LOGIN"เดี๋ยวรัญไปตักเองค่ะพี่ณัสม์ พี่ภาคย์คงเหนื่อยน่ะค่ะ พี่ณัสม์จะเอาอะไรไหมคะเดี๋ยวรัญตักมาเผื่อ" รัญชิดาพูดแทรกขึ้นอีกครั้งก่อนที่ปาณัสม์จะตอบโต้ภัควัฒน์กลับไปเป็นครั้งที่สอง
"พี่ว่าพี่ไปตักให้น้องรัญเองดีกว่า" สามีไม่สนใจแต่เขาที่เป็นเจ้าของวันเกิดก็ทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ยิ่งเห็นสีหน้าหมองเศร้าอย่างรู้ชะตาตัวเองของรัญชิดาเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสารจนจับใจ
"ไม่เป็นไรค่ะพี่ณัสม์ รัญไปตักเองจะได้เลือกที่อยากทานด้วยค่ะ"
"เอางั้นก็ได้จ้ะ" ปาณัสม์ยิ้มอ่อนให้รัญชิดาก่อนที่หญิงสาวจะลุกออกไปโต๊ะ แล้วหันมาหาภัควัฒน์ที่ยังนั่งนิ่งไม่สนใจโลกอยู่ข้างเขา
"ไอ้ภาคย์ มึงเป็นอะไรมากไหม กูรู้สึกว่ามึงไม่ค่อยจะสนใจน้องรัญเหมือนเมื่อก่อนหรือว่ามึงทะเลาะกับน้องรัญ" อาการมึนตึงไม่สนใจ ไม่เทคแคร์ ไม่อยู่ในสายตา คล้ายกับคนที่กำลังมีเรื่องผิดใจกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นสามีและภรรยา ที่คงจะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง
"เปล่า" แต่คำตอบของภัควัฒน์กลับยิ่งทำให้ปาณัสม์เกิดความสงสัย ถ้าบอกว่าทะเลาะกันเขาก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ไม่ทะเลาะแล้วยังทำเหมือนคนไม่รู้จักแบบนี้ มันเกินกว่าที่เขาจะหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง
"แล้วมึงเป็นอะไร ทำไมมึงทำเหมือนไม่พอใจน้องรัญเขาแบบนั้น"
"กูไม่ได้ไม่พอใจ แต่กูแค่..." ภัควัฒน์หยุดนิ่งไปเมื่อกำลังใช้ความคิด เขาเองก็ไม่รู้ว่ารู้สึกอย่างไรและจะต้องพูดคำไหนออกไปเพื่ออธิบายความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อรัญชิดา
"แค่อะไร"
"แค่รู้สึกเบื่อ ๆ" คงจะเป็นคำนี้ที่จะนิยามความรู้สึกของเขาได้ ทุกครั้งที่เห็นหน้าของรัญชิดาเขาก็รู้สึกเหมือนไม่อยากจะมองหน้าของเธอ ไม่อยากอยู่ใกล้ ไม่อยากไปไหนมาไหนด้วย คงเป็นอาการที่เรียกว่า’ เบื่อ’ อย่างที่เขาบอกไป
"มึงเบื่อน้องเขาว่างั้น"
"ก็คงอย่างงั้น กูไม่มีความรู้สึกอะไรกับรัญเขาแล้วว่ะ เหมือนมันหมดรัก หมดความตื่นเต้นไปแล้ว มึงคิดดูนะ กูไปทำงานกลับมาบ้านก็เจอแต่รูปแบบเดิม ๆ ทุกวัน วัน ๆ รัญไม่ทำอะไรนอกจากกวาดบ้าน ถูบ้าน ทำกับข้าว กูเจอแบบนี้มาเป็นปี ๆ กูก็เลยเบื่อ" ความรู้สึกที่อยู่ภายในและสั่งสมมาเป็นเวลานานถูกถ่ายทอดออกไปให้ปาณัสม์ได้รับรู้เป็นครั้งแรก ความรู้สึกแบบนี้เริ่มคืบคลานเข้ามาในจิตใจของเขาตั้งแต่เริ่มเข้าปีที่สามของการแต่งงาน
ตั้งแต่วันแรกที่เขาเริ่มไม่อยากเห็นรอยยิ้มของรัญชิดา เขาก็เฝ้าถามตัวเองมาโดยตลอดว่ามันเกิดจากอะไร นานวันไปจนล่วงเลยมาเป็นปี เขาก็เริ่มมั่นใจขึ้นทุกทีว่าเขาไม่อยากมีผู้หญิงคนนี้ในชีวิตอีกแล้ว
"ไอ้เวรภาคย์ มึงพูดอย่างงี้ได้ไงวะ ตอนที่น้องรัญเขาทำงานของเขาอยู่ดี ๆ มึงเองไม่ใช่เหรอที่บอกให้น้องเขาลาออกจากงานแล้วมาเป็นศรีภรรยาให้มึง แล้วงานบ้านที่น้องรัญเขาทำซ้ำอยู่ทุกวันจนเป็นปี ๆ ก็ถือว่าน้องเขาทำหน้าที่เมียของมึงได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เมียที่ดีขนาดนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ นะมึง มีทองอยู่ในมือกลับมองเป็นแค่กรวด สมองมึงทำด้วยอะไรกูอยากรู้จริงๆ"
ผลพวงของทั้งหมดก็ล้วนแล้วแต่มาจากความคิดของภัควัฒน์แทบทั้งนั้น แล้วในวันที่รัญชิดายอมทำตามความต้องการของสามีทุกอย่าง กลับกลายเป็นว่าเธอไร้ค่าในสายตาของสามีอย่างนั้นหรือ
"กูรู้ว่ากูเป็นคนให้รัญเขาออกจากงานเอง แต่มึงเข้าใจกูไหมว่าตอนนี้กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับรัญเขาอีกแล้ว"
"ไอ้เลว ตอนที่มึงอยากได้น้องเขามึงก็ทำทุกอย่างเอาใจสารพัด แต่พอมึงได้น้องเขามามึงก็คิดจะทิ้งขว้างแบบนี้เหรอ"
"กูไม่ได้ทิ้งมึงก็เห็น ทุกวันนี้รัญก็ยังอยู่ที่บ้านกูในฐานะเมียของกู แล้วกูทิ้งขว้างตรงไหน" ภัควัฒน์ตอบได้อย่างหน้าตาเฉย จนคนฟังอย่างปาณัสม์แทบอยากจะยัดกำปั้นให้สมกับความหมั่นไส้ให้คนเป็นเพื่อน
"มึงไม่ได้ทิ้งเขา แต่มึงเก็บเขาไว้ทั้งที่มึงไม่รัก ไม่ดูแลอย่างนี้เหรอวะ มึงทำแบบนี้น้องรัญเขาก็ยิ่งต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นเลยนะกูจะบอกให้" ต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่รักก็ไม่ต่างกับจมอยู่ในความทรมานอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นมันเป็นอย่างไร แต่ที่เห็นมานักต่อนักก็เป็นแบบเดียวกันแทบทั้งนั้น
"อ้าว แล้วมึงจะให้กูทำยังไง ถ้ากูเลิกกับรัญเดี๋ยวมึงก็หาว่ากูทิ้งขว้างเขา พอกูอยู่กับเขามึงก็หาว่ากูทรมานเขาอีก กูเริ่มจะเดาใจมึงไม่ถูกแล้วนะไอ้ณัสม์" ภัควัฒน์หันมาถามคนเป็นเพื่อนที่เอาแต่กล่าวหาเขาไปเสียทุกด้าน ไม่ว่าจะทางไหนเขาก็ดูเป็นคนไม่ดีในสายตาของคนเป็นเพื่อนอยู่ดี
"ไม่รู้โว้ย ครอบครัวมึง มึงคิดเอาเองแล้วกัน แต่กูจะบอกมึงไว้อย่างนึงว่า ถ้ามึงเลือกที่จะจบกับน้องรัญ มึงก็ไม่ต่างกับสัตว์สองเขาดี ๆ นี่เอง"
ชีวิตคู่ระหว่างคนสองคนไม่ใช่ปัญหาบ้านเมืองที่คนนอกจะเข้ามาตัดสินให้ได้ว่าต้องทำอย่างไร เรื่องความรักความรู้สึกและความเป็นอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน คงไม่มีใครจะรู้ดีไปกว่าคนสองคนที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่หากจะให้มองจากฐานะของคนนอกบ้าน เขาก็บอกได้คำเดียวว่ารัญชิดาคือผู้หญิงที่ดีที่สุดคนหนึ่งแล้ว
"เดี๋ยวรัญไปตักเองค่ะพี่ณัสม์ พี่ภาคย์คงเหนื่อยน่ะค่ะ พี่ณัสม์จะเอาอะไรไหมคะเดี๋ยวรัญตักมาเผื่อ" รัญชิดาพูดแทรกขึ้นอีกครั้งก่อนที่ปาณัสม์จะตอบโต้ภัควัฒน์กลับไปเป็นครั้งที่สอง"พี่ว่าพี่ไปตักให้น้องรัญเองดีกว่า" สามีไม่สนใจแต่เขาที่เป็นเจ้าของวันเกิดก็ทนดูอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ ยิ่งเห็นสีหน้าหมองเศร้าอย่างรู้ชะตาตัวเองของรัญชิดาเขาก็ยิ่งรู้สึกสงสารจนจับใจ"ไม่เป็นไรค่ะพี่ณัสม์ รัญไปตักเองจะได้เลือกที่อยากทานด้วยค่ะ""เอางั้นก็ได้จ้ะ" ปาณัสม์ยิ้มอ่อนให้รัญชิดาก่อนที่หญิงสาวจะลุกออกไปโต๊ะ แล้วหันมาหาภัควัฒน์ที่ยังนั่งนิ่งไม่สนใจโลกอยู่ข้างเขา"ไอ้ภาคย์ มึงเป็นอะไรมากไหม กูรู้สึกว่ามึงไม่ค่อยจะสนใจน้องรัญเหมือนเมื่อก่อนหรือว่ามึงทะเลาะกับน้องรัญ" อาการมึนตึงไม่สนใจ ไม่เทคแคร์ ไม่อยู่ในสายตา คล้ายกับคนที่กำลังมีเรื่องผิดใจกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาของคนเป็นสามีและภรรยา ที่คงจะต้องมีเรื่องกระทบกระทั่งกันบ้าง"เปล่า" แต่คำตอบของภัควัฒน์กลับยิ่งทำให้ปาณัสม์เกิดความสงสัย ถ้าบอกว่าทะเลาะกันเขาก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่ไม่ทะเลาะแล้วยังทำเหมือนคนไม่รู้จักแบบนี้ มันเกินกว่าที่เขาจะหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง"แล้ว
รัญชิดาเงยหน้าขึ้นมองป้ายร้านที่เขียนด้วยสีดำคำโตว่า Bliss (บลิส) สามทุ่มกว่าแท็กซี่ก็พาเธอมาส่งยังหน้าร้านที่เธอไม่เคยจะมาเลยสักครั้ง สายตาคู่งามมองตรงไปยังประตูทางเข้า แสงหลากสีจากในร้านคงจะทำให้เธอหาโต๊ะของปาณัสม์ได้ไม่ง่าย ทีแรกเธอเข้าใจว่างานวันเกิดของปาณัสม์คงจะจัดที่บ้านของเขา บรรยากาศแบบสบาย ๆ ไม่มีอะไรมากมาย แต่เมื่อมาเห็นว่าเป็นร้านสำหรับนักท่องเที่ยวยามราตรีแบบนี้ เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเดินไปทางไหนก่อนดี เข้าร้านไปก่อนหรือจะหยุดรอภัควัฒน์อยู่ที่นอกร้าน ถ้าภัควัฒน์มาถึงแล้วเห็นว่าเธอยังรอเขา เขาจะหงุดหงิดใส่เธออีกหรือเปล่าหรืออาจจะทำให้เขาคิดว่า เธอทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็นเหมือนที่เขาเคยต่อว่าเธออยู่บ่อย ๆโทรศัพท์เครื่องเล็กถูกหยิบออกมาใช้เพื่อสื่อสารกับเจ้าของวันเกิด โทรให้ปาณัสม์ออกมารับคงดีกว่ายืนรอภัควัฒน์ที่อาจจะอารมณ์เสียเมื่อมาถึงแล้วเห็นเธอยืนรอเขาอยู่ด้านหน้า ต่อสายอยู่ได้ไม่นานปาณัสม์ก็รับสายและเดินออกมาต้อนรับรัญชิดาที่ยืนรออยู่หน้าร้าน"น้องรัญ ทำไมมาคนเดียวล่ะ แล้วไอ้ภาคย์ไปไหน" ปาณัสม์เอ่ยถามหญิงสาวที่ยืนนิ่งเพียงลำพังอยู่หน้าร้าน ปกติหากเห็นรัญชิดาเขาก็ต้องเห
เมนูโปรดของภัควัฒน์จัดวางอยู่ในจานอย่างสวยงาม กลิ่นหอมชวนกินลอยฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณบ้าน ไอร้อนของอาหารที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่ ๆ ยังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ รัญชิดาจัดเตรียมโต๊ะอาหารอย่างเรียบร้อย พร้อมทาน ตักข้าวใส่จาน รินน้ำใส่แก้ว เพื่อที่ภัควัฒน์กลับมาจากทำงานเหนื่อย ๆ จะได้ลงมือทานโดยไม่เสียเวลาหนึ่งทุ่มกว่าคือเวลาทานอาหารเย็นของบ้าน แต่วันนี้นาฬิกาข้างฝาผนังบอกเวลาสองทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว อาหารทุกจานก็ยังคงปริมาณอยู่เท่าเดิม ไอร้อนจางหายไปเปลี่ยนเป็นความเย็นชืดเข้ามาแทนที่ ภัควัฒน์ไม่เคยกลับบ้านผิดเวลา หรือหากวันไหนที่เขาติดงานก็จะโทรมาบอกก่อนทุกครั้ง แต่เธอคงลืมไปว่าครั้งสุดท้ายที่เขาโทรหาเพื่อบอกเวลากลับบ้านก็ตั้งแต่เมื่อสองปีที่แล้วใบหน้าสวยชะเง้อหามองทางประตูบ้านที่ยังคงปิดสนิท ท้องที่ว่างเปล่าเริ่มจะส่งเสียงร้องเพราะเลยเวลาอาหารมานานพอสมควร มือบางหยิบโทรศัพท์และวางลงที่เดิมอยู่หลายครั้ง อยากจะโทรถามภัควัฒน์แต่เธอก็ไม่กล้า หญิงสาวได้แต่จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเอง พลันเกิดคำถามขึ้นมาในหัวใจอย่างเงียบ ๆตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะโทรถามเวลากลับบ้านของภัควัฒน์ ทั้งที่เมื
รอยยิ้มจาง ๆ ระบายขึ้นบนริมฝีปากคู่สวย เมื่อสายตาเหลือบมองไปเห็นแหวนเพชรเม็ดน่ารักบนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนแต่งงานที่เธอยังคงสวมมันติดตัวมาตั้งแต่วันเข้าพิธีจวบจนตอนนี้ก็เป็นเวลาสี่ปีแล้วที่มันยังเป็นตรารักของเขาที่มีต่อเธอ ถึงแม้ความรักนั้นอาจจะจืดจางไปแล้วแต่แหวนวงนี้ก็ยังทำให้เธอมีรอยยิ้มได้ทุกครั้งที่จ้องมองฟริ้ง ฟิ้ง ฟิ้งเสียงโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะกระจกกลมกลางห้องนั่งเล่นกรีดเสียงร้องขึ้นเมื่อมีคนโทรเข้ามาหา รัญชิดาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาก่อนจะรีบกดรับสายเมื่อเห็นชื่อของคนโทร"สวัสดีค่ะ พี่ณัส" เสียงหวานกรอกผ่านไปตามสายตอบรับคนที่โทรเข้ามา(สวัสดีจ้ะรัญ วันนี้ไอ้ภาคย์มันไปทำงานหรือเปล่า)"ไปค่ะ พี่ณัสมีอะไรหรือเปล่าคะ"(ไม่มีเรื่องด่วนหรอกจ้ะ พี่โทรหามันแต่มันไม่ยอมรับสาย เลยต้องโทรมาหารัญแทน)ปาณัสม์เพื่อนสนิทของภัควัฒน์ และเคยตามขายขนมจีบรัญชิดามาแล้วด้วยเหมือนกัน แต่เมื่อเธอตกลงคบหากับภัควัฒน์เขาจึงตัดใจและกลายมาเป็นแค่พี่ที่สนิทกับเธอแทน"พี่ภาคย์คงออกไปดูงานที่ไซต์ก่อสร้างมั้งคะ"บริษัท เรียลดรีมดีไซน์แอนด์คอนสตรัคชั่น เป็นบริษัทที่ภัควัฒน์ก่อตั้งขึ้นมาด้วยตัวเองตั้งแต่เพ
'ขอให้ครองรัก ครองสุข อยู่ด้วยกันไปจนแก่จนเฒ่า''ขอให้รักกันยืนยาวจนถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชร''ขอให้รักกันนาน ๆ มีลูกเต็มบ้าน มีหลานเต็มเมือง'คำอวยพรที่มาพร้อมรอยยิ้มเพื่อมอบให้แก่คู่รักที่กำลังจะเริ่มต้นการใช้ชีวิตคู่ ความหมายของทุกถ้อยคำในประโยคเหล่านั้น ล้วนแล้วแต่อยากให้เป็นอย่างที่เอ่ยออกมา แต่ใครจะรู้ว่าคนสองคนที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันจะเป็นไปตามอย่างคำอวยพรหรือเปล่ากี่คู่ กี่คนที่ประสบความสำเร็จตามคำอวยพรเหล่านั้น และกี่คู่ กี่รักที่ต้องร้างราแยกทาง ไม่หลงเหลือร่องรอยแห่งความชื่นชมยินดีในวันแต่งงาน'รัญชิดา' นิ่งมองหน้าผู้ชายอันเป็นที่รัก คนที่เธอยอมมอบกาย มอบหัวใจให้เขาครอบครอง สิบปีแล้วที่รู้จักกับผู้ชายคนนี้มา หกปีที่คบหาและสี่ปีสำหรับชีวิตของการแต่งงาน นับรวมกันได้ก็เป็นเวลาสิบปีพอดิบพอดีแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่มีใบหน้าหล่อเหลาระดับเดือนของมหาวิทยาลัย แต่วันแรกที่เจอกันเธอก็ไม่เคยคิดจะสนใจ ไม่มองตามเวลาเดินผ่าน ไม่ทักทายเวลาที่เขายิ้มให้ และไม่แม้แต่จะชายตามองในตอนที่เขาจงใจเข้ามาทำความรู้จัก ไม่ใช่เพราะหยิ่งแต่เพราะเธอไม่คิดจะสนใจผู้ชายคนไหนเลยต่างหากชีวิตของเ







