Partager

บทที่ 3 : ตื่นจากฝันร้าย

last update Date de publication: 2025-12-17 11:59:13

เฮือก!

เสียงสูดลมหายใจดังสนั่นก้องกังวานไปทั่วห้องที่เงียบสงัด ร่างระหงที่นอนอยู่บนเตียงผุดลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วราวกับถูกกระชากด้วยเชือกที่มองไม่เห็น

หลินหว่านเบิกตาโพลง นัยน์ตาสั่นระริกเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มือทั้งสองข้างยกขึ้นตะปบที่ลำคอและหน้าอกของตนเองอย่างบ้าคลั่ง ปลายนิ้วจิกเกร็งลงไปบนเนื้อผ้าชุดนอนจนแทบทะลุ พยายามควานหาบาดแผลและความเจ็บปวดที่ควรจะมีอยู่

ไม่มี...

ไม่มีของเหลวข้นคลั่กสีแดงฉานทะลักออกมา ไม่มีรสสนิมเหล็กฝาดเฝื่อนในปาก และที่น่าแปลกประหลาดที่สุดคือ... ไม่มีคมมีดที่มองไม่เห็นกรีดแทงปอดของนางอีกต่อไป

ทรวงอกที่เคยถูกบีบอัดจนแทบระเบิด บัดนี้กลับสูดอากาศเข้าได้เต็มปอด อากาศที่... อุ่น?

หญิงสาวหอบหายใจถี่กระชั้น เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมจนเปียกชุ่ม ความทรงจำสุดท้ายยังคงแจ่มชัด ความหนาวเหน็บที่กัดกินไขกระดูก พายุหิมะที่พัดกระหน่ำ และความโดดเดี่ยวในวาระสุดท้าย

แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้ากลับไม่ใช่เพดานไม้ผุพังที่มีรอยรั่วและคราบน้ำฝน

แสงแดดยามเช้าที่สว่างจ้าสาดส่องผ่านผ้าม่านไหมสีแดงชาดเข้ามา กระทบเข้ากับเครื่องเรือนไม้จันทน์หอมราคาแพงระยับ โต๊ะเครื่องแป้งที่ทำจากไม้พะยูงแกะสลักลวดลายวิจิตรวางอยู่มุมห้อง บนนั้นมีกระจกทองเหลืองบานใหญ่ที่ขัดจนเงาวับสะท้อนแสงแวววาว แจกันกระเบื้องเคลือบสมัยราชวงศ์ก่อนวางประดับอยู่บนตู้ข้างเตียง ปักกิ่งเหมยฮวาสีชมพูสดที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่วห้อง

กลิ่นหอม... มิใช่กลิ่นเน่าเหม็นของความตายและยาสมุนไพรต้มเก่าๆ

หลินหว่านชะงักค้าง สายตากวาดมองไปรอบห้องด้วยความมึนงง สมองที่ยังปรับตัวไม่ทันประมวลผลอย่างเชื่องช้า

นี่คือนรกขุมไหนกัน? หรือสวรรค์มีหน้าตาเช่นนี้?

นางค่อยๆ ลดมือลงจากลำคอ สายตาปะทะเข้ากับมือของตนเอง... มือที่วางอยู่บนผ้าห่มไหมปักลายนกยวนยางคู่

นิ้วมือเรียวยาวขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี ผิวพรรณเนียนละเอียดไร้ริ้วรอย ไม่มีรอยแตกกร้านจากความหนาว ไม่มีแผลพุพองจากการผ่าฟืนหรือซักผ้าในน้ำเย็นจัด เล็บมือตัดแต่งโค้งมนสวยงามและเคลือบสีชาดจางๆ

นี่ไม่ใช่มือของคนใกล้ตาย... แต่เป็นมือของคุณหนูในห้องหอที่ได้รับการปรนนิบัติอย่างดี

นางพลิกฝ่ามือดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อนจะตัดสินใจหยิกเข้าที่ท่อนแขนตนเองเต็มแรง

"โอ๊ย!"

ความเจ็บปวดที่แล่นปราดขึ้นมาทำให้ดวงตาเบิกกว้าง ความเจ็บปวดแปลว่ายังมีชีวิต แปลว่าเลือดเนื้อนี้เป็นของจริง มิใช่ดวงจิตที่ล่องลอย

หลินหว่านสะบัดผ้าห่มออก ขาทั้งสองข้างก้าวลงจากเตียงสี่เสาที่แกะสลักลวดลายมังกรหงส์ เท้าเปล่าสัมผัสกับพรมขนสัตว์หนานุ่มที่ปูลาดอยู่บนพื้นห้อง... ไม่ใช่พื้นไม้กระดานเย็นเฉียบที่เต็มไปด้วยเสี้ยนหนาม

นางเดินโซเซไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง มือเกาะขอบโต๊ะไว้แน่นเพื่อพยุงร่างกายที่ยังสั่นเทา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในกระจกทองเหลือง

ภาพที่ปรากฏคือดรุณีวัยแรกแย้ม ใบหน้ารูปไข่เกลี้ยงเกลา ดวงตากลมโตสุกใสที่ยังไร้แววหม่นหมองของความทุกข์ระทม แก้มทั้งสองข้างมีเลือดฝาดจางๆ มิใช่ความซีดเซียวของศพ

หลินหว่านยกมือขึ้นลูบใบหน้าตนเอง สัมผัสถึงความตึงกระชับของผิวเนื้อ

สายตาเหลือบไปเห็น 'สมุดหวงลี่' ปกสีแดงมงคลที่วางอยู่บนมุมโต๊ะ นางรีบคว้ามันมาเปิดดู ตัวอักษรสีดำระบุวันเดือนปีชัดเจน

รัชศกเยี่ยนหยวนปีที่สาม...

สามปี...

นางย้อนกลับมาสามปีเต็ม!

ช่วงเวลานี้... คือช่วงเดือนแรกหลังจากที่นางแต่งเข้าจวนอ๋อง ช่วงเวลาที่นางยังเป็นเพียงเจ้าสาวหมาดๆ ที่ยังมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะใช้ความดีชนะใจแม่ทัพปีศาจผู้นั้น

หลินหว่านทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพรม ร่างกายสั่นสะท้านรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่มิใช่เพราะความหนาว หากแต่เป็นคลื่นอารมณ์ที่ถาโถมเข้ามา ทั้งความตกตะลึง ความหวาดกลัว และท้ายที่สุดคือความโล่งใจที่จุกแน่นจนน้ำตาเอ่อล้น

นางยังไม่ตาย...

สวรรค์ยังเมตตา หรือนรกยังไม่ต้องการนางกันแน่?

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด นางได้กลับมาแล้ว กลับมาในช่วงเวลาที่ร่างกายยังแข็งแรง ทรัพย์สินยังอยู่ครบ และที่สำคัญที่สุด...

ใจของนางยังไม่แหลกสลายจนเกินเยียวยา

หลินหว่านสูดลมหายใจเข้าลึก กลิ่นหอมของไม้จันทน์และดอกเหมยช่วยเรียกสติให้กลับคืนมาทีละน้อย แววตาที่ตื่นตระหนกค่อยๆ เปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ลึกล้ำ และเย็นเยียบลงดุจน้ำในบ่อลึก

ชาติก่อนนางโง่เขลา ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อบูชาความรักที่ว่างเปล่า ยอมลดเกียรติ ยอมทนทุกข์ เพียงเพื่อแลกกับความตายที่โดดเดี่ยวในเรือนร้างอันโสมม

ชาตินี้... นางจะไม่เดินซ้ำรอยเดิมอีกแม้แต่ก้าวเดียว

ในขณะที่ความคิดกำลังตกตะลึง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้อง ตามมาด้วยเสียงเคาะประตูที่เป็นจังหวะคุ้นเคย

ก๊อก ก๊อก

"พระชายา ตื่นหรือยังเจ้าคะ? บ่าวเตรียมน้ำล้างหน้ามาให้แล้ว"

เสียงนั้น... สดใส กังวาน และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา

หลินหว่านตัวแข็งทื่อ หัวใจกระตุกวูบอย่างรุนแรงยิ่งกว่าตอนฟื้นคืนชีพ นางจำเสียงนี้ได้แม่นยำยิ่งกว่าเสียงของตัวเอง เสียงของคนที่กอดขานางร้องไห้จน ลมหายใจสุดท้าย เสียงของคนที่ยอมตายเพื่อปกป้องนางในกองเพลิงเมื่อชาติก่อน

แอ๊ด...

บานประตูถูกผลักเข้ามา ร่างเล็กในชุดสาวใช้สีเขียวอ่อนเดินถืออ่างทองแดงที่มีไอร้อนกรุ่นก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มแย้มแจ่มใส

"เสี่ยว... จู?"

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 360 : ตำนานรักนิรันดร์

    เหมันตฤดูปีนี้หนาวเหน็บกว่าทุกปี เกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของคฤหาสน์ตระกูลหลี่จนขาวโพลน ราวกับสวรรค์กำลังโปรยดอกไม้เงินดอกไม้ทองเพื่ออวยพรทว่าความหนาวเย็นภายนอกมิอาจกล้ำกรายเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยไอร้อนแห่งความปิติยินดี วันนี้คืองานมงคลครั้งประวัติศาสตร์... งานฉลองอายุวัฒนมงคลครบแปดสิบปีของสองผู้เฒ่าเสาหลักตระกูลหลี่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพนายกอง และหมอหลวงจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมาคารวะจนหน้าประตูจวนแน่นขนัดดุจตลาดนัด ของขวัญล้ำค่ากองพะเนินเป็นภูเขาเลากา สูงท่วมหัวยิ่งกว่าท้องพระคลังของฮ่องเต้กลางโถงใหญ่ หลี่เนี่ยน อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายในชุดขุนนางสีม่วงปักลายกระเรียน ยืนต้อนรับแขกด้วยท่วงท่าสง่างาม สุขุมลุ่มลึกถอดแบบบิดามาทุกกระเบียดนิ้ว ข้างกายเขาคือ โม่ชิง บุรุษวัยกลางคนผู้มีแววตาดุจเหยี่ยว หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์หลวงและองครักษ์คู่ใจที่ยืนเคียงข้างไม่ห่างกายถัดไปไม่ไกล หลี่หยาง แม่ทัพใหญ่พิทักษ์ชายแดนเหนือในชุดเกราะไหมทองรูปร่างสูงใหญ่กำยำ กำลังหัวเราะร่าเริงขณะดื่มเหล้ากับเหล่ารองแม่ทัพ ข้างกายเขาคือส

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 359 : ผมสีดอกเลา

    ลมหนาวพัดผ่านกิ่งเหมยฮวาที่กำลังผลิดอกสีแดงสด ตัดกับหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมหลังคาคฤหาสน์ตระกูลหลี่ ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าทุกปี แต่ภายในหอโถงรับรองกลับอบอุ่นด้วยไออุ่นจากเตาถ่านและการรอคอยข่าวดีหลี่เฉิงในวัยย่างห้าสิบห้าปี นั่งอยู่บนตั่งไม้พะยูง เส้นผมสีดำขลับที่เคยดกหนาบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีดอกเลาแซมไปทั่วศีรษะ แต่แผ่นหลังยังคงเหยียดตรง สง่างามดุจขุนเขาไท่ซาน ข้างกายเขาคือ หลินหว่านที่แม้วัยจะล่วงเลยแต่ผิวพรรณยังผุดผ่อง นางกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าด้วยท่าทีสงบเยือกเย็น"นายท่าน! ...นายท่านขอรับ!"เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังมาจากหน้าประตูจวน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งตึกตักเข้ามา พ่อบ้านวัยชราวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาพร้อมม้วนกระดาษสีแดงสดในมือ"ม้าเร็วจากเมืองหลวง... จดหมายจากคุณชายใหญ่และราชโองการขอรับ!"หลี่เฉิงวางถ้วยชาลงทันที มือที่เคยนิ่งสนิทในสนามรบกลับสั่นไหวเล็กน้อยยามรับจดหมายฉบับนั้นมา เขาคลี่ออกอ่านด้วยดวงตาที่เป็นประกาย เนื้อความในจดหมายสั้นกระชับ แต่เปี่ยมด้วยความปิติ'ลูกอกตัญญู หลี่เนี่ยน... บัดนี้ได้ผ่านการสอบหน้าพระ

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 358 : คฤหาสน์ที่เงียบเหงา

    บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลี่เงียบสงัดลงถนัดตาหลังจากเหล่าลูกนกบินออกจากรัง เสียงหัวเราะของเด็กแฝดและเสียงท่องตำราของอาเนี่ยนที่เคยดังเจื้อยแจ้ว บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยเสียงลมพัดใบไม้แห้งกลิ้งไปตามพื้นหินฤดูใบไม้ร่วงมาเยือนเจียงหนานเร็วกว่าปกติ ต้นท้อใหญ่กลางลานผลัดใบจนเหลือเพียงกิ่งก้านสีน้ำตาลเข้ม ตัดกับท้องฟ้าสีหม่นที่เริ่มทอแสงสีส้มแดงยามอัสดงเอี๊ยด... อ๊าด...ใต้ร่มเงาของกิ่งท้อที่ไร้ใบ เก้าอี้โยกตัวเก่าทำจากไม้หวายส่งเสียงดัง เป็นจังหวะเชื่องช้าร่างของชายชราในชุดคลุมสีเทาหม่นนั่งเอนกายอยู่อย่างสงบ 'มั่วเวิ่น' ในวัยไม้ใกล้ฝั่ง ผอมลงจนหนังหุ้มกระดูก เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลนราวกับหิมะบนยอดเขาเทียนซาน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้ฝ้าฟางลงตามกาลเวลา เหม่อมองไปยังทิศเหนือ... ทิศที่ลูกศิษย์คนโปรดและหลานๆ เพิ่งจากไปข้างกายเขา... มิใช่ความว่างเปล่า แต่มีเด็กสาววัยสิบสองปี หน้าตางดงามเฉลียวฉลาดนั่งคุกเข่าอยู่ หลี่ซินบุตรสาวคนเล็กของหลินหว่าน ผู้มีแววตาซุกซนแต่เปี่ยมด้วยปัญญา กำลังตั้งใจฟังคำสอนสุดท้ายอย่างจดจ่อ"ซินเอ๋อร์..." มั่วเวิ่นเอ่ยเสียงแหบพร่า มือสั่นเทาล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ห

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 357 : เส้นทางของลูกพยัคฆ์

    สายหมอกยามเช้าปกคลุมแม่น้ำแยงซีจนขาวโพลน อากาศเย็นยะเยือกแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าเข้าสู่ผิวเนื้อ บรรยากาศที่ท่าเรือส่วนตัวตระกูลหลี่ในวันนี้เงียบสงัด แตกต่างจากความคึกคักในวันวานเรือสำเภาขนาดย่อมจอดเทียบท่า โคลงเคลงตามแรงคลื่นเบาๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแผ่วเบาในความเงียบ บ่าวไพร่ยืนก้มหน้านิ่งสำรวมกิริยา ไม่มีใครกล้าส่งเสียงรบกวนช่วงเวลาสำคัญของเจ้านายอาเนี่ยนในวัยสิบเก้าปี สวมชุดบัณฑิตสีน้ำเงินเข้มเรียบง่าย ยืนตัวตรงสง่าผ่าเผยอยู่หน้าบิดามารดา เขาสะพายห่อผ้าเพียงใบเดียว ไม่นำทรัพย์สินมีค่าติดตัวไปมากมาย เพื่อยืนยันปณิธานที่จะสร้างตัวด้วยตนเองทว่า... เขาไม่ได้ไปเพียงลำพังข้างกายเขาคือบุรุษหนุ่มร่างสันทัดในชุดรัดกุมสีดำสนิท ใบหน้าคมเข้มฉายแววตื่นตัวตลอดเวลา 'โม่ชิง' บุตรชายของโม่หยิง ที่บัดนี้รับหน้าที่เป็นองครักษ์เงาติดตามนายน้อย สะพายดาบคู่ไขว้หลัง ยืนสงบนิ่งดุจรูปปั้น"พี่ใหญ่..." หลี่เยว่เสียงเครือ น้ำตาคลอเบ้า "ท่านไปเมืองหลวงแล้ว... ต่อไปใครจะคอยห้ามศึกเวลาข้าตีกับเจ้าบ้าหยางเล่า"อาเนี่ยนยิ้มบางๆ ยกมือลูบหัวน้องสาวและน้องชายด้วยความเอ็นดู"พวกเจ้าก็โตแล้ว... แถมยังขอท่านพ่อไปฝึกทหารท

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 356 : สิบปีผ่านไป

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผันดุจอาชาขาววิ่งผ่านช่องหน้าต่าง สิบปีผ่านไปไวเหมือนฝันตื่นหนึ่งต้นหลิวหน้าคฤหาสน์ตระกูลหลี่ที่เคยเป็นเพียงต้นกล้าสูงท่วมหัว บัดนี้แผ่กิ่งก้านสาขาใหญ่โตครึ้มเขียวขจี รากไม้ชอนไชยึดเกาะพื้นดินแน่นหนาดุจรากฐานของตระกูลที่หยั่งลึกลงในแผ่นดินเจียงหนานป้ายชื่อ 'หอโอสถจี้ซื่อ' ที่เคยเป็นเพียงแผ่นไม้ธรรมดา บัดนี้ถูกเปลี่ยนเป็นป้ายไม้มู่หนานเนื้อแข็งสีเข้ม สลักลวดลายเมฆมงคลและนกกระเรียน ลงรักปิดทองอย่างวิจิตรบรรจง ดูโอ่อ่าสมฐานะสำนักแพทย์อันดับหนึ่งแห่งภาคใต้ ที่ผู้คนต่างยกย่องว่าช่วยต่ออายุขัยให้ยืนยาวดุจนกกระเรียนสวรรค์กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ ผสมผสานกับเสียงท่องตำรายาของลูกศิษย์นับร้อยคนที่นั่งเรียงรายอยู่กลางลานบนระเบียงชั้นสองที่สามารถมองเห็นความวุ่นวายเบื้องล่างได้อย่างชัดเจน หลินหว่าน ในวัยสี่สิบปียังคงงดงามสะพรั่ง กาลเวลาไม่อาจพรากความงามไปจากนางได้ เพียงแต่เพิ่มกลิ่นอายความสง่างามและทรงภูมิปัญญาเข้ามาแทนที่ความสดใสในวัยเยาว์ข้างกายของนาง... สตรีร่างท้วมเล็กน้อยในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีน้ำตาลเข้มกำลังรินชาเก๊กฮวยให้อย่างรู้ใจ เสี่ยวจูอดีตสาวใช้ค

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 355 : รอยประทับแห่งกาลเวลา

    แสงตะวันยามเช้าสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้แกะสลัก กระทบลงบนคันฉ่องทองเหลืองที่ตั้งอยู่มุมห้อง หลี่เฉิงยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกเงา ใบหน้าคมเข้มที่เคยเปี่ยมด้วยความมั่นใจ บัดนี้กลับเคร่งเครียดราวกับกำลังวางแผนรับมือทัพข้าศึกนับแสนนิ้วมือหยาบกร้านค่อยๆ แหวกกลุ่มผมสีดำขลับที่ขมับขวา ดวงตาพยัคฆ์เพ่งเล็งไปที่ศัตรูตัวฉกาจ... เส้นผมสีขาวโพลนเพียงเส้นเดียวที่แทรกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบ'ผมสีดอกเลา'มันคือสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ... สาส์นท้าที่ประกาศว่ากาลเวลากำลังไล่ล่าเขาอย่างไม่ลดละ"บัดซบ..." หลี่เฉิงสบถพึมพำ กระชากเส้นผมเส้นนั้นทิ้งด้วยความหงุดหงิดเขารีบเดินออกจากห้องนอน ตรงไปที่ลานฝึกยุทธ์ สายตาเหลือบไปเห็น หลี่หยางและ หลี่เยว่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้อ สิ่งที่สะดุดตาเขาไม่ใช่ความน่ารัก แต่เป็นข้อมือและข้อเท้าของลูกแฝดที่โผล่พ้นชายเสื้อและขากางเกงออกมาเกือบหนึ่งคืบ"เสื้อผ้าพวกนี้... เพิ่งตัดเมื่อเดือนก่อนมิใช่หรือ?"ความหวาดระแวงก่อตัวขึ้นในอก... ลูกโตเร็วเกินไป หรือเวลาของเขาเดินเร็วผิดปกติ? ความทรงจำในวันนี้ พรุ่งนี้อาจเลือนหาย... เขาต้องหยุดมันไว้ยามบ่าย ณ ศาลาริมน้ำจิตรกรเอกชื่อดังอันดับหนึ่ง

  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 155 : เตรียมตัวออกเดินทาง

    ธงทิวสีเหลืองทองปักลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาโบกสะบัดต้านลมแรงอยู่เหนือขบวนรถม้าหลวงที่จอดเรียงรายยาวเหยียดหน้าประตูเมืองทิศเหนือของหยางโจว เสียงม้าศึกพ่นลมหายใจฟืดฟาดผสมกับเสียงกระทบของเกราะเหล็กดังประสานกันเป็นจังหวะ บ่งบอกถึงความพร้อมของกองกำลังพิทักษ์ที่เตรียมเคลื่อนพลหมอกยามเช้าเริ่มจางหาย เผยให้เห็

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-25
  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 28 : ป่วยกายป่วยใจ

    เปลวเทียนในตะเกียงน้ำมันใกล้จะมอดดับ ส่งแสงริบหรี่วูบไหวสะท้อนเงาตะคุ่มของโต๊ะตู้ภายในห้องนอนใหญ่ให้ดูบิดเบี้ยวผิดรูป กลิ่นสมุนไพรต้มรสขมปร่าลอยคลุ้งผสมปนเปกับกลิ่นเหงื่อกาฬที่ชุ่มโชกอยู่บนฟูกนอนหนานุ่มบนเตียงกว้าง ร่างสูงใหญ่ของหลี่เฉิงนอนกระสับกระส่าย ผ้าห่มแพรไหมราคาแพงถูกถีบลงไปกองอยู่ที่ปลายเ

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-18
  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 275 : โลกใต้ดิน

    ความมืดมิดในอุโมงค์ระบายน้ำโบราณนั้นหนาทึบจนแทบจับต้องได้ มันไม่ใช่แค่ความมืดที่ไร้แสงสว่าง แต่มันคือความมืดที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่าของสิ่งปฏิกูล ซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย และความชื้นแฉะที่กัดกินไปถึงกระดูกจ๋อม... จ๋อม...เสียงการเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในท่อแคบๆ นี้ คือเสียงร่างกายเล็ก

    last updateDernière mise à jour : 2026-03-31
  • วันที่ข้าหมดรัก ท่านกลับคุกเข่าอ้อนวอน   บทที่ 347 : ของขวัญจากสามี

    กลิ่นสมุนไพรแห้งที่เคยอบอวลในห้องปรุงยาของหอโอสถจี้ซื่อ บัดนี้เจือจางลงจนแทบสัมผัสไม่ได้ เสียงลิ้นชักไม้สักถูกดึงออกและกระแทกปิดดังต่อเนื่องกันหลายครั้ง บ่งบอกถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัวของผู้กระทำหลินหว่านยืนอยู่หน้าตู้ยาขนาดใหญ่ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นปม นิ้วมือเปื้อนคราบสมุนไพรกวาดไปในลิ้นชักช

    last updateDernière mise à jour : 2026-04-05
Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status