคนทีนของคณะน่ะ”
“กินข้าว ?”
“ใช่ นรีกินข้าวเวลานี้ประจำแหละ ลองไปหาดูนะ”
กินประจำ...
เขาก้าวตรงไปที่แคนทีนด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่เห็นมันคลี่คลายทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ภานนท์มองเพื่อนสนิทนั่งกินข้าวอยู่กับผู้ชายอื่น ดวงตาคมกริบจ้องมองนิ่งงัน
มือหนากดโทรออกหาเธออีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือหญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้ว ยัดใส่กระเป๋าสะพายดังเดิม
แบบนี้ก็ได้หรือว่ะ
ณัฐนรีถอนหายใจทิ้ง รอยยิ้มบนใบหน้าที่มีมลายหายไป จากตอนแรกกำลังหัวเราะกับเรื่องเล่าของธีธัช
“มีอะไรหรือเปล่านรี รับสายก่อนก็ได้นะ เราว่าคนโทรมาน่าจะมีธุระด่วน”
“ไม่มีอะไรหรอก กินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันขึ้นเรียนคลาสบ่าย”
มื้อกลางวันที่ต้องร่วมโต๊ะอาหารกับภานนท์และผู้หญิงของเขา ไม่เคยกินลงสักครั้ง ความขมขื่นมันตีตื้นจนจุกหน่วง ที่ผ่านมาอดทนได้ตลอด แต่วันนี้กลับรู้สึกเหนื่อยกว่าทุกครั้ง...
“ปกตินรีกินข้าวที่ไหนหรอ ไว้พรุ่งนี้เราจะมากิน ด้วย...”
ปึก !
จานอาหารวางกระแทกลงบนโต๊ะ พร้อมกับร่างของภานนท์ที่ทรุดกายลงนั่ง ข้างหญิงสาว
“นนท์...แกมาทำอะไร”
ปากอิ่มเผยอค้างมองด้วยความงุนงง ระคนประหลาดใจ สีหน้าของเขาราบเรียบดูไม่สบอารมณ์
“ก็มากินข้าวไง เอ้า...นี่ของชอบแก ฉันสั่งมาเผื่อ”
ว่าแล้วก็ตักผัดสะตอใส่จานเพื่อน จนมันท่วมบดบังกับข้าวอย่างอื่น
“นนท์ แกทำบ้าอะไรเนี้ย ! แกก็รู้ว่าฉันไม่กินสะตอ”
ไม่ใช่แค่ไม่กิน แต่เธอโคตรเกลียดเลย และภานนท์ย่อมรู้ดีกว่าใคร
“เอ้า ทำไมพูดแบบนี้ล่ะ ฉันเป็นเพื่อนสนิทแกนะนรี ฉันย่อมรู้ใจแกทุกอย่าง ว่าแกชอบอะไร ไม่ชอบอะไร”
เขาตวัดท่อนแขนโอบบ่าบอบบาง อีกทั้งยังกระชับอ้อมแขน จนเนื้อตัวของเธอเบียดชิด แทบจะเกยขึ้นไปนั่งบนตักแกร่ง
ก้อนเนื้อข้างซ้ายเต้นไม่เป็นจังหวะ กลิ่นกายของ ภานนท์เป็นสิ่งที่ทำให้กายสาวปั่นป่วนพอๆ กับแววตา คมกริบ
“ไอ้นนท์ ! ปล่อยฉันนะ”
พยายามแกะมือหนาที่โอบบ่า แต่มือของเขาเกาะหนึบราวกับตีนตุ๊กแก
“ที่แกบอกว่าไม่หิวข้าว ที่แท้ก็แอบมาอ่อยผู้ชาย ที่คณะนี่เอง”
ณัฐนรีอ้าปากค้างกับคำกล่าวหาที่ไม่ให้เกียรติ ไม่เคยสักครั้งที่ภานนท์จะพูดจาเช่นนี้
“นนท์ทำไมแกปากเสียแบบนี้ แกไปกินหมามุ่ยที่ไหนมา หรือว่าโดนน้องแพทเท ก็เลยมาหาเรื่องฉันแบบนี้”
ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย แต่สิ่งที่น่าโมโหมากที่สุดคือ เธอกำลังหวั่นไหวกับการที่ได้ใกล้ชิดเพื่อนสนิท ทั้งที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกอะไรแม้แต่น้อย
ภานนท์แค่นยิ้มไม่ตอบคำถามของเธอ แต่กลับหันไปจ้องธีธัชเขม็ง
“โทษทีลืมแนะนำตัว ฉันภานนท์ คณะวิศวะฯ เพื่อนสนิทของนรี”
“ฉันธีธัช พอจะรู้จักนายอยู่ล่ะ เห็นสาวๆ พูดถึงนายอยู่ตลอด”
ธีธัชมองกลับไม่หลบตา แม้เขาจะไม่รวย ไม่หล่อเท่ากับอีกฝ่าย แต่ไม่คิดที่จะละความตั้งใจที่จะจีบณัฐนรี
ต่างฝ่ายต่างจ้องมองไม่ลดละ ถ้อยคำที่กล่าว เหน็บแนมทางอ้อม บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทำให้ณัฐนรี รีบกล่าวตัดบท
“เดี๋ยวเราขอตัวก่อนนะธีธัช ไว้เจอกัน”
รีบลุกขึ้นยืน คว้าท่อนแขนของภานนท์ให้ก้าวตามหากอยู่นานกว่านี้อีกสักนิด คงได้มีเรื่องเป็นแน่
ธีธัชยิ้มบางๆ ให้ณัฐนรี ไม่สนใจสายตาดุดันของคนที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนสนิทอย่างภานนท์
แววตาคู่คมเป็นประกายจับจ้องเพื่อนรักที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินจากไปจนลับตา ลิ้นแกร่งดุนดันกระพุ้งแก้ม ตวัดเลียริมฝีปาก ประหนึ่งต้องการลิ้มรสจูบเมื่อครู่ให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แค่จูบที่จะฉกฉวยมาครอบครอง แต่รวมถึงตัวและหัวใจ ที่จะไม่ปล่อยให้เป็นของคนอื่น “นรี แกรนหาที่เองนะเว้ย” ภาพที่เห็นเธอพูดคุย ยิ้มแย้มสดใสให้กับผู้ชายอื่น มันกระตุ้นความรู้สึกที่พยายามกดทับมาตลอด การที่เขาไม่จริงจังกับผู้หญิงคนไหน เพราะเบื้องลึกล่วงรู้อยู่แก่ใจว่ามีแต่เพื่อนสนิท ณัฐนรีอยู่ในชุดนอนกระโปรงยาวแขนตุ๊กตาแบบที่เจ้าตัวชื่นชอบ เธอก้าวเดินออกจากห้องน้ำ ตรงไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง ทาครีมบำรุงผิวลงบนใบหน้า แต่ทว่าเงาสะท้อนในกระจกทำเผลอมองริมฝีปาก ภาพเหตุการณ์ในวันนี้ผุดขึ้นในหัว ทั้งที่พยายาม จะลบเลือน แต่ยังจดจำได้แม้แต่เสียงลมหายใจของ ภานนท์ ที่เป่าราดรดบริเวณกกหู มือบางยกขึ้นแตะกลีบปาก หัวใจสาวสั่นสะท้าน หวามไหวอย่างไม่สมควร สิ่งเดียวที่ควรจะรู้สึกคือ โกรธเคืองที่ถูกล่วงเกิน แต่กระนั้นเธอกลับรู้สึกดี
มือบางกึ่งลากกึ่งจูงเพื่อนให้ตามมาใต้อาคารเก่า เมื่ออยู่เพียงลำพัง หันมามองอย่างเอาเรื่อง “นนท์ แกเป็นบ้าอะไร ทำไมถึงพูดจาแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น” “พูดอะไร ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย” ท่าทางโกรธเคืองของเธอ ยิ่งทำให้หงุดหงิด ความรู้สึกที่พยายามกดทับ มันยิ่งผุดขึ้นกลางอก “อย่ามาเนียน แกจงใจหาเรื่องฉัน แกทำแบบนี้ทำไม หรือว่าน้องแพทตี้ไม่สนใจ แกเลยมาหงุดหงิดใส่ฉัน” กระบอกตาร้อนผ่าว เธอไม่เคยอยู่ในสายตาของภานนท์ ทุกวันนี้ที่ยังสนิทกัน มาจากการที่เธอเป็นฝ่ายตามเขาตลอด “แกคิดว่าฉันเป็นคนงี่เง่าขนาดนั้นเลยหรือนรี” น้ำเสียงราบเรียบ นัยน์ตาคู่คมมืดดำปราศจาก แววตาหยอกล้อเฉกเช่นยามปกติ เขาสืบเท้าก้าวเดินเข้ามาหา เป็นเธอเองที่ประหม่าจนต้องก้าวถดถอย “ฉัน...ไม่ได้คิดแบบนั้น แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องน้องแพทตี้ แล้วอะไรล่ะที่ทำให้แกเป็นแบบนี้” แผ่นหลังบอบบางชนกับกำแพงด้านหลัง เขาขยับกายแนบชิด มือหนาสองข้างท้าวยันกับกำแพง ก้อนเนื้อข้างซ้ายเต้นระส่ำ “นนท์....แกขยับออกไปก่อน ฉัน...เอ่อ
รถยนต์คันหรูจอดเทียบสนิทบริเวณแคนทีนของคณะบริหารธุรกิจ บรรดานักศึกษาหญิงต่างมองให้ความสนใจ รู้ดีว่ารถพอร์ชสีขาวสะอาดตา เป็นของภานนท์คณะวิศวะฯชายหนุ่มตวัดเรียวขาก้าวลงจากรถ การมาเยือนของเขาเรียกความสนใจ ให้ทุกสายตาต้องสะกดมอง แต่เจ้าตัวหาได้แยแส ยังคงก้มหน้ามองหน้าจอโทรศัพท์“ทำไมไม่อ่านไลน์ว่ะ หรือว่ามือถือเสีย”ความห่วงใยที่มีทำให้อึดอัดในหัวอก คิ้วหนาขมวดมุ่น กดโทรออกหาปลายสายแต่กลับไร้การตอบรับ“ทำไมไม่รับสาย หรือจะไม่สบาย”จังหวะนั้นเอง ที่สายตาเหลือบไปเห็นเพื่อนผู้หญิงที่เคยอยู่กับณัฐนรี “แยมส้ม”หญิงสาวเจ้าของชื่อหันไปตามเสียงเรียก ระบายยิ้มหวาน“อ้าว...นนท์ มาหานรีหรอ”“ใช่ แยมส้มเห็นนรีไหม พอดีเราติดต่อนรีไม่ได้เลย”หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง“อืม...ถ้าเวลานี้ นรีชอบไปนั่งกินข้าวที่แคนทีนของคณะน่ะ”“กินข้าว ?”“ใช่ นรีกินข้าวเวลานี้ประจำแหละ ลองไปหาดูนะ”กินประจำ...เขาก้าวตรงไปที่แคนทีนด้วยความสงสัย แต่สิ่งที่เห็นมันคลี่คลายทุกอย่างได้เป็นอย่างดี ภานนท์มองเพื่อนสนิทนั่งกินข้าวอยู่กับผู้ชายอื่น ดวงตาคมกริบจ้องมองนิ่งงันมือหนากดโทรออกหาเธออีกครั้ง สิ่งที่เห็นคือหญิงสาวหยิ
“ฟังแบบนี้ฉันก็สบายใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะได้เลี้ยงหลาน ไม่ค่อยชอบเด็กเท่าไหร่”เธอเป็นคนขี้รำคาญ ยิ่งเจอเด็กแหกปากร้องไห้ตามสถานที่สาธารณะ โดยที่ผู้ปกครองไม่ห้ามปรามยิ่งทำให้ ฝังใจ“แต่ถ้าเป็นลูกตัวเอง แกคงไม่รังเกียจใช่ไหม”“เออดิ ใครจะไปเกลียดลูกตัวเองได้ลงคอ เลิกพูดมากเถอะ เดี๋ยวน้องแพทตี้อะไรนั่น ก็บ่นหรอก ป่านนี้น่าจะชะเง้อคอรอกินข้าวแล้วมั้ง”ช่วงพักเที่ยง ภานนท์จะชวนเธอไปกินข้าวร่วมโต๊ะกับแฟนสาวทุกมื้อเป็นประจำ เขาถือคติมีแฟนต้องไม่ทิ้งเพื่อน ไม่รู้ว่าควรดีใจ หรือเสียใจกันแน่ ที่ต้องเห็นภาพบาดตาแทบจะทุกวัน“อ้าว...แล้วแกไม่ไปกินข้าวด้วยกันหรอ”ชายหนุ่มขมวดคิ้วมองอย่างแปลกใจที่เพื่อนสาว ไม่ก้าวเดินตาม“ไม่เอาอ่ะ ฉันไดเอทไม่ค่อยหิวด้วยแหละ แกไปเถอะนนท์”น้องแพทตี้ที่ว่า สวยยิ่งกว่าน้องน้ำค้าง อีกทั้งเป็นสายอ่อย คุยเก่ง บนโต๊ะอาหารในวันนี้ คงมีภาพบาดตา บาดใจกว่าทุกครั้ง ขี้เกียจปั้นหน้าระรื่นว่าไม่รู้สึกอะไรเธอเหนื่อย... “งั้นเจอกันช่วงบ่ายนะ”“อืม...”ชายหนุ่มตอบรับเดินคล้อยตรงไปที่แคนทีน รอยยิ้มสดใสบนใบหน้าเนียนสวยที่มีมลายหายไป หลงเหลือเพียงความหม่นหมอง“นรีมาทำอะไรแถวนี้”เสีย
ณัฐนรี หรือ นรี นักศึกษาปีสี่ หญิงสาวอยู่ในชุดนักศึกษา เสื้อเชิ้ตพอดีตัว กระโปรงอัดพลีทยาวเสมอเข่า ดวงตากลมโต ใบหน้าเนียนสวยเกลี้ยงเกลา ปราศจากเครื่องสำอาง มีเพียงลิปกรอสเคลือบริมฝีปากอิ่มมือบางสองข้างโอบกระชับหนังสือที่อยู่ในอ้อมแขน เอนกายพิงกับเสาด้านหลัง กวาดสายตาเข้าไปในคลาสเรียน เพื่อมองหาเพื่อนสนิทปากอิ่มคลี่เป็นรอยยิ้ม เห็นเป้าหมายนั่งหน้าเครียดดูตั้งใจเรียนกว่าทุกครั้งภานนท์ หรือ นนท์ เขาคือเพื่อนสนิทของเธอ ชายหนุ่มเรียนเก่ง หน้าตาดี กีฬาเป็นเลิศ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบ แต่กลับมีบริษัทฯ ยักษ์ใหญ่มาทาบทามขอให้ร่วมงานแต่ต้องปฏิเสธ ครอบครัวเขาเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาอาคารสูงระฟ้าชื่อดังส่วนเธอ...แตกต่างจากเขาลิบลับ จะมีดีก็แค่เรื่องเรียน การที่ได้เข้าเรียนมหาลัยฯ แห่งนี้ มาจากการเป็นนักเรียนทุน ไม่อย่างนั้นคงไม่มีปัญญาจ่ายค่าเทอมเป็นแน่พ่อของเธอทำงานให้กับครอบครัวของภานนท์ก่อนที่จะลาออกไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด และนั่นทำให้รู้จัก และสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กสถานะเพื่อนสนิททำให้คนอย่างเธอ มีโอกาสได้มองเขาในระยะใกล้ ในขณะที่เขาไม่เคยมองเธออย่างที่มองผู้หญิงทั่วไป สิ่งที่ทำได้คือ







