LOGINบทที่ 4
เหลียนหรูเซียนนั่งเงียบอยู่บนรถม้า ตอนนี้รู้สึกทำตัวไม่ถูกยามที่จะต้องไปจวนตระกูลเวย ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเมื่อต้องไปเจอหน้าชายในดวงใจอีกแล้ว มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ทั้งดีใจ น้อยใจ ใจหนึ่งก็อยากเจอหน้าของเขา อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากเจอ ความรู้สึกมันสะสมปนเปกันไปหมด
“คุณหนูถึงแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่ารถม้าจอดนานแล้วเจ้านายยังไม่ยอมขยับตัว ซูซูจึงได้เรียกผู้เป็นเจ้านาย
“อืม” หญิงสาวที่ถูกเรียกก็สติกลับคืนมาหลังจากเหม่อลอยอยู่นาน นางทำใจอยู่นานจึงได้เดินเข้าไปในจวนตระกูลเวย
ส่วนซูซูก็มองตามเจ้านายไปด้วยความเป็นห่วง นางไม่ได้เข้าไปในจวนด้วยเพราะเจ้าของจวนไม่ชอบความวุ่นวาย เจ้านายของนางจึงไม่ได้ให้นางเข้าไปด้านในด้วย
เมื่อมาถึงห้องทำงานของเวยซานเซินก็เห็นว่าในห้องมีเพียงเย่จือม่านคนเดียว ส่วนเจ้าของห้องนั้นไม่รู้ว่าไปที่ใด แม้จะอยากหันหลังเดินออกไปเสียตอนนี้แต่ก็ทำไม่ได้ เพราะเย่จือม่านหันมามองทางที่นางยืนอยู่พอดี
“คุณหนูเหลียนไม่มาเสียหลายวัน” เย่จือม่านยิ้มอย่างท้าทาย เพราะวันที่อีกฝ่ายเดินหนีออกไปเงียบ ๆ นางได้เห็นสีหน้าที่เจ็บปวดนั้นพอดี และนั่นก็คงเป็นสาเหตุที่ทำให้อีกฝ่ายหายหน้าไปหลายวัน
“แล้วคุณหนูรองเย่เล่า เหตุใดจึงมาที่นี่ทุกวันนัก” ในเมื่อเรื่องราวมาถึงตรงนี้แล้วก็คุยกันให้รู้เรื่องไปเสีย “ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามายุ่งเกี่ยวกับพี่ซานเซินอีก”
“ฮ่า ๆๆ เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาบอกไม่ให้ข้ายุ่งเกี่ยวกับพี่เซิน” เย่จือม่านหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เป็นแค่น้องสาวของสหายมีสิทธิ์อันใดหรือ “ระหว่างเจ้ากับข้าดูเหมือนว่าข้าจะมีสิทธิ์พูดคำนั้นมากกว่าเจ้านะ”
“เจ้าก็แค่น้องสาวที่เติบโตมาด้วยกัน เอาไว้ให้ได้เป็นมากกว่านั้นค่อยมาบอกว่าข้ามีสิทธิ์หรือไม่มีสิทธิ์” เหลียนหรูเซียนตั้งใจจะเดินออกจากห้องไป เพราะเหนื่อยที่จะถกเถียงแล้ว พูดกันไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะคนตัดสินทุกอย่างไม่ใช่พวกนางทั้งสอง
แต่คนที่อยู่ในห้องไม่ยอมพยายามยั่วยุให้อีกฝ่ายโมโห นางต้องทำให้เวยซานเซินเห็นท่าแท้ของสตรีร้ายกาจผู้นี้ให้ได้
“แล้วเจ้าเล่าอยู่ข้างกายพี่เซินมานานเพียงนี้เหตุใดเขาจึงไม่คิดสนใจเจ้าเลยสักนิด เจ้านี่น่าสงสารยิ่งนัก ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรพี่เซินก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองเจ้า” เย่จือม่านเดินไปหาคนที่ยืนนิ่งอย่างช้า ๆ “ต่อให้เจ้าพยายามอีกสิบปี เจ้าก็ไม่มีทางได้หัวใจของพี่เซินไปครอบครอง”
เหลียนหรูเซียนหายใจเข้าออกช้า ๆ เพื่อระงับโทสะที่พวยพุ่งในใจ ทุกอย่างที่เย่จือม่านพูดมานั้นล้วนเป็นจริงทุกประการ
“แล้วผู้ใดที่จะได้ใจพี่ซานเซิน เจ้าหรือ?” หญิงสาวหันไปมองคนที่พูดเมื่อครู่ด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง จะบอกว่าตนเองเหมาะสมที่จะได้ใจของเขาไปครอบครองหรือ
“ก็ควรจะเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ ข้ากลับมาได้ไม่กี่วันก็เรียกความสนใจจากพี่เซินได้ ต่างจากเจ้าที่พยายามอย่างมากก็ไม่ได้รับความสนใจ ข้าล่ะสมเพชเจ้าจริง ๆ” เย่จือม่านมองอีกฝ่ายด้วยสายตาดูแคลน ทำให้คนที่พยายามสงบสติอารมณ์อดทนไม่ไหว
“เจ้าอย่ามาพูดเหมือนว่าเป็นคนที่จะได้แต่งงานกับพี่ซานเซิน เพราะเขาไม่มีวันแต่งงานกับเจ้า” เหลียนหรูเซียนพูดเสียงแข็ง เพราะอีกฝ่ายพูดแทงใจดำนางยิ่งนัก จนนางแทบจะเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่
“จะได้แต่งหรือไม่เจ้าก็รอดู เพียงแค่บิดาของข้าเอ่ยปากเรื่องแต่งงาน มีหรือที่พี่เซินจะไม่ทำตาม” เวยซานเซินนับถือบิดาของเย่จือม่านมาก หากนางออกปากขอบิดาจะต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
“อย่างเจ้าก็เป็นได้แค่น้องสาวเท่านั้นแหละ” เหลียนหรูเซียนเดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายช้า ๆ นางไม่ใช่คนที่มีอดทนกับอันใดมากพอ หากยังหาเรื่องอยู่เช่นนี้นางก็จะไม่ทนอีกต่อไป
“ส่วนเจ้าก็เป็นได้แค่น้องสาวของสหายที่พี่เซินไม่คิดจะสนใจ” เย่จือม่านได้แต่ยิ้มอย่างยั่วยุ ตอนนี้เวยซานเซินจะกลับมาแล้ว นางจะต้องทำเช่นใดก็ได้ให้อีกฝ่ายเป็นถึงความร้ายกาจของเหลียนหรูเซียน
คนถูกยั่วยุมองหน้าของเย่จือม่านนิ่งแล้วกำลังจะหันหลังเดินออกไป ทว่าอีกฝ่ายกลับเข้าไปกระชากมือของนางอย่างแรง ทำให้เกือบเสียหลัก
“เจ้าทำอันใดของเจ้า!!” หญิงพูดด้วยความโมโห กล้าดีอย่างไรจึงมาทำเช่นนี้กับนาง เกิดมายังไม่เคยมีผู้ทำเช่นนี้กับนางมาก่อน
“ทำอันใดหรือ” เย่จือม่านทำหน้าตาใสซื่อต่างจากมือที่จับแขนของเหลียนหรูเซียนเอาไว้อย่างแรง นั่นก็ยิ่งเพิ่มความโมโหของนางมากขึ้นไปอีก
“ปล่อยข้า!” เหลียนหรูเซียนพยายามสะบัดมือของอีกฝ่ายให้หลุด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้หลุดได้
“อยากให้ข้าปล่อยก็พยายามหน่อยสิ” เย่จือม่านยิ้มหวาน พยายามยื้อยุดฉุดกระชากเหลียนหรูเซียนเอาไว้ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นเวยซานเซินที่กำลังเดินกลับมา
“เจ้ากล้านักนะที่ทำเช่นนี้กับข้า” เหลียนหรูเซียนสะบัดแขนออกอย่างแรง ทว่าคราวนี้กับสะบัดออกอย่างง่ายดาย ไม่เพียงเท่านั้นยังทำให้คนที่ถูกสะบัดออกล้มลงกับพื้นอย่างแรง ทำให้ข้าวของที่อยู่ใกล้ถูกกวาดล้มเสียหายไปจนหมด ไม่เว้นแม้กระทั่งสมุนไพรที่ถูกจัดเก็บไว้อย่างดี
“เกิดอันใดขึ้น!!”
เวยซานเซินเดินเข้ามาให้ห้องด้วยความรีบร้อน เขาเข้ามาเห็นตอนที่เหลียนหรูเซียนผลักเย่จือม่านล้มลงพอดี จึงทำให้เขาโมโหเป็นอย่างมาก เมื่อเข้าในห้องแล้วเห็นว่าห้องมันเละเทะไม่เหลือชิ้นดีก็ยิ่งทำให้โมโหมากขึ้นไปอีก
“พี่เซินช่วยด้วยเจ้าค่ะ” เย่จือม่านได้ทีก็เรียกร้องความสงสารจากเวยซานเซินทันที ขอเพียงแค่เขามองว่าเหลียนหรูเซียนเป็นสตรีร้ายกาจ ก็ไม่ต้องมีเรื่องอันใดให้กังวลใจ “อยู่ดี ๆ คุณหนูเหลียนก็เข้ามาผลักม่านเอ๋อร์ เพราะไม่อยากให้ม่านเอ๋อร์มายุ่งเกี่ยวกับท่าน”
“นางกล้าแน่นอน” น้องสาวผู้นี้ของเขาเคยฟังผู้ใดเสียเมื่อไหร่ ชอบทำอันใดตามใจตนเสมอ คิดจะทำอันใดแล้วต่อให้ผู้อื่นโน้มน้าวใจเพียงใดก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจง่าย ๆ“หึ ข้าจะเป็นคนขัดขวางนางเอง ดูซิว่านางจะเก่งเพียงใด” เขาพูดจริงทำจริง จากนี้อย่าหวังเลยว่านางจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ที่ผ่านมานางทำเช่นไรกับเขา เขาก็จะทำเช่นนั้นกับนางบ้าง จะไม่ปล่อยให้นางมีเวลาว่างอยู่คนเดียวเลย“พวกเจ้าสองคนเหมือนกันยิ่งนัก” เหลียนเฟิงหวงได้แต่ยกมือกุมขมับ เขาปวดหัวกับเรื่องของสองคนนี้มาก ไม่รู้ว่าต้องจัดการอย่างไร ยิ่งพูดด้วยก็ยิ่งจะมีแต่ปวดหัว“หึ ข้าฝากไปบอกน้องสาวของเจ้าด้วยแล้วกันว่าให้เตรียมตั้งรับดี ๆ ข้าไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ แน่” เขาพูดอย่างเด็ดเดี่ยว การที่มีนางอยู่ข้างกายมันดีกว่ามากจริง ๆ หากได้นางมาอยู่ข้างกายเขาคงมีความสุขมากกว่านี้“เฮ้อ...เจ้านี่มัน” เขาเองก็ไม่รู้จะพูดเช่นไรเหมือนกัน สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ต้องโทษน้องสาวของเขาเองที่เอาตัวเองมาพัวพันกับคนเช่นนี้“เจ้าไปเถิดข้าอยากพักผ่อน” เวยซานเซินไล่สหาย เพราะพรุ่งนี้เขายังต้องตื่นแต่เช้าไปที่จวนตระกูลเหลียนอีก จากนี้เขาจะไปปักหลักที่จวนตระกูลเหลียน
บทที่ 15เหลียนหรูเซียนมองไปรอบ ๆ ก็พบว่างานเลี้ยงนี้ไม่ได้จัดใหญ่มาก เหมือนจะมีเฉพาะคนที่สนิทสนมเท่านั้น จัดงานเลี้ยงวันเกิดทั้งทีเหตุใดจึงไม่จัดให้ใหญ่โตไปเลย จะได้เปิดตัวว่าที่ฮูหยินอย่างให้สมฐานะหน่อย“เจ้าไหวหรือไม่” เหลียนเฟิงหวงถามอย่างเป็นห่วง ได้แต่คิดว่าตนเองไม่น่าพาน้องสาวมาที่นี่เลย เพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนี้ มีอย่างที่ไหนให้สตรีอื่นมายืนต้อนรับแขกด้วยราวกับเป็นสามีภรรยา“ข้าไม่เป็นอันใด” คนเป็นน้องสาวยิ้มน้อย ๆ คิดว่ามาเห็นภาพเช่นนี้ก็ดี จะได้ตัดใจจากเขาได้เร็วขึ้นไม่นานเวยซานเซินก็เดินมานั่งร่วมโต๊ะกับสองพี่น้องตระกูลเหลียน และแน่นอนว่าต้องมีเย่จือม่านตามมาด้วย ทำให้สองพี่น้องมองหน้ากันอย่างเงียบ ๆ แต่ก็ไม่ได้ว่าอันใดบรรยากาศภายในโต๊ะเต็มไปด้วยความอึดอัด จะมีก็แต่เย่จือม่านที่พยายามชวนเวยซานเซินสนทนาแต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจจะสนทนาด้วย เพราะตอนนี้ในสายตาของเขามีแต่เหลียนหรูเซียนเท่านั้นในงานเลี้ยงไม่ได้มีพิธีการอันใดมากเพราะเป็นงานเลี้ยงเล็ก ๆ และมีแต่คนสนิท เพราะจุดประสงค์ของคนจัดคือต้องการพบหน้าคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งก้มหน้าไม่สนใจผู้ใดแต่เขาก็คิดว่าคุ้มค่ามากเพร
ชายหนุ่มมาที่จวนตระกูลเหลียนทุกวัน และนั่งรออยู่อย่างนั้นแม้ว่าเหลียนหรูเซียนจะไม่ออกมาพบก็ตาม เขาทำเช่นนั้นอยู่หลายวันนางก็ยังคงไม่ยอมโผล่หน้าออกมาให้เขาพบ แต่เขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้“คุณหนูวันนี้นายท่านเวยก็มาอีกแล้วเจ้าค่ะ” ซูซูเข้ามารายงานเจ้านาย ตอนนี้เริ่มจะเห็นใจคนที่รอ เพราะยามที่เจ้านายของนางไปจวนตระกูลเวยก็ได้พบหน้าอีกฝ่ายทุกครั้ง แต่นี่มานั่งรอทั้งวันก็ไม่ได้เห็นหน้าของเจ้านายของนาง“อยากมาก็มา ข้าไม่ได้ว่าอันใดนี่” หญิงสาวยังคงบอกอย่างไม่ได้สนใจ แต่ในหัวของนางตอนนี้กลับคิดถึงเรื่องของเขา ในใจยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าจะทำเช่นไรต่อไปดี ใจหนึ่งก็อยากออกไปพบเขา แต่ก็ยังโกรธเรื่องที่เขาเคยทำไว้กับนาง“คุณหนูจะไม่ออกไปพบหน่อยหรือ” ซูซูบอกเสียงแผ่ว เพราะรู้ว่าเจ้านายพยายามมากเพียงใด หากได้ลงเอยกันเจ้านายของนางก็คงจะมีความสุขไม่น้อย“ไม่ล่ะ” เหลียนหรูเซียนบอกอย่างใจแข็ง พยายามไม่คิดถึงคนที่นั่งรออยู่ในเรือนรับรอง ใจแข็งเข้าไว้อย่าได้ใจอ่อนง่าย ๆ คิดตอนที่เขาด่าเข้าไว้ซูซูเมื่อเห็นว่าเจ้านายใจแข็งก็ไม่ได้ร้องขอความเห็นใจแทน กลัวว่าเจ้านายจะโกรธตนเองไปด้วย จึงได้เดินไปรินน้ำชาให้อย่างเอาใ
บทที่ 14เหลียนหรูเซียนนั่งคิดเรื่องของเวยซานเซินเงียบ ๆ ได้แต่คิดเรื่องของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะพยายามสลัดเรื่องของเขาออกจากหัวแต่ก็ไม่สามารถทำได้สักทีนางไม่เชื่อว่าเขาจะชอบนางเช่นที่พี่ชายพูดจริง ๆ นางยังจำคำที่เขาต่อว่านางได้ทุกคำ คนเช่นนี้หรือจะมาชอบนางได้จริง ๆ หากที่ผ่านมาเขามีท่าทีว่าชมชอบนางสักนิด นางจะไม่คิดสงสัยเลย“คุณหนูนายท่านเวยมาขอพบเจ้าค่ะ” เมื่อสาวใช้เข้ามารายงาน ทำให้หญิงสาวแปลกใจมาก เพราะทุกครั้งเขาจะบอกว่าต้องการมาพบพี่ชายของนาง แต่วันนี้กลับแปลกไป“ไม่พบ” นางและเขาไม่มีเรื่องจำเป็นต้องพบหน้ากัน และนางก็จะไม่ออกไปพบเขาเด็ดขาด“เจ้าค่ะ” น้ำเสียงเด็ดขาดของเจ้านายทำให้นางไม่กล้าที่จะเอ่ยอันใดต่อ จึงได้แต่ถอยออกไปแจ้งแขกที่มาเยือน“นายท่านเวย คุณหนูไม่สะดวกออกมาพบเจ้าค่ะ จึงเชิญนายท่านเวยกลับไปก่อน” สาวใช้พยายามใช้คำพูดที่เบาที่สุดเพื่อรักษาน้ำใจของคนมาเยือน“ข้าจะรอจนกว่านางจะออกมาพบ” เวยซานเซินบอกเสียงเรียบ ไม่อยากพบหน้าเขาหรือ มาดูกันว่าผู้ใดจะมีความอดทนมากกว่ากัน“เอ่อ...”“ไม่ต้องมาเฝ้าหรอก พวกเจ้าไปทำงานของตนเองเถิด” เขายังคงยกน้ำชาขึ้นจิบอย่างสบายใจ ไม่ได้ทุก
“อย่ามายุ่งกับข้าอีก” พูดจบหญิงสาวก็เดินจากไปพร้อมกับน้ำตา วันที่นางต้องการให้เขาทำดีด้วยเขากลับไม่สนใจ พอนางสามารถทำใจเดินออกมาจากเขาแล้ว เขาก็ไม่ยอมปล่อยนางไป ยังมาสร้างความลำบากใจให้นางอยู่ตลอดเมื่อเห็นน้ำตาของคนตัวเล็กก็ทำให้เขาชะงัก ไม่คิดว่าการพูดคุยกันครั้งนี้จะทำให้นางเสียน้ำตา เขาเพียงแค่ต้องการคุยกับนางให้รู้เรื่องเท่านั้น ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเลยเถิดขนาดนี้ในขณะที่เขากำลังจะเดินตามไปเพื่อพูดคุยให้รู้เรื่อง แต่สหายที่ยืนแอบอยู่นานก็เข้ามาขวางเอาไว้ เพราะกลัวว่าหากยังตามไปจะทำให้ทะเลาะกันยิ่งกว่านี้ รอให้ใจเย็นมากกว่านี้ค่อยคุยกันอีกครั้ง“เจ้าอย่าเพิ่งตามไป รอให้นางใจเย็นกว่านี้ก่อน วันหน้าค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย”“แต่นางร้องไห้” เขาพูดเสียงแผ่ว เพียงแค่คิดว่านางต้องเสียน้ำตาเพราะเขาเขาก็ร้อนใจจนแทบทนไม่ไหว แล้วเช่นนี้จะให้อยู่เฉยได้อย่างไร“เจ้าไม่ต้องห่วง นางร้องไห้เพราะเจ้าไม่รู้ตั้งกี่รอบแล้ว” แม้จะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่ก็แอบไม่พอใจอยู่หน่อย ๆ ที่อีกฝ่ายทำน้องสาวของเขาเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพราะน้องสาวของเขาเลือกเดินเส้นทางนี้เอง เขาก็ทำอันใดไม่ได้ยิ่งได้ยินเช่น
บทที่ 13เวยซานเซินออกมารอที่หน้าประตูจวนตระกูลเหลียนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ส่วนคนที่ไม่รู้เรื่องก็รีบตื่นขึ้นมาเตรียมตัวเพื่อออกไปที่จวนของสหายเช่นทุกวัน โดยไม่รู้เลยว่ามีคนรอสะสางบัญชีอยู่“พวกเจ้ามาช่วยข้าแต่งตัวเร็วเข้า” เหลียนหรูเซียนบอกด้วยน้ำเสียงรีบร้อน เพราะวันนี้อากาศหนาวกว่าปกตินางจึงค่อนข้างตื่นสาย และกลัวว่าหากช้ากว่านี้จะได้เจอคนที่ไม่ต้องการเจอสาวใช้ต่างพากันช่วยแต่งตัวให้เจ้านายตามคำสั่ง เมื่อจัดการตัวเองเสร็จก็รีบเดินออกไปที่หน้าประตูจวนเพื่อไปหาสหาย ทว่าก็ต้องหยุดนิ่งเมื่อเห็นว่ามีคนนั่งอยู่ที่หน้าประตูจวน โดยที่ประตูใหญ่ยังไม่เปิด แสดงว่าเขาอยู่ที่จวนของนางทั้งคืน“ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร” เหลียนหรูเซียนถามด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ในเมื่อประจันหน้ากันเช่นนี้แล้ว จะให้หลบหน้าต่อก็คงไม่ได้“ข้าอยากคุยกับเจ้า” นางไม่ฟังที่เขาพูดไปก่อนหน้านี้เลย บอกว่าอย่าหลบหน้านางก็ไม่ฟัง ซ้ำยังไปที่จวนตระกูลจินทุกวัน ไม่รู้ว่าระหว่างนางและจินหมิงหยวนก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว“ข้าว่าพวกเราคุยกันรู้เรื่องแล้วนะ บอกไปแล้วว่าอย่ามายุ่งเกี่ยวกันอีก” นี่เขาต้องการอันใดจากนางกันแน่ เหตุใดไม่พูดอ







