LOGIN
ราตรียามไฮ่
ลมเหนือหวีดหวิวลอดผ่านรอยแตกของกระดาษกรุหน้าต่างที่ฉีกขาด เสียงของมันคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณที่ไม่อาจไปผุดเกิด เกล็ดหิมะสีขาวโพลนปลิวว่อนเข้ามาจับจองพื้นที่บนไม้กระดานผุพัง ความเย็นเยียบแทรกซึมเข้าสู่ฟูกนอนเก่าคร่ำครึส่งกลิ่นอับ
บนฟูกนั้น... ร่างหนึ่งนอนขดตัวอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนบางที่แทบกันลมไม่ได้
หลินหว่านหอบหายใจถี่กระชั้น ทุกครั้งที่ทรวงอกกระเพื่อมไหว ความเจ็บปวดแล่นปราดราวกับมีคมมีดกรีดแทงลงไปในขั้วปอด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในโพรงปาก พยายามกลั้นไอเพื่อไม่ให้สะเทือนถึงอวัยวะภายในที่บอบช้ำ แต่ร่างกายที่ผ่ายผอมจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกกลับไม่ฟังคำสั่ง
"แค่ก! แค่ก!"
ของเหลวสีแดงคล้ำทะลักออกมาเปรอะเปื้อนมุมปาก หยดลงบนผ้าห่มสีซีดจาง ตัดกับความขาวของหิมะที่ปลิวเข้ามาเกาะพราว
"พระชายา! พระชายาแข็งใจไว้นะเจ้าคะ!"
เสี่ยวจู สาวใช้เพียงคนเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ถลาเข้ามาประคองร่างนายหญิง สองมือหยาบกร้านจากการตรากตรำงานหนักพยายามกอบกุมมือเรียวเล็กที่เย็นเฉียบราวก้อนน้ำแข็ง หวังเพียงถ่ายทอดไออุ่นอันน้อยนิดไปให้ แต่มันช่างไร้ผล
"ท่านอ๋อง... ทัพหลวงกลับมาถึงแล้วเจ้าค่ะ บ่าวได้ยินเสียงพลุ อีกไม่นาน... อีกไม่นานท่านอ๋องต้องมาแน่" เสี่ยวจูละล่ำละลักบอก น้ำตาไหลอาบสองแก้มที่แดงจัดเพราะความหนาว
เปลือกตาบางปรือขึ้นอย่างยากลำบาก นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่เคยทอประกายสดใส บัดนี้ขุ่นมัวและไร้แวว หลินหว่านเบนสายตาผ่านไหล่ของสาวใช้ มองออกไปนอกหน้าต่างบานที่เปิดอ้าซ่า ลมกรรโชกแรงพัดเอากิ่งไม้แห้งด้านนอกตีกับผนังเรือนเกิดเสียงดังน่ารำคาญ
ในความมืดมิดของเรือนร้างท้ายจวน แสงสว่างเดียวที่เห็นคือแสงวูบวาบจากพลุเฉลิมฉลองที่จุดขึ้นเหนือท้องฟ้าฝั่งทิศตะวันออก... ทิศที่ตั้งของวังหลวงและจวนหลัก
ป่านนี้ 'คนผู้นั้น' คงกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งเกียรติยศ สวมชุดเกราะสีเงินวาววับ มือถือจอกสุราเลิศรส รับคำสรรเสริญจากเหล่าขุนนางและราษฎร ชัยชนะเหนือแคว้นศัตรูคงทำให้รอยยิ้มหยิ่งยโสนั้นกว้างกว่าทุกครั้ง
หลี่เฉิง... สามีผู้เป็นแม่ทัพปีศาจ คงลืมไปแล้วกระมังว่ายังมีสตรีผู้หนึ่งนอนรอความตายอยู่ที่นี่ รอคอยเศษเสี้ยวความเมตตาที่เขาไม่เคยหยิบยื่นให้
ความหนาวเหน็บกัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกดำ แต่น่าประหลาดที่หลินหว่านกลับไม่รู้สึกทรมานอีกต่อไป ความชาด้านเริ่มเข้าครอบงำปลายประสาท ริมฝีปากแห้งผากขยับแผ่วเบา รสชาติสนิมเหล็กของเลือดฝาดเฝื่อนในคอ
"ไม่ต้องร้อง... เสี่ยวจู" น้ำเสียงนั้นแหบพร่ายิ่งกว่าเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกัน "ความหนาวนี้... ข้าชินชาเสียแล้ว"
"ไม่เจ้าค่ะ! ท่านต้องไม่เป็นอะไร ท่านอ๋องต้องพาหมอหลวงมา" เสี่ยวจูส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง กอดขานายหญิงไว้แน่น ตัวสั่นเทาไม่ใช่เพราะความหนาว แต่เพราะความหวาดกลัวที่จะสูญเสียสิ่งยึดเหนี่ยวสุดท้ายในชีวิต
หลินหว่านอยากจะยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กสาวผู้นี้เพื่อปลอบโยน แต่เรี่ยวแรงที่มีกลับเหือดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจรวยรินที่แผ่วลงทุกชั่วขณะจิต ภาพความทรงจำตลอดสามปีที่แต่งเข้าจวนอ๋องไหลย้อนกลับมาราวกับฉากงิ้วที่เล่นซ้ำ
วันแรกที่ก้าวเข้ามาด้วยความหวัง... สายตาเย็นชาคู่นั้น
วันที่ลงมือทำน้ำแกงด้วยตัวเอง... เขาเทมันทิ้งต่อหน้า
วันที่ป่วยหนัก... อีกฝ่ายบอกว่านางมารยา
และวันที่ถูกเนรเทศมาอยู่เรือนร้างแห่งนี้ เพียงเพื่อหลีกทางให้ 'คนสำคัญ' ของเขา
ความรักความภักดีที่เคยมอบให้ บัดนี้หลงเหลือเพียงเถ้าธุลีที่มอดไหม้จนไม่เหลือเชื้อไฟ ไม่มีแม้แต่ความโกรธแค้น มีเพียงความว่างเปล่าที่หนักอึ้งกดทับดวงวิญญาณ
"ชาติหน้า... ขออย่าได้พานพบ..."
หยดน้ำตาหยดสุดท้ายไหลรินออกจากหางตา ก่อนจะจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งบนผิวแก้มซีดเผือด
"อย่าได้รัก... คนใจดำผู้นั้นอีกเลย"
สิ้นเสียงกระซิบสุดท้าย ศีรษะของหลินหว่านก็พับตกลงด้านข้าง ดวงตาที่เคยเฝ้ามองประตูจวนอย่างมีความหวังค่อยๆ ปิดสนิท ทิ้งร่างที่ไร้ลมหายใจไว้ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของพายุหิมะและเสียงกรีดร้องปานจะขาดใจของสาวใช้
ปัง!
ประตูจวนอ๋องถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงด้วยฝีเท้าหนักๆ ของบุรุษผู้หนึ่ง กลิ่นอายสังหารและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ยังคงติดอยู่บนชุดเกราะสีดำทมิฬที่สะท้อนแสงไฟจากโคมแดง
หลี่เฉิงเดินดุ่มเข้าโถงหลัก ใบหน้าคมคายที่มักเรียบเฉยบัดนี้แดงระเรื่อด้วยฤทธิ์สุราชั้นดี คิ้วกระบี่พาดเฉียงขมวดเข้าหากันเมื่อพบเพียงความว่างเปล่า
"พ่อบ้าน!" เสียงทุ้มต่ำตวาดก้อง กังวานไปทั่วจวนที่เงียบสงัด "คนหายไปไหนกันหมด! พระชายาอยู่ที่ไหน!"
เงาร่างสั่นเทาของชายชราในชุดพ่อบ้านรีบวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากหลังม่าน คุกเข่าลงโขกศีรษะกับพื้นหินเย็นเยียบจนหน้าผากแตก
"ท...ท่านอ๋อง ท่านกลับมาแล้ว" เสียงของพ่อบ้านสั่นเครือ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเลิ่กลั่ก
"ข้าถามว่าพระชายาอยู่ที่ไหน!" แม่ทัพหนุ่มตะคอกซ้ำ ความหงุดหงิดพุ่งพล่าน ปกติยามกลับจากการรบ สตรีผู้นั้นจะต้องมายืนรอรับหน้าจวนพร้อมผ้าเช็ดหน้าอุ่นๆ และรอยยิ้มโง่เขลา แต่วันนี้กลับเงียบเชียบราวกับป่าช้า
"พ... พระชายา... อยู่ที่เรือนท้ายสวนขอรับ"
"เรือนท้ายสวน?" หลี่เฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะแค่นเสียงในลำคอ "ยังไม่เลิกเรียกร้องความสนใจอีกรึ? คิดว่าไปนอนตากลมหนาวแล้วข้าจะสงสารหรืออย่างไร"
ชายหนุ่มสะบัดผ้าคลุมไหล่ขนสัตว์อย่างแรง เดินจ้ำอ้าวฝ่าหิมะที่ตกหนักมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือนร้าง ความคิดในหัวมีเพียงความรำคาญใจที่ภรรยาผู้แสนจืดชืดริอาจเล่นแง่ในวันที่น่ายินดีเช่นนี้
รองเท้าบูทหนังบดขยี้หิมะจนเกิดเสียงดัง 'กรอบแกรบ' เป็นจังหวะเร่งรีบ ยิ่งเข้าใกล้เรือนท้ายสวน ทางเดินยิ่งรกร้าง หญ้าสูงท่วมข้อเท้า กิ่งไม้เกะกะขวางทาง มือหนาปัดป่ายมันออกอย่างไม่ไยดี เมื่อมาถึงหน้าเรือนไม้เก่าคร่ำครึที่หน้าต่างหลุดลุ่ย ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังลอดออกมา
"ฮือ... พระชายา... ตื่นสิเจ้าคะ... ตื่นสิ!"
เสียงนั้นบาดหูจนหลี่เฉิงขบกรามแน่น ไม่รอช้า ยกเท้าถีบประตูไม้ผุๆ นั้นจนพังครืนลงไปกองกับพื้น
โครม!
ลมหนาวกรรโชกวูบเข้าปะทะใบหน้าพร้อมกับเกล็ดหิมะ แต่สิ่งที่ทำให้ผู้มาเยือนชะงักค้างไม่ใช่ความหนาวเย็น
ภาพเบื้องหน้าคือห้องโล่งว่างเปล่าที่มีเพียงเตาอุ่นไร้ถ่านไฟ และฟูกนอนเก่าๆ กลางห้อง บนฟูกนั้นมีร่างบอบบางนอนนิ่งสนิท ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดตัดกับเส้นผมดำขลับที่แผ่สยาย ริมฝีปากและเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดแห้งกรัง
เสี่ยวจูเงยหน้าขึ้นจากศพ ดวงตาแดงก่ำจ้องมองผู้มาใหม่ด้วยความเคียดแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลี่เฉิงยืนแข็งทื่ออยู่ที่ธรณีประตู ลมหายใจสะดุดห้วง กลิ่นเหม็นอับของความตายลอยมาแตะจมูกชัดเจนยิ่งกว่ากลิ่นสุรา
"ลุกขึ้น..." เสียงทุ้มลอดไรฟัน พยายามข่มความรู้สึกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นในอก "เลิกเล่นละครตบตาข้าได้แล้ว หลินหว่าน!"
ไร้เสียงตอบรับ ร่างนั้นยังคงนอนนิ่งประดุจตุ๊กตากระเบื้องที่แตกหัก
ฝีเท้าหนักๆ ก้าวเข้าไปประชิด ก่อนจะกระชากแขนของคนบนฟูกหวังดึงให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้า
"ข้าสั่งให้เจ้าลุก...!"
คำพูดขาดห้วงไปทันที เมื่อปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวเนื้อ
มันเย็น...
เย็นชืดและแข็งกระด้างราวกับก้อนหินที่ถูกทิ้งไว้กลางพายุหิมะมานานนับปี ไม่หลงเหลือไออุ่นของสิ่งมีชีวิตแม้แต่เศษเสี้ยวเดียว
เหมันตฤดูปีนี้หนาวเหน็บกว่าทุกปี เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของคฤหาสน์ตระกูลหลี่จนขาวโพลน ราวกับสวรรค์กำลังโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเพื่ออวยพรทว่าความหนาวเย็นภายนอกมิอาจกล้ำกรายเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไอร้อนแห่งความปิติยินดี วันนี้คืองานมงคลครั้งประวัติศาสตร์... งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบแปดสิบปีของสองผู้เฒ่าเสาหลักตระกูลหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกอง และหมอหลวงจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาคารวะจนหน้าประตูจวนแน่นขนัดดุจตลาดนัด ของขวัญล้ำค่ากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา สูงท่วมหัวยิ่งกว่าท้องพระคลังของฮ่องเต้กลางโถงใหญ่ หลี่เนี่ยน อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในชุดขุนนางสีม่วงปักลายกระเรียน ยืนต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม สุขุมลุ่มลึกถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้างกายเขาคือ โม่ชิง บุรุษวัยกลางคนผู้มีแววตาดุจเหยี่ยว หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์หลวงและองครักษ์คู่ใจที่ยืนเคียงข้างไม่ห่างกายถัดไปไม่ไกล หลี่หยาง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือในชุดเกราะไหมทองรูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังหัวเราะร่าเริงขณะดื่มเหล้ากับเหล่ารองแม่ทัพ ข้างกายเขาคือส
ลมหนาวพัดผ่านกิ่งเหมยฮวาที่กำลังผลิดอกสีแดงสด ตัดกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในหอโถงรับรองกลับอบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและการรอคอยข่าวดีหลี่เฉิงในวัยย่างห้าสิบห้าปี นั่งอยู่บนตั่งไม้พะยูง เส้นผมสีดำขลับที่เคยดกหนาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแซมไปทั่วศีรษะ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง สง่างามดุจขุนเขาไท่ซาน ข้างกายเขาคือ หลินหว่านที่แม้วัยจะล่วงเลยแต่ผิวพรรณยังผุดผ่อง นางกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น"นายท่าน! ...นายท่านขอรับ!"เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักเข้ามา พ่อบ้านวัยชราวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษสีแดงสดในมือ"ม้าเร็วจากเมืองหลวง... จดหมายจากคุณชายใหญ่และราชโองการขอรับ!"หลี่เฉิงวางถ้วยชาลงทันที มือที่เคยนิ่งสนิทในสนามรบกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามรับจดหมายฉบับนั้นมา เขาคลี่ออกอ่านด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่เปี่ยมด้วยความปิติ'ลูกอกตัญญู หลี่เนี่ยน... บัดนี้ได้ผ่านการสอบหน้าพระ
บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เงียบสงัดลงถนัดตาหลังจากเหล่าลูกนกบินออกจากรัง เสียงหัวเราะของเด็กแฝดและเสียงท่องตำราของอาเนี่ยนที่เคยดังเจื้อยแจ้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งไปตามพื้นหินฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเจียงหนานเร็วกว่าปกติ ต้นท้อใหญ่กลางลานผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีหม่นที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงยามอัสดงเอี๊ยด... อ๊าด...ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ไร้ใบ เก้าอี้โยกตัวเก่าทำจากไม้หวายส่งเสียงดัง เป็นจังหวะเชื่องช้าร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นนั่งเอนกายอยู่อย่างสงบ 'มั่วเวิ่น' ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง ผอมลงจนหนังหุ้มกระดูก เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนราวกับหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฝ้าฟางลงตามกาลเวลา เหม่อมองไปยังทิศเหนือ... ทิศที่ลูกศิษย์คนโปรดและหลานๆ เพิ่งจากไปข้างกายเขา... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มีเด็กสาววัยสิบสองปี หน้าตางดงามเฉลียวฉลาดนั่งคุกเข่าอยู่ หลี่ซินบุตรสาวคนเล็กของหลินหว่าน ผู้มีแววตาซุกซนแต่เปี่ยมด้วยปัญญา กำลังตั้งใจฟังคำสอนสุดท้ายอย่างจดจ่อ"ซินเอ๋อร์..." มั่วเวิ่นเอ่ยเสียงแหบพร่า มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ห
สายหมอกยามเช้าปกคลุมแม่น้ำแยงซีจนขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวเนื้อ บรรยากาศที่ท่าเรือส่วนตัวตระกูลหลี่ในวันนี้เงียบสงัด แตกต่างจากความคึกคักในวันวานเรือสำเภาขนาดย่อมจอดเทียบท่า โคลงเคลงตามแรงคลื่นเบาๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาในความเงียบ บ่าวไพร่ยืนก้มหน้านิ่งสำรวมกิริยา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาสำคัญของเจ้านายอาเนี่ยนในวัยสิบเก้าปี สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบิดามารดา เขาสะพายห่อผ้าเพียงใบเดียว ไม่นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปมากมาย เพื่อยืนยันปณิธานที่จะสร้างตัวด้วยตนเองทว่า... เขาไม่ได้ไปเพียงลำพังข้างกายเขาคือบุรุษหนุ่มร่างสันทัดในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มฉายแววตื่นตัวตลอดเวลา 'โม่ชิง' บุตรชายของโม่หยิง ที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นองครักษ์เงาติดตามนายน้อย สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น"พี่ใหญ่..." หลี่เยว่เสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านไปเมืองหลวงแล้ว... ต่อไปใครจะคอยห้ามศึกเวลาข้าตีกับเจ้าบ้าหยางเล่า"อาเนี่ยนยิ้มบางๆ ยกมือลูบหัวน้องสาวและน้องชายด้วยความเอ็นดู"พวกเจ้าก็โตแล้ว... แถมยังขอท่านพ่อไปฝึกทหารท
กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง สิบปีผ่านไปไวเหมือนฝันตื่นหนึ่งต้นหลิวหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลี่ที่เคยเป็นเพียงต้นกล้าสูงท่วมหัว บัดนี้แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตครึ้มเขียวขจี รากไม้ชอนไชยึดเกาะพื้นดินแน่นหนาดุจรากฐานของตระกูลที่หยั่งลึกลงในแผ่นดินเจียงหนานป้ายชื่อ 'หอโอสถจี้ซื่อ' ที่เคยเป็นเพียงแผ่นไม้ธรรมดา บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้มู่หนานเนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายเมฆมงคลและนกกระเรียน ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง ดูโอ่อ่าสมฐานะสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ที่ผู้คนต่างยกย่องว่าช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวดุจนกกระเรียนสวรรค์กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงท่องตำรายาของลูกศิษย์นับร้อยคนที่นั่งเรียงรายอยู่กลางลานบนระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน หลินหว่าน ในวัยสี่สิบปียังคงงดงามสะพรั่ง กาลเวลาไม่อาจพรากความงามไปจากนางได้ เพียงแต่เพิ่มกลิ่นอายความสง่างามและทรงภูมิปัญญาเข้ามาแทนที่ความสดใสในวัยเยาว์ข้างกายของนาง... สตรีร่างท้วมเล็กน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มกำลังรินชาเก๊กฮวยให้อย่างรู้ใจ เสี่ยวจูอดีตสาวใช้ค
แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบลงบนคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรับมือทัพข้าศึกนับแสนนิ้วมือหยาบกร้านค่อยๆ แหวกกลุ่มผมสีดำขลับที่ขมับขวา ดวงตาพยัคฆ์เพ่งเล็งไปที่ศัตรูตัวฉกาจ... เส้นผมสีขาวโพลนเพียงเส้นเดียวที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ'ผมสีดอกเลา'มันคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ... สาส์นท้าที่ประกาศว่ากาลเวลากำลังไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ"บัดซบ..." หลี่เฉิงสบถพึมพำ กระชากเส้นผมเส้นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิดเขารีบเดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ลานฝึกยุทธ์ สายตาเหลือบไปเห็น หลี่หยางและ หลี่เยว่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อ สิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความน่ารัก แต่เป็นข้อมือและข้อเท้าของลูกแฝดที่โผล่พ้นชายเสื้อและขากางเกงออกมาเกือบหนึ่งคืบ"เสื้อผ้าพวกนี้... เพิ่งตัดเมื่อเดือนก่อนมิใช่หรือ?"ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในอก... ลูกโตเร็วเกินไป หรือเวลาของเขาเดินเร็วผิดปกติ? ความทรงจำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลือนหาย... เขาต้องหยุดมันไว้ยามบ่าย ณ ศาลาริมน้ำจิตรกรเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง







