LOGINนับว่าสวรรค์ยังได้ยินคำอธิษฐานของนางใช่หรือไม่
เขาไม่ได้ถูกศัตรูแทงตายในสนามรบ ฟ้าดินก็หาได้ลงทัณฑ์เขาตามคำสาบาน เขายังคงมีชีวิตอยู่ยืนยาว มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่คนทั้งเมืองหลวงแซ่ซ้องสรรเสริญ และเขาก็ได้พบเจอนางแล้ว...แต่เขาก็เลือกที่จะมองผ่านนางไปราวกับเป็นเพียงกรวดทรายไร้ค่าข้างทาง คำสาบานของเขาไม่ได้พรากชีวิตเขาไป...แต่มันกำลังพรากวิญญาณของนางให้ตายทั้งเป็นอยู่ตรงนี้ต่างหาก! นางยังคงยืนจมดิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าเหตุใดเขาถึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้สึกผิดอันใดได้ถึงเพียงนี้กัน หากนางรู้ว่า ปลายทางของการรักมั่นและเฝ้ารอจะต้องลงเอยด้วยความอนาถเช่นนี้...หากย้อนกลัยไปได้นั้น แต่แรกเริ่มนางไม่อยากจะรู้จักบุรุษผู้นี้เลยด้วยซ้ำ! วันนั้นใต้ต้นดอกท้อ...นางจะไม่เอ่ยถามแม้แต่ชื่อแซ่ของเขา ตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ สตรีโง่งมผู้นี้เอาแต่เฝ้าแหงนมองผืนฟ้าเฝ้าเพียรถามกับหมู่เมฆและดวงดาวซ้ำๆ ว่าเขาสบายดีหรือไม่ ได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหม? นางอยากรู้เพียงแค่ว่า เขายังมีลมหายใจและปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ ไฉนเลยฟ้าดินถึงเล่นตลกเฆี่ยนตีนาจนปางตายเช่นนี้กัน ในวันนี้เขาไม่เพียงแต่ปลอดภัยดีทุกประการ ทว่าข้างกายที่เคยเป็นของนาง กลับมีสตรีอื่นเคียงคู่...ที่ไม่ใช่ซูหว่านชิงผู้นี้ “คุณหนู! เลือดเจ้าค่ะ! เลือดออกแล้ว” ชิงเอ๋อร์ร้องลั่นด้วยความตกใจเมื่อเหลือบไปเห็นฝ่ามือบางของซูหว่านชิงที่กำหยกครึ่งซีกชิ้นนั้นแน่นเกินไป จนขอบแหลมคมของหยกที่หักครึ่งนั้นกรีดลึกเข้าไปในเนื้อเยื่อเนียน เลือดสีแดงฉานค่อยๆ ไหลซึมออกมาตามง่ามนิ้ว แล้วหยดลงพื้นดินทีละหยด...ทีละหยดและทีละหยด ทว่าซูหว่านชิงกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย เพราะความเจ็บที่ฝ่ามือนั้น…ยังไม่อาจเทียบได้กับเศษเสี้ยวของความรันทดอดสูที่กำลังกัดกินหัวใจของนาง ริมฝีปากบางสั่นเครือระริก ขยับขึ้นลงช้าๆ คล้ายพยายามจะเปล่งถ้อยคำใดออกมา ทว่ามันกลับยากเย็นเหลือเกินราวกับว่ามีก้อนหนามแล่นมาจุกอยู่ที่ลำคอ นางค่อยๆ หันไปมองสาวใช้คนสนิท ก่อนจะปล่อยให้หยาดน้ำตาที่อดกลั้นเอาไว้ให้พรั่งพรูไหลอาบแก้มเนียนออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป “ข้าทำได้...ชิงเอ๋อร์ ข้าตัดคนผู้นั้นออกจากชีวิตได้...ฮึก! ข้า ข้าไม่ได้ขาดเขาแล้วจะสิ้นใจตายเสียหน่อย...ฮึก!” น้ำเสียงหวานที่ขาดเป็นห้วงๆ และสั่นเทาด้วยความอัดอั้นนั้น พร้อมกับท่าทางที่พยายามจะเข้มแข็งทว่าแหลกสลายไปทั้งร่าง ทำเอาคนฟังอย่างชิงเอ๋อร์ปวดใจตามๆ กัน นางทำได้เพียงโอบกอดร่างอันสั่นเทาของคุณหนูเอาไว้แน่นพลางร่ำไห้ออกมาด้วยความรันทดใจ ความเพียรพยายามตลอดสิบปีที่ผ่านมาของคุณหนูของนาง พรนับหมื่นข้อที่สวดอ้อนวอนจนเข่าระบม ค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่ต้องนอนผวา... ทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว สิบปีที่คอยปลอบใจตัวเองว่าพรุ่งนี้เขาจะกลับมา บัดนี้...วันพรุ่งนี้ของซูหว่านชิงไม่มีวันมาถึงอีกต่อไปแล้ว สามเดือนแรกหลังจากเซียวมู่เฉินเดินทางไกลสู่ชายแดนเหนือ...จดหมายฉบับแรกก็เดินทางมาถึงจวนสกุลซู ในวันนั้นซูหว่านชิงทั้งตื่นเต้นทั้งดีใจจนเนื้อตัวดูสั่นเทา นางประคองกระดาษแผ่นนั้นไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับมันเป็นของล้ำค่า ทว่าด้วยความลนลานนี้ทำให้นางซุ่มซ่ามทำซองจดหมายร่วงหล่นลงพื้นอยู่หลายครั้งครากว่าจะเปิดมันออกได้ ตัวอักษรภายในโย้เย้และดูรีบร้อน ไม่ได้งดงามเป็นระเบียบนัก ทว่าซูหว่านชิงกลับกวาดสายตาอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำเล่าคล้ายคนโง่งมที่ไม่รู้เบื่อ ‘หว่านชิง ชายแดนเหนือหนาวเหน็บกว่าที่ข้าคิดเอาไว้มากเจ้ายามอยู่จวนอย่าลืมสวมเสื้อกันลมผืนหนาๆ หน่อยเล่าและก็อย่ามัวแต่แอบกินขนมหวานมากนัก ประเดี๋ยวจะปวดฟันจนดูแก้มบวมเป๋งเช่นคราวก่อนอีก’ เพียงถ้อยคำสั้นๆ ไม่กี่ประโยค พอนึกถึงใบหน้าทะเล้นของคนเขียนที่อยู่ไกลนับพันหลี่...นางก็แย้มยิ้มอ่อนหวานได้ทั้งวัน ภายหลังจากนั้นราวกับโชคชะตายังปรานี เส้นทางม้าเร็วส่งสารประทับตราค่ายทหารของตระกูลเซียวถูกส่งตรงถึงมือนางอย่างสม่ำเสมอ ทุกหนึ่งเดือนบ้างหรือบางครั้งหากว่าติดพันศึกจนล่วงเลยไปสองเดือนบ้าง แม้จะไม่ได้มาถึงตรงเวลาทว่าก็ไม่เคยขาดหาย เซียวมู่เฉินมักจะบอกเล่าเรื่องราวแปลกใหม่ที่ทางชายแดนเหนือให้นางฟังเสมอ ทั้งเรื่องเกล็ดหิมะแรกที่โปรยปรายคลุมหลังคาค่ายทหาร…เล่าเรื่องม้าศึกคู่ใจตัวใหม่ที่เพิ่งกำราบได้หรือเล่าชีวิตขมขื่นปนสนุกสนานของเหล่าทหาร และในบรรทัดสุดท้ายของทุกฉบับล้วนมักจะมีประโยคเดิมเขียนกำกับไว้เสมอ ‘รอข้ากลับไป’ กระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าสู่ปีที่สาม…เซียวมู่เฉิงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรองแม่ทัพกองหน้า จดหมายที่ส่งมาในครานั้นเต็มไปด้วยความฮึกเหิมและทะเยอทะยาน ‘หว่านชิง... อีกไม่นานแล้ว เมื่อศึกใหญ่ครั้งนี้สงบลง ข้าจะกลับไปแต่งเจ้าเข้าจวน’ คืนนั้น ซูหว่านชิงสอดจดหมายฉบับนั้นเอาไว้ใต้หมอนหนุน นอนกอดรัดมันด้วยหัวใจพองโตอยู่หลายคืนราวกับว่ากระดาษแผ่นนั้นจะช่วยปัดเป่าความอ้างว้างในห้องหับอันโดดเดี่ยวให้จางหายไป ทว่าสุดท้ายแล้วด็ล่วงเลยเข้าสู่ปีที่ห้า...ราวกับพายุกระหน่ำซ้ำเติม เมื่อมีข่าวลือมาว่ากองทัพของเซียวมู่เฉินเกิดพ่ายแพ้ต่อศัตรูกลางสนามรบ และเซียวมู่เฉินได้รับบาดเจ็บสาหัสจากคมหอก พร้อมจดหมายจากชายแดนขาดหายไปเนิ่นนานกว่าปกติ ยามที่นางได้เปิดจดหมายเห็นและรอยหมึกจากลายมือที่ดูคุ้นเคย ซูหว่านชิงถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้นความหวาดกลัวได้อีกต่อไป นางกลัว...กลัวเหลือเกินว่าหากตนเองปล่อยมือจากสิ่งนี้ไป สัญญาใต้ต้นท้อจะกลายเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน แต่ในกระดาษซับเลือดฉบับนั้น เขากลับละเลงอักษรปลอบประโลมใจนางว่า ‘บาดแผลเพียงเล็กน้อย อย่าได้เป็นห่วงนัก…อย่างไรข้าก็ยังต้องรักษาชีวิตรีบกลับไปแต่งภรรยา’ หลังจากเหตุการณ์ในครานั้น ปีที่หก…ปีที่เจ็ดและปีที่แปด จดหมายก็ยังคงเดินทางข้ามผ่านเนินเขานับร้อยลูกมาถึงมือนาง แม้ระยะเวลาจะห่างและเนิ่นนานขึ้นเรื่อยๆ ทว่าหัวใจที่รักมั่นไม่เคยเกิดความคัยแคลงใจแม้แต่เศษเสี้ยว นางเชื่อใจเขา...เชื่อใจคำสาบานที่มีฟ้าดินเป็นพยานใต้ต้นดอกท้อในวันวาน เชื่อใจว่าบุรุษที่ตนรักไม่มีวันแปรเปลี่ยน กระทั่ง...จดหมายฉบับสุดท้ายเดินทางมาถึง วันนั้นท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงมืดครึ้ม สายฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ซูหว่านชิงประคองจดหมายฉบับล่าสุดจากชายแดนไว้ในอ้อมอก นางจำวันนั้นได้แม่นยำขึ้นใจ เพราะมันคือวันปักปิ่นและเป็นวันที่นางมีอายุครบยี่สิบสามปีเต็ม จดหมายฉบับนั้นสั้นฉายแววลนลานยิ่งกว่าครั้งใด ดูราวกับผู้เขียนกำลังเผชิญหน้ากับความเป็นตายที่คืบคลานเข้ามา ‘หว่านชิง ศึกตัดสินครั้งใหญ่กำลังจะเริ่ม ข้าอาจไม่สามารถเขียนจดหมายส่งกลับมาหาเจ้าได้บ่อยครั้งนัก ทว่าไม่ต้องเป็นห่วง...เมื่อศึกครานี้สิ้นสุดลง ข้าจะกลับไปหาเจ้า’ และบรรทัดสุดท้ายยังคงเน้นย้ำสลักลึกเฉกเช่นทุกครา ‘รอข้ากลับไป’ นางอ่านแล้วก็นกยิ้มทั้งน้ำตา ความกังวลในอกพอคลายลงไปได้บ้าง แม้ว่าเขาจะบอกให้นางรอปีแล้วปีเล่าและยังไม่รีบกลับมาเสียที แต่ไฉนนางจะรอต่อไปอีกนิดไม่ได้กันเล่า จากนั้นซูหว่านชิงจึงนำมันไปจัดเก็บไว้ในกล่องไม้เดิมอย่างทะนุถนอม โดยที่ไม่มีวันคาดคิดเลยว่า… หนึ่งเดือนผ่านไป...จะมีเพียงความว่างเปล่า สองเดือนผ่านไป...ก็ยังคงไร้วี่แวว เดือนแล้วเดือนก็ยังเงียบกริบไร้จดหมายใดๆ ส่งถึง หนึ่งปีผันผ่าน ข่าวคราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับรองแม่ทัพเซียวเงียบหายราวกับก้อนหินถูกโยนดิ่งลงสู่มหาสมุทร นับจากวันนั้น ซูหว่านชิงไม่เคยนอนหลับเต็มตาสักครา ทุกคืนนางเอาแต่สะดุ้งลืมตาตื่นขึ้นอย่างหวาดผวา…พอยามเช้าก็มักวิ่งไปดักรอคนส่งสารที่หน้าประตูจวนจนส้นเท้าแตก ยามเย็นเฝ้าเหม่อมองขอบฟ้าไกลด้วยแววตาหม่นแสง ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดส่งมาถึงนางอีกเลย ปีแรกหลังขาดการติดต่อ...ความเงียบงันเป็นคำตอบ ปีที่สอง...ความอ้างว้างเริ่มค่อยๆ กัดกิน ปีที่สาม…ผืนฟ้ายังคงว่างเปล่าไร้พายุใดๆ ถึงกระนั้นสตรีโง่งมผู้นี้ก็ยังคงดื้อรั้นดึงดันที่จะรอคอยต่อไป ประคับประคองเศษเสี้ยวความหวังอันริบหรี่ราวกับแสงตะเกียงขาดน้ำมันท่ามกลางสายลมแรง หวังเพียงว่าสักวันหนึ่งเขาจะควบม้าศึกตัวใหญ่กลับมาหาพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นเช่นเดิม พร้อมถ้อยคำสัญญาเดิม และพร้อมหัวใจดวงเดิมที่เคยสลักชื่อนางเอาไว้ ทว่าในวันนี้และตอนนี้... ภาพตรงหน้ากลับตบหน้าซูหว่านชิงจนหน้าชาหนึบ ในระว่างเวลาสามปีที่นางกินไม่ได้นอนไม่หลับ เอาแต่ร่ำไห้จนน้ำตาแทบจะกลายเป็นสายเลือดเฝ้าละเมอหาแต่เขาอย่างไร้สติ บางที ในยามนั้นเขากลับกำลังประคองกอดสตรีอีกคนไว้ในอ้อมอกอน่างทะนุถนอมคอยพร่ำคำหวานบอกรักและร่วมกันหยอกเย้าทารกตัวน้อยอย่างมีความสุขอยู่ก็เป็นได้ ความปรารถนาและหยาดน้ำตาตลอดหลายปีที่ผ่านมาของคุณหนูสกุลซู...ที่แท้แล้วมันช่างเป็นเรื่องตลกขมขื่นและน่าสมเพชที่น่าเวทนาที่สุดในใต้หล้า! แปะ... หยาดน้ำตาอุ่นร้อนร่วงหล่นแหมะลงบนหลังมือซีดเผือดอีกครา ซูหว่านชิงหลับตาลงช้าๆ อย่างเหนื่อยอ่อนแรง ความทรมานที่เคยมีมาตลอดสามปีพลันหายไปสิ้น บัดนี้... นางไม่อยากรู้อีกแล้วว่าเหตุใดกันจดหมายฉบับนั้นถึงกลายเป็นฉบับสุดท้าย เพราะคำตอบเบื้องหน้ามันช่างชัดเจนเกินกว่าที่นางจะแบกรับไหวอีกต่อไป แล้วพวกเรา...เลิกรักกันตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่? หรือแท้จริงแล้ว มันเป็นเพราะจิตใจของนางเองที่ยังซื่อตรงและยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป เอาแต่หลงคิดไปเองฝ่ายเดียวว่า…หากมอบความรักให้เขามากเท่าไหร่ นางจะได้รับรักตอบแทนคืนกลับมามากเท่านั้น หึ! ช่างเป็นความคิดที่โง่งมสิ้นดี ความรักมิใช่การค้าขายเสียหน่อย ไฉนเลยยิ่งลงทุนเทหมดหน้าตัก กลับขาดทุนย่อยยับจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวเช่นนี้นับว่าสวรรค์ยังได้ยินคำอธิษฐานของนางใช่หรือไม่เขาไม่ได้ถูกศัตรูแทงตายในสนามรบ ฟ้าดินก็หาได้ลงทัณฑ์เขาตามคำสาบาน เขายังคงมีชีวิตอยู่ยืนยาว มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่คนทั้งเมืองหลวงแซ่ซ้องสรรเสริญ และเขาก็ได้พบเจอนางแล้ว...แต่เขาก็เลือกที่จะมองผ่านนางไปราวกับเป็นเพียงกรวดทรายไร้ค่าข้างทางคำสาบานของเขาไม่ได้พรากชีวิตเขาไป...แต่มันกำลังพรากวิญญาณของนางให้ตายทั้งเป็นอยู่ตรงนี้ต่างหาก!นางยังคงยืนจมดิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าเหตุใดเขาถึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้สึกผิดอันใดได้ถึงเพียงนี้กันหากนางรู้ว่า ปลายทางของการรักมั่นและเฝ้ารอจะต้องลงเอยด้วยความอนาถเช่นนี้...หากย้อนกลัยไปได้นั้น แต่แรกเริ่มนางไม่อยากจะรู้จักบุรุษผู้นี้เลยด้วยซ้ำ!วันนั้นใต้ต้นดอกท้อ...นางจะไม่เอ่ยถามแม้แต่ชื่อแซ่ของเขาตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ สตรีโง่งมผู้นี้เอาแต่เฝ้าแหงนมองผืนฟ้าเฝ้าเพียรถามกับหมู่เมฆและดวงดาวซ้ำๆ ว่าเขาสบายดีหรือไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหม?นางอยากรู้เพียงแค่ว่า เขายังมีลมหายใจและปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ ไฉนเลยฟ้าดินถึงเล่นตลกเฆี่ยนตีนาจนปางตายเช่นนี้กันในวันนี้เขาไม่เพียงแต่ปล
ท่ามกลางผู้คนมากมายและเสียงดังอื้ออึ้ง ทว่าบรรยากาศที่อยู่โดยรอบของซูหว่านชิงพลันเงียบสงัดลงทันที ราวกับจะถูกกลบหายไป เหลือเพียงเสียงก้องสะท้อนของคำว่า…ท่านพ่อที่ดังซ้ำๆ อยู่ในหัวของนางซ้ำราวกับถูกก้อนหินกระแทกหัวรอยยิ้มบนใบหน้าคนงดงามเลือนหายไปโดยสิ้น ทั้งซีดขาวเจื่อนลงราวกับคนตาย พร้อมกับลมหายใจที่สะดุดขาดตอนหัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวังเมื่อครู่ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกมาแล้วบดขยี้จนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีซูหว่านชิงยืนนิ่งงันภาพเบื้องหน้า นัยน์ตาเมล็ดซิ่งดูสั่นไหวระริกยากเกินจะควบคุม เมื่อเห็นว่านอกจากตะมีเด็กน้อยผู้นั้น ก็ยังมีโฉมงามสะคราญผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้าตามมานางกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนให้แม่ทัพหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าและสายตาที่เซียวมู่เฉินทอดมองไปยังร่างสตรีผู้นั้นและเด็กน้อยก็ช่างดูอบอุ่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักยิ่งนัก“บอกแล้วอย่างไร หากมีข้าอยู่…พวกเจ้าจะปลอดภัย”หัวใจของซูหว่านชิงกระตุกวูบจนปวบหนึบทันที ราวกับว่าสายตาเช่นนี้ที่ต่อจากนี้ไปนางจะไม่มีวันได้รับมันอีกชั่วชีวิตพวกเขาสามคน...ช่างดูเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางเสียงร้องแสดงความยินดีของคนทั้
สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงเมืองหลวง แต่กลับไม่ ได้นำพาความอบอุ่นมาด้วยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความเย็นเยียบที่เสียดแทงผ่านเนื้อผ้า กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกราวกับย้ำเตือนให้รู้ว่า…การรอคอยอย่างโดดเดี่ยวตลอดสิบปีที่ผ่านมาช่างหนาวเหน็บเสียจนหัวใจด้านชาไปหมดแล้วถนนสายหลักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงโห่ร้องยินดีดังระงมจนแสบแก้วหู“แม่ทัพเซียวกลับมาแล้ว!”“ชนะศึกใหญ่ครานี้ฮ่องเต้พอใจนัก! สกุลเซียวรุ่งโรจน์แน่!”“สิบปีเชียวนะ...ในที่สุดฝันร้ายที่ชายแดนก็จบลงเสียที”ชาวบ้านต่างเบียดเสียด ชะเง้อคอรอคอยขบวนกองทัพราวกับกำลังรอคอยเทพเซียนก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางผู้คนมากมายกลับมีเพียงสตรีในชุดสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่งที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าร้านน้ำชา ราวกับถูกตัดขาดออกจากออกจากความครึกครื้นยินดีนี้ซูหว่านชิง...บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้ากรมพิธีการ และคู่หมั้นที่ถูกลืมเลือนของแม่ทัพเซียวมู่เฉินใบหน้าของนางยังคงอ่อนหวานดังเดิม ทว่าหากสังเกตให้ดี แววตาคู่กรุ่นนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่กัดกินหัวใจมาตลอดสิบปี มือเรียวกำหยกครึ่งซีกในแขนเสื้อไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว“คุณหนูเจ้าคะ..







