로그인เกิดใหม่ทั้งที ‘ลู่จิน’ กลับต้องตื่นขึ้นมาในร่างของสาวใช้อุ่นเตียงผู้ต่ำต้อย หญิงโง่เขลาผู้ยอมทุ่มเททุกสิ่ง รวมถึงศักดิ์ศรีของตนเองให้แก่ ‘ท่านอ๋องเฟิ่งอี้’ เพียงเพื่อหวังเศษเสี้ยวความรักตอบแทน ทว่าสิ่งที่ได้คืนกลับมา มีเพียงน้ำเสียงเหินห่างอันไร้ความรู้สึก "หน้าที่ของเจ้า มีเพียงทอดกายใต้ร่างข้า หาใช่การเรียกร้องสิ่งใด" เมื่อชาติก่อนต้องจบชีวิตลงเพราะทุ่มเทให้คนผิด ชาตินี้เธอจึงตั้งใจอย่างเด็ดขาดว่าจะไม่ยอมเดินซ้ำรอยเดิมอีกต่อไป ตั้งใจทำหน้าที่ของตน รับเงิน เก็บอิสรภาพ แล้วจากไปให้เร็วที่สุด ทว่ายามที่หญิงสาวผู้เคยวิ่งไล่ตาม ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง... ชายหนุ่มผู้แสนเย็นชากลับเริ่มรับรู้ถึงความสั่นคลอนในหัวใจ ทว่ากว่าเขาจะรู้ตัวว่าสายเกินไป รอยอุ่นบนตั่งไม้ก็แลดูอ้างว้าง และนางก็หายไปเสียแล้ว
더 보기แสงเทียนปลายด้ามสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้ กลิ่นกำยานในห้องหนังสือปะปนกลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นหมึกจีนเข้มข้น
เงาร่างสองร่างบนตั่งไม้แกะสลักบดเบียดเข้าหากันตามจังหวะหนักหน่วง แผ่นอกกว้างกำยำเปียกชุ่มด้วยหยาดเหงื่อตรงรอยแยกของสาบเสื้อ ร่างบางเบื้องล่างสั่นคลอนตามแรงขับเคลื่อนไร้ความนุ่มนวล
เปลือกตาเรียวเปิดขึ้น แสงเงาวูบวาบเบลอมัวในตอนแรก แล้วปรับรับภาพเรือนร่างของชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายดุจรูปสลัก
มือเล็กกำผืนผ้าปูตั่งแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ความเจ็บระบมแล่นจากสะโพกผ่านแผ่นหลังถึงท้ายทอย ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกของโลหะจากแรงบดกระแทกบนถนน หากแต่เป็นความรวดร้าวจากการถูกครอบครองทางร่างกาย
ดวงตาคู่สวยที่เคยหรี่ลงด้วยความออดอ้อน เบิ่งกว้างขึ้นเล็กน้อยเพื่อจ้องมองแผ่นอกกว้างและใบหน้าเหนือร่างอย่างเต็มตา ไร้ร่องรอยแห่งความรักใคร่หรือความหวาดหวั่น มีเพียงความตั้งมั่นและสติที่คืนกลับมาทีละน้อย
จังหวะการเคลื่อนไหวของชินอ๋องเฟิ่งอี้ชะงักลงชั่วครู่ สายตาคมกริบเย็นชาดุจลานน้ำแข็งในฤดูหนาวลดต่ำลงสบประสาน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยยามสัมผัสความเรียบเฉยในดวงตาคู่ที่เคยหลบเลี่ยงสายตาเขาเสมอมา
เอวบางถูกฝ่ามือใหญ่กดรัดแน่น แรงอารมณ์ที่ส่งผ่านในชั่วขณะสุดท้ายดุดันจนร่างเล็กสั่นสะท้าน ราวกับต้องการฝากตราประทับไว้ ก่อนที่ความลุ่มหลงทั้งหมดจะเลือนหายไปในความเงียบ
ร่างสูงผละออกทันทียามอารมณ์รักมลายสิ้น เขาหยิบเสื้อคลุมเนื้อหนาขึ้นสวมใส่ ปัดรอยย่นบนเรือนกายอย่างหมดจด โดยไม่หันมองสตรีบนตั่งไม้อีกแม้สายตาเดียว
ลู่จินชันกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ นิ้วเรียวยาวจัดแจงสาบเสื้อหลุดลุ่ยให้เข้าที่ รอยแดงบนผิวเนื้อตรงช่วงคอบ่งบอกร่องรอยที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่นางเพียงก้มหน้าลงต่ำ ปรับลมหายใจให้คงที่ แล้วถอยไปยืนสงบนิ่งอยู่ข้างเสาไม้ตามตำแหน่งของสาวใช้ยามสิ้นหน้าที่อุ่นเตียง
ฝนปลายฤดูใบไม้ผลิพรำลงมาตั้งแต่หัวค่ำ หยาดน้ำกระทบกระเบื้องเคลือบสีดำบนชายคาจวนอ๋องดังเป็นจังหวะไม่ขาดสาย โคมแดงใต้ชายคาแกว่งไกวไปตามแรงลม เปลวไฟภายในโคมสั่นไหวเป็นระยะ ทอดเงาต้นสนสูงใหญ่ลงบนลานหินที่เปียกชื้น
เรือนสาวใช้อยู่ลึกที่สุดของจวน ห้องหนึ่งอาศัยอยู่รวมกันหลายคน เตียงไม้เรียงชิดผนัง ผ้าห่มเก่าซ้อนทับกันเป็นระเบียบ กลิ่นยาสมุนไพรเจือกลิ่นผ้าเปียกโชยอวลอยู่ในอากาศ
หญิงสาวบนเตียงมุมในสุดลืมตาขึ้นช้า ๆ แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องให้เห็นใบหน้าขาวผ่องงดงามเกินกว่าจะเป็นสาวใช้ธรรมดา คิ้วเรียวดุจวาด ดวงตาหงส์เรียวยาว จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากสีชาดซีดจางเพราะเพิ่งฟื้นจากไข้
นางนอนนิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่แม้แต่จะส่งเสียงหรือขยับกาย เพียงปล่อยให้เสียงฝนดังลอดเข้ามาในโสตประสาททีละน้อย ภาพสุดท้ายที่จำได้คือไฟหน้ารถพุ่งเข้ามาตรงหน้า เสียงเบรกเสียดถนน แรงกระแทกอันรุนแรง จากนั้นทุกอย่างก็ดับสนิท
ลมหายใจของนางค่อย ๆ หนักขึ้น ปลายนิ้วขยับเล็กน้อยเหนือผ้าห่ม ก่อนจะกำแน่นโดยไม่รู้ตัว
"ข้ารอดหรือ"
เสียงที่หลุดออกมากลับเป็นเสียงของหญิงสาวอีกคน อ่อนหวาน นุ่มนวล ไม่ใช่เสียงของตนเอง นางสะดุ้ง รีบยกมือขึ้นแตะลำคอ ผิวเนียนละเอียด
ยังไม่ทันตั้งสติ ความเจ็บแปลบก็แล่นขึ้นกลางศีรษะ ภาพมากมายหลั่งไหลเข้ามาราวสายน้ำเชี่ยว เด็กหญิงอายุสิบสองปีถูกขายเข้าจวนอ๋อง สาวใช้ตัวเล็กที่ถูกใช้งานหนักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เด็กสาวผู้เติบโตขึ้นพร้อมใบหน้าที่งดงามจนผู้คนในจวนต่างกล่าวว่า หากเกิดในตระกูลดี คงเป็นคุณหนูที่ผู้คนหมายปอง
แต่ความงามนั้นกลับกลายเป็นต้นเหตุของความทะเยอทะยาน
ลู่จิน เจ้าของร่างเดิมรู้ดีว่าความงามคือสิ่งเดียวที่ตนมี นางจึงใช้มัน ใช้สายตา ใช้น้ำตา ใช้รอยยิ้ม หวังไต่เต้าจากสาวใช้ขึ้นไปเป็นนายหญิง ผู้คนในจวนต่างดูแคลน สาวใช้ไม่ชอบหน้า แม่บ้านใหญ่ตำหนิอยู่เสมอ แม้กระทั่งองครักษ์ยังรู้จักชื่อของนางในฐานะหญิงที่ไม่รู้จักประมาณตน
แต่ลู่จินไม่เคยสนใจ เพราะในสายตาของนางมีเพียงบุรุษผู้เดียว เฟิ่งอี้ ท่านอ๋องผู้เป็นเจ้าของจวนแห่งนี้ ชายผู้เย็นชาราวหิมะพันปี ชายผู้ไม่เคยยิ้มให้นางแม้แต่ครั้งเดียว
นางยอมทุกอย่าง แม้แต่การเป็นสาวใช้อุ่นเตียง หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะหันกลับมามอง ภาพความทรงจำหยุดลงตรงใบหน้าของบุรุษในชุดสีดำ ดวงตาคมเย็นไร้คลื่นอารมณ์ ริมฝีปากขยับเพียงเล็กน้อย
"รู้ฐานะของตนเองเสียบ้าง"
เพียงประโยคเดียว แต่เจ้าของร่างกลับจำฝังใจมาหลายปี
หญิงสาวบนเตียงลืมตาขึ้นอีกครั้ง เหงื่อเม็ดเล็กเกาะเต็มหน้าผาก นางนั่งนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นปิดดวงตา
"เกิดใหม่"
คำพูดเบาราวเสียงลมหายใจ นางเคยอ่านนิยายมามาก ไม่คิดว่าวันหนึ่งเรื่องเช่นนี้จะเกิดกับตนเอง ยิ่งไม่คิดว่าจะมาอยู่ในร่างของหญิงที่ใช้ชีวิตผิดพลาดเช่นนี้ เจ้าของร่างเดิมไม่ได้เป็นคนเลวโดยสันดาน เพียงแต่เลือกเดินผิดทาง เอาหัวใจไปฝากไว้กับบุรุษที่ไม่มีวันรักตน แล้วยังพยายามปีนขึ้นไปในที่ซึ่งไม่ใช่ของตน ผลลัพธ์จึงมีแต่ถูกดูหมิ่น
หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา
"ชาติก่อน"
นางใช้ชีวิตอยู่กับห้องฉุกเฉิน วิ่งวุ่นระหว่างเตียงผู้ป่วย กินข้าวไม่ตรงเวลา นอนวันละไม่กี่ชั่วโมง สุดท้ายกลับจบชีวิตกลางหน้าที่ ส่วนชาตินี้ สวรรค์กลับโยนนางมาอยู่ในร่างของหญิงที่ทั้งจวนรังเกียจ
นางลดมือลงช้า ๆ ดวงตาที่เคยสับสนค่อย ๆ สงบนิ่ง ความผิดของเจ้าของร่างเดิม นางไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไข แต่อนาคต ยังเลือกได้
เสียงประตูดังขึ้นเบา ๆ
กึก กึก
สาวใช้วัยกลางคนเปิดประตูเข้ามาในห้อง นางเหลือบมองลู่จินที่นั่งอยู่บนเตียง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
"ฟื้นแล้วหรือ"
ลู่จินยกสายตามอง ความทรงจำบอกนางว่าอีกฝ่ายคือ 'แม่บ้านซุน' ผู้ดูแลเรือนสาวใช้ สตรีผู้นี้ไม่เคยชอบหน้าเจ้าของร่างเดิม
แม่บ้านซุนวางชุดผ้าไหมสีอ่อนลงบนปลายเตียง "เปลี่ยนเสื้อผ้า ท่านอ๋องเรียก"
ห้องทั้งห้องเงียบลงทันที สาวใช้คนอื่นที่กำลังพับผ้าต่างแอบเหลือบตามอง บางคนยกมุมปาก บางคนหัวเราะในลำคอ คนหนึ่งกระซิบเบา ๆ "ไข้เพิ่งลด ยังจะรีบไปออดอ้อนอีก"
"คืนนี้คงคิดจะร้องไห้ให้ท่านอ๋องสงสารกระมัง" เสียงหัวเราะดังตามมาไม่กี่คน
ลู่จินได้ยินทุกคำ หากกลับไม่มีปฏิกิริยา นางเพียงก้มลงหยิบชุดขึ้นมา ผ้าเนื้อละเอียดเย็นมือ เป็นชุดของสาวใช้อุ่นเตียง เจ้าของร่างเดิมเคยสวมมันด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความหวัง แต่สำหรับนาง มันก็เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับการทำหน้าที่เท่านั้น
แม่บ้านซุนมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ปกติแล้วทุกครั้งที่มีคำสั่งจากตำหนักหลัก ลู่จินจะรีบแต่งตัว พลางยิ้มเขิน พลางถามซ้ำว่าท่านอ๋องอารมณ์ดีหรือไม่ คืนนี้ อีกฝ่ายกลับเงียบผิดปกติ
"รีบไป อย่าให้ท่านอ๋องต้องรอ" แม่บ้านซุนเอ่ยเสียงเข้ม
"เจ้าค่ะ" คำตอบสั้น ๆ ดังขึ้น ไม่มีรอยยิ้ม หรือแม้แค่ความตื่นเต้น แม่บ้านซุนขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ลู่จินลุกจากเตียง เดินไปยังฉากกั้นไม้เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า นางปลดเสื้อเก่าออกช้า ๆ เมื่อผืนผ้าหลุดจากไหล่ ผิวขาวละเอียดก็เผยออกมาภายใต้แสงตะเกียง
สิ่งที่ทำให้นางชะงักไม่ใช่เพียงความงาม หากเป็นรอยช้ำสีจางหลายแห่งบนหัวไหล่และต้นแขน ผิวเนียนละเอียดตรงช่วงอกและหน้าท้องผ่องนวลแลดูวอบแวบใต้แสงเทียน ความทรงจำของเจ้าของร่างแจ่มชัด ร่องรอยเหล่านี้คือสัมผัสจากคืนก่อน คืนที่เฟิ่งอี้กักขังเรือนร่างของนางไว้ใต้เรือนกายอันแข็งแกร่ง บดเบียดอารมณ์ดิบดิบใส่โดยไม่เคยเอ่ยถามสักคำว่านางเจ็บหรือไม่
ลู่จินสูดลมหายใจเข้าลึก นางไม่ใช่เด็กสาวบริสุทธิ์ ร่างนี้ผ่านคืนอันเร่าร้อนเช่นนั้นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว และเฟิ่งอี้ ก็มองนางเป็นเพียงเครื่องระบายความปรารถนาทางกาย
นางสวมอาภรณ์ใหม่อย่างเงียบงัน ผ้าแพรบางเบาแนบสนิทไปกับเรือนร่างโง้งงอน สองเต้าอกอวบอิ่มชูชันดันผืนผ้าขึ้นเป็นรูปทรงงดงาม ก่อนจะรวบผมขึ้นเรียบร้อย
เมื่อก้าวออกจากฉากกั้น สายตาของสาวใช้ทั้งห้องต่างหยุดอยู่ที่นาง ความงามของลู่จินยังคงประจักษ์ชัด หากสิ่งหนึ่งที่หายไป คือแววตาที่เคยเต็มไปด้วยความคาดหวัง เหลือเพียงความสงบ สงบเสียจนผู้คนรอบข้างเริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคย
แม่บ้านซุนหันหลังเดินนำออกจากห้อง "ตามมา"
ลู่จินก้าวตามไปโดยไม่เอ่ยคำใด นอกเรือน ฝนยังคงตกพรำ โคมแดงเรียงรายตลอดทางเดินทอดแสงสลัวไปจนถึงตำหนักหลัก ปลายทางของระเบียงยาวนั้น คือบุรุษผู้ซึ่งเจ้าของร่างเดิมยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ใกล้ ส่วนลู่จินคนใหม่ นางเพียงต้องการทำหน้าที่ให้ครบอีกวัน แล้วเริ่มนับเงินเพื่อซื้ออิสรภาพของตนเอง
ลมเย็นพัดกลิ่นฝนลอยมาตามระเบียงยาว พื้นหินสีหมึกเปียกชื้นสะท้อนแสงโคมแดงเป็นริ้ว ๆ ตลอดสองข้างทาง เสียงรองเท้าผ้าของลู่จินแทบไม่ได้ยิน หากเสียงฝีเท้าของแม่บ้านซุนกลับดังสม่ำเสมอ ราวกับกำลังเตือนให้รู้ว่า ทุกย่างก้าวกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่เปลี่ยนชีวิตของหญิงสาวผู้หนึ่งมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ตลอดทางไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา จนกระทั่งเดินผ่านสวนเหมย แม่บ้านซุนจึงหยุดฝีเท้าลง
"ไข้เพิ่งหาย" นางไม่ได้หันกลับมา "อย่าได้คิดใช้เรื่องนี้เรียกร้องความสงสารจากท่านอ๋อง"
ลู่จินยืนอยู่ด้านหลัง หยาดฝนที่ปลิวมาตามลมเกาะอยู่บนแพขนตา "เจ้าค่ะ"
คำตอบสั้นเพียงเท่านั้น แม่บ้านซุนหันมามอง สีหน้าคล้ายต้องการจับผิด แต่สุดท้ายก็ไม่พบสิ่งใดให้ตำหนิ ลู่จินในวันนี้ต่างจากคนเดิม ต่างเสียจนทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจ
"อีกไม่นานคุณหนูหลิ่วเฟยจะเข้าจวน" น้ำเสียงของแม่บ้านซุนเย็นลง "หากยังคิดปีนสูงเหมือนแต่ก่อน ชีวิตเจ้าจะยิ่งลำบาก"
ลู่จินหลุบตาลง ความทรงจำของเจ้าของร่างค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง หลิ่วเฟย บุตรสาวของแม่ทัพใหญ่ หลานสาวของพระพันปี ผู้ได้รับพระราชทานสมรสกับเฟิ่งอี้ตั้งแต่ยังเยาว์ สองตระกูลนี้เกี่ยวดองกันด้วยพระราชโองการ ตำแหน่งชายาเอกของจวนอ๋องจึงไม่มีวันเป็นของผู้ใดนอกจากนาง
แต่เจ้าของร่างเดิมกลับไม่ยอมรับความจริง ครั้งหนึ่งเคยอาศัยช่วงที่เฟิ่งอี้เมาสุรา แอบสวมปิ่นทองของชายาแล้วเดินผ่านสวนจนถูกหลิ่วเฟยพบเข้า ข่าวนั้นแพร่ไปทั่วทั้งจวนภายในวันเดียวตั้งแต่นั้นมาชื่อของลู่จิน ก็กลายเป็นตัวตลก หญิงสาวผู้ไม่รู้จักฐานะ หญิงที่หวังใช้เรือนร่างไต่ขึ้นเป็นนายหญิง
แม่บ้านซุนทอดถอนใจแผ่วเบา "ต่อให้ท่านอ๋องโปรดปรานเพียงใด เจ้าก็เป็นได้แค่สาวใช้อุ่นเตียง จำเอาไว้"
ลู่จินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค้อมศีรษะ "ข้าจำได้แล้ว"
คำตอบนั้นเรียบง่าย แต่กลับทำให้แม่บ้านซุนขมวดคิ้ว คนที่เคยเถียง เคยร้องไห้ เคยถามว่าเหตุใดคนต่ำศักดิ์จึงไม่มีสิทธิ์รัก วันนี้กลับยอมรับทุกอย่างโดยง่าย นางไม่เข้าใจ แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ
ทั้งสองเดินต่อไปจนถึงตำหนักหลัก หน้าประตูมีองครักษ์สี่นายยืนประจำการ ทวนเงินในมือสะท้อนแสงโคมเย็นเยียบ เมื่อเห็นแม่บ้านซุน ทั้งหมดเพียงพยักหน้าแล้วเปิดทาง
"รออยู่ตรงนี้" แม่บ้านซุนกล่าว "จนกว่าจะมีคนเรียก"
ลู่จินยืนอยู่ใต้ชายคา ฝนตกหนักขึ้นกว่าเดิม ละอองน้ำปลิวเข้ามาจนปลายแขนเสื้อชื้น สายตาของนางทอดผ่านลานหินไปยังเรือนหนังสืออีกฟากหนึ่ง ประตูเปิดอยู่ครึ่งบาน ภายในมีแสงเทียนส่องลอดออกมา เงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งสะท้อนอยู่บนบานประตู สูงสง่า มั่นคง แม้เป็นเพียงเงา ก็ยังให้ความรู้สึกกดดัน
นั่นคือเฟิ่งอี้ เจ้าของร่างเดิมเคยเฝ้ามองเงานี้อยู่หลายปี บางคืน เพียงเห็นแสงไฟในเรือนหนังสือยังไม่ดับ นางก็แอบต้มชาร้อนนำมาวางไว้หน้าประตู แล้วรีบจากไป บางคืน ยืนตากหิมะรอจนรุ่งสาง เพียงหวังว่าจะได้พบเขาสักครั้ง ทุกความทรงจำเต็มไปด้วยความคาดหวัง แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนอง
ลู่จินมองเงาร่างนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนลดสายตาลง นางไม่คิดจะรื้อฟื้นความรู้สึกของเจ้าของร่าง ยิ่งไม่คิดเรียกร้องสิ่งที่ไม่เคยเป็นของตน
เวลาผ่านไปไม่นาน ประตูตำหนักเปิดออก พ่อบ้านใหญ่เดินออกมาพร้อมก้มศีรษะให้แม่บ้านซุน "ให้ลู่จินเข้าไป"
แม่บ้านซุนถอยหนึ่งก้าว ลู่จินค้อมศีรษะรับคำ แล้วเดินผ่านธรณีประตูอย่างสงบ
กลิ่นไม้จันทน์ผสมกลิ่นหมึกจีนลอยมาตามลม ภายในตำหนักไม่มีสุรา ไม่มีเสียงดนตรี และไม่มีตั่งนอนอย่างที่นางจำได้จากความทรงจำของเจ้าของร่าง เฟิ่งอี้นั่งอยู่หลังโต๊ะหนังสือ เบื้องหน้าคือฎีกากองสูง ปลายพู่กันยังแตะอยู่บนแผ่นกระดาษ เขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมห้องอยู่หลายอึดใจ
ลู่จินหยุดยืนห่างจากโต๊ะสามก้าว ก่อนย่อตัวคำนับ "บ่าวลู่จิน คารวะท่านอ๋อง"
เสียงของนางเบา นุ่ม และชัดเจน เฟิ่งอี้วางพู่กันลง เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคมทอดมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ สายตาคู่นั้นเย็นราวกับหิมะเหนือยอดเขา มองผู้คนเสมือนกำลังพิจารณาสิ่งของ มิใช่มนุษย์
เขาจำลู่จินได้ หญิงที่เอาแต่ไล่ตามเขา หญิงที่ชอบสร้างเรื่องวุ่นวาย หญิงที่คิดว่าตนมีโอกาสก้าวข้ามฐานะ ความทะเยอทะยานเช่นนั้น ทำให้เขารังเกียจ แต่คืนนี้ หญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้ากลับไม่เหมือนเดิม
นางก้มหน้าตามธรรมเนียม ไม่แอบมอง ไม่ยิ้ม หรือพยายามเรียกร้องความสนใจ ราวกับเพียงมาทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
ปลายนิ้วของเฟิ่งอี้เคาะขอบโต๊ะเบา ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เงยหน้าขึ้น"
ลู่จินค่อย ๆ เงยหน้าตามคำสั่ง ดวงตาของคนทั้งสองสบกัน ห้องทั้งห้องเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงตกไม่หยุด
เฟิ่งอี้ทอดสายตามองนางไม่วางตา เปลวเทียนสะท้อนอยู่ในดวงตาดำลึกราวบ่อน้ำสงัด แววตานั้นไร้ความอบอุ่น ไร้ความพึงพอใจ เหลือเพียงการพินิจอย่างเยือกเย็น ราวกับกำลังประเมินคุณค่าของสิ่งของชิ้นหนึ่งว่าจะเก็บไว้หรือปล่อยทิ้ง
ลู่จินยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้า นางไม่หลบสายตา หากก็ไม่จ้องตอบ เพียงก้มศีรษะลงเล็กน้อย รักษาระยะและมารยาทของสาวใช้ได้อย่างพอดี ผ่านไปครู่หนึ่ง เฟิ่งอี้จึงเป็นฝ่ายละสายตา
"ได้ยินว่าเจ้าป่วย" น้ำเสียงเรียบเฉย คล้ายถามเพราะควรถาม มิใช่เพราะใส่ใจ
"เจ้าค่ะ"
"เหตุใดไม่พัก"
ลู่จินตอบอย่างสงบ "ตราบใดที่ยังรับเบี้ยหวัดจากจวน ย่อมต้องทำหน้าที่ให้สมกับที่ได้รับ"
ปลายนิ้วของเฟิ่งอี้ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะชะงักไปชั่วขณะ คำตอบเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดไว้ หากเป็นเมื่อก่อน นางคงอาศัยโอกาสนี้เอ่ยว่าคิดถึงเขา หรือแสร้งอ่อนแรงเพื่อเรียกความเมตตา แต่คืนนี้ นางตอบเพียงเท่าที่ถาม
เฟิ่งอี้ก้มลงเปิดฎีกาอีกฉบับ "รินชา"
"เจ้าค่ะ"
ลู่จินเดินไปยังโต๊ะชงชาที่ตั้งอยู่ริมหน้าต่าง นางใช้หลังมือแตะกาน้ำเบา ๆ ก่อนยกขึ้นรินล้างถ้วยชา จากนั้นจึงตักใบชาลงในกาอย่างพอเหมาะ น้ำร้อนค่อย ๆ ไหลผ่านใบชา กลิ่นหอมอ่อนละมุนลอยคลุ้งไปทั่วห้อง ทุกการเคลื่อนไหวเรียบง่าย เป็นระเบียบ และเงียบเชียบ เมื่อชงเสร็จ นางยกถ้วยไปวางบนโต๊ะ ก่อนถอยหลังหนึ่งก้าว
"เชิญท่านอ๋อง"
เฟิ่งอี้รับถ้วยชาขึ้นมา กลิ่นชาแตะปลายจมูกก่อนรสชาตินุ่มลึกจะค่อย ๆ แผ่ซ่านในปาก เขาจำได้ดี ลู่จิน ในอดีตชงชาไม่เป็น ครั้งหนึ่งนางมัวแต่ลอบมองสีหน้าเขา จนรินน้ำชาร้อนลวกหลังมือ วันนั้นเขาเพียงสั่งให้นางออกไปโดยไม่แม้แต่เงยหน้ามอง หลังจากนั้น นางแอบไปฝึกชงชากับคนครัวอยู่หลายเดือน เขาเคยคิดว่า นางทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเขา แต่วันนี้ กลับสัมผัสไม่เห็นความพยายามเช่นนั้นเลย
เฟิ่งอี้วางถ้วยชาลง "ช่วงนี้เจ้าดูสงบลง"
ลู่จินค้อมศีรษะเล็กน้อย "คนเราย่อมเปลี่ยนแปลงได้เจ้าค่ะ"
"จริงหรือ" คำถามสั้น ๆ ลอยอยู่กลางห้อง
ลู่จินเงียบไปครู่หนึ่ง ภาพความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมค่อย ๆ ผ่านเข้ามาในห้วงคิด คืนแล้วคืนเล่า รอยยิ้มที่เฝ้ารอ สายตาที่คอยติดตาม ความหวังอันริบหรี่ซึ่งไม่เคยได้รับการตอบกลับ ทั้งหมดนั้นจบลงพร้อมกับชีวิตของหญิงผู้นั้นแล้ว นางจึงตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ข้าเพียงเข้าใจว่า การเฝ้ารอในสิ่งที่ไม่มีวันเป็นของตน มีแต่จะทำให้เสียเวลา"
เฟิ่งอี้เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมจับอยู่บนใบหน้าของนาง "แล้วสิ่งนั้นคืออันใด"
ลู่จินสบสายตาเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนลดสายตาลงอีกครั้ง "หลายสิ่งเจ้าค่ะ รวมถึงบางความคิดที่ข้าไม่ควรมีตั้งแต่แรก"
สิ้นเสียงนั้น ความเงียบก็แผ่คลุมไปทั่วห้อง เฟิ่งอี้ไม่เอ่ยสิ่งใดต่อ เขาเพียงมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างใช้ความคิด ความรู้สึกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า มิใช่เพราะนางพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นเพราะ นางเลิกทำเช่นนั้นแล้ว
สายตาของเขาหลุดจับจ้องใบหน้าจิ้มลิ้ม งดงามไร้ที่ติของนาง ลายผ้าไหมสีอ่อนแนบเนื้อส่งให้เอวคอดกิ่วและอกอิ่มเด่นชัด ความโปรดปรานในรูปร่างอันเย้ายวนนี้ผลักดันให้เขาลุกขึ้นเดินตรงเข้ามาหาอย่างไม่มีแววลังเล
เฟิ่งอี้ก้าวมายืนซ้อนหลังนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดตรงลำหงส์ผ่องแก้ว ปลายนิ้วเรียวยาวรวบเอวคอดของลู่จินเข้าหาตัวอย่างถือสิทธิ์ ชายหนุ่มโน้มกายลงกดจูบลงบนลาดไหล่เนียนอย่างหนักหน่วย ดึงรั้งสาบเสื้อแพรเบาบางให้ร่วงหลุดไปกองไว้ที่ข้อพับแขน
"อื้อ" ลู่จินส่งเสียงประท้วงในลำคอแผ่วเบา ร่างกายสั่นสะท้านไปตามสัญชาตญาณความรู้สึก เมื่อแผ่นหลังบางถูกดันให้แนบชิดกับอกแกร่งใต้ชุดคลุมสีเข้ม
นิ้วใหญ่ของเฟิ่งอี้บีบเค้นเต้าทรวงงามผ่านเนื้อผ้าอย่างหนักหน่วง ไร้ความนุ่มนวล แต่ทว่าเร่าร้อนจนพาให้ผิวเนื้อของนางขึ้นสีระเรื่อ เขาลากริมฝีปากไล่เลียจากซอกคอขึ้นมาถึงติ่งหู ก่อนจะบดจูบเรียวปากสีซีดจางของนางอย่างคุกคาม ลิ้นหนาสอดแทรกสวมรอยความหวาน ลมหายใจร้อนระอุผสมกลิ่นสุราและกลิ่นชาอบอวล
ลู่จินปล่อยให้เขาตักตวงความหวานจากร่างกายตามหน้าที่ ไร้ซึ่งการขัดขืน แต่ก็ไร้ซึ้งการออดอ้อนผูกพัน นางเพียงครางกระเส่าเบาๆ ยามปลายนิ้วแข็งแกร่งไล่ต่ำ สอดสลักผ่านอาภรณ์ไปแตะต้องจุดอ่อนไหวกลางกายสาว สัมผัสอุ่นชื้นรั้งเรียกความวาบหวามให้แล่นปราดไปทั่วร่าง ทว่าดวงตาหงส์กลับยังคงทอดมองไปข้างหน้าด้วยความเรียบเฉย
เฟิ่งอี้ดันร่างบางให้นอนทอดกายลงบนตั่งไม้แกะสลักข้างหน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ทาบทับลงมา ดึงรั้งชุดผ้าไหมออกจนเผยเรือนร่างเปลือยเปล่าอันงดงามล่มเมืองสะท้อนแสงเทียน สายตาคมกวาดมองผิวเนื้อเนียนนุ่มดุจหยกขาว ก่อนจะแทรกกายเข้าหากลางลำตัวของนาง
ความสยิวรัญจวนแล่นผ่านทุกอณูสัมผัส แรงบดเบียดสม่ำเสมอสะท้อนผ่านเสียงลมหายใจหอบกระเส่าและเสียงฝนตกพรำด้านนอก เฟิ่งอี้ก้มลงซุกหน้ากับทรวงอกอวบอิ่ม บดเบียดความต้องการใส่ร่างบางอย่างดุดัน รสสัมผัสเนื้อแนบเนื้ออันลึกซึ้งทำให้อารมณ์ความปรารถนาในห้องทวีความเร่าร้อนถึงขีดสุด
ลู่จินจิกปลายนิ้วลงบนท่อนแขนกำยำ ปล่อยให้เรือนร่างตอบสนองไปตามธรรมชาติความกำหนัด แต่หัวใจกลับแยกขาดออกมาอย่างสิ้นเชิง เมื่อคลื่นความวาบหวามซัดซาจนถึงจุดสูงสุด ร่างบางเกร็งกระตุกเล็กน้อยก่อนจะผ่อนคลายลง เฟิ่งอี้ถอนกายออกอย่างเชื่องช้า สายตายังคงจ้องมองใบหน้าหมดจดที่เต็มไปด้วยเหงื่อซึมและรอยผดผื่นสีแดงระเรื่อด้วยความกังขาในอารมณ์ตนเอง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเขาจัดการแต่งกายจนเรียบร้อย จึงกล่าวเสียงเรียบ
"ออกไปได้ คืนนี้ไม่ต้องอยู่ปรนนิบัติ"
ลู่จินหยิบเสื้อผ้าขึ้นสวมใส่รวดเร็ว จัดแจงตนเองจนเรียบร้อย แล้วย่อตัวรับคำ "เจ้าค่ะ"
นางหมุนกายจากไป ประตูไม้ปิดลงแผ่วเบา เสียงฝีเท้าค่อย ๆ เลือนหายไปตามระเบียงยาว เฟิ่งอี้ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ถ้วยชาบนโต๊ะยังอวลด้วยไออุ่น เขาเอื้อมมือแตะขอบถ้วย ก่อนเอ่ยเรียบ ๆ โดยไม่หันไปมองด้านหลัง
"เฉินอัน"
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากมุมมืดของห้อง คุกเข่าลงอย่างเงียบงัน "ขอรับ ท่านอ๋อง"
"ช่วงที่ลู่จินล้มป่วย" เฟิ่งอี้หยุดไปเล็กน้อย "นางพบผู้ใด หรือเกิดเรื่องใดผิดปกติหรือไม่"
"ข้าน้อยจะไปสืบเดี๋ยวนี้ขอรับ"
เฟิ่งอี้พยักหน้าเพียงครั้งเดียว เมื่อเฉินอันจากไป ห้องหนังสือก็กลับคืนสู่ความเงียบอีกครั้ง เขาคลี่ฎีกาในมือออก หากเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ตัวอักษรทุกบรรทัดกลับไม่อาจดึงความสนใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ลมฝนพัดลอดชายคาเข้ามาในห้องหนังสือ เปลวเทียนเอนวูบหนึ่ง ก่อนตั้งตรงดังเดิม เฟิ่งอี้นั่งอยู่หลังโต๊ะไม้พะยูง สายตายังทอดอยู่บนประตูบานเดิม ราวกับเงาร่างของหญิงสาวเมื่อครู่ยังไม่ทันเลือนหาย ผ่านไปชั่วครู่ เขาจึงลดสายตาลง ปลายนิ้วแตะขอบถ้วยชาเบา ๆ ชาอุ่นกำลังดี รสชาติไม่ต่างจากทุกครั้ง แต่ความรู้สึกกลับไม่เหมือนเดิม
ลู่จินเดินออกจากตำหนักหลักด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ ละอองฝนปลิวกระทบชายแขนเสื้อจนเปียกชื้น นางไม่เร่งฝีเท้า ไม่คิดหันกลับไปมองตำหนักด้านหลัง ทางเดินเส้นนี้ เจ้าของร่างเดิมเดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน บางคืนหัวใจพองโตเพียงเพราะได้รับอนุญาตให้อยู่ปรนนิบัติจนรุ่งสาง บางคืนกลับออกมาพร้อมน้ำตา เพราะอีกฝ่ายผลักไสด้วยถ้อยคำเย็นชา ความทรงจำเหล่านั้นค่อย ๆ ผ่านเข้ามา หากมิได้กระทบใจนางเหมือนแต่ก่อน
เมื่อเดินพ้นสวนเหมย แม่บ้านซุนก็ยืนรออยู่ใต้ชายคา นางเหลือบมองลู่จินเพียงครู่
"คืนนี้กลับเร็ว"
"เจ้าค่ะ"
"ท่านอ๋องไม่ได้กักตัวเจ้าไว้"
ลู่จินส่ายหน้าเบา ๆ "ท่านอ๋องมีงานต้องสะสาง"
แม่บ้านซุนไม่ได้ซักต่อ นางเพียงพยักหน้า แล้วหมุนตัวเดินนำ
"พรุ่งนี้ไปช่วยครัวใหญ่แต่เช้า อีกสามวันจะเริ่มจัดเตรียมตำหนักต้อนรับว่าที่ชายา"
ลู่จินชะงักเพียงก้าวเดียว คำว่า "ว่าที่ชายา" ทำให้ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมพลันแจ่มชัด หลิ่วเฟบุตรสาวแม่ทัพใหญ่ สตรีผู้เพียบพร้อมทั้งชาติกำเนิด กิริยา และชื่อเสียง เป็นคู่หมั้นพระราชทานของเฟิ่งอี้มาตั้งแต่วัยเยาว์ เจ้าของร่างเคยหลอกตัวเองอยู่เสมอ ตราบใดที่พิธียังไม่เกิดขึ้น นางยังมีโอกาส แต่ความจริงโอกาสนั้นไม่เคยมีอยู่เลย
แม่บ้านซุนเหลือบมองหญิงสาวที่เดินตามหลัง "ได้ยินหรือไม่"
ลู่จินได้สติ รีบตอบ "ได้ยินแล้วเจ้าค่ะ"
"เมื่อคุณหนูหลิ่วเข้าจวน พวกเราต้องระวังคำพูดและการกระทำให้มาก" แม่บ้านซุนหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเข้ม "โดยเฉพาะเจ้า ชื่อเสียงที่เจ้าสั่งสมไว้ตลอดหลายปี อย่าได้สร้างปัญหาให้จวนอีก"
ลู่จินค้อมศีรษะ "ข้าเข้าใจ"
คำตอบนั้นทำให้แม่บ้านซุนเงียบไป ไร้คำแก้ตัว ไร้หยาดน้ำตา หรือประโยคพร่ำเพ้อถึงอารมณ์รัก หญิงสาวตรงหน้าราวกับยอมรับความจริงทุกอย่างแล้ว
เรือนสาวใช้ดับตะเกียงไปเกือบหมด เหลือเพียงแสงไฟดวงเล็กตรงมุมห้อง สาวใช้หลายคนหลับสนิทแล้ว ลู่จินนั่งอยู่บนเตียงของตนเอง นางดึงหีบไม้ใบเล็กออกมาจากใต้เตียง ภายในมีเสื้อผ้าเก่าเพียงสองชุด ปิ่นไม้ธรรมดาหนึ่งอัน และถุงผ้าสีซีดใบหนึ่ง เมื่อเปิดออก เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญกลิ้งกระทบกันเบา ๆ
เจ้าของร่างเดิมใช้เงินแทบหมดไปกับการซื้อเครื่องหอม เครื่องประดับ และของกินที่คิดว่าเฟิ่งอี้โปรด ของเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เขาหันมามองแม้แต่น้อย สุดท้ายก็ถูกโยนทิ้งไปทีละชิ้น
ลู่จินนับเหรียญในถุงอีกครั้ง สิบเจ็ดเหรียญทองแดง ทั้งหมดที่เหลืออยู่ นางค่อย ๆ ผูกถุงผ้ากลับดังเดิม ยี่สิบตำลึงเงิน เมื่อเทียบกับเงินเพียงเท่านี้ ยังห่างไกลเหลือเกิน แต่ระยะทางที่ไกล มิใช่เหตุผลให้หยุดเดิน
นางหยิบกระดาษเก่าแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ถ่านก้อนเล็กเขียนตัวอักษรทีละบรรทัด
นางหยิบกระดาษเก่าแผ่นหนึ่งออกมา ใช้ถ่านก้อนเล็กเขียนตัวอักษรทีละบรรทัด หนึ่ง วางตัวให้เรียบร้อย สอง เก็บเงินทุกเหรียญ ปลายถ่านหยุดค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนเขียนบรรทัดสุดท้ายอย่างช้า ๆ สาม ตัดใจจากเฟิ่งอี้
นางมองตัวอักษรอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพับกระดาษเก็บไว้ใต้หมอน
ข้างนอก เสียงระฆังยามดังขึ้นอีกครั้ง ลู่จินเอนตัวลงนอน เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ลืมตาในโลกแห่งนี้ ที่หัวใจของนางสงบนิ่ง
ส่วนอีกฟากหนึ่งของจวน ภายในเรือนหนังสือ เฉินอันคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเฟิ่งอี้
"ท่านอ๋อง มีสิ่งหนึ่งที่แปลก"
เฟิ่งอี้เงยหน้าจากฎีกา "ว่ามา"
"หลังล้มป่วย ลู่จินมิได้ออกจากจวน และมิได้พบผู้ใด" เฉินอันหยุดไปครู่หนึ่ง "แต่ว่านิสัยของนาง เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน"
ปลายนิ้วของเฟิ่งอี้หยุดอยู่เหนือหน้ากระดาษ นอกหน้าต่าง ฝนยังคงตกไม่ขาดสาย ส่วนภายในห้อง ความเงียบกลับหนักอึ้งกว่าเดิม
ก่อนฟ้าสางเพียงเล็กน้อย ระฆังยามเช้าดังขึ้นจากหอระฆังประจำจวน เสียงนั้นปลุกเรือนสาวใช้ทั้งหลังให้ตื่นพร้อมกัน ผู้คนต่างรีบลุกจากเตียง พับผ้าห่ม ล้างหน้า แต่งกาย ไร้คนกล้าเชื่องช้า เพราะหากสายเพียงครึ่งเค่อ ย่อมถูกแม่บ้านใหญ่ลงโทษโดยไม่ฟังคำอธิบาย
ลู่จินลุกขึ้นเก็บกระดาษแผ่นเล็กไว้ในอกเสื้อ แล้วพับผ้าห่มจนเรียบร้อย เมื่อเปิดประตูเรือนออก ลมยามเช้าพัดกลิ่นดินเปียกโชยแตะปลายจมูก ท้องฟ้ายังถูกเมฆสีเทาปกคลุม หลังฝนที่ตกตลอดคืน ลานหินทั้งจวนถูกชะล้างจนสะอาด
สาวใช้สองคนเดินผ่านหน้าประตู พลางสนทนากันเบา ๆ
"ได้ยินหรือยัง"
"เรื่องใด"
"จวนแม่ทัพส่งคนมาก่อนแล้ว"
"อีกไม่กี่วัน คุณหนูหลิ่วเฟยจะเข้ามาตรวจตำหนักด้วยตนเอง"
เสียงพูดค่อย ๆ เลือนหายไปตามทางเดิน ลู่จินยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ภาพของสตรีผู้สูงศักดิ์ในความทรงจำเจ้าของร่างค่อย ๆ ปรากฏชัด หลิ่วเฟยงดงาม สง่างาม และได้รับการอบรมตามแบบสตรีตระกูลใหญ่ตั้งแต่วัยเยาว์ นางไม่ใช่คนโหดร้ายโดยกำเนิด ทว่าลู่จินในอดีตเคยพยายามยั่วยุและประกาศตนว่าจะช่วงชิงตำแหน่งชายา ความบาดหมางจึงก่อตัวขึ้นทีละน้อย จนกลายเป็นรอยร้าวที่ยากจะประสาน
หากเดินตามรอยเดิม ผลลัพธ์ย่อมไม่ต่างจากเดิม
ลู่จินก้มลงมองฝ่ามือตนเอง มือคู่นี้เคยช่วยชีวิตผู้คนมานับไม่ถ้วนในโลกเดิม แม้วันนี้จะกลายเป็นมือของสาวใช้ผู้ต่ำต้อย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะไร้คุณค่า
นางกำชายแขนเสื้อเบา ๆ จากวันนี้ไป จะไม่แข่งขันกับผู้ใด จะไม่อิจฉาผู้ใด จะไม่เฝ้ารอความเมตตาจากบุรุษผู้หนึ่งอีก สิ่งเดียวที่ต้องทำ คือเก็บเงินให้ครบ ยี่สิบตำลึง ไถ่ถอนสัญญาขายตัว แล้วเดินออกจากจวนอ๋องด้วยสองเท้าของตนเอง เท่านั้นก็พอ
แสงอาทิตย์แรกของวันค่อย ๆ สาดผ่านหมู่เมฆ เงาของเรือนตำหนักทอดยาวลงบนลานหิน ไกลออกไป ตำหนักสำหรับว่าที่ชายาเริ่มมีบ่าวรับใช้เข้าออกไม่ขาดสาย ผ้าแพร เครื่องเรือน และของใช้ล้ำค่าทยอยถูกลำเลียงเข้าไปทีละชิ้น
ทั้งจวนกำลังต้อนรับนายหญิงคนใหม่ ขณะที่ภายในเรือนสาวใช้เล็ก ๆ แห่งนี้ ลู่จินก้าวออกจากห้องพักพร้อมรอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปาก นางเริ่มออกเดินไปตามทางเดินหิน เพื่อมุ่งหน้าสู่งานในครัวยามเช้าด้วยหัวใจที่สงบและเป็นอิสระอย่างแท้จริง
รุ่งอรุณของวันใหม่คลี่ตัวเหนือจวนชินอ๋องอย่างเชื่องช้า หมอกสีขาวบางลอยต่ำเหนือธารน้ำท้ายเรือนซักล้าง เสียงไม้กระทบผืนผ้าดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กลบเสียงนกกาที่เกาะอยู่บนชายคา กลิ่นด่างซักผ้าผสมกลิ่นสมุนไพรลอยอวลอยู่ในอากาศชื้นเย็น ลู่จินก้มหน้าซักผ้าผืนสุดท้ายของเช้านี้ ปลายนิ้วที่ซีดจากการแช่น้ำเย็นจัดยังคงเคลื่อนไหวอย่างมั่นคง แม้ทุกครั้งที่ออกแรงบิดผ้า แผลใต้ผืนอาภรณ์จะตึงร้าวจนลมหายใจสะดุดเพียงชั่วครู่ นางไม่หยุด เมื่อวางผ้าผืนสุดท้ายลงในตะกร้าไม้ จึงยกกะละมังเปล่าเดินกลับเรือนซักล้างโดยไม่ปริปากบ่น หลิวมามามองตามอยู่ครู่หนึ่ง "เจ้าพักเสียบ้างก็ได้" ลู่จินประสานมือค้อมศีรษะ "หากพัก งานของผู้อื่นจะเพิ่มขึ้นเจ้าค่ะ" หลิวมามาเงียบไป สุดท้ายเพียงโบกมือ "ไปเถิด" ยามสาย สาวใช้ส่วนใหญ่แยกย้ายไปทำงานตามเรือนต่าง ๆ เรือนซักล้างเงียบลงกว่าปกติ เหลียนเอ๋อร์เด็กสาวผู้เคยถูกน้ำร้อนลวกเดินเข้ามาหาลู่จินพร้อมถุงผ้าเล็กใบหนึ่ง "พี่ลู่" นางยื่นถุงผ้ามาอย่างเก้อเขิน "มารดาข้าส่งไข่ไ
โคมไฟผ้าไหมสีแดงฉานนับร้อยดวงถูกจุดสว่างไสวตลอดแนวระเบียงคดเคี้ยวของตำหนักหลัก แสงไฟสีส้มอบอุ่นทอดสะท้อนลงบนพื้นหินขัดเงาจนเกิดเงาโคมไหวระริกตามแรงลม ราวกับเปลวเพลิงนับร้อยสายกำลังทอดตัวจากประตูใหญ่เข้าสู่โถงรับรองกลางจวน ทุกย่างก้าวของบ่าวรับใช้ที่เดินผ่านทำให้เงาแสงสั่นไหว คล้ายคลื่นไฟที่เคลื่อนตัวอย่างเงียบงัน เหนือชายคา กระดิ่งสำริดเล็ก ๆ แขวนเรียงตามมุมหลังคาส่งเสียงกระทบกันแผ่วเบา ละลายไปกับสายลมต้นฤดูใบไม้ร่วง เสียงนั้นบางเบา หากยิ่งทำให้ความเงียบที่แฝงอยู่รอบจวนเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม สายลมเย็นยามค่ำคืนพัดผ่านยอดสนสูงใหญ่ พาเอากลิ่นไอชื้นของหยาดฝนเมื่อวันก่อนมาปะปนกับกลิ่นสุรานกกระจอกเทศหอมหวานที่เพิ่งเปิดไหใหม่ อบอวลไปทั่วบริเวณ เมื่อผ่านม่านแพรสีแดง กลิ่นกำยานดอกกุ้ยฮวาก็ค่อย ๆ ซ้อนทับขึ้นมาอย่างแผ่วจาง ควันกำยานสีขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือเชิงเทียนทองเหลือง ค่อย ๆ แทรกตัวผ่านคานไม้แกะสลักลวดลายเมฆมงคล ก่อนเลือนหายใต้เพดานสูง ความหอมละมุนช่วยแต่งแต้มงานเลี้ยงให้ดูหรูหรา ทว่าเบื้องหลังกลับซ่อนแรงกดดันทางการเมืองไว้แน่นหนา ราวกับ
แสงอรุณรุ่งสาดผ่านช่องหน้าต่างไม้ของเรือนซักล้าง ตกกระทบพื้นเรือนที่ยังคงเปียกชื้น ไอกลิ่นด่างสมุนไพรและกลิ่นยาทาแผลเข้มข้นอบอวลในอากาศอันเงียบสงบ เสียงหยดน้ำจากชายคาหยดลงสู่โอ่งดินเผาหน้าเรือนดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ลมเช้าพัดผ่านช่องไม้แคบ ๆ พาไอเย็นลอดเข้ามาแตะผิวกาย ความหนาวเย็นทำให้บาดแผลที่แผ่นหลังยิ่งตึงร้าวกว่าคืนก่อน บนตั่งไม้เก่า ลู่จินขยับกายลุกขึ้นช้า ๆ เพียงแค่ไหล่ขยับ แรงตึงจากแผลก็แล่นผ่านแผ่นหลังจนปลายนิ้วเย็นวาบ นางหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง หลับตาปรับลมหายใจ ก่อนค่อย ๆ ยันตัวลุกขึ้นต่ออย่างระมัดระวัง เสื้อผ้าเนื้อหยาบที่สวมใส่เมื่อคืนแห้งกรังติดกับบาดแผลฉกรรจ์บนแผ่นหลัง ยามเคลื่อนไหว เนื้อผ้าดึงรั้งแผลจนเลือดสด ๆ ซึมผ่านผ้านอกออกมาอีกครั้ง ความเจ็บแล่นขึ้นเป็นริ้วราวกับมีของมีคมกรีดซ้ำลงบนรอยเดิม หากนางเพียงก้มมองคราบเลือดที่ค่อย ๆ ซึมออกมา ก่อนเอื้อมมือไปหยิบอ่างน้ำอุ่นที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมาวางข้างตัว ปลายนิ้วเรียวยาวสั่นระริกขณะค่อย ๆ ปลดสายคาดเอว นางมิได้รีบร้อน ทุกการเ
แสงอรุณรุ่งของวันใหม่ยังไม่ทันจับขอบฟ้า ท้องฟ้าเหนือจวนชินอ๋องยังคงถูกคลุมด้วยผ้าม่านหมอกสีเทาทึบ สายลมยามเช้าโชยเอากลิ่นไอชื้นของหยาดฝนที่ตกค้างตลอดทั้งคืน พัดผ่านทิวสนสูงใหญ่และระเบียงคดเคี้ยวรอบจวน ใบไม้เปียกชื้นร่วงกราวลงบนพื้นหินสีหมึก เสียงไม้กวาดทางมะพร้าวของเหล่าบ่าวรับใช้ดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หากทว่าบรรยากาศในเช้าวันนี้กลับเงียบสงัดและตึงเครียดยิ่งกว่าวันใดที่ผ่านมา ข่าวคราวเรื่องรับสั่งอันประหลาดของชินอ๋องเฟิ่งอี้เมื่อรุ่งสาง ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกเรือนบ่าวรับใช้ราวกับไฟลามป่าบนทุ่งหญ้าแห้ง สาวใช้อุ่นเตียงผู้ถูกย้ายไปตกต่ำยังเรือนซักล้าง หากทว่าทุกค่ำคืนกลับยังต้องถูกเรียกตัวเข้าปรนนิบัติอ๋องผู้สูงส่งในตำหนักหลัก เรื่องราวอันน่ากังขาและซับซ้อนเช่นนี้ ย่อมไม่อาจหลบเลี่ยงสายตาของคนในจวน และไม่อาจรอดพ้นสายสืบของขุนนางฝั่งตระกูลหลิ่วไปได้ เพียงยามเจินคำเล่าลือเรื่องความสัมพันธ์ลึกซึ้งอันมิเหมาะสมระหว่างชินอ๋องกับสาวใช้ไร้หัวนอนปลายเท้า ก็ส่งผ่านปากต่อปาก จากเรือนครัวไปสู่เรือนข้าหลวง จากจวนอ๋องกระจายออกไปตามถนนสายหลักของเมืองหลวง จน





