Beranda / วาย / วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา / ตอนที่ 1 : เด็กดื้อที่ต้องรับเลี้ยง

Share

วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา
วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา
Penulis: เมี๊ยวโรเซ่ซ่าปั๊บปั๊บ

ตอนที่ 1 : เด็กดื้อที่ต้องรับเลี้ยง

last update Terakhir Diperbarui: 2025-08-27 08:51:06

จื่ออายเหอกดเมฆที่เขาขี่อยู่ให้ต่ำลง ก่อนจะร่อนลงจากกลางอากาศอย่างสง่างาม เสื้อคลุมปลิวไสวขณะก้าวช้า ๆ เข้าสู่ประตูภูเขา

 

เหล่าเซียนน้อยผู้เฝ้าประตูเห็นว่าเป็นเขา จึงโค้งคำนับอย่างเคารพพร้อมกล่าวเสียงพร้อมกันว่า

“คารวะท่านเซียนจื่อ!”

 

จื่ออายเหอชะงักเล็กน้อย คล้ายรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ทว่าเพียงขยับจิตเล็กน้อยก็จำได้ว่าตนเองคือศิษย์แห่งสำนักจื่ออวิ๋น

สำนักจื่ออวิ๋นเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่แห่งวงการเซียน แม้เขาจะเพิ่งเข้าสู่หนทางเซียนได้ไม่นาน แต่ด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมทำให้เขาทะลวงถึงขั้นหยวนเสินในเวลาอันสั้น ไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในสำนักเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของโลกเซียนอีกด้วย

เมื่อเผชิญกับสายตาเคารพศรัทธาของเหล่าศิษย์ จื่ออายเหอก็ยิ้มบาง ๆ พร้อมพยักหน้ารับ

 

ครั้งนี้เขาเพิ่งกลับจากการฝึกฝนภายนอก กำลังจะขึ้นยอดเขาหลักเพื่อส่งภารกิจ

แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากในป่า เขาเหลือบมองไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่ากลับรู้สึกถึงกลิ่นอายอสูรจาง ๆ ลอยออกมา

จึงรู้ทันทีว่าคงเป็นพวกผู้ฝึกฝนอสูรในสำนัก ต่างจากสำนักอื่น สำนักจื่ออวิ๋นไม่เข้มงวดในการคัดศิษย์ ขอเพียงจิตใจไม่ชั่วร้าย

ไม่ว่าเป็นมนุษย์หรืออสูร จะมาจากไหน มีภูมิหลังอย่างไรก็สามารถเข้าร่วมได้ด้วยเหตุนี้ ศิษย์อสูรในสำนักจึงมีไม่น้อย ทั้งปลาปักเป้า อึ่งอ่าง หมึกยักษ์ หลากหลายสารพัด

แต่ต่อให้เป็นใคร หากพลาดแม้เพียงหนึ่งก้าวไปในทางชั่วร้ายก่อกรรมหนักก็จะถูกขับออกจากสำนักทันทีโดยไร้เยื่อใย

“อย่าตีผมเลย… ฮือออ…”

เสียงเด็กเล็กร้องไห้ดังขึ้น ทำให้จื่ออายเหอหยุดฝีเท้าทันที เสียงนี้ช่างคุ้นหูจนไม่รู้ว่าทำไมถึงแตะต้องบางส่วนในใจเขาได้

 

โดยปกติเรื่องหยุมหยิมในสำนักย่อมมีผู้ดูแลอยู่แล้วในฐานะผู้บรรลุขั้นหยวนเสิน เขาไม่ควรลงมือเอง

แต่ครั้งนี้เขากลับเดินเข้าไปในป่าอย่างห้ามใจไม่ได้ แล้วก็เห็นเด็กชายในชุดแดงคนหนึ่งล้มอยู่กับพื้น ถูกรุมล้อมโดยเด็กหนุ่มชุดดำและเด็กหนุ่มชุดขาว

เด็กชุดดำเตะเขาเข้าให้หนึ่งทีคิ้วขมวดแน่น “ร้องอีกแล้ว รำคาญจะตาย! ไม่เข้าใจรึไง? ยิ่งร้องก็ยิ่งน่าต่อย!”

เด็กชุดขาวยืนกอดอก มองมาอย่างยิ้มเยาะ “ก็ชื่อเล่นเขาคือ ‘เจ้าตัวน้ำมูก’ จะโทษใครได้ล่ะ มีแต่ชื่อจริงที่ตั้งผิด ไม่ใช่ชื่อเล่นนะ”

เด็กน้อยในชุดแดงสูดน้ำมูกป้อย ๆ “ฮือ… ผมไม่ได้ร้องมันไหลเองต่างหาก”

เด็กหนุ่มทั้งสองหัวเราะลั่นกำลังจะพูดอะไร ต่อแต่จื่ออายเหอก็กล่าวขึ้นเสียงเข้ม

“พอได้แล้ว! พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่? เด็กตัวแค่นี้ก็ยังจะรังแกกันอีก พวกเจ้าคิดจะอยู่ในสำนักจื่ออวิ๋นต่อไปหรือไม่?”

เด็กหนุ่มทั้งสองตกใจจนหน้าซีดเมื่อเห็นว่าเป็นเขา พวกเขาหันหลังเตรียมจะหนี แต่กลับถูกจื่ออายเหอคว้าคอเสื้อไว้คนละข้าง ยกตัวลอยขึ้นอย่างง่ายดาย

หลังจากอบรมสั่งสอนพวกเขาอย่างหนัก พร้อมทั้งลงโทษตามกฎของสำนัก จื่ออายเหอจึงปล่อยให้ทั้งสองจากไป

เด็กน้อยในชุดแดงยังคงยืนมองเขาอย่างซื่อบื้อราวกับสายตาไม่อาจละไปจากเขาได้ จื่ออายเหอเห็นว่าใบหน้ากลมเล็กนั้นยังเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและฝุ่นดิน

เขาหลุดหัวเราะเบา ๆ อย่างอดไม่ได้ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้จนสะอาด ขณะนั้นเอง เขาก็สังเกตเห็นว่าบนหัวเด็กมีเขามังกรเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมาอยู่ราง ๆ

และในจังหวะนั้นความทรงจำหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจ พ่อของเด็กคนนี้ คือมังกรอสูรสีแดงผู้บำเพ็ญเพียรมาหลายร้อยปี เขาเคยเป็นคนรู้จักเก่าแก่ของจื่ออายเหอ 

และเพราะหน้าตาที่หล่อเหลาเกินใครทำให้จื่ออายเหอมักจะถูกใครต่อใครตามตื๊ออยู่บ่อยครั้ง มังกรตนนั้นก็เช่นกัน เป็นหนึ่งในผู้ตามตื๊อที่เขาไม่อยากนึกถึง แม้จะไม่ถึงกับเกลียด แต่ก็น่ารำคาญจนเขาเคยรู้สึกระอาอยู่ไม่น้อย

ไม่คาดคิดเลยว่าหลายปีก่อนเจ้ามังกรแดงคนนั้นจะสละชีวิตตนเอง ช่วยเขาจากอันตรายร้ายแรงยอมระเบิดแก่นแท้ตนเองเพื่อปกป้องเขา และก่อนตายก็ฝากฝังลูกชายตัวน้อยไว้กับเขาให้ช่วยดูแลจนเติบใหญ่

จื่ออายเหอไม่เคยรู้สึกชอบรูปลักษณ์ของตัวเองนัก กลับคิดว่ามันเป็นภาระมากกว่า เขาไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่ง ความงามนี้จะทำให้เขาต้องติดหนี้บุญคุณใครสักคน

แม้ถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่อยากนึกถึงความวุ่นวายในอดีตจึงพาเจ้ามังกรแดงน้อยในวัยเยาว์ที่ยังไร้เดียงสา มาฝากไว้ที่สำนักจื่ออวิ๋น ให้เป็นเพียงศิษย์นอกของสำนัก ไม่ต้องยุ่งกับเขาอีก

 

หากไม่ใช่เพราะได้พบกันอีกในวันนี้เขาแทบจะลืมเรื่องทั้งหมดนี้ไปเสียสนิทแล้ว อสูรนั้นเติบโตช้ายิ่งเทียบกับมนุษย์แล้วยิ่งช้ากว่าหลายเท่า กว่าจะเติบโตเต็มวัยคงต้องใช้เวลาอีกนับร้อยปี เด็กคนนี้จึงเป็นฝ่ายถูกกลั่นแกล้งอยู่ร่ำไป

จื่ออายเหอถอนหายใจเบา ๆ “ต่อจากนี้เจ้าก็อยู่กับข้าเถอะ”

เดี๋ยวก่อน!

เขาเพิ่งพูดอะไรออกไป!?

เขาจะเลี้ยงเด็กงั้นหรือ แต่ถึงจะต้องเลี้ยง ก็ใช่ว่าจะต้องลงมือเลี้ยงเองเสียหน่อย เขาสามารถรับศิษย์สักคน แล้วให้ศิษย์เป็นคนดูแลแทนก็ได้ เหตุใดประโยคเมื่อครู่จึงหลุดออกจากปากเขาได้อย่างเป็นธรรมชาติขนาดนี้

“อาจารย์!” เด็กน้อยในชุดแดงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาเปล่งประกาย

“ท่านจะรับข้าเป็นศิษย์จริง ๆ หรือ?”

 

จื่ออายเหอมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เด็กคนนี้กล้าเรียก “อาจารย์” ออกมาแล้วแท้ ๆ ยังจะมาถามอีกว่าจะรับเป็นศิษย์หรือไม่ ไหวพริบก็ถือว่ามีอยู่บ้าง แต่ยังไม่พอ

หากเป็นเด็กที่เจนจัดพอจริง ๆ คงคุกเข่าลงทันทีไม่ให้เขามีโอกาสปฏิเสธเสียด้วยซ้ำ ในเมื่อยังมีช่องให้ถอนคำพูด จื่ออายเหอก็อดรู้สึกไม่พอใจไม่ได้ ในฐานะผู้อาวุโสแห่งสำนักจื่ออวิ๋น การจะรับศิษย์คนแรกจะให้เป็นเด็กอสูรน้ำมูกไหลได้อย่างไร?

“ข้ารับเจ้าเป็นศิษย์แบบมีชื่อก็ได้” เขากล่าวเรียบ ๆ

“แต่จะได้เป็นศิษย์สืบทอดโดยแท้หรือไม่นั้น ก็ต้องดูว่าเจ้าจะตั้งใจเพียงใดในภายภาคหน้า”

“ขอรับ! ท่านอาจารย์! ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนอย่างสุดความสามารถ!” เด็กน้อยในชุดแดงเอ่ยอย่างยินดีปรีดา

“ศิษย์ชื่อ เฮ่อเหลียนเยี่ยน ท่านอาจารย์เรียกข้าว่า ‘เยี่ยนเอ๋อร์’ ก็ได้นะขอรับ!”

จื่ออายเหอไม่เคยตั้งชื่อให้เด็กคนนี้จริง ๆ แล้ว แม้แต่ชื่อของมังกรแดงผู้เป็นพ่อ เขายังไม่ใส่ใจจำ หลังจากพาเด็กมาถึงสำนัก ก็แค่ส่งให้พวกศิษย์รุ่นหลานดูแลแบบลวก ๆ ตัวเขาไม่เคยลงมือหรือใส่ใจแม้แต่น้อย

ตอนนี้ เมื่อได้ยินชื่อของเด็กในใจเขากลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นอย่างไร้เหตุผล คล้ายมีทั้งความร้อนรุ่มและความสุขใจแฝงอยู่ในคราวเดียวกัน

เขาจ้องมองไปยังเฮ่อเหลียนเยี่ยนอยากมองให้ทะลุว่าแท้จริงแล้วความรู้สึกนี้คืออะไรกันแน่ บางทีดวงตาของจื่ออายเหอ อาจดูมีแววอ่อนโยนเกินไป

เฮ่อเหลียนเยี่ยนจึงตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ท่านอาจารย์!”

ก่อนจะวิ่งพรวดเข้ามาอย่างดีใจเตรียมจะกระโจนเข้าไปกอดเขาเต็มแรง

จื่ออายเหอรีบถอยหลังสองก้าว แล้วปัดมือของอีกฝ่ายออก

“อย่ามากอดมั่วซั่ว”

เด็กน้อยตัวเล็กจนยืนตรงแล้วยังสูงไม่ถึงเอวของเขาด้วยซ้ำ

เฮ่อเหลียนเยี่ยนพูดเสียงอ่อยอย่างน้อยใจ “ไม่รู้ทำไม พอข้าเห็นท่านอาจารย์ ก็รู้สึกสนิทใจมาก อยากเข้าใกล้ท่านให้มากกว่านี้”

จื่ออายเหอเองก็รู้ว่าปฏิกิริยาของเขาเมื่อครู่ดูแรงเกินไป จึงลดเสียงลงเล็กน้อยแล้วกล่าว

“เมื่อเจ้าบำเพ็ญจนสำเร็จกล้าแข็งพอเป็นพาหนะให้ข้าได้ตอนนั้นล่ะจะได้ใกล้ชิดกันเท่าที่เจ้าต้องการ”

เฮ่อเหลียนเยี่ยนหัวเราะร่า “ท่านอาจารย์รู้ว่าข้าเป็นมังกรด้วยเหรอ!”

“อืม” จื่ออายเหอตอบเรียบ ๆ

“งั้นข้าจะแปลงร่างให้ท่านดูเลย!”

หือ อะไรคือการหักมุมนี้? จื่ออายเหอชะงักงันยังไม่ทันได้เอ่ยห้าม เด็กน้อยก็กู่เสียงเบา ๆ ก่อนที่หมอกแดงจะพวยพุ่งขึ้นมาจำนวนมหาศาล กลืนร่างเล็ก ๆ ของเขาไว้

เฮ่อเหลียนเยี่ยนเองก็สำลักหมอกที่ตนเรียกมาอยู่หลายครั้ง จนจื่ออายเหออดไม่ได้ต้องสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ไล่หมอกนั้นออกไปให้หมด

เมื่อหมอกแดงจางลงตรงหน้าเขาก็คือร่างมังกรน้อยสีแดงเพลิงขนาดลำตัวยาวแค่ถึงหัวเข่าของเขาเท่านั้นไม่ต้องพูดถึงการขี่แค่เผลอก้าวพลาดก็คงเหยียบตายได้แล้ว

แต่รูปลักษณ์ของเจ้ามังกรน้อยนั้นน่าเอ็นดูเสียจริงเกล็ดบางสีแดงสดใสแนบสนิทอยู่ตามตัว กรงเล็บเล็กจิ๋วที่ยังดูเปราะบางขยุ้มพื้นไว้แน่น หัวมังกรชูขึ้นตรง ทอดสายตามองเขาอย่างตื่นเต้นและประหม่า

ดวงตากลมใสเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความคาดหวังขณะที่ปลายหางโบกไปมาบนพื้นด้วยจังหวะสม่ำเสมอ

“ท่านอาจารย์! ดูสิ! ร่างจริงของข้าสวยไหม!”

มังกรน้อยสีแดงพลันเอ่ยเป็นภาษามนุษย์ขึ้นมา เสียงยังคงเป็นของเฮ่อเหลียนเยี่ยน

จื่ออายเหอมองรูปร่างเล็กจิ๋วของเขาแล้วอดรู้สึกผิดไม่ได้ ที่เมื่อครู่เผลอคิดอยาก “ขี่” เขา

แต่พอได้ยินคำพูดนั้น สีหน้าของจื่ออายเหอก็เปลี่ยนเป็นเข้มทันที

“สวยตรงไหนกัน? ก็แค่สีดูสดไปหน่อยเท่านั้นเอง”

“เจ้ามังกรแบบนี้น่ะ มีเกลื่อนทั่วแผ่นดิน ถ้ายังอ่อนแออยู่แบบนี้ อย่าแสดงร่างจริงพร่ำเพรื่อเชียว ระวังจะถูกจับไปหั่นต้มเป็นหม้อไฟ!”

“ไม่…ไม่สวยจริง ๆ เหรอ” เจ้ามังกรน้อยหน้าจ๋อยทันที ก้มหน้าลงอย่างเสียใจ

จื่ออายเหอกล่าวด้วยน้ำเสียงตำหนิ “พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญเซียน ต้องสำรวมฝึกใจ อย่ายึดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก”

 

มังกรน้อยพึมพำอย่างหงอย ๆ “ก็ท่านอาจารย์หน้าตาดีออก ถึงไม่สนใจก็ไม่แปลก…”

บริเวณนั้นมีคนสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสายหากถูกใครมาเห็นว่าเขากำลังยืนคุยกับมังกรตัวน้อยแบบนี้ คงกลายเป็นจุดสนใจแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น ตั้งแต่เฮ่อเหลียนเยี่ยนเริ่มสนิทกับเขา คำพูดก็เริ่มไม่ให้เกียรติมากขึ้นทุกที

จื่ออายเหอไม่อยากพูดพร่ำอีกต่อไปเขาทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ จึงยื่นนิ้วชี้ออกมาแตะลงเบา ๆ ตรงกลางหว่างคิ้วของมังกรน้อย

ทันใดนั้น มังกรน้อยก็หดตัวลงทันตากัดหางตัวเองแล้วเปลี่ยนร่างกลายเป็นกำไลหยกสีเลือด ลอยขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าหาเขาโดยอัตโนมัติ

เผ่ามังกรแดงนั้นเลือดร้อนเหมือนไฟ นิสัยเปิดเผย ซื่อซื่อตรง และแทบไม่รู้จักระแวงผู้คนสายพันธุ์เรียบง่ายแบบนี้ไม่รู้รอดมาได้ยังไงจนถึงทุกวันนี้…

จื่ออายเหอค่อย ๆ ยื่นมือซ้ายออกกำไลหยกสีโลหิตนั้นก็ค่อย ๆ สวมลงบนข้อมือเขาอย่างพอดิบพอดี

ในที่สุด…ก็เงียบเสียที

เฮ่อเหลียนเยี่ยนที่กลายเป็นกำไลหยก กำลังอยู่ในสภาพจำศีล เมื่อตื่นขึ้นเองตามธรรมชาติ เขาจะหลุดออกจากข้อมือของจื่ออายเหอโดยไม่ต้องมีใครช่วย และเพราะจื่ออายเหอเป็นผู้บำเพ็ญในขั้น “หยวนเสิน”

พลังที่แผ่ออกมารอบตัวเขาก็เป็นประโยชน์ต่อเฮ่อเหลียนเยี่ยนอย่างมากแม้ในขณะหลับไหล พลังของเด็กน้อยก็จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละน้อย

หลังจากจัดการธุระต่าง ๆ ในสำนักจื่ออวิ๋นเรียบร้อยจื่ออายเหอก็กลับสู่ถ้ำพำนักของตนตั้งใจจะเข้าสู่การปิดด่านฝึกตนเป็นเวลานาน

แต่แล้วเขาก็พบว่า มังกรน้อยตัวนี้นำปัญหาใหญ่กลับมาด้วย เจ้ามังกรแดงยังอยู่ในวัยเด็ก ไม่สามารถงดกินงดดื่มเหมือนผู้ฝึกตนได้ ยังต้องกินข้าว ดื่มน้ำ ถ่ายหนักถ่ายเบาเช่นเดียวกับเด็กมนุษย์

เมื่อตอนเฮ่อเหลียนเยี่ยนยังเล็กกว่านี้เหล่าศิษย์รุ่นพี่ในสำนักจะผลัดกันนำอาหารมาให้เขา แต่เพราะไม่มีใครคอยดูแลจริงจัง อาหารที่เขาได้รับบ่อยครั้งก็เป็นของบูดเน่า เขาเองก็ยังเด็กนัก ไม่รู้ว่าจะต่อต้านหรือพูดออกมาอย่างไร จึงได้แต่ยอมรับไปอย่างเงียบ ๆ

ทว่าแม้จะไม่รู้เรื่องอะไรนัก เขากลับรู้ดีว่าใครดีกับเขา และใครไม่จริงใจ ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า และยื่นมือช่วยเหลือเขาอย่างไม่ลังเล หัวใจของเฮ่อเหลียนเยี่ยนจึงสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ “พิเศษ” ทันที

เป็นความรู้สึกคุ้นเคยปนแปลกใหม่ ที่พุ่งพล่านขึ้นในอก ความดื้อรั้นตามสัญชาตญาณของมังกรอสูรถูกสายตาอ่อนโยนลึก ๆ คู่นั้นลบเลือนจนหมด

เขาเพียงแค่อยากโถมตัวเข้าไปกอดบุรุษผู้นั้นไว้แน่น ๆ ไม่ให้ห่างไปไหนอีก

หิวจังเลย!

กำไลหยกหลุดจากข้อมือของจื่ออายเหอ หล่นลงสู่พื้น แต่กลับไม่แตกหัก พลันเปล่งแสงเปลี่ยนร่างกลายเป็นมังกรน้อยสีแดงอีกครั้ง

เฮ่อเหลียนเยี่ยนยังอยู่ในอาการง่วงงุน ลืมตาเบลอ ๆ มีเพียงความหิวที่ชัดเจนที่สุดในตอนนี้ 

เมื่อเห็นจื่ออายเหออยู่ข้างกายเขาก็รีบยืดตัวขึ้น ใช้อุ้งเท้านุ่ม ๆ พยายามปีนขึ้นไปเกาะเข่าของอีกฝ่าย

“ท่านอาจารย์ข้าหิวแล้ว!”

 

จื่ออายเหอมองเจ้าสัตว์เลื้อยคลานตัวป่วนตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ ก่อนจะหยิบเม็ดยาจากถุงเก็บของออกมา แล้วยัดใส่ปากของมังกรน้อย

“นี่คือ**เม็ดพิลึกกู่กินแล้วหนึ่งเดือนค่อยกินอีกเม็ด”

 

พูดจบก็หยิบถุงเก็บของทั้งใบ ยัดใส่มือเล็ก ๆ ของอีกฝ่าย เฮ่อเหลียนเยี่ยนกอดถุงไว้แน่น ท่าทางมึนงงเต็มที่

พิลึกกู่แดนเป็นแค่เม็ดยาที่ช่วยระงับความหิวกินแล้วจะไม่อดตาย แต่ไม่มีสารอาหารอื่นใด ยิ่งเขาเป็นมังกรที่ยังโตไม่เต็มวัย กำลังอยู่ในช่วงเติบโต แค่กินยาพวกนี้มันจะดีจริงหรือ?

จื่ออายเหอเหมือนจะมองทะลุความคิดของเขาน้ำเสียงเรียบเฉยเอ่ยขึ้นว่า

“กฎข้อหนึ่งของสำนักจื่ออวิ๋น พึ่งพาตนเอง อะไรก็ตามที่เจ้าทำเองได้ อย่ารบกวนผู้อื่น หิวก็ลงเขาไปเอง เดินไปทางใต้ยี่สิบลี้ จะมีแม่น้ำสายหนึ่ง เจ้าไปจับปลากินเอา”

“แต่กฎข้อแรกของสำนักจื่ออวิ๋นจริง ๆ มันคือให้เคารพอาจารย์มิใช่หรือ”

“หากเจ้าทำไม่ได้ ตอนนี้ก็ยังทันที่จะกลับไปอยู่ที่สำนักนะ”

 

มังกรน้อยสูดน้ำมูกดังฟืด แล้วตอบเบา ๆ

“โอเค…”

หลังกลืนเม็ดยาเข้าไป ความหิวก็เริ่มบรรเทาลง แต่เขาก็ยังไม่ยอมปล่อยชายเสื้อของจื่ออายเหอ ยังกอดไว้แน่นอย่างไม่อยากให้ห่าง

“ท่านอาจารย์!”

“อะไรอีก?”

 

“ไม่มีอะไร ศิษย์แค่อยากเรียกชื่อท่านเฉย ๆ ”

เฮ่อเหลียนเยี่ยนไม่เคยรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยเช่นนี้มาก่อน เขาพิงตัวกับเท้าของจื่ออายเหอค่อย ๆ ขดร่างเล็ก ๆ เข้าหากัน แล้วเอนศีรษะนอนหลับไป

จื่ออายเหอได้แต่มองอย่างหมดหนทางก่อนจะอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาอีกครั้ง เปลี่ยนเขากลับเป็นกำไลหยก แล้วสวมกลับไปที่ข้อมือตนเองตามเดิม

ด้วยความที่ศิษย์ตัวน้อยยังอ่อนแอเกินไป และอาจตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ จื่ออายเหอจึงล้มเลิกความตั้งใจที่จะปิดด่านฝึกตน เปลี่ยนมาอยู่บ้านเลี้ยงเด็กแทนหากเบื่อเกินไปก็ออกไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงบ้างเป็นครั้งคราว

 

เขาไม่ได้ดูแลอย่างโอ๋หรือประคบประหงม ในแต่ละวันก็แค่สอนบทเรียนเพียงหนึ่งชั่วยาม แล้วก็ปล่อยให้เด็กไปจัดการตัวเอง

แม้แต่ตอนที่เฮ่อเหลียนเยี่ยนออกไปหาอาหาร เขาก็ไม่ได้เดินตาม เพียงแค่แอบติดตามอยู่ห่าง ๆ เงียบ ๆ เท่านั้น

โชคดีที่เจ้าเด็กนี่ไม่ถึงกับโง่ยังพอรู้ว่าต้องแปลงเป็นร่างมนุษย์ก่อนออกไป ทว่าเจ้าตัวเล็กกลับยังบินไม่ได้แม้แต่จะควบเมฆก็ยังไม่เป็น แค่เดินยี่สิบลี้ก็เหมือนเดินข้ามเขาไปสามลูก

ไม่นานนักเสื้อผ้าที่เขาสวมก็ถูกกิ่งไม้หนามเกี่ยวจนขาดรุ่งริ่ง นิ้วเท้าเล็ก ๆ ก็เต็มไปด้วยตุ่มน้ำพองจากการเดินนานเกินไป

เสียงท้องร้องเบา ๆ ดังขึ้นในความเงียบของป่า ก่อนที่กำไลหยกจะหลุดจากข้อมือของจื่ออายเหอ กลิ้งตกลงบนพื้นอย่างไร้เสียงแตกแสงสีแดงอ่อนแผ่กระจายออกมา แล้วร่างของมังกรแดงตัวน้อยก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

เฮ่อเหลียนเยี่ยนยังตาปรือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหิวโหย เขาค่อย ๆ พยุงตัวขึ้นนั่ง มือเล็ก ๆ คลำไปตามพื้นก่อนจะยันตัวเข้าไปเกาะเข่าของอาจารย์อย่างพยายามสุดฤทธิ์เสียงงัวเงียดังขึ้นพร้อมดวงตาวิบวับ

“อาจารย์… ข้าหิว…”

จื่ออายเหอมองเจ้าตัวเล็กที่เต็มไปด้วยโคลนเลอะเทอะ แล้วหยิบเม็ดยาหนึ่งเม็ดจากถุงเก็บของมาใส่ปากเขา

“นี่คือเม็ดพิลึกกู่ หนึ่งเดือนกินแค่เม็ดเดียวก็พอ”

“แต่มันไม่มีรสเลย…” มังกรน้อยอมเม็ดยาไว้ในปากอย่างอิดหนาระอาใจใบหน้าจืดเจื่อน แต่ยังไม่กล้าคายออกมา

 

ไม่ทันไร ถุงเก็บของทั้งใบก็ถูกยัดใส่มือเล็ก ๆ ของเขา มังกรน้อยยิ่งงงหนักกว่าเดิม จับถุงไว้แน่นอย่างไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไร

จื่ออายเหอปรายตามอง ก่อนจะพูดเรียบ ๆ 

“กฎข้อหนึ่งของสำนักจื่ออวิ๋นคือ ‘พึ่งพาตนเอง’ หิวก็ไปหาอะไรกินเอง ทางใต้มีแม่น้ำอยู่ เดินไปสักยี่สิบลี้ก็ถึงจับปลากินเอา”

เฮ่อเหลียนเยี่ยนเบะปากน้อย ๆ “แต่ข้าเคยได้ยินว่ากฎข้อแรกคือ ‘เคารพอาจารย์’ นี่นา…”

“ถ้าทำไม่ได้ ก็กลับสำนักไปซะ”

“โอเค…” เด็กน้อยรับคำเสียงเบา สูดน้ำมูกทีหนึ่งอย่างยอมจำนน

 

เขาฝืนกินเม็ดยาเข้าไป พอเริ่มรู้สึกอิ่มท้อง กลับไม่ยอมปล่อยชายเสื้อของจื่ออายเหอเฮ่อเหลียนเยี่ยนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ดวงตากลมโตมองอย่างคาดหวัง

 

“อาจารย์!”

 

“อะไรอีก?”

“ไม่มีอะไร ข้าแค่อยากเรียกท่านเฉย ๆ ”

เขาซุกตัวลงแนบเท้าอาจารย์เหมือนลูกแมวตัวเล็ก ๆ แล้วขดตัวกลิ้งเบา ๆ ด้านข้าง ก่อนจะเอนหัวลงนอนด้วยสีหน้าสงบสุข

จื่ออายเหอถอนหายใจอย่างระอา ก่อนจะก้มตัวลงอุ้มเจ้าตัวแสบขึ้นมา เปลี่ยนเขากลับเป็นกำไล แล้วสวมไว้ที่ข้อมืออย่างเคย เดิมทีเขาตั้งใจจะปิดด่านฝึกตนเป็นเวลานาน แต่เพราะเจ้ามังกรน้อยยังอ่อนแอเกินไปไม่อาจปล่อยไว้ลำพังได้ เขาจึงเปลี่ยนแผนมาอยู่บ้านเลี้ยงเด็กแทนแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม

 

แม้จะไม่ได้ดูแลอย่างใกล้ชิดถึงขั้นโอ๋ตลอดเวลา แต่เขาก็เฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ ทุกครั้งที่มังกรน้อยออกไปหาอาหาร

โชคดีที่เฮ่อเหลียนเยี่ยนยังพอมีไหวพริบรู้จักแปลงร่างเป็นมนุษย์ก่อนออกนอกสำนัก แต่เขายังบินไม่ได้ แม้แต่การเรียกเมฆก็ยังไม่คล่อง 

ยี่สิบลี้ที่เดินทางไปแม่น้ำนั้นจึงเต็มไปด้วยความลำบาก เสื้อผ้าถูกหนามเกี่ยวจนขาดนิ้วเท้าเล็ก ๆ ก็พองจนแทบเดินไม่ไหว แต่เขาก็ยังกัดฟันไม่ร้องไห้แม้แต่น้อย

ทว่าเมื่อฟ้ามืดลง ขณะเดินกลับร่างเล็กก็สะดุดก้อนหินจนล้มหน้าคว่ำ ปากกระแทกพื้นจนได้รสโคลนเต็มปาก

เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ หัวเข่าและฝ่ามือถลอกเต็มไปด้วยเลือดซึมแม้จะยังพยายามลุกขึ้น แต่ก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า

เฮ่อเหลียนเยี่ยนไม่รู้เลยว่า จื่ออายเหอกำลังยืนมองเขาเงียบ ๆ จากเงามืด และสุดท้ายก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเดินออกมาช้า ๆ พร้อมยื่นมือพยุงเขาขึ้น

“ซุ่มซ่ามอะไรขนาดนี้?”

ร่างเล็กที่เต็มไปด้วยโคลนเงยหน้ามองเขา น้ำตาเริ่มไหลริน

“อาจารย์ท่านมาแล้ว ฮือ ฮือ”

จื่ออายเหอถึงกับสะอึก เขารู้สึกเจ็บปวดในใจแวบหนึ่ง แต่ใบหน้ากลับยังเรียบเฉย

“ร้องทำไม แค่นี้ก็ร้อง?”

“มะ…มีงูบนทาง ข้าน่ากลัวมากเลย ฮือ”

เด็กน้อยกำชายเสื้อเขาแน่นพูดเสียงสั่นขณะที่น้ำตายังคงรินไม่หยุด

 

จื่ออายเหอนิ่ง แน่นอนว่าเขาเห็นเหตุการณ์นั้นมังกรน้อยตกใจถอยหลังไปสองก้าว ก่อนจะสังเกตว่างูไม่ได้สนใจเขา แล้วรีบวิ่งหนีไปอีกทางตอนนั้นเขาคิดว่าอีกฝ่ายเอาตัวรอดได้แล้ว แต่คงไม่ทันนึกว่าความกลัวเพิ่งจะระเบิดขึ้นตอนนี้

 

“เจ้ากลัวงูงั้นหรือ?”

จื่ออายเหอทำหน้าประหลาดใจแทบอยากจะจับเขาเขย่าหัวแล้วพูดว่า

“เจ้าเป็นมังกรนะ! ยังกลัวงูอีกเหรอ?”

 

เฮ่อเหลียนเยี่ยนตัวสั่น หดตัวเข้าหาอ้อมแขนของเขา

“ก็มันไม่มีเขา ไม่มีขา น่ากลัวออก…”

 

จื่ออายเหอมองร่างเล็กที่สั่นเทาในอ้อมแขนอย่างอ่อนใจสุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเพียงแค่ยกแขนขึ้น อุ้มเด็กน้อยเอาไว้แน่น

 

เฮ่อเหลียนเยี่ยนเหมือนยิ่งได้รับการปลอบใจเขายิ่งรู้สึกน้อยใจมากกว่าเดิมจึงซุกหน้าลงกับบ่าของอาจารย์ ร้องไห้อย่างหมดแรงเสียงสะอื้นแผ่วเบาทว่าอบอุ่นแทรกกลางค่ำคืนเงียบงัน

จื่ออายเหอไม่ใช่คนที่ชอบเลี้ยงเด็ก ตั้งแต่แรกก็ไม่ได้คิดจะดูแลใครยาว ๆเพื่อนร่วมบำเพ็ญหลายคนเคยแนะนำให้เขาหาคู่บำเพ็ญธรรมสักคน จะได้ช่วยดูแลชีวิตให้เป็นระเบียบขึ้นบ้าง แต่เขาไม่มีความคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

 

ถึงอย่างนั้น ชีวิตก็ไม่อาจปล่อยให้ดำเนินต่อไปอย่างไร้จุดหมาย สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่าการรับศิษย์สักคนเพื่อสืบทอดสายนั้น ดูจะง่ายกว่าเยอะ

ยิ่งคิดถึงเรื่องที่ต้องสอนเจ้ามังกรน้อยในภายหลังก็ควรมีใครสักคนไว้ “ฝึกซ้อม” วิธีเป็นอาจารย์ก่อนจะดีกว่า

ช่วงที่เฮ่อเหลียนเยี่ยนหลับยาวในสภาพกำไลหยกนั้นพอตื่นขึ้นมาอีกที ก็พบว่าจื่ออายเหอรับศิษย์ใหม่เข้ามาแล้วเรียบร้อย และเพราะเฮ่อเหลียนเยี่ยนยังเป็นเพียงศิษย์แบบมีชื่อเขาเลยไม่ถูกนับรวมเป็นศิษย์แท้หรือศิษย์สืบทอดจื่ออายเหอยังบอกอีกด้วยว่าต่อไปให้เรียกศิษย์ใหม่คนนั้นว่า

“พี่ใหญ่”

พอได้ยินเช่นนั้น เฮ่อเหลียนเยี่ยนก็ตาแดงเถือก น้ำตาไหลพรากในทันที

“ท่านอาจารย์…ข้าขอร้องล่ะ อย่าทิ้งข้าเลย…”

 

จื่ออายเหอฟังแล้วถึงกับใบหน้าเกร็ง

“นี่มันกลายเป็นคำท่องลิ้นพันกันไปแล้วรึไง ? อย่าทิ้งอย่าทิ้ง ทิ้งอะไรนักหนา”

ศิษย์คนใหม่ที่เขารับมา เป็นคนที่เพื่อนในสำนักแนะนำให้ หนุ่มน้อยหน้าตาสุภาพ อ่อนโยน รอบคอบ พอเห็นเฮ่อเหลียนเยี่ยนร้องไห้จนหน้าแดงตาแดงก็รีบเดินเข้ามาปลอบทันทีด้วยสีหน้าเป็นห่วง

 

แต่เฮ่อเหลียนเยี่ยนไม่แม้แต่จะเหลือบตามองไม่พูดไม่จา ไม่รับรู้ ไม่ทักทาย เขาทำแค่สิ่งเดียวคือกอดขาของจื่ออายเหอไว้แน่น แล้วร้องไห้ไม่หยุด

จื่ออายเหอหงุดหงิดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตอนที่รู้สึกว่าแขนเสื้อของตนเริ่มเปียกแฉะจากน้ำมูกที่ไหลไม่หยุด เขาทนไม่ไหวอีกแล้ว จึงฟาดมือลงบนโต๊ะเสียงดังปัง

“พอได้แล้ว! ที่นี่ใช่ที่ให้เจ้ามานั่งร้องไห้หรือ!”

 

เฮ่อเหลียนเยี่ยนชะงักทันที ไม่กล้าร้องต่อ แต่เพราะเมื่อครู่ร้องแรงเกินไปน้ำมูกยังคงไหลไม่หยุด เจ้าตัวได้แต่ยกมือเล็ก ๆ ขึ้นปิดจมูกแน่นตาแดง ๆ ก็มองเขาด้วยความรู้สึกผิดผสมเว้าวอน

 

จื่ออายเหอมองอีกฝ่ายแล้วถอนหายใจในใจก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นขรึม

“ข้าไม่ได้ไม่ต้องการเจ้า แค่ตอนนี้เจ้าต้องโตขึ้นก่อน บำเพ็ญให้สำเร็จเสียก่อนถึงเวลานั้น ข้าค่อยพิจารณารับเจ้าเข้าเป็นศิษย์สืบทอดแต่ถ้าเจ้าจะอ่อนแอ ร้องไห้ฟูมฟายแบบนี้อยู่เรื่อย ๆ ข้าอาจจะไม่อยากได้เจ้าจริง ๆ ก็ได้นะ”

คำพูดนั้นฟังดูเด็ดขาดจนเฮ่อเหลียนเยี่ยนนิ่งไปในทันที ในใจน้อย ๆ ของเขาไม่ยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอเลย

ก่อนจะได้พบกับอาจารย์เขาถูกคนในสำนักรังแกแทบทุกวัน แต่ก็ยังกลั้นน้ำตาไว้ได้ทุกครั้งบางทีก็แกล้งร้องไห้ให้คนตายใจ แล้วรอโอกาสสวนกลับ

แต่พอได้พบกับคนที่เฝ้ารอมาเนิ่นนานจริง ๆ ความอัดอั้นมากมายก็ทลายจนหมดน้ำตาก็เลยไหลบ่อยเป็นพิเศษ

แม้ในเวลานี้จะถูกตำหนิ เขาก็ไม่ได้เถียงเพียงแต่แอบให้คำมั่นกับตัวเองในใจ ต่อจากนี้ไม่ว่าจะอยากร้องแค่ไหน ก็จะต้องอดทนไว้ให้ได้ จะต้องโตขึ้นจะต้องทำให้ท่านอาจารย์ยอมรับ

แต่แล้วเขาก็ต้องเผชิญกับความสิ้นหวังแบบใหม่ เพราะทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับยาวในร่างกำไล เขาก็จะพบว่าท่านอาจารย์มีศิษย์ใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนเสมอ

 

แต่ละคนที่มา ล้วนเฉลียวฉลาด เรียนรู้ไว จื่ออายเหอยังชมไม่ขาดปากว่า พูดหนึ่งเข้าใจสิบแค่ชี้ก็รู้

 

จนวันหนึ่ง เฮ่อเหลียนเยี่ยนก็มองเขาด้วยแววตาเศร้า แล้วถามด้วยเสียงสั่น ๆ ว่า

 

“ท่านอาจารย์ ท่านเคยบอกว่าจะรับข้าเป็นศิษย์แท้ท่านโกหกข้าใช่ไหม? ตอนนี้ท่านมีแต่พี่ใหญ่พี่รองพี่สามเต็มไปหมดแต่ข้าก็ยังไม่ใช่ใครสำหรับท่านเลย…”

กรงเล็บเล็กของมังกรแดงค่อย ๆ วางลงบนแขนเสื้อของจื่ออายเหอเฮ่อเหลียนเยี่ยนในตอนนี้เติบโตขึ้นกว่าเมื่อแรกพบมากนักกรงเล็บที่เคยนุ่มนิ่มบัดนี้เริ่มแหลมคมพอจะกรีดฝ่าลมได้ สัมผัสนั้นแม้จะแผ่วเบา แต่จื่ออายเหอก็รู้สึกได้ชัด ลมหายใจหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกถึงพลังป้องกันตนของตนเองถูกรบกวน 

ความเจ็บแปลบเล็กน้อยแทรกเข้ามา ราวกับเตือนว่าเด็กน้อยตัวนั้น กำลังเติบโตจริง ๆ แล้ว

 

เขายกนิ้วขึ้นนับในใจผ่านมาเพียงยี่สิบปีเท่านั้น เขากลับรับศิษย์เข้ามาถึงสี่คน แถมแต่ละคนยังฉลาดเกินพอดีพอเขาเอ่ยปากสอนอะไรไป ก็เข้าใจทันทีจนเขาแทบไม่มีอะไรจะสอนต่อจนเขาแทบลืมไปแล้วว่า เหตุผลที่รับศิษย์ในตอนแรกก็เพื่อหา “คนช่วยเลี้ยงเด็ก” เท่านั้นเอง

จื่ออายเหอก้มหน้ามองเจ้ามังกรน้อยที่ยังเกาะเขาอยู่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยตามนิสัย

“ข้าไม่เคยหลอกเจ้าจำไม่ได้หรือไง ข้าเคยบอกไว้แล้ว ว่ารอให้เจ้าบำเพ็ญให้สำเร็จก่อนตอนนี้แม้เจ้าจะยังตามไม่ทันศิษย์พี่สี่ของเจ้า แต่ก็พอไล่ตามได้แล้ว ก็ดีจากนี้ไป เจ้าจะเป็นศิษย์คนที่ห้าของข้า”

คำพูดนั้นเหมือนแสงสว่างสาดลงกลางใจเฮ่อเหลียนเยี่ยนแววตาเขาเปล่งประกายทันทีเด็กน้อยแปลงร่างกลับเป็นมนุษย์อย่างตื่นเต้นลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้น

 

“ขอบคุณท่านอาจารย์!”  เขาร้องออกมาอย่างดีใจเกินจะกลั้น

“ข้าจะไปต้มน้ำชามาถวายท่านเดี๋ยวนี้!”

 

ตอนนี้ ร่างมนุษย์ของเขาดูคล้ายเด็กชายวัยสิบสามสิบสี่ ใบหน้าผุดผ่อง งดงามแบบวัยรุ่นต้น ๆหากไม่บอก ไม่มีใครดูออกว่าเขาไม่ใช่มนุษย์การเติบโตของเขาค่อย ๆ ช้าลงการหลับยาวเริ่มน้อยลง แต่กว่าจะเติบโตเป็นมังกรเต็มตัว ก็คงต้องใช้เวลาอีกสองถึงสามร้อยปีและเมื่อถึงวันนั้นเขาก็คงมีรูปลักษณ์ราวกับชายหนุ่มวัยสิบแปดสิบเก้าเท่านั้นเอง

 

แค่คิดถึงเวลานั้น เฮ่อเหลียนเยี่ยนก็รู้สึกใจร้อนอย่างประหลาดอยากเติบโต…ไว ๆ จังเลย…

เขาต้มน้ำรินชาใส่ถ้วยจนเต็ม จากนั้นก็วิ่งกลับมาแบบเด็ก ๆ ก้าวสั้น ๆ วิ่งปร๋อเข้ามาพร้อมกับถ้วยน้ำชาในมือ

“อาจารย์ครับ ชามาแล้ว!”

 

จื่ออายเหอปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ริมฝีปากโค้งขึ้นอย่างแผ่วเบาเหมือนยิ้ม แต่ก็เหมือนไม่ใช่แสงจากอัญมณีสีม่วงบนหน้าผากเขาสะท้อนระยิบ แต่แม้จะเปล่งประกายเพียงใดก็ยังไม่อาจกลบเสน่ห์สงบลึกล้ำที่เขามีได้แม้แต่น้อย

 

สายตาของเฮ่อเหลียนเยี่ยนเผลอจับจ้องไปหัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกมานอกอกเขาแทบไม่กล้าหายใจ

เขาคุกเข่าถวายชาตามพิธีจื่ออายเหอรับถ้วยมาจิบหนึ่งคำก่อนจะทบทวนกฎของสำนักให้เขาฟังอีกครั้ง แล้วหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา

“เยี่ยนเอ๋อร์ นี่ของเจ้าที่ข้าเตรียมไว้ รับไว้ให้ดี”

 

ในมือของจื่ออายเหอ คือดาบสั้นเล่มหนึ่ง ประดับด้วยอัญมณีสีแดงสดห้าก้อน เรียงเรียงแสงเจิดจ้าเฮ่อเหลียนเยี่ยนดีใจจนเก็บไม่อยู่รีบรับของขวัญมาด้วยสองมือ รับคำอวยพรจากศิษย์พี่ทั้งสี่อย่างกระตือรือร้น แต่พอหันกลับมาเห็นจื่ออายเหอ เขาก็อดใจไม่ไหวพุ่งเข้าไปกอดรอบเอวแน่น

 

“ขอบคุณมากนะ ท่านอาจารย์!”

 

ก่อนที่จื่ออายเหอจะได้ต่อว่าอะไร เฮ่อเหลียนเยี่ยนก็หัวเราะกลั้วเสียง รีบปล่อยมือออก ทว่าจังหวะนั้นเอง เขาก็เงียบลงไปอย่างประหลาด เขาหันไปมองอาจารย์ของตนอีกครั้ง เอวของอาจารย์เล็กมากเลย 

เฮ่อเหลียนเยี่ยนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นใบหน้าระบายด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ แต่ดวงตากลับล่องลอยคำพูดของศิษย์พี่ศิษย์น้องรอบข้างกลายเป็นเสียงพื้นหลังความคิดของเขาเต็มไปด้วยสัมผัสตอนที่กอดเมื่อครู่ นุ่ม แต่มั่นคง แล้วก็

เขไม่กล้าคิดต่อเพราะรู้ดีว่าสายตาของจื่ออายเหอเริ่มเข้มขึ้นเรื่อย ๆ แค่ปรายตามาก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายไม่พอใจ

เฮ่อเหลียนเยี่ยนรีบหันไปคุยกับศิษย์พี่ต่อพยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในหัวกลับหมุนวนไม่หยุดไล่ย้อนความรู้สึกของมือของตนเองตอนที่กอดอีกครั้ง แล้วอีกครั้ง

 

ความรู้สึกหนึ่งที่คลุมเครือ กลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

 

สายสัมพันธ์ของศิษย์กับอาจารย์มันใกล้ชิดก็จริงแต่สำหรับเขาแค่นั้น มันยังไม่พอเลยสักนิดเดียว…

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา   ตอนพิเศษ 1 : คนรัก

    ขอวิงวอนด้วยหัวใจขอเป็นหนึ่งเดียวกับท่านยามอรุณขึ้นเหนือผืนเมฆา แสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนเกล็ดมังกรแดงสาดประกายราวอัญมณีจากแดนสวรรค์ยอดเขาเซียนในเช้านี้อบอวลด้วยพลังอำนาจของจ้าวมังกรแดงเฮ่อเหลียนเยี่ยนผู้กลายเป็นหนึ่งในห้าผู้ปกครองแดนเซียนรุ่นใหม่ ทว่าในแววตาสีเพลิงคู่นั้น ไม่มีความภาคภูมิ ไม่มีชัยชนะมีเพียงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ที่จะ ได้รักเขาก้าวผ่านทะเลหมอกไปยังศาลากลางสระบัว ซึ่งจื่ออายเหอกำลังรินน้ำชาอยู่เงียบ ๆเส้นผมยาวของอาจารย์ปลิวแผ่วกับลมเช้า ชุดขาวสะอาดดุจหิมะไม่มีมลทิน ใบหน้างดงามเกินกว่าคำเรียบใดจะบรรยายเมื่อเสียงก้าวเท้าดังขึ้นเบื้องหลัง จื่ออายเหอเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย“เจ้ามาช้า” น้ำเสียงเรียบ แต่ไม่เย็นชาเฮ่อเหลียนเยี่ยนยิ้ม“แต่ข้าไม่ได้มาในฐานะศิษย์อีกต่อไปแล้ว”เขายื่นมือออกไป และในวินาทีนั้นดอกบัวทั่วสระเบ่งบานพร้อมกันราวต้องมนตร์สายลมหยุดพัด เมฆเหนือศีรษะเรียงตัวกลายเป็นมังกรแดงยิ่งใหญ่โอบล้อมศาลาไว้ ดวงตาทุกคู่ทั่วเขาเซียนเงยขึ้นอย่างตะลึงงัน“จื่ออายเหอ” เสียงของเขาดังแน่น ชัดเจนกว่าทุกครั้งในชีวิต“ตลอดหลายร้อยหลายพันปี ข้าเฝ้ามองท่าน เฝ้ารักท่านอย่างเงียบงัน

  • วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา   ตอนที่ 3 : จ้าวมังกรแดง

    จ้าวมังกรแดงเดินมาหยุดอยู่หน้าเตาหอม เอียงคอเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด ก่อนจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยขี้เถ้าเบา ๆ กลิ่นหอมบางเบายังลอยวนในอากาศจนปลายจมูกกระตุกเล็กน้อย“ฝันจะเหมือนจริงขนาดนี้ มันต้องมีอะไรแปลก ๆ แน่” เขาพึมพำกับตัวเอง สีหน้าไม่ไว้วางใจนักเมื่อคิดย้อนถึงตอนที่ จ้าวมังกรเหลือง เคยเอายาแปลก ๆ มาให้ทดลอง แล้วทั้งเกาะห้าจักรก็กลายเป็นโรงละครกลิ่นหอมเคลิ้มฝัน ขนาดเขาเองยังเผลอเข้าใจผิดว่า เสี่ยวเจ๋อ คือ จ้าวมังกรโลหิต แถมเกือบจะทำเรื่องหน้าแตกในที่ประชุมใหญ่ ดีไม่ดีศักดิ์ศรี "จอมมังกรแดงผู้เย่อหยิ่ง" อาจพังพินาศไปทั้งเผ่าเขาถลึงตา กัดฟันกรอด“ต้องเป็นฝีมือเจ้ามังกรเหลืองแน่! พรุ่งนี้ข้าไปเขย่าให้หัวหลุดเลยคอยดู!”แต่พอหันหลังกลับมาก็เห็น จื่ออายเหอ นั่งจิบชาอยู่ตรงขอบเตียง แสงแดดอ่อนยามเช้าตกกระทบเส้นผมสีเงินยาวจนเปล่งประกาย รอยยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากของอีกฝ่ายเย็นตาแต่กลับอุ่นใจอย่างประหลาดหัวใจของมังกรแดงสะดุดไปครู่หนึ่ง ก่อนที่ความคิดจะทันตั้งตัว ร่างก็พุ่งเข้าไปอย่างไวกว่าใจ“อายเอ๋อร์~” เขาเรียกเสียงยานคางอย่างเอาใจ พร้อมกระโดดเข้ากอดอีกฝ่ายเต็มรัก“อ๊ะ ระวัง—”เสียงของจื่ออายเหอขา

  • วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา   ตอนที่ 2 : แม้เพียงเสี้ยวตา

    ศิษย์ทั้งสี่ของจื่ออายเหอล้วนมีถ้ำพำนักของตัวเองหากไม่มีปัญหาในการฝึกฝน ก็แทบไม่กลับขึ้นเขามามีเพียงเมื่อประสบอุปสรรคในวิถีบำเพ็ญเท่านั้นจึงจะมาขอคำชี้แนะจากอาจารย์วันที่จื่ออายเหอยอมรับเฮ่อเหลียนเยี่ยนเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ เขาก็เตรียมถ้ำพำนักให้เจ้ามังกรแดงตัวน้อยทันที ให้แยกไปใช้ชีวิตอยู่ด้านนอก เช่นเดียวกับศิษย์พี่คนอื่น ๆแต่เฮ่อเหลียนเยี่ยนกลับส่ายหัวรัว ๆ ไม่ว่าจะพูดหว่านล้อมอย่างไร ก็ไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น เขาดื้อดึงจะอยู่กับอาจารย์ให้ได้แม้แต่เมื่อศิษย์พี่แซวเขาว่า “ยังไม่รู้จักโต” เขาก็ทำแค่หน้าแดง แล้วไม่ตอบโต้สักคำ จื่ออายเหอเห็นว่าจิตใจของเขายังเยาว์นัก สุดท้ายก็ยอมให้เขาพักอยู่ห้องถัดไปตามใจภายนอกเฮ่อเหลียนเยี่ยนยังดูไร้เดียงสาเหมือนเดิม แต่ภายในกลับรู้ตัวดีว่าหลังจากกอดครั้งนั้น หัวใจของเขาไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป...เมื่อก่อนแม้จะรู้ดีว่าอาจารย์ของตนงดงามเพียงใดเส้นผมสีเงินยาวสลวยประหนึ่งสายธารเยือกเย็น ดวงตาสีน้ำเงินอ่อนราวแสงจันทร์ที่สะท้อนจากหิมะ ปลายนิ้วเรียวยาว ผิวขาวดุจหยกเนื้อดี แถมยังมีท่วงท่าที่สงบนิ่งจนเหมือนหลุดมาจากภาพวาดโบราณแต่ความรู้สึกในตอนนั้น ก็เป็นเ

  • วังมังกร : หลงจู่ในนิทรา   ตอนที่ 1 : เด็กดื้อที่ต้องรับเลี้ยง

    จื่ออายเหอกดเมฆที่เขาขี่อยู่ให้ต่ำลง ก่อนจะร่อนลงจากกลางอากาศอย่างสง่างาม เสื้อคลุมปลิวไสวขณะก้าวช้า ๆ เข้าสู่ประตูภูเขาเหล่าเซียนน้อยผู้เฝ้าประตูเห็นว่าเป็นเขา จึงโค้งคำนับอย่างเคารพพร้อมกล่าวเสียงพร้อมกันว่า“คารวะท่านเซียนจื่อ!”จื่ออายเหอชะงักเล็กน้อย คล้ายรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ทว่าเพียงขยับจิตเล็กน้อยก็จำได้ว่าตนเองคือศิษย์แห่งสำนักจื่ออวิ๋นสำนักจื่ออวิ๋นเป็นหนึ่งในสำนักใหญ่แห่งวงการเซียน แม้เขาจะเพิ่งเข้าสู่หนทางเซียนได้ไม่นาน แต่ด้วยพรสวรรค์อันยอดเยี่ยมทำให้เขาทะลวงถึงขั้นหยวนเสินในเวลาอันสั้น ไม่เพียงมีบทบาทสำคัญในสำนักเท่านั้น แต่ยังเป็นบุคคลระดับแนวหน้าของโลกเซียนอีกด้วยเมื่อเผชิญกับสายตาเคารพศรัทธาของเหล่าศิษย์ จื่ออายเหอก็ยิ้มบาง ๆ พร้อมพยักหน้ารับครั้งนี้เขาเพิ่งกลับจากการฝึกฝนภายนอก กำลังจะขึ้นยอดเขาหลักเพื่อส่งภารกิจแต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากในป่า เขาเหลือบมองไปอย่างไม่ใส่ใจนัก ทว่ากลับรู้สึกถึงกลิ่นอายอสูรจาง ๆ ลอยออกมาจึงรู้ทันทีว่าคงเป็นพวกผู้ฝึกฝนอสูรในสำนัก ต่างจากสำนักอื่น สำนักจื่ออวิ๋นไม่เข้มงวดในการคัดศิษย์ ขอเพียงจิตใจไม่ชั่วร้ายไม่ว่

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status