แชร์

บทที่ 2 : ความเงียบงันที่เสียดแทง

ผู้เขียน: เฟยโฉ่โม่ว 费莫愁
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2025-12-17 11:58:49

ไอเย็นยะเยือกแล่นปราดจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่ท่อนแขน ส่งผลให้สติที่พร่าเลือนด้วยฤทธิ์สุราของหลี่เฉิงกระตุกวูบ

สัมผัสนั้นมิใช่ความเย็นจากหิมะด้านนอก หากแต่เป็นความเย็นชืดที่ไร้สัญญาณชีพ แข็งกระด้างราวกับท่อนไม้ที่ถูกทิ้งร้างกลางป่า สัญชาตญาณแม่ทัพที่เจนจบในสนามรบกรีดร้องเตือนถึงความผิดปกติบางอย่าง ทว่าทิฐิและโทสะที่คุกรุ่นกลับปัดป้องความจริงนั้นทิ้งไปในทันที

"ข้าบอกให้ลุกขึ้น!"

ชายหนุ่มออกแรงกระชากท่อนแขนบอบบางนั้นเต็มแรง จนร่างที่ไร้การควบคุมของหลินหว่าน ปลิวตามแรงดึงขึ้นมาปะทะกับแผงอกกว้างภายใต้ชุดเกราะ

ศีรษะพับตกลง กระแทกเข้ากับไหล่แกร่งอย่างแรง เส้นผมสีดำขลับที่เคยถูกเกล้าไว้อย่างประณีตบัดนี้ยุ่งเหยิง ปรกระลงมาปิดบังใบหน้าซีดเซียว กลิ่นคาวเลือดแห้งกรังผสมกับกลิ่นอายความตายลอยคลุ้งขึ้นมาปะทะจมูก กลบกลิ่นสุราหมักพันปีจนหมดสิ้น

หลี่เฉิงชะงัก ร่างกายแข็งทื่อ นัยน์ตาคมกริบจ้องมองสตรีในอ้อมแขนที่นิ่งสนิท... นิ่งเกินไป

"พระชายา... ฮือ... ปล่อยนายหญิงนะ! ท่านอ๋องอย่าแตะต้องนาง!"

เสี่ยวจูที่ทรุดอยู่ข้างเตียงหวีดร้องเสียงหลง ร่างเล็กถลันเข้ามาทุบตีชุดเกราะของชายหนุ่มอย่างไม่กลัวตาย กำปั้นน้อยๆ กระทบแผ่นเหล็กเกิดเสียงทึบๆ ไร้น้ำหนักประหนึ่งแมลงเขย่าต้นไม้ แต่นางยังคงทุบตีไม่หยุด น้ำตาและน้ำมูกเปรอะเปื้อนใบหน้ามอมแมม

"ออกไป!"

ลำแขนแกร่งสะบัดเพียงครั้งเดียว ร่างของสาวใช้ก็กระเด็นไปกระแทกกับผนังไม้ผุพังจนเกิดเสียงดัง

โครม!

ผู้เป็นนายมิได้สนใจสาวใช้ผู้นั้น สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ภรรยาในอ้อมแขน

"หลินหว่าน..." เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อคนรัก แต่กลับสั่นพร่าโดยไม่รู้ตัว "เลิกเล่นงิ้วตบตาข้าเสียที มารยาของเจ้าใช้กับข้าไม่ได้ผล ลืมตาขึ้นมาเดี๋ยวนี้"

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมพายุที่พัดกรรโชกเข้ามาทางประตูที่พังเสียหาย

ความเงียบในห้องนี้ช่างหนักอึ้งและน่ากลัว มันไม่ใช่ความเงียบสงบ แต่เป็นความเงียบที่กลืนกินสรรพเสียงแห่งชีวิต

มือหนาเริ่มเขย่าร่างในอ้อมกอด แรงขึ้น... เรื่อยๆ

"ข้าบอกให้ลืมตา! วันนี้ทัพหลวงชนะศึก ข้ากลับมาถึงจวน เจ้าควรจะดีใจมิใช่หรือ? เจ้าควรจะเตรียมน้ำแกง เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่รอปรนนิบัติข้า มิใช่มานอนแกล้งตายอยู่ในรูหนูเช่นนี้!"

ศีรษะเล็กโยกคลอนไปตามแรงเขย่าอย่างไร้ชีวิตชีวา ริมฝีปากที่เคยแย้มยิ้มเอายอกเอาใจเขาเสมอ บัดนี้ม่วงคล้ำและแห้งแตก เปลือกตาปิดสนิทเผยให้เห็นขนตายาวที่เป็นแพหนา ซึ่งบัดนี้มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่

ทันใดนั้น พ่อบ้านชราที่เพิ่งวิ่งตามมาทันก็ทรุดฮวบลงที่หน้าประตู หอบหายใจตัวโยน ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นภาพตรงหน้า

"ท...ท่านอ๋อง... หม่อมฉันแจ้งท่านแล้ว... ที่หน้าประตู หม่อมฉันแจ้งท่านแล้ว..." เสียงของพ่อบ้านแหบแห้งแทบฟังไม่ได้ศัพท์

หลี่เฉิงหันขวับไปมอง แววตาดุดันราวกับสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ

"หุบปาก! ใครอนุญาตให้เจ้าพูดจาอัปมงคล!"

ใบหน้าคมหันกลับมาหาหลินหว่านอีกครั้ง ฝ่ามือเริ่มลูบไล้ไปตามใบหน้าซีดเผือด หวังจะเช็ดคราบเลือดที่มุมปากออก แต่ยิ่งเช็ด เลือดยิ่งเลอะเปรอะเปื้อนถุงมือหนัง ความเย็นเยียบจากผิวกายของคนในอ้อมแขนเริ่มกัดกินเข้ามาในจิตใจของเขา ทีละน้อย... ทีละน้อย

ทำไม... ทำไมตัวนางถึงเย็นขนาดนี้?

"หนาวรึ?" เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเอง ขาดห้วงเป็นจังหวะ "ใช่... ที่นี่หนาวเกินไป เจ้าขี้หนาวมาแต่ไหนแต่ไร"

มือสั่นเทาของแม่ทัพใหญ่รีบปลดผ้าคลุมขนสัตว์ราคาแพงระยับออกจากไหล่ตนเอง แล้วนำไปห่อหุ้มร่างที่แข็งทื่อนั้นอย่างทุลักทุเล พยายามจัดแจงห่มให้อีกฝ่ายอย่างมิดชิด แต่แขนขาที่เคยโอบกอดบัดนี้กลับแข็งเกร็งจนจัดท่าทางได้ยากลำบาก

"อุ่นขึ้นหรือไม่?" เขาถาม ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นร้อนรินรดผิวแก้มเย็นเฉียบ "ใส่เสื้อคลุมข้าไว้ ประเดี๋ยวก็หายหนาว... แล้วลุกขึ้นมา ลุกขึ้นมาถอดเกราะให้ข้า"

ความเงียบคือคำตอบเดียวที่ได้รับ

หลี่เฉิงขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันบดกัน เขาเริ่มถูมือเล็กคู่นั้น เป่าลมร้อนใส่หวังจะให้เลือดลมไหลเวียน

"ข้าสั่งให้เจ้าลุกขึ้นมา!"

ตะคอกจนสุดเสียง เส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน แต่ร่างในอ้อมกอดกลับค่อยๆ ไหลรูดลงจากอก ร่วงหล่นลงกองกับพื้นอย่างไม่อาจขัดขืน

ตุบ

ศีรษะของหลินหว่านกระแทกกับฟูกนอนอีกครั้ง ดวงตาที่ปิดสนิทนั้นราวกับกำลังเย้ยหยันความพยายามอันโง่เขลาของเขา

หลี่เฉิงมองมือตัวเองที่ว่างเปล่า มือที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังของภรรยา ความเมามายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ก่อตัวขึ้นกลางอก มันขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว กลืนกินความหยิ่งทะนง ความโกรธเกรี้ยว และความมั่นใจจนไม่เหลือซาก

สายตาคมเลื่อนไปมองรอบห้องอย่างเชื่องช้า...

เตาผิงที่ว่างเปล่าไร้ถ่านไฟแม้แต่ก้อนเดียว... กาน้ำชาบนโต๊ะที่มีน้ำแข็งจับตัวอยู่ภายใน... หน้าต่างกระดาษที่ขาดวิ่นจนลมพัดเข้ามาได้สะดวก... และกองผ้าเก่าๆ ที่นางใช้หนุนต่างหมอน...

นี่หรือคือที่พำนักของพระชายาเอก? นี่หรือคือสถานที่ที่เขาปล่อยให้นางใช้ชีวิตในช่วงเวลาสุดท้าย?

"ไม่จริง..."

เสียงทุ้มเลื่อนลอยราวกับคนละเมอ เขาคุกเข่าลงข้างศพ เอื้อมมือไปอังที่ใต้จมูก... นิ้วชี้สั่นระริก

ไร้ลมหายใจ...

ไม่มีสัมผัสอุ่นวาบ ไม่มีจังหวะการเข้าออกของอากาศ มีเพียงความนิ่งสงบที่ยืนยันความจริงอันโหดร้าย

"หลินหว่าน..."

ริมฝีปากขยับเรียกชื่อนางอีกครั้ง คราวนี้แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ

ฉับพลัน ภาพความทรงจำเมื่อครู่ที่หน้าประตูจวนก็ย้อนกลับมาฉายชัด... พ่อบ้านที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน 'พระชายาสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!' คำพูดที่เขาหัวเราะเยาะและปัดทิ้งว่าเป็นเพียงเรื่องไร้สาระ

ความจริงกระแทกเข้าใส่แสกหน้าจนมึนงงยิ่งกว่าโดนกระบองฟาด

หลี่เฉิงค่อยๆ ก้มลง ซบหน้าผากลงกับฝ่ามือเย็นเฉียบของภรรยา ไหล่กว้างที่แบกรับภาระบ้านเมืองมานับไม่ถ้วนเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เขายังคงไม่เชื่อ... หรือไม่อาจยอมรับได้ว่า สตรีที่มักจะยืนรอเขาอยู่เสมอ สตรีที่เขาคิดว่าเป็นของตายที่ไม่มีวันหนีไปไหน

บัดนี้... นางได้หนีเขาไปแล้ว ไปในที่ที่เขาไม่อาจตามไปบัญชาการได้อีก

ท่ามกลางเสียงสะอื้นของสาวใช้และเสียงพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ หลี่เฉิงเงยหน้าขึ้น จ้องมองใบหน้าไร้สีเลือดของคนตรงหน้า นัยน์ตาแดงก่ำเอ่อล้นไปด้วยสิ่งที่ลูกผู้ชายเช่นเขาไม่เคยแสดงให้ใครเห็น

เขาอ้าปากกว้าง หมายจะกู่ร้องระบายความอัดอั้นที่จุกแน่นอยู่ในอก ทว่ากลับไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาได้ เหมือนก้อนความผิดบาปมหึมาได้แล่นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ปิดกั้นทุกถ้อยคำ

โลกทั้งใบหมุนคว้าง ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าครอบงำสติการรับรู้ ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นคือใบหน้าที่สงบนิ่งราวกับหลับใหลของนาง...

และรองเท้าปักลายดอกเหมยข้างหนึ่งที่หลุดร่วงอยู่ข้างกาย

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 360 : ตำนานรักนิรันดร์

    เหมันตฤดูปีนี้หนาวเหน็บกว่าทุกปี เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของคฤหาสน์ตระกูลหลี่จนขาวโพลน ราวกับสวรรค์กำลังโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเพื่ออวยพรทว่าความหนาวเย็นภายนอกมิอาจกล้ำกรายเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไอร้อนแห่งความปิติยินดี วันนี้คืองานมงคลครั้งประวัติศาสตร์... งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบแปดสิบปีของสองผู้เฒ่าเสาหลักตระกูลหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกอง และหมอหลวงจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาคารวะจนหน้าประตูจวนแน่นขนัดดุจตลาดนัด ของขวัญล้ำค่ากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา สูงท่วมหัวยิ่งกว่าท้องพระคลังของฮ่องเต้กลางโถงใหญ่ หลี่เนี่ยน อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในชุดขุนนางสีม่วงปักลายกระเรียน ยืนต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม สุขุมลุ่มลึกถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้างกายเขาคือ โม่ชิง บุรุษวัยกลางคนผู้มีแววตาดุจเหยี่ยว หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์หลวงและองครักษ์คู่ใจที่ยืนเคียงข้างไม่ห่างกายถัดไปไม่ไกล หลี่หยาง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือในชุดเกราะไหมทองรูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังหัวเราะร่าเริงขณะดื่มเหล้ากับเหล่ารองแม่ทัพ ข้างกายเขาคือส

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 359 : ผมสีดอกเลา

    ลมหนาวพัดผ่านกิ่งเหมยฮวาที่กำลังผลิดอกสีแดงสด ตัดกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในหอโถงรับรองกลับอบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและการรอคอยข่าวดีหลี่เฉิงในวัยย่างห้าสิบห้าปี นั่งอยู่บนตั่งไม้พะยูง เส้นผมสีดำขลับที่เคยดกหนาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแซมไปทั่วศีรษะ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง สง่างามดุจขุนเขาไท่ซาน ข้างกายเขาคือ หลินหว่านที่แม้วัยจะล่วงเลยแต่ผิวพรรณยังผุดผ่อง นางกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น"นายท่าน! ...นายท่านขอรับ!"เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักเข้ามา พ่อบ้านวัยชราวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษสีแดงสดในมือ"ม้าเร็วจากเมืองหลวง... จดหมายจากคุณชายใหญ่และราชโองการขอรับ!"หลี่เฉิงวางถ้วยชาลงทันที มือที่เคยนิ่งสนิทในสนามรบกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามรับจดหมายฉบับนั้นมา เขาคลี่ออกอ่านด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่เปี่ยมด้วยความปิติ'ลูกอกตัญญู หลี่เนี่ยน... บัดนี้ได้ผ่านการสอบหน้าพระ

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 358 : คฤหาสน์ที่เงียบเหงา

    บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เงียบสงัดลงถนัดตาหลังจากเหล่าลูกนกบินออกจากรัง เสียงหัวเราะของเด็กแฝดและเสียงท่องตำราของอาเนี่ยนที่เคยดังเจื้อยแจ้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งไปตามพื้นหินฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเจียงหนานเร็วกว่าปกติ ต้นท้อใหญ่กลางลานผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีหม่นที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงยามอัสดงเอี๊ยด... อ๊าด...ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ไร้ใบ เก้าอี้โยกตัวเก่าทำจากไม้หวายส่งเสียงดัง เป็นจังหวะเชื่องช้าร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นนั่งเอนกายอยู่อย่างสงบ 'มั่วเวิ่น' ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง ผอมลงจนหนังหุ้มกระดูก เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนราวกับหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฝ้าฟางลงตามกาลเวลา เหม่อมองไปยังทิศเหนือ... ทิศที่ลูกศิษย์คนโปรดและหลานๆ เพิ่งจากไปข้างกายเขา... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มีเด็กสาววัยสิบสองปี หน้าตางดงามเฉลียวฉลาดนั่งคุกเข่าอยู่ หลี่ซินบุตรสาวคนเล็กของหลินหว่าน ผู้มีแววตาซุกซนแต่เปี่ยมด้วยปัญญา กำลังตั้งใจฟังคำสอนสุดท้ายอย่างจดจ่อ"ซินเอ๋อร์..." มั่วเวิ่นเอ่ยเสียงแหบพร่า มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ห

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 357 : เส้นทางของลูกพยัคฆ์

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมแม่น้ำแยงซีจนขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวเนื้อ บรรยากาศที่ท่าเรือส่วนตัวตระกูลหลี่ในวันนี้เงียบสงัด แตกต่างจากความคึกคักในวันวานเรือสำเภาขนาดย่อมจอดเทียบท่า โคลงเคลงตามแรงคลื่นเบาๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาในความเงียบ บ่าวไพร่ยืนก้มหน้านิ่งสำรวมกิริยา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาสำคัญของเจ้านายอาเนี่ยนในวัยสิบเก้าปี สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบิดามารดา เขาสะพายห่อผ้าเพียงใบเดียว ไม่นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปมากมาย เพื่อยืนยันปณิธานที่จะสร้างตัวด้วยตนเองทว่า... เขาไม่ได้ไปเพียงลำพังข้างกายเขาคือบุรุษหนุ่มร่างสันทัดในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มฉายแววตื่นตัวตลอดเวลา 'โม่ชิง' บุตรชายของโม่หยิง ที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นองครักษ์เงาติดตามนายน้อย สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น"พี่ใหญ่..." หลี่เยว่เสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านไปเมืองหลวงแล้ว... ต่อไปใครจะคอยห้ามศึกเวลาข้าตีกับเจ้าบ้าหยางเล่า"อาเนี่ยนยิ้มบางๆ ยกมือลูบหัวน้องสาวและน้องชายด้วยความเอ็นดู"พวกเจ้าก็โตแล้ว... แถมยังขอท่านพ่อไปฝึกทหารท

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 356 : สิบปีผ่านไป

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง สิบปีผ่านไปไวเหมือนฝันตื่นหนึ่งต้นหลิวหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลี่ที่เคยเป็นเพียงต้นกล้าสูงท่วมหัว บัดนี้แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตครึ้มเขียวขจี รากไม้ชอนไชยึดเกาะพื้นดินแน่นหนาดุจรากฐานของตระกูลที่หยั่งลึกลงในแผ่นดินเจียงหนานป้ายชื่อ 'หอโอสถจี้ซื่อ' ที่เคยเป็นเพียงแผ่นไม้ธรรมดา บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้มู่หนานเนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายเมฆมงคลและนกกระเรียน ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง ดูโอ่อ่าสมฐานะสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ที่ผู้คนต่างยกย่องว่าช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวดุจนกกระเรียนสวรรค์กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงท่องตำรายาของลูกศิษย์นับร้อยคนที่นั่งเรียงรายอยู่กลางลานบนระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน หลินหว่าน ในวัยสี่สิบปียังคงงดงามสะพรั่ง กาลเวลาไม่อาจพรากความงามไปจากนางได้ เพียงแต่เพิ่มกลิ่นอายความสง่างามและทรงภูมิปัญญาเข้ามาแทนที่ความสดใสในวัยเยาว์ข้างกายของนาง... สตรีร่างท้วมเล็กน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มกำลังรินชาเก๊กฮวยให้อย่างรู้ใจ เสี่ยวจูอดีตสาวใช้ค

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 355 : รอยประทับแห่งกาลเวลา

    แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบลงบนคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรับมือทัพข้าศึกนับแสนนิ้วมือหยาบกร้านค่อยๆ แหวกกลุ่มผมสีดำขลับที่ขมับขวา ดวงตาพยัคฆ์เพ่งเล็งไปที่ศัตรูตัวฉกาจ... เส้นผมสีขาวโพลนเพียงเส้นเดียวที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ'ผมสีดอกเลา'มันคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ... สาส์นท้าที่ประกาศว่ากาลเวลากำลังไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ"บัดซบ..." หลี่เฉิงสบถพึมพำ กระชากเส้นผมเส้นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิดเขารีบเดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ลานฝึกยุทธ์ สายตาเหลือบไปเห็น หลี่หยางและ หลี่เยว่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อ สิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความน่ารัก แต่เป็นข้อมือและข้อเท้าของลูกแฝดที่โผล่พ้นชายเสื้อและขากางเกงออกมาเกือบหนึ่งคืบ"เสื้อผ้าพวกนี้... เพิ่งตัดเมื่อเดือนก่อนมิใช่หรือ?"ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในอก... ลูกโตเร็วเกินไป หรือเวลาของเขาเดินเร็วผิดปกติ? ความทรงจำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลือนหาย... เขาต้องหยุดมันไว้ยามบ่าย ณ ศาลาริมน้ำจิตรกรเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status