LOGINหลังจากวันที่เหลียนหรูเซียนหนีกลับโดยที่ไม่ได้บอกผู้ใดนางก็ไม่ได้ไปที่จวนตระกูลเวยอีกเลย นี่ก็ผ่านมาสี่วันแล้วที่นางยังไม่ได้ไปเหยียบที่จวนตระกูลเวย เอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่ในจวน จนคนเป็นพี่ชายอดเป็นห่วงไม่ได้
“เป็นอันใดไป เหตุใดไม่เห็นเซียนเอ๋อร์ออกไปเที่ยวเล่นเหมือนเช่นเมื่อก่อน” เหลียนเฟิงหวงที่กำลังจะออกไปทำงานเห็นว่าน้องสาวนั่งเล่นอยู่ในศาลาจึงได้แวะเข้าไปหา
“พี่ใหญ่จะไปทำงานแล้วหรือ” เหลียนหรูเซียนยิ้มน้อย ๆ ไม่ได้ตอบคำถามของพี่ชาย แต่เลือกที่จะชวนคุยเรื่องอื่น นางยังไม่อยากพูดถึงนั้นในตอนนี้
ผู้เป็นพี่ชายเห็นว่านางเลี่ยงคำตอบก็ไม่ได้ถามต่อ เพราะรู้ดีว่าที่น้องสาวเป็นเช่นนี้ก็เพราะสหายของตนเอง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะหากจะให้บังคับสหายให้มาแต่งงานกับน้องสาวก็ใช่เรื่อง
และเขาเองก็พูดกับนางจนไม่อยากจะพูดแล้วว่าให้ตัดใจจากเวยซานเซิน แต่นางก็ไม่คิดจะฟังเลยสักนิด จึงต้องมานั่งเสียใจอยู่เช่นนี้
“ใช่ จะไปทำงานแล้ว เจ้าอยากไปกับพี่หรือไม่ ไม่ได้ไปดูร้านค้านานแล้วมิใช่หรือ” เหลียนเฟิงหวงชวนน้องสาวให้ออกไปด้านนอกด้วยกัน เพราะไม่อยากให้น้องสาวต้องมานั่งเสียใจเช่นนี้ เขาก็ได้แต่หวังว่านางจะสามารถตัดใจได้โดยเร็ว
“ไปเจ้าค่ะ” ผู้เป็นน้องสาวตอบตกลงทันที จะมานั่งเสียใจอยู่เช่นนี้ก็เสียเวลาเปล่า ๆ มิสู้ออกไปทำให้ตัวเองมีความสุขไม่ดีกว่าหรือ
เหลียนหรูเซียนตัดสินใจออกไปนอกจวนกับพี่ชายเพื่อไม่ให้ตัวเองเอาแต่คิดเรื่องของบุรุษผู้นั้น ได้ออกไปทำนั่นทำนี่ทำให้ตอนนี้นางอารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วน ก่อนกลับจวนสองพี่น้องจึงชวนกันไปนั่งที่ภัตตาคารเพื่อดื่มสุรากินอาหาร
“เป็นอย่างไรบ้างสบายใจขึ้นหรือยัง” เมื่อเห็นว่าสีหน้าของน้องสาวผ่อนคลายขึ้นก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น เห็นน้องสาวยิ้มได้เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย มิเช่นนั้นเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำเช่นไรแล้วเหมือนกัน
“ดีขึ้นมาแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่ใหญ่นะเจ้าคะ” หญิงสาวยิ้มให้พี่ชาย นางรู้ว่าพี่ชายกังวลเรื่องของนางมากเพียงใด “ขอต้องขอโทษพี่ใหญ่ด้วยที่ทำให้เป็นห่วง”
“ไม่โทษเจ้า ขอแค่เจ้ามีความสุขก็พอแล้ว” เหลียนเฟิงหวงยื่นมือไปลูบศีรษะของน้องสาวอย่างอ่อนโยน เขามีน้องสาวคนเดียวจึงตั้งใจว่าจะดูแลนางให้ดีที่สุด
“พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ข้ารักพี่ซานเซินก็จริง แต่ข้าก็รักตนเองมากพอ ย่อมเหลือทางรอดให้ตนเองอยู่แล้วเจ้าค่ะ” นางก็มีขีดจำกัดของตนเอง และก็ดูเหมือนว่าขีดจำกัดของนางจะมาถึงในไม่ช้า
“เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดี พี่จะรอวันที่เจ้ากลับมามีรอยยิ้มสดใสเช่นเดิม” ไม่ว่าน้องสาวจะตัดสินใจเช่นไรเขาก็พร้อมจะสนับสนุน ขอเพียงนางมีความสุขกับทางที่เลือกก็พอ
“อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้เลยเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้” ออกมาผ่อนคลายเช่นนี้นางไม่อยากนำเรื่องพวกนี้มาคิดให้ปวดหัว แค่หลายวันที่ผ่านมาก็ทำให้นางเศร้าใจมามากพอแล้ว
“ได้ ๆ พวกเราสองพี่น้องไม่ได้ดื่มสุราด้วยกันมานานแล้ว วันนี้ก็มาดื่มกินให้เต็มที่” เขายื่นมือไปรินสุราให้น้องสาวอย่างใส่ใจ แค่เห็นว่านางยิ้มได้เขาก็มีความสุขแล้ว
สองพี่น้องดื่มกินกันจนเมามาย ทำให้เหลียนหรูเซียนเมาหลับไป ผู้เป็นพี่ชายจึงได้อุ้มน้องสาวไปนอนที่ห้องนอนภายในภัตตาคารที่เขาสร้างเอาเพื่อพักผ่อนยามที่ทำงานถึงดึกดื่น
“เจ้าดูแลเจ้านายของเจ้าให้ดี” ก่อนกลับไปพักห้องของตนเองก็ไม่วายกำชับสาวใช้ของน้องสาวให้ดูแลนางอย่างดี
“เจ้าค่ะ”
หลังจากได้นอนเต็มอิ่มเหลียนหรูเซียนก็ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น ตอนนี้นางมีกำลังสู้ต่อแล้วหลังจากเศร้าสร้อยไปหลายวัน จึงตัดสินใจว่าจะไปที่จวนตระกูลเวยอีกครั้ง นางอยากรู้ว่าหากกลับไปเจอเขาแล้วจะรู้สึกเช่นไร
“ซูซูเจ้าไปเตรียมตัว ข้าจะไปจวนเวย” เหลียนหรูเซียนบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงราบเรียบต่างจากทุกครั้ง ยามที่จะไปจวนตระกูลเวยนางมักมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเสมอ “เจ้าไปสั่งทางห้องครัวให้เตรียมอาหารอย่างดีสักสี่ห้าอย่างหน่อย”
“เจ้าค่ะ” ซูซูได้แต่ทำตามคำสั่งอย่างขัดไม่ได้ เจ้านายของนางดีและใส่ใจเวยซานเซินขนาดนี้เขากลับมองไม่เห็น ไม่รู้ว่าเจ้านายของนางต้องทำดีขนาดไหนจึงจะหันมามอง
“จะไปแล้วหรือ” เมื่อเห็นว่าน้องสาวเดินเข้ามาหาในห้องทำงานเหลียนเฟิงหวงก็ถามขึ้น คิดว่านางจะอยู่ที่นี่ต่ออีก
“จะไปจวนเวยเจ้าค่ะ” นางไม่ได้ปิดบังความต้องการของตนเอง เพราะอย่างไรพี่ชายของนางก็ต้องรู้อยู่ดี
“หากทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถิด แต่ถ้าหากเป็นทุกข์ก็อย่าฝืนเลย” เขาไม่ห้ามหากน้องสาวจะทำอันใด แต่เขาอยากให้นางทำแต่เรื่องที่ตนเองมีความสุข ไม่อยากให้นางต้องมานั่งทุกข์ใจเช่นนี้
“ขอบคุณพี่ใหญ่ที่เป็นห่วง แต่ข้าไม่ได้เป็นอันใดจริง ๆ” หญิงสาวยังคงยืนยันหนักแน่น ความสุขของนางคือการได้เห็นใบหน้าของเวยซานเซิน แต่หากวันหน้าเขาไม่ใช่ความสุขของนางอีกต่อไป นางก็จะไม่ยื้อให้ตนเองต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้
“นางกล้าแน่นอน” น้องสาวผู้นี้ของเขาเคยฟังผู้ใดเสียเมื่อไหร่ ชอบทำอันใดตามใจตนเสมอ คิดจะทำอันใดแล้วต่อให้ผู้อื่นโน้มน้าวใจเพียงใดก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจง่าย ๆ“หึ ข้าจะเป็นคนขัดขวางนางเอง ดูซิว่านางจะเก่งเพียงใด” เขาพูดจริงทำจริง จากนี้อย่าหวังเลยว่านางจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ที่ผ่านมานางทำเช่นไรกับเขา เขาก็จะทำเช่นนั้นกับนางบ้าง จะไม่ปล่อยให้นางมีเวลาว่างอยู่คนเดียวเลย“พวกเจ้าสองคนเหมือนกันยิ่งนัก” เหลียนเฟิงหวงได้แต่ยกมือกุมขมับ เขาปวดหัวกับเรื่องของสองคนนี้มาก ไม่รู้ว่าต้องจัดการอย่างไร ยิ่งพูดด้วยก็ยิ่งจะมีแต่ปวดหัว“หึ ข้าฝากไปบอกน้องสาวของเจ้าด้วยแล้วกันว่าให้เตรียมตั้งรับดี ๆ ข้าไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ แน่” เขาพูดอย่างเด็ดเดี่ยว การที่มีนางอยู่ข้างกายมันดีกว่ามากจริง ๆ หากได้นางมาอยู่ข้างกายเขาคงมีความสุขมากกว่านี้“เฮ้อ...เจ้านี่มัน” เขาเองก็ไม่รู้จะพูดเช่นไรเหมือนกัน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต้องโทษน้องสาวของเขาเองที่เอาตัวเองมาพัวพันกับคนเช่นนี้“เจ้าไปเถิดข้าอยากพักผ่อน” เวยซานเซินไล่สหาย เพราะพรุ่งนี้เขายังต้องตื่นแต่เช้าไปที่จวนตระกูลเหลียนอีก จากนี้เขาจะไปปักหลักที่จวนตระกูลเหลียน
บทที่ 15เหลียนหรูเซียนมองไปรอบ ๆ ก็พบว่างานเลี้ยงนี้ไม่ได้จัดใหญ่มาก เหมือนจะมีเฉพาะคนที่สนิทสนมเท่านั้น จัดงานเลี้ยงวันเกิดทั้งทีเหตุใดจึงไม่จัดให้ใหญ่โตไปเลย จะได้เปิดตัวว่าที่ฮูหยินอย่างให้สมฐานะหน่อย“เจ้าไหวหรือไม่” เหลียนเฟิงหวงถามอย่างเป็นห่วง ได้แต่คิดว่าตนเองไม่น่าพาน้องสาวมาที่นี่เลย เพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ มีอย่างที่ไหนให้สตรีอื่นมายืนต้อนรับแขกด้วยราวกับเป็นสามีภรรยา“ข้าไม่เป็นอันใด” คนเป็นน้องสาวยิ้มน้อย ๆ คิดว่ามาเห็นภาพเช่นนี้ก็ดี จะได้ตัดใจจากเขาได้เร็วขึ้นไม่นานเวยซานเซินก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะกับสองพี่น้องตระกูลเหลียน และแน่นอนว่าต้องมีเย่จือม่านตามมาด้วย ทำให้สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอันใดบรรยากาศภายในโต๊ะเต็มไปด้วยความอึดอัด จะมีก็แต่เย่จือม่านที่พยายามชวนเวยซานเซินสนทนาแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะสนทนาด้วย เพราะตอนนี้ในสายตาของเขามีแต่เหลียนหรูเซียนเท่านั้นในงานเลี้ยงไม่ได้มีพิธีการอันใดมากเพราะเป็นงานเลี้ยงเล็ก ๆ และมีแต่คนสนิท เพราะจุดประสงค์ของคนจัดคือต้องการพบหน้าคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งก้มหน้าไม่สนใจผู้ใดแต่เขาก็คิดว่าคุ้มค่ามากเพร
ชายหนุ่มมาที่จวนตระกูลเหลียนทุกวัน และนั่งรออยู่อย่างนั้นแม้ว่าเหลียนหรูเซียนจะไม่ออกมาพบก็ตาม เขาทำเช่นนั้นอยู่หลายวันนางก็ยังคงไม่ยอมโผล่หน้าออกมาให้เขาพบ แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้“คุณหนูวันนี้นายท่านเวยก็มาอีกแล้วเจ้าค่ะ” ซูซูเข้ามารายงานเจ้านาย ตอนนี้เริ่มจะเห็นใจคนที่รอ เพราะยามที่เจ้านายของนางไปจวนตระกูลเวยก็ได้พบหน้าอีกฝ่ายทุกครั้ง แต่นี่มานั่งรอทั้งวันก็ไม่ได้เห็นหน้าของเจ้านายของนาง“อยากมาก็มา ข้าไม่ได้ว่าอันใดนี่” หญิงสาวยังคงบอกอย่างไม่ได้สนใจ แต่ในหัวของนางตอนนี้กลับคิดถึงเรื่องของเขา ในใจยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี ใจหนึ่งก็อยากออกไปพบเขา แต่ก็ยังโกรธเรื่องที่เขาเคยทำไว้กับนาง“คุณหนูจะไม่ออกไปพบหน่อยหรือ” ซูซูบอกเสียงแผ่ว เพราะรู้ว่าเจ้านายพยายามมากเพียงใด หากได้ลงเอยกันเจ้านายของนางก็คงจะมีความสุขไม่น้อย“ไม่ล่ะ” เหลียนหรูเซียนบอกอย่างใจแข็ง พยายามไม่คิดถึงคนที่นั่งรออยู่ในเรือนรับรอง ใจแข็งเข้าไว้อย่าได้ใจอ่อนง่าย ๆ คิดตอนที่เขาด่าเข้าไว้ซูซูเมื่อเห็นว่าเจ้านายใจแข็งก็ไม่ได้ร้องขอความเห็นใจแทน กลัวว่าเจ้านายจะโกรธตนเองไปด้วย จึงได้เดินไปรินน้ำชาให้อย่างเอาใ
บทที่ 14เหลียนหรูเซียนนั่งคิดเรื่องของเวยซานเซินเงียบ ๆ ได้แต่คิดเรื่องของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามสลัดเรื่องของเขาออกจากหัวแต่ก็ไม่สามารถทำได้สักทีนางไม่เชื่อว่าเขาจะชอบนางเช่นที่พี่ชายพูดจริง ๆ นางยังจำคำที่เขาต่อว่านางได้ทุกคำ คนเช่นนี้หรือจะมาชอบนางได้จริง ๆ หากที่ผ่านมาเขามีท่าทีว่าชมชอบนางสักนิด นางจะไม่คิดสงสัยเลย“คุณหนูนายท่านเวยมาขอพบเจ้าค่ะ” เมื่อสาวใช้เข้ามารายงาน ทำให้หญิงสาวแปลกใจมาก เพราะทุกครั้งเขาจะบอกว่าต้องการมาพบพี่ชายของนาง แต่วันนี้กลับแปลกไป“ไม่พบ” นางและเขาไม่มีเรื่องจำเป็นต้องพบหน้ากัน และนางก็จะไม่ออกไปพบเขาเด็ดขาด“เจ้าค่ะ” น้ำเสียงเด็ดขาดของเจ้านายทำให้นางไม่กล้าที่จะเอ่ยอันใดต่อ จึงได้แต่ถอยออกไปแจ้งแขกที่มาเยือน“นายท่านเวย คุณหนูไม่สะดวกออกมาพบเจ้าค่ะ จึงเชิญนายท่านเวยกลับไปก่อน” สาวใช้พยายามใช้คำพูดที่เบาที่สุดเพื่อรักษาน้ำใจของคนมาเยือน“ข้าจะรอจนกว่านางจะออกมาพบ” เวยซานเซินบอกเสียงเรียบ ไม่อยากพบหน้าเขาหรือ มาดูกันว่าผู้ใดจะมีความอดทนมากกว่ากัน“เอ่อ...”“ไม่ต้องมาเฝ้าหรอก พวกเจ้าไปทำงานของตนเองเถิด” เขายังคงยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ ไม่ได้ทุก
“อย่ามายุ่งกับข้าอีก” พูดจบหญิงสาวก็เดินจากไปพร้อมกับน้ำตา วันที่นางต้องการให้เขาทำดีด้วยเขากลับไม่สนใจ พอนางสามารถทำใจเดินออกมาจากเขาแล้ว เขาก็ไม่ยอมปล่อยนางไป ยังมาสร้างความลำบากใจให้นางอยู่ตลอดเมื่อเห็นน้ำตาของคนตัวเล็กก็ทำให้เขาชะงัก ไม่คิดว่าการพูดคุยกันครั้งนี้จะทำให้นางเสียน้ำตา เขาเพียงแค่ต้องการคุยกับนางให้รู้เรื่องเท่านั้น ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเลยเถิดขนาดนี้ในขณะที่เขากำลังจะเดินตามไปเพื่อพูดคุยให้รู้เรื่อง แต่สหายที่ยืนแอบอยู่นานก็เข้ามาขวางเอาไว้ เพราะกลัวว่าหากยังตามไปจะทำให้ทะเลาะกันยิ่งกว่านี้ รอให้ใจเย็นมากกว่านี้ค่อยคุยกันอีกครั้ง“เจ้าอย่าเพิ่งตามไป รอให้นางใจเย็นกว่านี้ก่อน วันหน้าค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย”“แต่นางร้องไห้” เขาพูดเสียงแผ่ว เพียงแค่คิดว่านางต้องเสียน้ำตาเพราะเขาเขาก็ร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว แล้วเช่นนี้จะให้อยู่เฉยได้อย่างไร“เจ้าไม่ต้องห่วง นางร้องไห้เพราะเจ้าไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว” แม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่ก็แอบไม่พอใจอยู่หน่อย ๆ ที่อีกฝ่ายทำน้องสาวของเขาเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพราะน้องสาวของเขาเลือกเดินเส้นทางนี้เอง เขาก็ทำอันใดไม่ได้ยิ่งได้ยินเช่น
บทที่ 13เวยซานเซินออกมารอที่หน้าประตูจวนตระกูลเหลียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องก็รีบตื่นขึ้นมาเตรียมตัวเพื่อออกไปที่จวนของสหายเช่นทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่ามีคนรอสะสางบัญชีอยู่“พวกเจ้ามาช่วยข้าแต่งตัวเร็วเข้า” เหลียนหรูเซียนบอกด้วยน้ำเสียงรีบร้อน เพราะวันนี้อากาศหนาวกว่าปกตินางจึงค่อนข้างตื่นสาย และกลัวว่าหากช้ากว่านี้จะได้เจอคนที่ไม่ต้องการเจอสาวใช้ต่างพากันช่วยแต่งตัวให้เจ้านายตามคำสั่ง เมื่อจัดการตัวเองเสร็จก็รีบเดินออกไปที่หน้าประตูจวนเพื่อไปหาสหาย ทว่าก็ต้องหยุดนิ่งเมื่อเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ที่หน้าประตูจวน โดยที่ประตูใหญ่ยังไม่เปิด แสดงว่าเขาอยู่ที่จวนของนางทั้งคืน“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เหลียนหรูเซียนถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ในเมื่อประจันหน้ากันเช่นนี้แล้ว จะให้หลบหน้าต่อก็คงไม่ได้“ข้าอยากคุยกับเจ้า” นางไม่ฟังที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้เลย บอกว่าอย่าหลบหน้านางก็ไม่ฟัง ซ้ำยังไปที่จวนตระกูลจินทุกวัน ไม่รู้ว่าระหว่างนางและจินหมิงหยวนก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว“ข้าว่าพวกเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ บอกไปแล้วว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีก” นี่เขาต้องการอันใดจากนางกันแน่ เหตุใดไม่พูดอ







