LOGINชิงป๋ายทู่แต่งให้แม่ทัพอูต้าฉง ยังไม่ทันได้เข้าหอ เขาก็ต้องกรีธาทัพจับศึกชายแดนใช้เวลา 2 ปีกว่าชายแดนจะสงบแล้วชิงแผ่นดินแคว้นเจาคืนมาได้ นอกจากจะนำชัยชนะมาสู่แคว้น ยังนำสาวงามทรงโตกลับมาด้วยถึงสอง
View More๑ กระต่ายน้อยคอยรัก
(อาจจะยังนะ)
ทหารเรือนแสนเคลื่อนพลเข้าเมืองหลวงแคว้นเจา ธงสกุลอูที่นำทัพโดยแม่ทัพอูต้าฉงโบกสะบัดพัดไสวไปตามสายลมหนาว หิมะโปรยปรายย้อมพื้นดินจนไม่เห็นสีดั้งเดิม อากาศยามนี้หนาวเย็นชวนให้นั่งผิงไฟอยู่หน้าเตาเผาทว่าชาวเมืองทั้งหลายกลับเต็มใจรอต้อนรับกองทัพตระกูลอูที่กรำศึกมานานถึงสองปีจนสามารถทวงคืนสามเมืองใหญ่ที่ถูกยึดไปให้หวนคืนสู่แคว้นเจาอีกครั้ง
แคว้นเจารักสงบ ฮ่องเต้เจาเทียนกวังไม่คิดแผ่ขยายอำนาจ สอดมือสาวเท้า สั่งไพร่พลให้ต้องใช้เลือดเนื้อเพื่อความเกรียงไกร ขอเพียงทวงคืนแผ่นดินที่เป็นของบรรพบุรุษกลับมาได้ก็พร้อมสั่งให้ทหารสลัดเสื้อเกราะหยิบจอมเสียมแทนดาบทำนา
เมื่อชายแดนกลับมาสงบอีกครั้งก็ทรงอนุญาตให้ทัพใหญ่ตระกูลอูกลับเมืองหลวง ทิ้งหน้าที่ปกปักรักษาชายแดนให้เป็นของกองทัพอุดรเช่นเดิม
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านแม่ทัพอยู่ตรงนั้นเจ้าค่ะ ขี่ม้าตัวสีดำใส่เสื้อเกราะนำทัพ”
ชิงป๋ายทู่หรี่ตามองตามปลายนิ้วของเสี่ยวเซฺว่ สาวใช้ร่างท้วมของนาง เพราะสายตาสั้นจึงมองเห็นทัพที่กรีธาเข้าเมืองเป็นภาพเลือนราง
“มองไม่เห็น”
ยามนี้ชิงป๋ายทู่กำลังยืนอยู่บนหอคอยหน้าประตูเมืองต้อนรับสามีในนามของนางที่เคยเห็นหน้ากันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็ตอนที่เข้าห้องหอ ทว่าไม่ได้ร่วมหอกันเนื่องจากวันนั้นเกิดสถานการณ์พิเศษ
มีรายงานจากชายแดนว่าแคว้นต้าหลี่ยึดสามเมืองใหญ่ของแคว้นเจาได้ อูต้าฉงในฐานะแม่ทัพใหญ่จำต้องกรีธาทัพไปช่วยจับศึก ทิ้งฮูหยินน้อยอย่างนางอยู่ที่จวนแม่ทัพ เป็นเจ้านายเพียงคนเดียวของจวน
“บ่าวจะเป็นหูเป็นตาให้คุณหนูเองเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเซฺว่กอดแขนเรียวเล็กของคุณหนูเอาไว้ บรรยายท่วงท่าสง่างามองอาจ เสื้อคลุมอัศวินปลิวไสวในยามที่ควบม้าเหยาะๆ เข้ามา
จนกระทั่งใกล้เข้ามาในระยะสายตาที่นางมองเห็นแล้ว ชิงป๋ายทู่ถึงเห็นว่าเขาดูเย่อหยิ่งมากกว่าที่คิด
“วันนั้นก็ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กันมากเสียด้วย ตอนนั้นท่าทางเขาเป็นแบบนี้หรือไม่”
ชิงป๋ายทู่เอ่ยกับตัวเองเบา ๆ เอียงคอสำรวจเขาอย่างสงสัย จนกระทั่งอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นสบตากัน ดวงตาคมดุ เย็นชา พร้อมจะแช่แข็งคนที่สบตาได้นั้นทำนางร่างชาวาบจนถอยเท้าหลบเข้ามาด้านในให้พ้นสายตาเขา
“คุณหนูเป็นอันใดเจ้าคะ”
เสี่ยวเซฺว่โอบร่างบางของคุณหนูเอาไว้ น้ำเสียงห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด
“ดุ! ฟูจวินเป็นคนดุเช่นนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรหรือไม่”
ชิงป๋ายทู่เอามือทาบอกไว้ สองปีในจวนแม่ทัพของนางอิสระกว่าตอนอยู่บ้านเดิมนัก
จวนแม่ทัพไม่มีฮูหยินผู้เฒ่าหรือนายท่านผู้เฒ่า นางจึงเป็นเจ้านายเพียงคนเดียวที่จัดการดูแลจวนแทนสามี ชีวิตนับว่าอิสระ อยากนอนตอนไหนก็ได้นอน อยากออกมานั่งผิงไฟเล่นด้านนอก เล่นดนตรี วาดภาพ ก็ไม่ต้องให้ความเกรงใจใคร แต่พอเจ้าของจวนที่แท้จริงกำลังกลับมา
นางเริ่มกังวลว่ายังจะมีชีวิตอิสระเหมือนเดิมหรือไม่ ยิ่งกังวลเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อเห็นสายตาคมดุคู่นั้น
“บ่าวได้ยินมาว่าท่านแม่ทัพเคร่งในระเบียบวินัยนัก แต่นั่นก็เป็นกับเหล่าทหาร คุณหนูในฐานะฮูหยินท่านแม่ทัพอาจจะได้รับการยกเว้นเจ้าค่ะ”
เสี่ยวเซฺว่ทราบว่าคุณหนูของนางไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ ท่าทางคล้ายเรียบร้อยเชื่อฟังแต่กลับดื้อรั้น นางจึงปลอบเจ้านายเช่นนี้แม้ในใจจะไม่มั่นใจเลยสักนิด
“อาจจะ แปลว่า ไม่แน่ใจ”
ชิงป๋ายทู่กลั้นใจยื่นหน้าไปมองด้านล่างอีกครั้งก็เห็นว่าขันทีประจำพระองค์กำลังกล่าวต้อนรับกองทัพแทนฮ่องเต้เจาเทียนกวังอยู่
นางเบาใจที่เขาไม่ได้ให้ความสนใจนางแล้วจึงได้เลื่อนสายตาไปสำรวจกองทัพ ในตอนนั้นเองที่นางสะดุดตาเข้ากับรถม้าคันใหญ่ด้านหลังองครักษ์เกราะดำทั้งหลาย ตอนแรกนางคิดว่าเป็นรถม้าขนย้ายสัมภาระ
จนกระทั่งเห็นเล็บมือปลอมยื่นออกมาเปิดม่านหน้าต่างรถม้าดูเหตุการณ์ด้านนอก นางถึงเห็นว่าเป็นสาวงามที่ดูมีเสน่ห์แม้แต่กับสตรีเพศด้วยกันเอง
“สตรี! ท่านแม่ทัพพาสตรีมาด้วยหรือเจ้าคะคุณหนู”
ชิงป๋ายทู่ใช้สายตาพิจารณาหญิงสาวคนนั้นอย่างละเอียดขึ้น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอีกครั้งเมื่อเห็นว่ามีสตรีที่ดูอ่อนเยาว์กว่าสตรีเล็บยาว หน้าขาว ปากแดงเมื่อครู่ยื่นหน้าออกมาดูสถานการณ์ด้านนอกด้วยอีกคน
จบกัน ข้าไม่ได้ต้องรับมือท่านแม่ทัพแค่คนเดียวแล้ว
“คุณหนู…บางที บางทีอาจจะเป็นแค่สตรีที่ติดรถมาด้วยก็ได้เจ้าค่ะ อาจจะไม่ใช่อย่างที่เราคิด”
ชิงป๋ายทู่ยื่นมือไปลูบแก้มอิ่มของเสี่ยวเซฺว่เบา ๆ ไม่ให้นางต้องมาเคร่งเครียดแทนตน
“อย่าหลอกตัวเองเลย พวกนางนั่งรถม้า มีองครักษ์คุ้มกันด้วยเช่นนี้ย่อมเป็นสตรีคนสำคัญของท่านแม่ทัพ เรากลับจวนไปตั้งหลักก่อนเถอะ”
“เจ้าค่ะคุณหนู”
สองสาวจับมือกันเดินไปที่บันไดเพื่อลงจากประตูหอคอย ที่นางสองคนขึ้นมาบนนี้ได้เป็นเพราะได้รับป้ายอนุญาตจากไท่จื่อหรือรัชทายาทหนุ่มซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้อง
เสด็จป้าของนางคือฮองเฮาแห่งแคว้นเจา พระนามว่า…ชิงมู่หราน!
“ทู่ทู่”
ชิงป๋ายทู่ชะงักเท้าอยู่เพียงเท่านั้นเมื่อได้ยินเสียงคุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง
นางหมุนตัวหันไปมองเขาแล้วย่อกายลงทำความเคารพบุรุษสูงศักดิ์ ท่วงท่าสง่างามเช่นเดียวกับใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“ไท่จื่อเกอเกอ”
ทั้งสองอายุห่างกันเกือบสิบปี ตั้งแต่จำความได้ ชิงป๋ายทู่ก็เรียกอีกฝ่ายว่าเกอเกอติดปาก ซึ่งอีกฝ่ายก็เต็มใจให้นางเรียกเช่นนี้ด้วย
“เจ้าจะไปไหน เพิ่งลงมาจากหอคอยมิใช่หรือ”
“ทู่ทู่จะกลับจวนเพคะ ได้มาหน้าเมืองก็ถือว่ามาต้อนรับแล้ว ในฐานะฮูหยินของเขา เท่านี้ก็เพียงพอแล้วกระมัง” ชิงป๋ายทู่หลุบตาลงต่ำ ไม่บอกไท่จื่อหนุ่มว่าเห็นสตรีที่สามีของนางพากลับมาด้วย
“ท่าทางเหมือนกระต่ายน้อยกำลังหลบภัยของเจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด…ว่ามา! เพิ่งประสบพบเจอเรื่องอันใดมาเล่า”
ชิงป๋ายทู่ไม่ตอบ เสี่ยวเซฺว่ทนไม่ได้จึงเป็นปากเป็นเสียงให้คุณหนู
“ท่านแม่ทัพพาสตรีกลับมาด้วยเพคะไท่จื่อเตี้ยนเซี่ย หากเป็นเชลยไม่มีทางได้นั่งรถม้าอย่างดีแบบนี้แน่ คุณหนูของบ่าวเสียใจนัก อย่างไรก็ต้องกลับไปพักใจที่จวนก่อน”
ชิงป๋ายทู่ยื่นมือไปบีบแก้มของสาวใช้ในทันที
“ใครบอกว่าข้าเสียใจ กล่าวอันใดระวังคำพูดด้วย”
ชิงป๋ายทู่ตั้งใจจะดุสาวใช้อย่างจริงจัง แต่ด้วยแก้มที่ป่องของนางทำให้ไม่ดูน่ากลัวเลยสักนิด
ไท่จื่อเจาฮั่นหลินเห็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าต้องรู้สึกอย่างไรระหว่างเอ็นดูกับเห็นใจ
“ที่จริงเกอเกอควรบอกเรื่องนี้เจ้าตั้งแต่แรก สายของเกอเกอรายงานมานานแล้วว่าอูต้าฉงรับอนุสองคนไว้ปรนนิบัติที่ค่ายชายแดนจริง ๆ แต่เจ้าวางใจ สถานะของพวกนางต่ำศักดิ์นัก จะเทียบกับพระนัดดาของฮองเฮาเช่นเจ้ายังห่างชั้นกันเกินไป”
ชิงป๋ายทู่ถอนหายใจ แอบตำหนิพี่ชายในใจว่า…
แล้วก็ไม่บอกข้าตั้งแต่แรกจะได้ทำใจ
“นี่เป็นเรื่องของท่านแม่ทัพ ทู่ทู่ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย ท่านแม่ทัพยังหนุุ่มยังแน่น จะมีสตรีไว้คอยปรนนิบัติสักคนสองคน ทู่ทู่ก็เข้าใจเพคะ”
“เสี่ยวทู่ทู่ฟังเกอเกอ เจ้าเป็นภรรยาเอก สามีจะรับสตรีสักคนเข้าจวนต้องไว้หน้าเจ้าถึงสามส่วน…จำไว้! เจ้าคือสตรีที่แต่งอย่างถูกต้องมีสักขีพยาน ห้ามทำตัวหงอ อย่าให้สตรีสองคนนั้นข้ามหัวเจ้าเป็นอันขาด”
ชิงป๋ายทู่หัวใจอุ่นวาบเมื่อได้รับกำลังใจจากญาติสนิท นางส่งยิ้มมุมปากให้เขาน้อย ๆ แล้วขอตัวนั่งรถม้ากลับจวนแม่ทัพ
ใช้เวลาราวครึ่งเค่อรถม้าถึงแล่นมาจอดหน้าจวนแม่ทัพ เสี่ยวเซฺว่ลงจากรถม้าก่อนเพื่อช่วยพยุงคุณหนูของนางลงมา หน้าจวนแม่ทัพมีองครักษ์ พ่อบ้านและบ่าวรับใช้ชายหญิงทั้งจวนมารอต้อนรับท่านแม่ทัพกลับจวน
“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพถึงหรือยังขอรับ”
เก่ออินองครักษ์คนสนิทของอูต้าฉงที่ประจำอยู่จวนแม่ทัพไม่ได้ไปร่วมศึกกับเจ้านายด้วยถามชิงป๋ายทู่อย่างตื่นเต้นเพราะไม่ได้เห็นหน้าเจ้านายและสหายที่ร่วมฝึกกันมาเกือบสองปีแล้ว
“ถึงหน้าเมืองแล้ว เดี๋ยวต้องเข้าวังไปถวายรายงานฝ่าบาทก่อนคงต้องรออีกสักพักใหญ่”
ว่าแล้วก็หันหน้าไปทางพ่อบ้านเหมา
“เรื่องที่ต้องเตรียมเรือนไว้ให้คนสนิทของท่านแม่ทัพ คาดว่าเก่ออินคงบอกพ่อบ้านเหมาแล้ว เรื่องต้อนรับทุกคนฝากพ่อบ้านเหมาจัดการด้วย เลยเวลานอนของข้าแล้ว” “ฮูหยิน คือว่า…”
ชิงป๋ายทู่ไม่รอฟังสิ่งที่เก่ออินจะพูด เดินด้วยจังหวะปรกติเข้าไปในจวน ตรงไปที่เรือนของตนเองเพื่อจะนอนกลางวันอย่างที่กล่าวเอาไว้
เก่ออินที่ยืนอยู่ที่เดิมถึงกับยกมือขึ้นลูบหน้า ทั้งรู้สึกผิดกับฮูหยินที่ปิดบังเรื่องนี้ ทั้งยุ่งยากใจแทนท่านแม่ทัพตนที่กลับเมืองหลวงวันแรกก็โดนฮูหยินน้อยหมางเมินเสียแล้ว
เขาหันไปมองพ่อบ้านเหมา
“ฮูหยินทราบเรื่องแล้ว คราวนี้ไม่ต้องจัดการอย่างเงียบ ๆ แล้ว”
พ่อบ้านเหมาบุรุษวัยกลางคนถอนหายใจแรง ใช้ชีวิตร่วมกับฮูหยินน้อยมาสองปีเขาย่อมใจเอนเอียงไปที่นาง
ทั้งยังเผลอรู้สึกไม่พอใจอูต้าฉงที่แอบซุกอนุเอาไว้ที่ค่ายชายแดนไม่พอยังพากลับมาที่จวนแม่ทัพที่เมืองหลวงอีก
“ฮูหยินน้อยใสซื่อไร้พิษสง จากนี้ก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้นาง อย่าให้สตรีทั้งสองนั้นมาแอบกระทำการลับหลังใด เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ/ขอรับพ่อบ้านเหมา”
สาวใช้และบ่าวชายรับคำอย่างแข็งขัน
แม้แต่เก่ออินที่เป็นคนของอูต้าฉงยังเผลอพยักหน้ารับไปด้วย ไม่รู้ว่าหากอูต้าฉงกลับมาจวนแม่ทัพแล้วทราบว่าคนเก่าแก่ของจวนถูกชิงป๋ายทู่ซื้อใจไว้หมดแล้ว…
จะรู้สึกอย่างไร!
///เชิงอรรถ///
1. ฟูจวิน หมายถึง สามี
2. เกอเกอ หมายถึง พี่ชาย
๑๘ในคืนที่เหน็บหนาวเตาเผาอันนี้อุ่นที่สุด“คุณหนู เก่ออินบอกว่ากองทัพของท่านแม่ทัพมาถึงหน้าเมืองแล้วเจ้าค่ะ ครั้งนี้ไม่มีรถม้าอนุมาด้วย เรารีบไปต้อนรับท่านแม่ทัพกันเจ้าค่ะ”ครั้งนี้ชิงป๋ายทู่ไม่ได้ออกไปต้อนรับสามีโดยให้เหตุผลว่ากลัวเห็นรถม้าบรรทุกคนงามกลับมาด้วย“ช่างเถิด อย่างไรก็ไปไม่ทันแล้ว รอฟูจวินกลับมาที่จวนเลยก็แล้วกัน”ชิงป๋ายทู่ในชุดที่พร้อมออกไปข้างนอกกลับมานอนรออยู่บนเตียงเช่นเดิม นางหลับตาลงสงบใจตัวเองไม่ให้เต้นรัวกับการกลับมาของเขา สงบใจไปสงบใจมาก็ผล็อยหลับไปไม่รู้ตัวเลยว่าในขณะที่ตนกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรานั้นกำลังมีผู้บุกรุก!อูต้าฉงที่ยังอยู่ในเสื้อเกราะเพราะหวังจะให้ฮูหยินได้เห็นความองอาจของตนเต็ม ๆ เป็นต้องผิดหวังเมื่อเห็นว่าหญิงสาวหลับไป“ท่านแม่ทัพ ให้บ่าวปลุกฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ”อูต้าฉงยกนิ้วชี้อังริมฝีปากเอาไว้ สัญลักษณ์ให้นางเงียบเสียง เสี่ยวเซฺว่ยกนิ้วชี้อังริมฝีปากตามเขา พยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเดินออกไปจากห้องนอนชายหนุ่มคิดจะนั่งลงบนเตียงนางไม่ดีกว่า สกปรกแต่เมื่อคิดได้ว่าตนไม่สะอาดพอก็ทำเพียงยืนข้างเตียง มองใบหน้าน่ารักที่กำลังหลับตาพริ้มด้วยสายตาคิดถึง โหยหา
๑๗สองปีเทียบไม่ได้เลยกับสองเดือนนี้“เปิ่นหวางมีธุระต้องออกไปทำนอกเมือง กล้าขวางเปิ่นหวางเช่นนั้นหรือ”ยามนี้รถม้าองค์ชายห้าถูกขวางเอาไว้โดยทหารรักษาเมือง เขากะเอาไว้แล้วว่าต้องโดนขวางทางจึงได้ให้ชิงป๋ายทู่ซ่อนกายในรถม้า มีองค์ชายห้ายื่นหน้าออกหน้าต่างรถม้าเพียงคนเดียวยามนี้ชิงป๋ายทู่เหงื่อแตกเต็มใบหน้าแล้ว!“ขอประทานอภัยองค์ชายห้า มีรับสั่งจากเบื้องบนให้ค้นรถม้าทุกคันที่ออกจากเมือง แน่นอนว่ารถม้าคันนี้ก็ไม่ได้รับการยกเว้น”องค์ชายห้ากัดฟัน แกล้งทำเสียงเข้มข่มขู่นายกอง“ทหารชั้นผู้น้อยอย่างพวกเจ้าไม่เห็นเปิ่นหวางอยู่ในสายตาเลยสินะ เปิ่นหวางสั่งลงโทษเจ้าฐานหมิ่นเบื้องสูงได้ เจ้าทราบหรือไม่”นายกองส่งยิ้มบางให้องค์ชายห้าพร้อมโค้งตัวลงคารวะ องค์ชายห้าเห็นเช่นนั้นก็หลุดยิ้ม แต่แล้วรอยยิ้มก็หายไปเมื่อนายกองออกคำสั่งให้คนบังคับรถม้าเบี่ยงไปจอดข้างประตูเพื่อไม่ให้การจราจรติดขัดในเมื่อไม่ให้ค้นก็ทำได้แต่ประวิงเวลาไปก่อน ไท่จื่อเสด็จมาเมื่อไรย่อมมีวิธีจัดการอนุชา!“นี่! ข้าคือองค์ชายห้า กล้าออกคำสั่งเช่นนี้กับข้าหรือ…อาเฟิงบังคับรถม้าไปที่เดิม เปิ่นหวางยังไม่ได้สั่งเจ้ากล้าขัดคำสั่งเปิ่นหว
๑๖จะเป็นนางเอกเรื่องจอมใจท่านแม่ทัพเช้าวันต่อมาชิงป๋ายทู่ยังคงนอนบนเตียง เพราะกลับสู่สถานการณ์เช่นเมื่อก่อน เสี่ยวเซฺว่จึงไม่ได้ปลุกนายสาว ปล่อยให้นางได้นอนอย่างเต็มที่ ชดเชยเมื่อคืนนี้ที่กว่าจะเข้านอนก็เข้าสู่เที่ยงคืนของวันใหม่แล้วทว่า…แม้เสี่ยวเซฺว่ไม่ปลุกนาง ความคุ้นชินบางอย่างก็ทำให้ชิงป๋ายทู่ได้ยินเสียงคุ้นหูคล้ายดังอยู่ด้านนอกเรือนนอนของนาง เสียงที่มาปลุกนางตลอดเกือบหนึ่งเดือนมานี้‘ฮูหยิน เช้าแล้วตื่นมาทานข้าวเช้าด้วยกันเร็ว’“อื้อ~ขออีกหนึ่งก้านธูปเจ้าค่ะฟูจวิน”ชิงป๋ายทู่บิดขี้เกียจ พูดเสียงอ้อแอ้ในลำคอ จังหวะนั้นเสี่ยวเซฺว่ถือถังน้ำอุ่นเข้ามาในห้องพอดี นางวางถังน้ำอุ่นเอาไว้แล้วยื่นหน้าไปใกล้ ๆ นายสาวฟังว่านางพูดอะไร“...ขอนอนอีกนิดเจ้าค่ะฟูจวิน”เสี่ยวเซฺว่ได้ยินชิงป๋ายทู่ละเมอถึงสามีก็เบะปาก น้ำตาคลอเพราะสงสารคุณหนูที่ต้องห่างจากสามีอีกแล้ว“โธ่~คุณหนูของข้า ทั้งเมืองหลวงนี้จะมีใครน่าสงสารเท่าคุณหนูของข้าอีกหรือไม่”เสี่ยวเซฺว่ขึ้นเตียงเจ้านายแล้วกอดนางเอาไว้ ชิงป๋ายทู่พลันรู้สึกหายใจไม่ออก ชั่วขณะนั้นนางเปลี่ยนเป็นฝันเรื่องอื่น ฝันว่าตนถูกงูรัดพอนางดิ้น เสี่ยวเซฺว่ถึ
๑๕สถานการณ์พิเศษเข้าแทรกซ้อนเพราะมีประสบการณ์จากงานเลี้ยงในวังหลวงคืนวันนั้นแล้ว อูต้าฉงไม่แตะสุราเลยแม้แต่น้อย พลาดครั้งแรกถูกเล่าลือไปทั้งแวดวงขุนนาง หากเขาพลาดครั้งนี้ไม่แคล้วโดนอูลาลาล้อไปยังลูกเข้าพิธีสวมกวานงานเลี้ยงวันเกิดในคืนนี้เชิญเฉพาะญาติสนิทเท่านั้น เมื่อตู้หลางเห็นว่าแขกที่เชิญมาทุกคนอยู่ด้านในจวนหมดแล้วก็สั่งให้บ่าวปิดจวน เริ่มทยอยยกอาหารขึ้นโต๊ะแล้วเริ่มการแสดงงิ้วคณะดังได้ชิงป๋ายทู่ทานอาหารก่อนใครเริ่มอิ่มแล้ว ตอนนี้นางกำลังดื่มสุราโดยมีขนมแกล้มนางเพียงคนเดียวดื่มไปหมดขวดแล้ว ทว่าท่าทางยังคงปรกติ ไม่มีท่าทีเมามาย เรียกสายตาอึ้งทึ่งจากบุรุษที่นั่งอยู่ข้างกายนางยิ่งแล้ว“ฮูหยินดื่มเก่งแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรหรือ”“ข้าดื่มทุกวันเจ้าค่ะ ต้าเกอ ถานเกอกลัวข้าถูกมอมสุราเลยฝึกให้ข้าดื่มเข้าไว้จะได้ไม่เสียทีใคร ฟูจวินเสียอีก ดื่มสามจอกก็เมาแล้ว”“วิชายุทธ์ที่ฟูจวินฝึกอยู่ต่อต้านสุรา หากดื่มเกินสามจอก หน้าผีก็เห็นเป็นหน้าคนได้”อูต้าฉงนึกถึงเหตุการณ์คืนที่ตนเมาสุราแล้วเผลอมีความสัมพันธ์ที่เกินเลยกับเสี่ยวหลินชิงป๋ายทู่เห็นชายหนุ่มเงียบไปก็ยื่นหน้าไปมองเขา โบกมือเบา ๆ ตรงหน้า











