Home / รักโบราณ / วาสนารักไม่หวนคืน / ๒ คำมั่นสัญญาใต้ต้นดอกท้อ

Share

๒ คำมั่นสัญญาใต้ต้นดอกท้อ

last update publish date: 2026-09-17 21:57:01

ท่ามกลางผู้คนมากมายและเสียงดังอื้ออึ้ง ทว่าบรรยากาศที่อยู่โดยรอบของซูหว่านชิงพลันเงียบสงัดลงทันที ราวกับจะถูกกลบหายไป เหลือเพียงเสียงก้องสะท้อนของคำว่า…ท่านพ่อที่ดังซ้ำๆ อยู่ในหัวของนางซ้ำราวกับถูกก้อนหินกระแทกหัว

รอยยิ้มบนใบหน้าคนงดงามเลือนหายไปโดยสิ้น ทั้งซีดขาวเจื่อนลงราวกับคนตาย พร้อมกับลมหายใจที่สะดุดขาดตอน

หัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวังเมื่อครู่ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกมาแล้วบดขยี้จนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

ซูหว่านชิงยืนนิ่งงันภาพเบื้องหน้า นัยน์ตาเมล็ดซิ่งดูสั่นไหวระริกยากเกินจะควบคุม เมื่อเห็นว่านอกจากตะมีเด็กน้อยผู้นั้น ก็ยังมีโฉมงามสะคราญผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้าตามมา

นางกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนให้แม่ทัพหนุ่มที่อยู่บนหลังม้า

และสายตาที่เซียวมู่เฉินทอดมองไปยังร่างสตรีผู้นั้นและเด็กน้อยก็ช่างดูอบอุ่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักยิ่งนัก

“บอกแล้วอย่างไร หากมีข้าอยู่…พวกเจ้าจะปลอดภัย”

หัวใจของซูหว่านชิงกระตุกวูบจนปวบหนึบทันที ราวกับว่าสายตาเช่นนี้ที่ต่อจากนี้ไปนางจะไม่มีวันได้รับมันอีกชั่วชีวิต

พวกเขาสามคน...ช่างดูเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ

ท่ามกลางเสียงร้องแสดงความยินดีของคนทั้งเมืองหลวงแต่กลับมีเพียงซูหว่านชิงที่ยืนแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางความมืดมิด ฝ่ามือที่กำหยกขาวสั่นสะท้านอย่างรุนแรง

เกรงว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คงมิใช่สิ่งที่นางจินตนาการเอาไว้ตลอดสิบปีกระมัง

หาไม่แล้ว…นี่ก็คงเป็นเรื่องตลกที่ขมขื่นและน่าสมเพชที่สุดในใต้หล้า!

เรื่องตลกของสตรีโง่งมผู้หนึ่งที่ยอมสละเยาว์วัยทั้งชีวิตยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเฝ้ารอคอยบุรุษเพียงคนเดียว…ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับใช้เวลาสิบปีไปกับการสร้างครอบครัวแสนอบอุ่นกับสตรีอื่น!

“คุณหนู!”

“คุณหนูเจ้าคะ!”

น้ำเสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกของชิงเอ๋อร์ดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท ทว่าสำหรับซูหว่านชิงในยามนี้ เสียงรอบกลับค่อยๆ ห่างไกลออกไปทุกที...ทุกที

“ชิงเอ๋อร์…ข้าเจ็บจัง”

ร่างกายของนางแข็งทื่อราวกับไร้ความรู้สึก ใบหน้าชาหนึบและดวงตาพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอ ก่อนสติเลือนรางจะถูกฉุดดิ่งกลับไปในห้วงอดีต...หวนคืนสู่ภาพความทรงจำอันงดงามที่นางกอดเก็บไว้ทุกลมหายใจเข้าออกตลอดสิบปีที่ผ่านมา

 

ฤดูใบไม้ผลิ ในปีนั้น...

ต้นท้อโบราณภายในจวนสกุลซูผลิดอกสะพรั่งจนกลายเป็นสีชมพูละลานตา กลีบดอกร่วงโรยปลิวว่อนตามแรงลมดูงดงามและอ่อนโยนราวกับเป็นดินแดนเทพเซียน

ใต้ร่มเงาไม้นั้น เด็กสาววัยสิบหกปีในอาภรณ์สีสดใสตามวัย นางนั่งก้มหน้าขยำชายเสื้อของตนเองจนยับยู่ยี่ ใบหน้าครงามงอง้ำด้วยความทุกข์ใจร่วกับผืนฟ้าะถล่มลงน้ำและน้ำป่าไหลหลาก

“ข้า…ข้าไม่ได้อยากให้ท่านไปเลยสักนิด”

ซูหว่านชิงพึมพำเสียงแผ่วเบา ขอบตาขึ้นสีแดงระเรื่อคล้ายคนกำลังจะร้องไห้หลั่งน้ำตาออกมาเสียให้ได้

ยามนี้ตรงหน้าของนางคือ เด็กหนุ่มร่างหน้าตาดีสูงโปร่งในชุดสีดำสนิทซึ่งกำลังจะออกเดินทางไกลไปยังชายแดนในวันรุ่งขึ้น

เซียวมู่เฉินในวัยสิบแปดปี ในยามนั้นเขายังไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรและเย็นชาเฉกเช่นวันนี้ แต่เป็นเพียงรองแม่ทัพเยาว์วัยที่มีนัยน์ตาเป็นประกายดุดัน และทะเยอทะยาน ทว่ายามเมื่อก้มมองเด็กสาวตรงหน้า แววตาคู่นั้นกลับอ่อนลงจนเต็มไปด้วยความเอ็นดู

“หว่านชิง...” เซียวมู่เฉินหลุดหัวเราะเบาๆ เสียงทุ้มต่ำของเขาช่างอบอุ่นคล้ายกับแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ ฝ่ามือหนาที่เริ่มหยาบกร้านจากการฝึกอาวุธยื่นไปลูบเรือนผมนุ่มของนางอย่างทะนุถนอม

“เหตุใดต้องทำหน้าตาเศร้าราวกับข้าจะไปตายและไม่มีวันกลับมาเช่นนั้นเล่า”

“ก็สนามรบมันอันตรายยิ่งนัก!”

พอได้ยินคำพูดนั้น เด็กสาวก็พลันเงยหน้าขึ้นทันควันพร้อมกับหยาดน้ำตาเม็ดโตไหลกลิ้งลงบนแก้มเนียนอย่างปวดใจ “หากว่าท่านได้รับบาดเจ็บหรือหากท่านต้องเป็นอะไรไป”

ยังไม่ทันสิ้นความดี น้ำเสียงหวานก็หยุดชะงักลง

นางพูดได้เพียงเท่านั้นก็ดูนิ่งงันไป…ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่นจนห่อเลือด เพราะไม่กล้าเอ่ยคำถ้อยพูดอัปมงคลที่น่าหวาด กลัวที่สุดในใจออกมา

เซียวมู่เฉินมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของนาง หัวใจของเด็กหนุ่มก็พลันอ่อนยวบ เขาถอนหายใจยาวก่อนจะเอื้อมมือเข้าไปในอกเสื้อ แล้วจึงหยิบขชิ้นหนึ่งออกมา มันคือหยกขาวมันแพะเนื้อดีครึ่งซีกสลักลวดลายเมฆมงคล ก่อนคว้าฝ่ามือบางของนางขึ้นมา แล้ววางมันลงไปอย่างนุ่มนวล

“เก็บมันไว้ให้ดี”

ซูหว่านชิงก้มมองหยกในมือด้วยความงุนงง แขนเสื้อยังชื้นน้ำตา นางสะอึกสะอื้นเอ่ยถาม “ฮึก! นี่คือสิ่งใดกัน”

“ก็ของหมั้นหมายอย่างไรเล่า” เซียวมู่เฉิงกระแอ่มไอทีหนึ่ง ก่อนจะยืดอกตอบน้ำเสียงมั่นคงและหนักแน่น ริมฝีปากหนาปรากฏรอยยิ้มจางๆ อย่างเจ้าเล่ห์

“เพ่ย! ผู้ใดเขาให้และรับของหมั้นกันง่ายๆ ที่ใต้ต้นไม้เช่นนี้กัน!” ทว่าใบหน้าของเด็กสาวพลันแดงซ่านลามไปจนถึงใบหู

นางทุบอกแกร่งของเขาไปทีหนึ่งด้วยความเขินอาย แต่กลับกำหยกชิ้นนั้นในมือเอาไว้แน่น

เซียวมู่เฉินเห็นท่าทางเช่นนั้นแล้วก็ หัวเราะร่าอย่างชอบใจ ก่อนจะเอ่ยต่ออีกว่า “อย่างไรเสียชาตินี้เจ้าก็ต้องแต่งให้ข้า ข้าจะให้ที่ใดก็เหมือนกันนั่นแหละ”

“เซียวมู่เฉิน!” ซูหว่านชิงถลึงตาใส่ แต่ดวงตาคู่งามกลับฉ่ำวาวไปด้วยความหวานล้ำและภายในใจของนางย่อมรู้สึกดีไม่น้อย

ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าแง่งอนของคู่หมั้นตัวน้อยเนิ่นนาน ก่อนที่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มจะค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นแววตาที่จริงจังหนักแน่นแทน…จริงจังเสียจนหัวใจของคนมองเต้นระรัวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

“หว่านชิง” เขากุมมือคู่เล็กไว้แน่น

“ข้าสัญญา...”

ยามสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านต้นท้อพลันหอบเอากลีบดอกไม้สีชมพูร่วงหล่นลงมาราวกับหยาดฝน โอบล้อมร่างของคนทั้งคู่เอาไว้

เซียวมู่เฉินพลางจยับเข้ามาใกล้ ก่อนโน้มตัวลงมาสบตากับนางในระยะประชิดที่ห่างกันเพียงแค่ลมหายใจกั้น “รอข้ากลับมาได้หรือไม่ ในวันที่ข้าสยบศัตรูทั่วหล้า นำชัยชนะกลับสู่แคว้น และเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร ข้าจะควบม้าขาว นำสินสอดทองหมั้นสิบหลี่มาแต่งเจ้าเข้าจวนอย่างสมเกียรติให้สตรีทั้งใต้หล้าต้องอิจฉาเจ้า”

หัวใจของซูหว่านชิงสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเนื้อตัวสั่นเทา

นางเม้มริมฝีปากเพื่อที่กลั้นก้อนความตื้นตันเอาไว้สุดกำลัง แต่ก็ยังไม่วายแสร้งตัดพ้ออย่างหยอกเย้า “แต่หากวันนั้นท่านกลาย เป็นคนใหญ่คนโตแล้ว เกิดผิดสัญญาต่อข้าขึ้นมาเล่าจะทำอย่างไร”

เซียวมู่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นวูบไหวท่าทีดูครุ่นคิดหนัก ก่อนจะคว้าหยกอีกครึ่งซีกที่เหลืออยู่วางลงบนฝ่ามือตนเอง แล้วเอ่ยคำสาบานด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

“หากว่าข้าผิดสัญญาต่อซูหว่าน! ฟ้าดินเป็นพยาน…ก็ขอให้ชาตินี้ข้าไม่ได้พบเจอเจ้าอีก แม้แต่ความตายก็อย่าได้ร่วมหลุม”

ไฉนเลยนางจะคาดคิดว่าบุรุษตรงหร้าจะทำเช่นนี้

“พูดจาเหลวไหล!” ซูหว่านชิงตกใจจนหน้าถอดสี นางพลันรีบเอื้อมมือไปตะปบปากเขาไว้ “ตัวท่านกำลังจะเข้าสนามรบ…ห้ามเอ่ยวาจาไม่เป็นมงคลเช่นนี้เด็ดขาด!”

เซียวมู่เฉินช้อนสบตากับสตรีตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงมือบางที่ปิดปากเขาออก แล้วกดจุมพิตเบาๆ ที่หลังมือของนางด้วยแววตาที่อ่อนโยนที่สุดในชีวิตบุรุษผู้หนึ่งจะพึงมี

“เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนใหม่ ไม่ว่าต้องใช้เวลานานเพียงใด ไม่ว่าหนทางจะลำบากแค่ไหน ข้าจะกลับมาและคุณหนูซูหว่านจะต้องเป็นภรรยาเพียงผู้เดียวของข้าเท่านั้น!”

ถ้อยคำสัญญาใต้ต้นท้อที่เบ่งบานอย่างงดงามในวันนั้น เด็กสาวยิ้มทั้งน้ำตาพลางพยักหน้าตอบรับอย่างหมดหัวใจ...

หากรู้ไม่ว่ามันเหนี่ยวรั้งนางเอาไว้นานถึงสิบปี

 

แปะ...

หยาดน้ำตาอุ่นร้อนหยดหนึ่งพลันร่วงหล่นลงกระทบที่หลังมือขาวซีด ราวกับความจริงตบหน้าฉาดใหญ่

ซูหว่านชิงเม้มริมฝีปากแน่น นางพลันลืมตาขึ้นมาเพื่อฉุดรั้งตนเองให้ออกจากห้วงความทรงจำในอดีต ก้มมองหยกขาวในฝ่ามือที่บัดนี้สั่นเทาจนแทบประคองไว้ไม่อยู่

หยกชิ้นเดิม...

คำสัญญาเดิม...

ฤดูใบไม้ผลิที่วนกลับมาบรรจบที่เดิม...

แต่บุรุษตรงหน้าที่กำลังโอบกอดสตรีอื่นอยู่บนหลังม้าผู้นั้น กลับไม่ใช่เซียวมู่เฉินเด็กหนุ่มใต้ต้นดอกท้อของนางอีกต่อไปแล้ว

เสียงรอบข้างที่เคยดับสนิทคล้ายถูกดึงกลับมาอีกครั้ง ทว่ามันไม่ได้นำพาความยินดีมาสู่หัวใจของซูหว่านชิงเลยแม้แต่น้อย

ลมหายใจของนางดูแผ่วเบาจนแทบจะเลือนหายไปกับสายลม ภาพตรงหน้าคือขบวนทัพที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านหน้าร้านน้ำชาไปอย่างช้าๆ และสตรีผู้นั้น โฉมงามบนรถม้ายังคงส่งรอยยิ้มแสนหวานให้แก่เซียวมู่เฉิน พร้อมกับเขาที่ยังทอดสายตาอบอุ่นตอบกลับไป

เขาทำราวกับไม่เห็นนางทั้งที่ยังสบตากันเสี้ยวลมหายใจ

และสายตาประเภทที่ซูหว่านชิงเคยเชื่อมั่นสุดใจว่า มันมีไว้สำหรับนางเพียงผู้เดียวในใต้หล้า

‘บอกแล้วอย่างไร หากมีข้าอยู่…พวกเจ้าจะปลอดภัย’

ซูหว่านชิงไม่รู้ว่าตนเองควรที่จะหลั่งน้ำตาร้องไห้ให้ฟูมฟาย หรือควรจะหัวเราะเยาะกับชะตากรรมที่แสนสมเพชนี้ดี ยามนี้ก้อนเนื้อในอกของนางมันเจ็บแปลบ...เจ็บลึกเสียจนคล้ายกับกำลังถูกบดขยี้จนแหลกลาญ ไม่เหลือชิ้นดี

“คุณหนู...” ชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายพอเหลือบหันไปมองผู้เป็นนายอีกทีที่ตอนนี้ร้องไห้จนตัวโยน ก็รีบขยับเข้ามาบังเอาไว้เพื่อไม่ให้สายตาของคนภายนอกมองเห็นความน่าสมเพชนี้

“เรา...เรากลับกันเถิดเจ้าคะ อย่าอยู่ตรงนี้เลยนะเจ้าคะ”

ซูหว่านชิงยังคงไม่ได้ขยับเขยื้อน ร่างกายของนางเย็นเยียบราวกับสลักมาจากศิลาน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ แววตาคู่งามจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างในชุดเกราะเหล็กที่ค่อยๆ ห่างออกไป…

ห่างออกไปพร้อมกับความอบอุ่นทั้งหมดในชีวิตของนาง

สิบปีที่นางเฝ้ารอ! สิบปีที่ยอมถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงเทื้อไร้คนแต่ง สิบปีที่ปฏิเสธทุกคนที่เข้าหา…เพื่อรักษาถ้อยคำมัญญานั้น

ทว่านามผลลัพธ์ของมันช่างน่าหัวร่อสิ้นดี!

ซูหว่าาชิฝก้มมองหยกขาวในมือที่หักครึ่ง…หยกที่เขาได้เคยไว้สาบานว่าหากผิดสัญญา ก็ขอให้ชาตินี้ไม่ได้พบเจอนางอีก แม้แต่ความตายก็อย่าได้ร่วมหลุม

“เซียวมู่เฉิน...ท่านช่างใจร้ายยิ่งนัก” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าจนแทบไม่ได้ยิน มีเพียงความขมขื่นที่แล่นพล่านจนจุกคอ

 

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๙ งานเลี้ยงที่ชวนขายหน้า

    ณ โรงน้ำชาอันผิงของเมืองหลวงแม้ว่าซูหว่านชิงนั่งนิ่งอยู่ภายในห้องรับรองส่วนตัว แต่เสียง พูดคุยจากโต๊ะด้านนอกกลับลอดผ่านฉากกั้นเข้ามาอย่างชัดเจนไม่มีตกหล่นได้ยินทุกถ้อยคำราวกับนั่งร่วมโต๊ะ“ข้าได้ยินมาว่าวันก่อนคุณหนูซูถึงกับบุกไปทวงตำแหน่งฮูหยินถึงจวนแม่ทัพ แต่กลับถูกท่านแม่ทัพถามกลับอย่างหน้าตาเฉยว่าเป็นผู้ใดกัน…เหอะ! ช่างน่าขายหน้านัก”พอสิ้นประโยคนั้น เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังขึ้นทันทีชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างกายผู้เป็นนายถึงกับสีหน้าดูแดงก่ำด้วยความโกรธจัดจนตัวสั่น“คนพวกนี้! ปากหอยปากปูสิ้นดี!” นางตวาดด่ากลับทันทีทว่าซูหว่านชิงกลับทำเพียงนั่งนิ่งดั่งรูปสลักราวกับไม่ได้ยินและหาได้ใส่ใจนัก นางค่อยๆ ประคองถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปากอย่างเชื่องช้า สีหน้าเรียบเฉยและแววตาสงบนิ่งเกินกว่าที่จะคาดคิด...ถ้อยคำพูดพล่อยๆ ของพวกคนแปลกหน้าเหล่านั้นไหนเลยจะทำอันใดนางได้อีกกันเล่า…สำหรับนางที่เคยเจ็บเจียนตายมาแล้วดังนั้น มันจึงไม่ต่างจากสายลมพัดผ่านหูเท่านั้นทว่าครู่ต่อมา น้ำเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากโต๊ะด้านนอก“หึ! พวกเจ้าจะไปรู้จริงอันใด ข้าว่าคุณหนูซูน่ะโชคร้ายจริงแท้ แต่ผู

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๘ ข่าวลือทั่วเมืองหลวง

    เพียงแค่ชั่วข้ามคืน เรื่องอื้อฉาวภายในจวนสกุลเซียวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงราวกับไฟลามทุ่งหญ้าไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้า โรงน้ำชา โรงเตี๊ยมสุรา ตลาดสดที่ผู้คนพลุ่งพล่านไปจนถึงจวนของเหล่าขุนนาง…ต่างก็มีแต่คนจับกลุ่มพูดถึงเรื่องเดียวกันอย่างสนุกปากแม่ทัพเซียวมู่เฉินสร้างคุณความชอบใหญ่หลวงกลับมาจากชายแดน ทว่าข้างกายกลับพ่วงภรรยาชาวบ้านและบุตรชายตัวน้อยกลับมาด้วย ในขณะที่คู่หมั้นตระกูลใหญ่ผู้สูงศักดิ์ก็เฝ้ารอคอยเขามานานถึงสิบปี ยังคงถูกทิ้งให้เดียวดายอยู่ที่เมืองหลวง“ข้าได้ยินว่าคุณหนูซูยอมปฏิเสธบุรุษทุกคนไม่ยอมแต่งงานกับผู้ใดก็เพราะรอเขาเพียงคนเดียว รอมานานถึงสิบปีเชียวนะ!”“ข้ายังได้ยินมาอีกว่า ในทุกๆ ปีนางจะเดินทางขึ้นเขาไปจุดธูปคุกเข่าขอพรให้ท่านแม่ทัพปลอดภัย…ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน”“เห้อ! น่าเห็นใจคุณหนูซูจริงๆ ท่านแม่ทัพก็ช่างใจดำนัก”เสียงซุบซิบนินทาที่ดังขึ้นไม่ขาดสาย บ้างก็แสดงความเห็นอกเห็นใจ บ้างก็ทอดถอนใจด้วยความเวทนา ทว่าก็ยังคงมีกลุ่มคนที่หัวเราะเยาะหยันด้วยความสะใจเช่นกัน“สตรีที่อายุล่วงเลยจนถึงยี่สิบหกปีแล้ว…ยังจะโง่งมรอคอยผู้ชายอยู่อีกหรือ หากเป็นดอกไม้ก็คงรอจนตนเองเห

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๗ คนที่ถูกลืมเลือน

    บรรยากาศทั่วทั้งบริเวณสวนหินที่เคยร่มรื่นก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันเจือด้วยความอึดอัดไฉนเลยจะมีผู้ใดคาดว่า เรื่องราวระหองระแหงเรื่องหนึ่งจะบานปลายกลายเป็นเรื่องที่ชวนกระอักกระอ่วนถึงเพียงนี้ซูหว่านชิงยังคงยืนนิ่ง แผ่นหลังบางเหยียดตั้งตรง ดวงตาคู่งามยังคงจ้องสบกับบุรุษตรงหน้าไม่ลดละดูไร้ความเกรงกลัว แม้ว่าก้อนเนื้อในอหัวใจในอกจะปวดร้าวรุนแรงจนแทบสิ้นสติและหายใจไม่ออก แต่ศักดิ์ศรีหยิ่งทะนงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด…นางจะไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าคนใจดำผู้นี้อีกต่อไปเซียวมู่เฉินจ้องมองสตรีตรงหน้าไม่วางตา แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดยิ่งเขามองใบหน้าซีดเซียวที่พยายามกัดฟันฝืนแสดงความเข้มแข็งของนาง กลับยิ่งรู้สึกอึดอัดแน่นอกอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างสำคัญที่ถูกลืมเลือนเอาไว้ในส่วนลึกของความทรงจำแต่ทว่าไม่ว่าเขาจะพยายามเค้นรื้อค้นเพียงใด สิ่งที่พบกลับมีเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น“หว่านชิง...” ฮูหยินเซียวเรียกอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะรีบก้าวออกมายืนกั้นกลางระหว่างคนทั้งสองไว้หยาดน้ำตาของผู้อาวุโสด็หลั่งรินลงมาตามร่องแก้มอย่างไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป “พอเถิด...พอได้แล้ว”“ฮูหยิ

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๖ ภรรยาจากชายแดน

    สำหรับเซียวมู่เฉินแล้ว ทั้งชีวิตของเขาย่อมเคยพบเจอผู้คนมากมาย แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นหน้านางรัก…แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก มิหนำซ้าถ้อยคำตัดพ้อที่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดและแววตาที่หม่นหมองของนาง กลับทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเขาบีบรัดแน่นอย่างประหลาดนักยามที่นางกล่าวว่าตนเองโง่งมที่รอคอย ยามที่นางตราหน้าว่าเขาเป็นบุรุษที่น่าสมเพชและยามที่นางเอ่ยปากขอคืนสัญญาหมั้นในใจของแม่ทัพหนุ่มพลันเกิดความสับสนขึ้นมาทันทีสิ้นเสียงของซูหว่านชิง...ความเงียบงันหนักอึ้งก็เข้าปกคลุมทั่วสวนกลางจวนทันที ไร้แม้กระทั่งเสียงลมหายใจเซียวมู่เฉินนิ่งค้างไป คิ้วเข้มขมวดมุ่นจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาลุ่มลึกที่ยากจะอ่านออกไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงได้มองเห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้แววตาแน่วแน่นั้น แต่เขากลับไม่มีความทรงจำใดมาเชื่อมโยงกับนางได้เลยแม้แต่น้อย“หว่านชิง...” ฮูหยินเซียวเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงแหบพร่า มือที่พยายามจะคว้าแขนของซูหว่านชิงสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่แต่ในจังหวะที่ซูหว่านชิงกำลังจะหมุนตัว เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ความเงียบนั้นก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเบาๆ ที่ก้าวเข้ามาจากทางด้านหล

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๕ คุณหนูผู้นี้คือผู้ใด

    ยามนี้นางไม่ได้ยินเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับหูอื้อไปชั่วขณะซูหว่านชิงเจ็บปวดเหลือเกิน…นางหลงนึกว่าหัวใจดวงนี้จะด้านชาจนไม่รู้สึกอันใดแล้ว ทว่าความจริงมันก็กลับเจ็บแปลบขึ้นมาจุกอยู่ที่อก จนรู้สึกราวกับจะกระอักเลือดออกมาเสียให้ได้ในเมื่อสุดท้ายต้องลงเอยเช่นนี้…แล้วเหตุใดเขาจะต้องบอกให้นางรอด้วยเล่าบอกให้รอปีแล้วปีเล่า ให้นางรอไปเพื่ออันใดกันเพราะในเมื่อท้ายที่สุดแล้ว…การเฝ้ารักมั่นที่ซื่อตรงของนางตลอดสิบปีที่ผ่านมา มันเป็นเพียงการรอคอยที่ไร้ค่าถึงเพียงนี้!ซูหว่านชิงพลางหลับตาลงช้าๆ อย่างหนักอึ้ง เปลือกตาของนางร้อนผ่าว แต่กลับไม่มีหยาดน้ำตาไหลออกมาอีกแล้ว เกรงว่ามันคงจะแห้งเหือดไม่มีสิ่งใดให้ไหลออกมาแล้วสิบปีแห่งการรอคอยอันแสนงมงายสิ้นสุดลงแล้วจริงๆไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของความหวังเก่าๆ ใต้ต้นดอกท้อในวัยสิบหกปีที่ยามนี้ได้กลายเป็นเพียงภาพฝันร้ายที่คอยตอกย้ำความโง่เขลาของนางไฉนเลยถ้อยคำพูดของบุรุษเป็นเพียงแค่ลมปากเท่านั้นซูหว่านชิงสูดลมหายใจลึกลืมตาขึ้นมา ก่อนที่จะหันไปจ้องสบตามองเซียวฮูหยิน ริมฝีปากโค้งยกขึ้นยิ้มจางๆ “เช่นนั้น…ข้าก็คงต้องรบกวนฮูหยินเซียวไปแจ้งแก่ท่านแม่ทัพเซีย

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๔ เขากลับมาแล้ว

    ภายในเรือนหลังหนึ่งของจวนสกุลซู...บรรยากาศโดยรอบดูเงียบงันและวังเวงเสียจนน่าใจหายแสงไฟจากตะเกียงสลัวสั่นวูบไหวตามแรงลมที่พัดโชยเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่กลับมิอาจปัดเป่าความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของสตรีในเรือนได้เลยสักนิดนับตั้งแต่กลับมาถึงเรือนนั้น ซูหว่านชิงก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ภายในห้อง นางไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับหรือพบเจอผู้ใด แม้กระทั่งมื้อเย็นที่สาวใช้นำมาให้จนเย็นชืดหมดแล้ว นางเอาแต่นั่งเหม่อลอย ทอดสายตามองทุกอย่างตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายชิงเอ๋อร์ชะงักนิ่งอยู่หน้าประตู นางเดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับถาดน้ำชาและขนมหวาน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนจนจับใจ“คุณหนูเจ้าคะ...กินอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าคะ” น้ำเสียงของสาวใช้สั่นเครือซูหว่านชิงไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป ร่างบางยังคงนั่งนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งคันฉ่องทองเหลือง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเมล็ดซิ่งบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักและเบื้องหน้าของนางในยามนี้มีกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ มันคือกล่องที่เก็บรักษาความทรงจำทั้งหมดตลอดสิบปีเอาไว้ซูหว่านชิงพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ตัวอั

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status