Share

๔ เขากลับมาแล้ว

last update publish date: 2026-09-28 20:07:30

ภายในเรือนหลังหนึ่งของจวนสกุลซู...บรรยากาศโดยรอบดูเงียบงันและวังเวงเสียจนน่าใจหาย

แสงไฟจากตะเกียงสลัวสั่นวูบไหวตามแรงลมที่พัดโชยเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่กลับมิอาจปัดเป่าความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของสตรีในเรือนได้เลยสักนิด

นับตั้งแต่กลับมาถึงเรือนนั้น ซูหว่านชิงก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ภายในห้อง นางไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับหรือพบเจอผู้ใด แม้กระทั่งมื้อเย็นที่สาวใช้นำมาให้จนเย็นชืดหมดแล้ว นางเอาแต่นั่งเหม่อลอย ทอดสายตามองทุกอย่างตรงหน้าอย่างไร้จุดหมาย

ชิงเอ๋อร์ชะงักนิ่งอยู่หน้าประตู นางเดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับถาดน้ำชาและขนมหวาน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนจนจับใจ

“คุณหนูเจ้าคะ...กินอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าคะ” น้ำเสียงของสาวใช้สั่นเครือ

ซูหว่านชิงไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป ร่างบางยังคงนั่งนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งคันฉ่องทองเหลือง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเมล็ดซิ่งบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนัก

และเบื้องหน้าของนางในยามนี้มีกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ มันคือกล่องที่เก็บรักษาความทรงจำทั้งหมดตลอดสิบปีเอาไว้

ซูหว่านชิงพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ตัวอักษรบนซองจดหมายอย่างเชื่องช้า สัมผัสถึงรอยหมึกที่คุ้นเคยพลันทำเอามุมปากของนางกระตุกโค้งยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ อย่างขมขื่น

ในใจของนางยังคงพยายามหลอกตัวเองซ้ำๆ ว่า เรื่องราวที่เจอเมื่อกลางวันนั้น เป็นเพียงแค่ฝันร้ายตื่นหนึ่งเท่านั้น แต่รอยแผลกรีดลึกจากเศษหยกขาวที่ฝ่ามือ…ซึ่งยังคงมีเลือดซึมออกมาบางเบา กลับเป็นสิ่งตอกย้ำชั้นดีว่า ความจริงก็คือความจริง

เซียวมู่เฉินกลับมาแล้ว...กลับมาในฐานะแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร พร้อมสตรีโฉมงามผูเหนึ่งและบุตรชายผู้เป็นแก้วตาดวงใจ

“คุณหนูเจ้าคะ...” ชิงเอ๋อร์ขยับกายเข้ามาใกล้ ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยเต็มไปด้วยความลำบากใจ คล้ายมีถ้อยคำบางอย่างที่อยากพูดทว่าก็หวาดกลัวเกินกว่าจะเอ่ยออกไป

“มีอะไรหรือ...” ซูหว่านชิงเอ่ยถาม น้ำเสียงแผ่วเบาราวกับจะถูกสายลมกลืนหายไป

“ข้างนอกนั่น...” ชิงเอ๋อร์พูดขึ้นมาหรึ่งคำก็พลันก้มหน้าลง กัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด “เรื่องเมื่อกลางวัน...ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้วเจ้าค่ะ”

และพอได้ยินประโยคนั้น มือของซูหว่านชิงที่กำลังจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาก็พลันชะงักกลางในอากาศทันที

“เหอะ! แต่พวกคนเหล่านั้นก็ช่างปากหอยปากปูไร้ยางอายเหลือเกินเจ้าค่ะ!” ชิงเอ๋อร์เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอัดอั้นตันใจ และโกรธแค้นจนตัวสั่นแทนผู้เป็นนาย “บางคนก็กล่าวว่า แม่ทัพเซียวเปลี่ยนใจไปตั้งแต่นานปีแล้ว มีเพียงคุณหนูที่ดื้อรั้นรอเก้อไปเอง…แล้วยังมีคนสารเลวบางพวกหัวเราะเยาะอีกว่า”

น้ำเสียงของสาวใช้ค่อยๆ แผ่วเบาคล้ายมีก้อนบางอย่างที่ตีตื้นขึ้นมาจนจุกคอ สายตาพลางชำเลืองเหลือบมองสตรีตรงหน้าราวกับว่าไม่กล้าเอ่ยประโยคเหล่านั้นออกมาให้ระคายหูผู้เป็นนาย

ทว่ามุมปากของซูหว่านชิงที่เห็นท่าทางเช่นนั้น กลับเหยียดยกยิ้มสมเพชให้แก่ตนเอง

“ว่ามาเถิดชิงเอ๋อร์...คำคนเหล่านั้นต่อให้เจ้าไม่พูดวันนี้ วันหน้าข้าก้าวเท้าออกจากจวนก็ต้องได้ยินอยู่ดี”

ชิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรงอน่างชั่งใจ ก่อนที่จะกลั้นใจเอ่ยเสียงสั่น “พวกเขาบอกว่า คุณหนูเป็นสตรีแก่ค้างเรือน ไร้ความสามารถ ทรนงตนจนอายุล่วงเลย บ้างก็ว่ารอบุรุษจนเสียสติ สุดท้ายก็ถูกบุรุษทอดทิ้งอย่างไม่ไยดีเจ้าค่ะ”

ลมหายใจของนางชะงักกึกทันที บรรยากาศทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบสงัดที่ชวนหนาวเหน็บ ซูหว่านชิงค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ ก้อนเนื้อในอกปวดหนึบจนชาราวกับมีของแหลมคมได้ทิ่มแทงเข้ามาอย่างจังจนนางแทบสำลักออกมาเป็นสายเลือด

แต่ช่างน่าอนาถนัก...ที่คำนินทาอันร้ายกาจเหล่านั้น

ไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยนไปเลยแม้แต่สักครึ่งคำ

เพราะนางรอเขาจริงๆ รอจนยอมสูญเสียช่วงเวลาเยาว์วัยที่งดงามที่สุดในชีวิตสตรีผู้หนึ่งไปจนหมดสิ้น รอจนเหล่าสหายรุ่นราวคราวเดียวกันต่างแต่งงานออกเรือนจนลูกโตเต็มบ้าน

ทว่านางในวัยยี่สิบหกปี กลับต้องมายืนมองบุรุษที่ตนรักปักใจประคองกอดสตรีอื่นและตระหนักได้ว่าสิบปีที่ผ่านมา ตนเองเป็นเพียงตัวตลกโง่งมในสายตาของคนทั้งใต้หล้า

ซูหว่านชิงแค่นหัวเราะร่อแผ่วเบาออกมาอย่างอดไม่ได้

“คุณหนู!” ชิงเอ๋อร์เห็นดังนั้น นางรีบคุกเข่าลงข้างกาย ซบหน้าลงบนตักของซูหว่านชิงพลางร้องไห้ออกมาอย่างยากจะอดกลั้น  “ท่านอย่าได้เก็บคำพูดของพวกนั้นมาใส่ใจเลยนะเจ้าคะ...ความจริงเป็นอย่างไร ย่อมรู้ดีว่าท่านแม่ทัพที่ผิดสัญญา เป็นเขาที่ไร้ยางอาย!”

ซูหว่านชิงส่ายหน้าช้าๆ นัยน์ตาเมล็ดซิ่งดูหม่นแสงลงคล้ายเถ้าถ่านที่ไร้ประกายไฟ

นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าหาได้อันเป็นใด…พวกเขาก็เพียงแค่พูดในสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น ปากคนจะไปห้ามได้อย่างไร”

ทันตอนนั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบและลนลานดังขึ้นจากทางเดินด้านนอกเรือน ก่อนที่ประตูจะถูกผลักเข้ามาพร้อมกับร่างของสาวใช้ผู้หนึ่งที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

“คุณหนู! คุณหนูใหญ่เจ้าคะ!”

ซูหว่านชิงขมวดคิ้วมุ่น พยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

“มีเรื่องอันใด เหตุใดต้องตื่นตระหนกถึงเพียงนี้”

“ฮูหยินใหญ่เรียกพบคุณหนูที่ห้องโถงเจ้าค่ะ!” สาวใช้ผู้นั้นเอ่ยพลางหอบหายใจ

“ดูเหมือนว่า จะมีแขกมาจากจวนแม่ทัพเซียวเจ้าค่ะ!”

พอได้ยินคำนั้นหลุดออกมาจากปากสาวใช้ตรงหน้า…หัวใจของซูหว่านชิงก็พลันกระตุกวูบจนปวดหนึบ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งไปชั่วขณะ

ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็ดูหน้าซีดเผือดลงทันควัน

ทั้งที่เพิ่งเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้นเมื่อกลางวัน เหตุใดคนจากจวนแม่ทัพจึงได้เคลื่อนไหวรวดเร็วมาหาถึงที่นี่ในยามค่ำคืนเช่นนี้

แท้จริงแล้วมีเรื่องใดกันแน่ หรือจะมาขอยกเลิกสัญญาหมั้นหมายอย่างเป็นทางการงั้นรึ…หรือว่าจะมาเหยียบย่ำซ้ำเติมให้สกุลซูต้องอับอายขายหน้ายิ่งกว่าเดิม

ซูหว่านชิงถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเฮือกหนึ่ง จากนั้นก็พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ราวกับข่มความคิดและคำถามเหล่ากดลงไปในอก บังคับฝ่ามือที่สั่นเทาให้กำเข้าหากันแน่น แล้วลุกขึ้นยืน

ในเมื่อเรื่องก็มาถึงเพียงนี้แล้ว อย่างไรนางก็ไม่อาจหลบหนีหลบซ่อนได้ตลอดไป…มิสู้มาจัดการสะสางให้แล้วสิ้นเสีนดีกว่า

แต่ไฉนเลยพอก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถง นางกลับคาดคิดผิด เพราะผู้ที่นั่งอยู่ตรงนั้นกลับมิใช่เซียวมู่เฉิน บุรุษใจดำอำมหิตผู้นั้น

หากแต่เป็นฮูหยินเซียว มารดาของเขา

ซึ่งกำลังนั่งร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ ร่างทั้งร่างสั่นเทาอยู่ต่อหน้ามารดาของนางแทนเล่า

ภายในห้องโถงกว้างของสกุลซู ยามนี้คล้ายถูกปกคลุมด้วยกลิ่นอายความขุ่นมัวอย่างกระอักกระอ่วนเสียจนหายใจแทบไม่ออก เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของฮูหยินเซียวดังระงมไปทั่วบริเวณ

นางเอาแต่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไหลทะลักออกจากทางดวงตาบวมช้ำ โดยมีฮูหยินใหญ่ มารดาของซูหว่านชิง ที่นั่งเคียงข้างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและดวงตาดูฉายแววปวดร้าวไม่แพ้กัน

“หว่านชิง...เจ้ามาแล้วหรือ” ฮูหยินใหญ่ซูเอ่ยเรียกบุตรสาวน้ำเสียงแหบพร่า เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา

ทันทีที่เห็นร่างบางคุ้นเคยในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนก้าวพ้นประตูเข้ามา ฮูหยินเซียวพลันเงยหน้าขึ้นทันควัน และยามเมื่อสายตาของนางทอดมองมายังใบหน้าซีดเผือดและดวงตาบวมช้ำของซูหว่านชิง

“หว่านชิง! โถ...ซูหว่านชิงของป้า!”

ฮูหยินเซียวรีบลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งเข้ามาหาซูหว่านชิงอย่างลนลาน คว้าฝ่ามือบางของเรียวไปกุมไว้แน่น ทว่ายามที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนรอยแผลจากเศษหยกที่เพิ่งถูกผ้าพันแผลสีขาวพันเอาไว้ลวกๆ

ฮูหยินเซียวก็พลันสะดุ้งสุดตัว น้ำตาไหลร่วงเผาะลงบนหลังมือของซูหว่านชิงทันที

“ป้าขอโทษ เป็นสกุลเซียวของพวกเราที่ทำร้ายเจ้า เป็นเจ้าสารเลวมู่เฉินที่สารเลวผิดคำสัตย์!” ฮูหยินเซียวร่ำไห้จนตัวโยน

ปากก็เอาแต่พร่ำพ่นถ้อยคำด่าทอบุตรชายของตนเองอย่างเหลืออด “สิบปี...เจ้าใช้เวลาทั้งสิบปีที่งดงามที่สุดในชีวิตเพื่อรอคอย แต่ทว่าสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมา...กลับเป็นความอดสูเช่นนี้!”

ซูหว่านชิงยืนนิ่งงัน ร่างกายของนางชาหนึบจนไร้ความรู้สึก จ้องมองหยาดน้ำตาของผู้มีเซียวฮูหยินด้วยความสับสนขมขื่น

ในเมื่อมารดาของเขายังรู้...แล้วเหตุใดบุรุษผู้นั้นกลับไม่รู้สึกรู้สาอันใดเลยเล่า?

“ฮูหยินเซียวไปนั่งกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ” ซูหว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้คลื่นอารมณ์ใดๆ จนคนฟังยิ่งใจหาย

นางพยายามประคองร่างสั่นเทาของอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น

“ในเมื่อเรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านป้าร้องไห้ไปก็มิอาจแก้ไขสิ่งใดได้”

“ซูหว่านชิง เจ้าอย่าทำน้ำเสียงเย็นชาเฉยเมยเช่นนี้เลย ป้าเห็นแล้วป้ายิ่งปวดใจเหลือกำลัง” ฮูหยินเซียวสะอื้นร้องไห้แทบขาดใจ นางพลางซบหน้าลงกับไหล่บางของซูหว่านชิงอน่างอ่อนล้า “เจ้าอยากทุบตีหรืออยากด่าทอากุลเซียวอย่างไรก็ว่ามาเถิด แต่อย่าเงียบเช่นนี้เลย...รู้ไหมยามที่ข้าเห็นเขาพาสตรีแพศยาผู้นั้นพร้อมเด็กผู้นั้นเข้าจวนมา มารดาก็แทบอยากจะหยิบกระบี่มาบั่นคอเจ้าลูกเนรคุณนั่นให้ตายตกตามกันไปเสีย!”

จากคำพร่ำบ่นด่าทอปนเสียงสะอื้นของฮูหยินเซียวนั้น

ซูหว่านชิงก็เริ่มจะเข้ามจกระจ่างแจ้งเรื่องราวทั้งหมดแล้ว

“สตรีแพศยาผู้นั้นแซ่หลิ่วนามว่าอวี้โหรว นางเป็นบุตรสาวของท่านหมอผู้หนึ่งที่เคยช่วยชีวิตมู่เฉินเอาไว้” ฮูหยินเซียวเอ่ยเสียงสั่นระริกด้วยความโกรธแค้น “นางอ้างว่าตนเองอ้างว้างโดดเดี่ยว ไร้ที่ให้พึ่งพิง จึงใช้โอกาสนั้นคอยปรนนิบัติพัดวีมู่เฉินยามที่เขาบาดเจ็บปางตายอยู่ในค่ายทหาร...ทว่าสุดท้ายก็กลับลักลอบมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนกำเนิดสายเลือดตัวน้อยผู้นั้นขึ้นมา!”

พอสิ้นคำนั้น ก็ราวกับค้อนเหล็กขนาดใหญ่ทุบเข้าที่หัวของ ซูหว่านชิงอย่างจัง จนสมองของนางขาวโพลนและชาหนึบไปทั้งร่าง

ยามบาดเจ็บปางตายในค่ายทหารอย่างนั้นหรือ...

หัวใจของนางกระตุกวูบ สมองแล่นกลับไปนึกถึงช่วงปีที่ห้าทันที…ในตอนนั้นนางได้รับจดหมายช้ากว่าปกติ ทั้งยังร่ำไห้ฟูมฟายด้วยความห่วงใยเขาแทบกินไม่ได้และนอนไม่หลับ

แต่เนื้อความในจดหมายที่เขาเขียนตอบกลับมาว่าบาดแผลเพียงเล็กน้อย อย่าได้เป็นห่วง ยังต้องรักษาชีวิตกลับไปแต่งภรรยา

ที่แท้ในยามที่นางกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะเป็นกังวลเรื่องเขา…ข้างกายของเขากลับมีสตรีอื่นคอยประคบประหงมอยู่บนเตียง และคำว่าภรรยาที่เขาบอกว่าจะแต่ง..

บางทีเขาอาจมิได้หมายถึงนางมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

“ซูหว่านชิง...” ฮูหยินซูที่นั่งเงียบมานาน ยามนี้ก็หลั่งน้ำตาด้วยความสงสารบุตรสาวจับใจ นางเดินเข้ามาโอบไหล่ของเอาไว้

“เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป สัญญาหมั้นหมายนี้...”

 

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๔ เขากลับมาแล้ว

    ภายในเรือนหลังหนึ่งของจวนสกุลซู...บรรยากาศโดยรอบดูเงียบงันและวังเวงเสียจนน่าใจหายแสงไฟจากตะเกียงสลัวสั่นวูบไหวตามแรงลมที่พัดโชยเล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่กลับมิอาจปัดเป่าความหนาวเหน็บที่กัดกินลึกเข้าไปในกระดูกของสตรีในเรือนได้เลยสักนิดนับตั้งแต่กลับมาถึงเรือนนั้น ซูหว่านชิงก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ภายในห้อง นางไม่ยอมเปิดประตูต้อนรับหรือพบเจอผู้ใด แม้กระทั่งมื้อเย็นที่สาวใช้นำมาให้จนเย็นชืดหมดแล้ว นางเอาแต่นั่งเหม่อลอย ทอดสายตามองทุกอย่างตรงหน้าอย่างไร้จุดหมายชิงเอ๋อร์ชะงักนิ่งอยู่หน้าประตู นางเดินเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับถาดน้ำชาและขนมหวาน ดวงตาของนางแดงก่ำด้วยความสงสารและเป็นห่วงคุณหนูของตนจนจับใจ“คุณหนูเจ้าคะ...กินอะไรสักหน่อยเถิดเจ้าคะ” น้ำเสียงของสาวใช้สั่นเครือซูหว่านชิงไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับไป ร่างบางยังคงนั่งนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งคันฉ่องทองเหลือง ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด ดวงตาเมล็ดซิ่งบวมช้ำเพราะร้องไห้อย่างหนักและเบื้องหน้าของนางในยามนี้มีกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่ มันคือกล่องที่เก็บรักษาความทรงจำทั้งหมดตลอดสิบปีเอาไว้ซูหว่านชิงพลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ตัวอั

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๓ จดหมายฉบับสุดท้าย

    นับว่าสวรรค์ยังได้ยินคำอธิษฐานของนางใช่หรือไม่เขาไม่ได้ถูกศัตรูแทงตายในสนามรบ ฟ้าดินก็หาได้ลงทัณฑ์เขาตามคำสาบาน เขายังคงมีชีวิตอยู่ยืนยาว มีชื่อเสียง ทั้งยังเป็นแม่ทัพใหญ่ที่คนทั้งเมืองหลวงแซ่ซ้องสรรเสริญ และเขาก็ได้พบเจอนางแล้ว...แต่เขาก็เลือกที่จะมองผ่านนางไปราวกับเป็นเพียงกรวดทรายไร้ค่าข้างทางคำสาบานของเขาไม่ได้พรากชีวิตเขาไป...แต่มันกำลังพรากวิญญาณของนางให้ตายทั้งเป็นอยู่ตรงนี้ต่างหาก!นางยังคงยืนจมดิ่งอยู่ที่เดิม ทว่าเหตุใดเขาถึงก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างง่ายดายโดยไม่รู้สึกผิดอันใดได้ถึงเพียงนี้กันหากนางรู้ว่า ปลายทางของการรักมั่นและเฝ้ารอจะต้องลงเอยด้วยความอนาถเช่นนี้...หากย้อนกลัยไปได้นั้น แต่แรกเริ่มนางไม่อยากจะรู้จักบุรุษผู้นี้เลยด้วยซ้ำ!วันนั้นใต้ต้นดอกท้อ...นางจะไม่เอ่ยถามแม้แต่ชื่อแซ่ของเขาตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ สตรีโง่งมผู้นี้เอาแต่เฝ้าแหงนมองผืนฟ้าเฝ้าเพียรถามกับหมู่เมฆและดวงดาวซ้ำๆ ว่าเขาสบายดีหรือไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างไหม?นางอยากรู้เพียงแค่ว่า เขายังมีลมหายใจและปลอดภัยดีอยู่หรือไม่ ไฉนเลยฟ้าดินถึงเล่นตลกเฆี่ยนตีนาจนปางตายเช่นนี้กันในวันนี้เขาไม่เพียงแต่ปล

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๒ คำมั่นสัญญาใต้ต้นดอกท้อ

    ท่ามกลางผู้คนมากมายและเสียงดังอื้ออึ้ง ทว่าบรรยากาศที่อยู่โดยรอบของซูหว่านชิงพลันเงียบสงัดลงทันที ราวกับจะถูกกลบหายไป เหลือเพียงเสียงก้องสะท้อนของคำว่า…ท่านพ่อที่ดังซ้ำๆ อยู่ในหัวของนางซ้ำราวกับถูกก้อนหินกระแทกหัวรอยยิ้มบนใบหน้าคนงดงามเลือนหายไปโดยสิ้น ทั้งซีดขาวเจื่อนลงราวกับคนตาย พร้อมกับลมหายใจที่สะดุดขาดตอนหัวใจที่เคยเต็มไปด้วยความหวังเมื่อครู่ ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกระชากออกมาแล้วบดขยี้จนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดีซูหว่านชิงยืนนิ่งงันภาพเบื้องหน้า นัยน์ตาเมล็ดซิ่งดูสั่นไหวระริกยากเกินจะควบคุม เมื่อเห็นว่านอกจากตะมีเด็กน้อยผู้นั้น ก็ยังมีโฉมงามสะคราญผู้หนึ่งก้าวลงจากรถม้าตามมานางกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนให้แม่ทัพหนุ่มที่อยู่บนหลังม้าและสายตาที่เซียวมู่เฉินทอดมองไปยังร่างสตรีผู้นั้นและเด็กน้อยก็ช่างดูอบอุ่น อ่อนโยน และเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักยิ่งนัก“บอกแล้วอย่างไร หากมีข้าอยู่…พวกเจ้าจะปลอดภัย”หัวใจของซูหว่านชิงกระตุกวูบจนปวบหนึบทันที ราวกับว่าสายตาเช่นนี้ที่ต่อจากนี้ไปนางจะไม่มีวันได้รับมันอีกชั่วชีวิตพวกเขาสามคน...ช่างดูเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบท่ามกลางเสียงร้องแสดงความยินดีของคนทั้

  • วาสนารักไม่หวนคืน   ๑ รอคอย

    สายลมต้นฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกำแพงเมืองหลวง แต่กลับไม่ ได้นำพาความอบอุ่นมาด้วยเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแค่ความเย็นเยียบที่เสียดแทงผ่านเนื้อผ้า กัดกินลึกเข้าไปถึงกระดูกราวกับย้ำเตือนให้รู้ว่า…การรอคอยอย่างโดดเดี่ยวตลอดสิบปีที่ผ่านมาช่างหนาวเหน็บเสียจนหัวใจด้านชาไปหมดแล้วถนนสายหลักเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่ว่าง เสียงโห่ร้องยินดีดังระงมจนแสบแก้วหู“แม่ทัพเซียวกลับมาแล้ว!”“ชนะศึกใหญ่ครานี้ฮ่องเต้พอใจนัก! สกุลเซียวรุ่งโรจน์แน่!”“สิบปีเชียวนะ...ในที่สุดฝันร้ายที่ชายแดนก็จบลงเสียที”ชาวบ้านต่างเบียดเสียด ชะเง้อคอรอคอยขบวนกองทัพราวกับกำลังรอคอยเทพเซียนก็ไม่ปานทว่าท่ามกลางผู้คนมากมายกลับมีเพียงสตรีในชุดสีฟ้าอ่อนผู้หนึ่งที่ยังคงยืนสงบนิ่งอยู่หน้าร้านน้ำชา ราวกับถูกตัดขาดออกจากออกจากความครึกครื้นยินดีนี้ซูหว่านชิง...บุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้ากรมพิธีการ และคู่หมั้นที่ถูกลืมเลือนของแม่ทัพเซียวมู่เฉินใบหน้าของนางยังคงอ่อนหวานดังเดิม ทว่าหากสังเกตให้ดี แววตาคู่กรุ่นนั้นกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่กัดกินหัวใจมาตลอดสิบปี มือเรียวกำหยกครึ่งซีกในแขนเสื้อไว้แน่นจนข้อนิ้วกลายเป็นสีขาว“คุณหนูเจ้าคะ..

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status