LOGINรอยยิ้มจาง ๆ ระบายขึ้นบนริมฝีปากคู่สวย เมื่อสายตาเหลือบมองไปเห็นแหวนเพชรเม็ดน่ารักบนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนแต่งงานที่เธอยังคงสวมมันติดตัวมาตั้งแต่วันเข้าพิธีจวบจนตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่ปีแล้วที่มันยังเป็นตรารักของเขาที่มีต่อเธอ ถึงแม้ความรักนั้นอาจจะจืดจางไปแล้วแต่แหวนวงนี้ก็ยังทำให้เธอมีรอยยิ้มได้ทุกครั้งที่จ้องมอง
ฟริ้ง ฟิ้ง ฟิ้ง
เสียงโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกระจกกลมกลางห้องนั่งเล่นกรีดเสียงร้องขึ้นเมื่อมีคนโทรเข้ามาหา รัญชิดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะรีบกดรับสายเมื่อเห็นชื่อของคนโทร
"สวัสดีค่ะ พี่ณัส" เสียงหวานกรอกผ่านไปตามสายตอบรับคนที่โทรเข้ามา
(สวัสดีจ้ะรัญ วันนี้ไอ้ภาคย์มันไปทำงานหรือเปล่า)
"ไปค่ะ พี่ณัสมีอะไรหรือเปล่าคะ"
(ไม่มีเรื่องด่วนหรอกจ้ะ พี่โทรหามันแต่มันไม่ยอมรับสาย เลยต้องโทรมาหารัญแทน)
ปาณัสม์เพื่อนสนิทของภัควัฒน์ และเคยตามขายขนมจีบรัญชิดามาแล้วด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อเธอตกลงคบหากับภัควัฒน์เขาจึงตัดใจและกลายมาเป็นแค่พี่ที่สนิทกับเธอแทน
"พี่ภาคย์คงออกไปดูงานที่ไซต์ก่อสร้างมั้งคะ"
บริษัท เรียลดรีมดีไซน์แอนด์คอนสตรัคชั่น เป็นบริษัทที่ภัควัฒน์ก่อตั้งขึ้นมาด้วยตัวเองตั้งแต่เพิ่งเรียนจบ ถึงแม้จะเป็นบริษัทที่ไม่ใหญ่โตมากมาย แต่ก็ได้รับความนิยมจากลูกค้าหลายระดับชั้น บริษัทของภัควัฒน์จึงจัดว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงอยู่พอสมควร
(ถ้าอย่างนั้น พี่ฝากเรื่องกับน้องรัญไว้แล้วกันนะครับ คือ พรุ่งนี้พี่จะเลี้ยงวันเกิด เลยอยากชวนไอ้ภาคย์กับน้องรัญไปเป็นเกียรติด้วย หวังว่าน้องรัญคงจะให้เกียรติพี่นะครับ)
ปาณัสม์แกล้งพูดให้ดูเป็นทางการเพื่อหยอกเล่นกับ รัญชิดา เพราะความเป็นกันเองนี้จึงทำให้รัญชิดาให้ความสนิทสนมกับเพื่อนของสามีคนนี้อย่างสนิทใจ
"แค่พี่ณัสม์บอก รัญก็ไปอยู่แล้วค่ะ ไม่เห็นต้องเป็นทางการขนาดนั้นเลย"
(ไม่ได้สิครับ พูดกับน้องรัญพี่ต้องพูดเป็นทางการหน่อย ถ้าพูดกันเองเกินไปเดี๋ยวไอ้ภาคย์หึงอีก มันยิ่งหวงเมียคนสวยของมันอยู่ด้วย)
รัญชิดาหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยกับคำพูดของปาณัสม์ ภัควัฒน์เคยหึงและหวงเธอมากอย่างที่ปาณัสม์ว่า แต่นั่นมันก็หลายปีมาแล้ว ตอนนี้เขาแทบจะไม่มีความรู้สึกแบบนั้นหลงเหลือให้เธออีกแล้ว
"เอาไว้รัญจะบอกพี่ภาคย์ให้นะคะ"
(ขอบใจจ้ะ แต่น้องรัญต้องมานะครับ)
"รัญไปแน่นอนค่ะ พี่ณัสม์"
(โอเคจ้ะ งั้นแค่นี้นะ)
วางสายจากปาณัสม์ รัญชิดาก็เร่งจัดการกับออเดอร์ของลูกค้าต่อ จดรายการเสร็จก็แพ็กสินค้าลงกล่อง เมื่อครบถ้วนทุกคำสั่งซื้อก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาผู้เป็นสามี
ภัควัฒน์เคยสั่งเธอเอาไว้ตั้งแต่วันที่เธอเริ่มขายของออนไลน์ว่า หากต้องออกไปส่งของให้ลูกค้าให้เธอโทรหาเขาแล้วเขาจะมารับเธอออกไปส่งของด้วยตัวเอง ทุกครั้งหลังแพ็กสินค้าเรียบร้อยเธอจึงต้องโทรไปหาภัควัฒน์ตามที่เขาสั่งการเอาไว้ บริษัทของชายหนุ่มอยู่ห่างจากบ้านประมาณยี่สิบนาที ประกอบกับงานของภัควัฒน์ค่อนข้างเป็นอิสระจึงสามารถออกมารับเธอได้ทุกครั้งตามที่เธอเรียกหา
เสียงเรียกรอสายอยู่เกือบสิบนาที ก็ยังไม่มีการตอบรับจากปลายสาย เขาคงจะติดงานหรือไม่ก็กำลังประชุมจึงไม่สามารถรับสายของเธอได้ เหตุผลที่รัญชิดามักจะบอกกับตัวเองอยู่บ่อย ๆ ในช่วงหนึ่งปีหลัง เมื่อภัควัฒน์รับสายที่เธอโทรหาช้าหรือบางทีก็ไม่รับเสียเลย บริษัทของเขากำลังเติบโตขึ้น คงทำให้เขามีงานเข้ามามากขึ้นกว่าปีแรก ๆ ทีว่างจนสามารถรับสายของเธอได้ตั้งแต่เสียงเรียกเข้าเพิ่งจะดังขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว
เมื่อติดต่อภัควัฒน์ไม่ได้รัญชิดาจึงคิดจะออกไปส่งของด้วยตัวเอง แต่เธอก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้นทิ้งเพราะนึกขึ้นได้ว่าเคยมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธอออกไปส่งของด้วยตัวเองโดยที่ไม่บอกเขา เมื่อเขารู้ก็กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนพาลให้ทะเลาะกัน
ในความสัมพันธ์ที่กำลังดำดิ่งอย่างเช่นทุกวันนี้ เธอจึงไม่อยากทำอะไรที่จะทำให้ภัควัฒน์ไม่พอใจ เขาอยากให้เธอทำแบบไหน เธอก็จะทำตามคำสั่ง เพียงเพราะคิดว่าหากเธอยอมทำตามความต้องการของเขา อยู่ในโอวาทของเขา บางทีความรักที่ลดน้อยถอยลง มันอาจจะกลับคืนมาเต็มในหัวใจของเขาดังเช่นเดิม
สมาร์ตโฟนคู่ใจ ถูกยกขึ้นต่อสายหาภัควัฒน์อีกครั้ง เสียงเรียกรอสายดังติดต่อกันยาวนานจนสายหลุดไปหลายรอบ แต่เธอก็ยังไม่ละความพยายาม จนในที่สุด...
(มีอะไรรัญ โทรมาทำไมตั้งหลายสาย)
น้ำเสียงค่อนไปทางไม่พอใจตอบรับกลับมาหลังจากที่เขากดรับสายของเธอ
"รัญจะบอกพี่ภาคย์ว่า รัญจะออกไปส่งของน่ะค่ะ พี่ภาคย์จะมารับรัญได้ไหมคะ" เขาตะคอกตอบแต่เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหูด้วยความเกรงใจ เผื่อเขากำลังยุ่งอยู่กับงาน
(พี่ไม่ว่าง รัญออกไปเองแล้วกัน แค่นี้นะ)
ครั้งแรกนับว่าเป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่เขาบอกให้เธอออกไปด้วยตัวเอง แต่เป็นหลายครั้งที่เขาไม่คิดจะรอฟังหรือถามว่าเธอยังมีเรื่องอื่นที่อยากพูดกับเขาอีกหรือเปล่า
"รัญอยากถามพี่ว่า จะซื้ออะไรเป็นของขวัญให้พี่ณัสม์ดี" รัญชิดาได้แต่พูดกับหน้าจอที่ดำมืดลงเพราะคนในสายตัดการเชื่อมต่อกับเธอไปตั้งแต่ที่เธอยังไม่ได้อ้าปากถามด้วยซ้ำ เขาอาจจะยุ่งเธอพอจะเข้าใจ แต่หากเขาจะรับฟังเธอแค่สักหนึ่งนาทีก็ไม่ได้เชียวหรือ
รัญชิดาได้แต่ตัดพ้อกับหน้าจอโทรศัพท์ ก่อนจะลุกไปแต่งตัวเพื่อเตรียมออกไปส่งสินค้าด้วยตัวเอง เขาไม่สนใจ เขาไม่ว่าง เขาไม่พอใจ แล้วยังไง เธอก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี อยากรักษาความรักที่มีต่อเขาเอาไว้ เธอก็ต้องทนอยู่ในมุมที่เขาให้อยู่อย่างเงียบ ๆ และปลอบใจให้กำลังใจตัวเองต่อไปเพียงลำพัง
ส่งของให้ลูกค้าเสร็จรัญชิดาก็ตรงไปยังห้างสรรพสินค้าเพื่อเลือกซื้อของขวัญที่น่าจะเหมาะกับปาณัสม์ เพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ไม่ต้องรบกวนภัควัฒน์อีก เมื่อเขากลับจากทำงานก็จะได้ไปงานวันเกิดของเพื่อนเลย
รัญชิดากลับมาถึงบ้านก่อนเวลาอาหารเย็นประมาณครึ่งชั่วโมง วางสัมภาระของตัวเองเสร็จก็ต้องรีบวิ่งเข้าครัวเพื่อเตรียมมื้อเย็นให้เรียบร้อยก่อนที่ภัควัฒน์จะกลับมาถึง รัญชิดานับว่าเป็นภรรยาที่ไม่เคยมีความบกพร่องต่อหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะงานบ้าน งานครัว เธอก็ทำได้ทุกอย่างโดยที่ภัควัฒน์ไม่เคยต้องติเตียนเธอเลยสักครั้ง ตื่นเช้าก่อนไปทำงานหญิงสาวก็เตรียมชุดทำงานไว้เรียบร้อย เข้าห้องน้ำก็บีบยาสีฟันไว้ให้พร้อมใช้ ออกมายังโต๊ะอาหารก็มีมื้อเช้าหน้าตาน่าทานรสชาติอร่อยจัดเตรียมไว้รอ กลับมาตอนเย็นก็มีเมนูเอาใจผู้เป็นสามี เรียกได้ว่าภัควัฒน์แทบจะไม่ต้องทำอะไรด้วยตัวเองเลยก็ว่าได้
แต่คงเพราะหักโหมและตรากตรำกับงานบ้านและปรนนิบัติสามีเพื่อให้เขาถูกใจจนมากเกินไป ความสวยของเธอจึงลดน้อยถอยลงไปพอสมควร รัญชิดาซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงหนึ่งปีให้หลัง แต่จะโทษเพราะงานบ้านไปเสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะเหตุผลหลักที่ทำให้เธอไม่เหลือร่องรอยแห่งความสวยอยู่บนใบหน้านั้นก็คือ ความรักของภัควัฒน์ที่เริ่มจะเลือนรางลงไปนั่นต่างหาก
เขาไม่รักเธอก็ยิ่งเครียด เขาหมางเมินเธอก็ยิ่งคิดมาก คิดทุกอย่างเพื่อเอาใจเขา ทำทุกอย่างเพื่อให้เขาพอใจจนลืมดูแลคนสำคัญที่เธอควรจะใส่ใจ
คนสำคัญที่สุดของชีวิตที่ชื่อว่า 'รัญชิดา'
"เดี๋ยวรัญไปตักเองค่ะพี่ณัสม์ พี่ภาคย์คงเหนื่อยน่ะค่ะ พี่ณัสม์จะเอาอะไรไหมคะเดี๋ยวรัญตักมาเผื่อ" รัญชิดาพูดแทรกขึ้นอีกครั้งก่อนที่ปาณัสม์จะตอบโต้ภัควัฒน์กลับไปเป็นครั้งที่สอง"พี่ว่าพี่ไปตักให้น้องรัญเองดีกว่า" สามีไม่สนใจแต่เขาที่เป็นเจ้าของวันเกิดก็ทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ยิ่งเห็นสีหน้าหมองเศร้าอย่างรู้ชะตาตัวเองของรัญชิดาเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสารจนจับใจ"ไม่เป็นไรค่ะพี่ณัสม์ รัญไปตักเองจะได้เลือกที่อยากทานด้วยค่ะ""เอางั้นก็ได้จ้ะ" ปาณัสม์ยิ้มอ่อนให้รัญชิดาก่อนที่หญิงสาวจะลุกออกไปโต๊ะ แล้วหันมาหาภัควัฒน์ที่ยังนั่งนิ่งไม่สนใจโลกอยู่ข้างเขา"ไอ้ภาคย์ มึงเป็นอะไรมากไหม กูรู้สึกว่ามึงไม่ค่อยจะสนใจน้องรัญเหมือนเมื่อก่อนหรือว่ามึงทะเลาะกับน้องรัญ" อาการมึนตึงไม่สนใจ ไม่เทคแคร์ ไม่อยู่ในสายตา คล้ายกับคนที่กำลังมีเรื่องผิดใจกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นสามีและภรรยา ที่คงจะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง"เปล่า" แต่คำตอบของภัควัฒน์กลับยิ่งทำให้ปาณัสม์เกิดความสงสัย ถ้าบอกว่าทะเลาะกันเขาก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ไม่ทะเลาะแล้วยังทำเหมือนคนไม่รู้จักแบบนี้ มันเกินกว่าที่เขาจะหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง"แล้ว
รัญชิดาเงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านที่เขียนด้วยสีดำคำโตว่า Bliss (บลิส) สามทุ่มกว่าแท็กซี่ก็พาเธอมาส่งยังหน้าร้านที่เธอไม่เคยจะมาเลยสักครั้ง สายตาคู่งามมองตรงไปยังประตูทางเข้า แสงหลากสีจากในร้านคงจะทำให้เธอหาโต๊ะของปาณัสม์ได้ไม่ง่าย ทีแรกเธอเข้าใจว่างานวันเกิดของปาณัสม์คงจะจัดที่บ้านของเขา บรรยากาศแบบสบาย ๆ ไม่มีอะไรมากมาย แต่เมื่อมาเห็นว่าเป็นร้านสำหรับนักท่องเที่ยวยามราตรีแบบนี้ เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหนก่อนดี เข้าร้านไปก่อนหรือจะหยุดรอภัควัฒน์อยู่ที่นอกร้าน ถ้าภัควัฒน์มาถึงแล้วเห็นว่าเธอยังรอเขา เขาจะหงุดหงิดใส่เธออีกหรือเปล่าหรืออาจจะทำให้เขาคิดว่า เธอทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นเหมือนที่เขาเคยต่อว่าเธออยู่บ่อย ๆโทรศัพท์เครื่องเล็กถูกหยิบออกมาใช้เพื่อสื่อสารกับเจ้าของวันเกิด โทรให้ปาณัสม์ออกมารับคงดีกว่ายืนรอภัควัฒน์ที่อาจจะอารมณ์เสียเมื่อมาถึงแล้วเห็นเธอยืนรอเขาอยู่ด้านหน้า ต่อสายอยู่ได้ไม่นานปาณัสม์ก็รับสายและเดินออกมาต้อนรับรัญชิดาที่ยืนรออยู่หน้าร้าน"น้องรัญ ทำไมมาคนเดียวล่ะ แล้วไอ้ภาคย์ไปไหน" ปาณัสม์เอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนนิ่งเพียงลำพังอยู่หน้าร้าน ปกติหากเห็นรัญชิดาเขาก็ต้องเห
เมนูโปรดของภัควัฒน์จัดวางอยู่ในจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมชวนกินลอยฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน ไอร้อนของอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ ยังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ รัญชิดาจัดเตรียมโต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย พร้อมทาน ตักข้าวใส่จาน รินน้ำใส่แก้ว เพื่อที่ภัควัฒน์กลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ จะได้ลงมือทานโดยไม่เสียเวลาหนึ่งทุ่มกว่าคือเวลาทานอาหารเย็นของบ้าน แต่วันนี้นาฬิกาข้างฝาผนังบอกเวลาสองทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว อาหารทุกจานก็ยังคงปริมาณอยู่เท่าเดิม ไอร้อนจางหายไปเปลี่ยนเป็นความเย็นชืดเข้ามาแทนที่ ภัควัฒน์ไม่เคยกลับบ้านผิดเวลา หรือหากวันไหนที่เขาติดงานก็จะโทรมาบอกก่อนทุกครั้ง แต่เธอคงลืมไปว่าครั้งสุดท้ายที่เขาโทรหาเพื่อบอกเวลากลับบ้านก็ตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้วใบหน้าสวยชะเง้อหามองทางประตูบ้านที่ยังคงปิดสนิท ท้องที่ว่างเปล่าเริ่มจะส่งเสียงร้องเพราะเลยเวลาอาหารมานานพอสมควร มือบางหยิบโทรศัพท์และวางลงที่เดิมอยู่หลายครั้ง อยากจะโทรถามภัควัฒน์แต่เธอก็ไม่กล้า หญิงสาวได้แต่จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง พลันเกิดคำถามขึ้นมาในหัวใจอย่างเงียบ ๆตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะโทรถามเวลากลับบ้านของภัควัฒน์ ทั้งที่เมื
รอยยิ้มจาง ๆ ระบายขึ้นบนริมฝีปากคู่สวย เมื่อสายตาเหลือบมองไปเห็นแหวนเพชรเม็ดน่ารักบนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนแต่งงานที่เธอยังคงสวมมันติดตัวมาตั้งแต่วันเข้าพิธีจวบจนตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่ปีแล้วที่มันยังเป็นตรารักของเขาที่มีต่อเธอ ถึงแม้ความรักนั้นอาจจะจืดจางไปแล้วแต่แหวนวงนี้ก็ยังทำให้เธอมีรอยยิ้มได้ทุกครั้งที่จ้องมองฟริ้ง ฟิ้ง ฟิ้งเสียงโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกระจกกลมกลางห้องนั่งเล่นกรีดเสียงร้องขึ้นเมื่อมีคนโทรเข้ามาหา รัญชิดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะรีบกดรับสายเมื่อเห็นชื่อของคนโทร"สวัสดีค่ะ พี่ณัส" เสียงหวานกรอกผ่านไปตามสายตอบรับคนที่โทรเข้ามา(สวัสดีจ้ะรัญ วันนี้ไอ้ภาคย์มันไปทำงานหรือเปล่า)"ไปค่ะ พี่ณัสมีอะไรหรือเปล่าคะ"(ไม่มีเรื่องด่วนหรอกจ้ะ พี่โทรหามันแต่มันไม่ยอมรับสาย เลยต้องโทรมาหารัญแทน)ปาณัสม์เพื่อนสนิทของภัควัฒน์ และเคยตามขายขนมจีบรัญชิดามาแล้วด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อเธอตกลงคบหากับภัควัฒน์เขาจึงตัดใจและกลายมาเป็นแค่พี่ที่สนิทกับเธอแทน"พี่ภาคย์คงออกไปดูงานที่ไซต์ก่อสร้างมั้งคะ"บริษัท เรียลดรีมดีไซน์แอนด์คอนสตรัคชั่น เป็นบริษัทที่ภัควัฒน์ก่อตั้งขึ้นมาด้วยตัวเองตั้งแต่เพ
'ขอให้ครองรัก ครองสุข อยู่ด้วยกันไปจนแก่จนเฒ่า''ขอให้รักกันยืนยาวจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร''ขอให้รักกันนาน ๆ มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง'คำอวยพรที่มาพร้อมรอยยิ้มเพื่อมอบให้แก่คู่รักที่กำลังจะเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ ความหมายของทุกถ้อยคำในประโยคเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่อยากให้เป็นอย่างที่เอ่ยออกมา แต่ใครจะรู้ว่าคนสองคนที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจะเป็นไปตามอย่างคำอวยพรหรือเปล่ากี่คู่ กี่คนที่ประสบความสำเร็จตามคำอวยพรเหล่านั้น และกี่คู่ กี่รักที่ต้องร้างราแยกทาง ไม่หลงเหลือร่องรอยแห่งความชื่นชมยินดีในวันแต่งงาน'รัญชิดา' นิ่งมองหน้าผู้ชายอันเป็นที่รัก คนที่เธอยอมมอบกาย มอบหัวใจให้เขาครอบครอง สิบปีแล้วที่รู้จักกับผู้ชายคนนี้มา หกปีที่คบหาและสี่ปีสำหรับชีวิตของการแต่งงาน นับรวมกันได้ก็เป็นเวลาสิบปีพอดิบพอดีแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาระดับเดือนของมหาวิทยาลัย แต่วันแรกที่เจอกันเธอก็ไม่เคยคิดจะสนใจ ไม่มองตามเวลาเดินผ่าน ไม่ทักทายเวลาที่เขายิ้มให้ และไม่แม้แต่จะชายตามองในตอนที่เขาจงใจเข้ามาทำความรู้จัก ไม่ใช่เพราะหยิ่งแต่เพราะเธอไม่คิดจะสนใจผู้ชายคนไหนเลยต่างหากชีวิตของเ







