Mag-log in4
ยามซวี
ตะเกียงแขวนนอกเรือนและภายในเรือนถูกจุดขึ้นเพื่อทำให้มันสว่างซึ่งยามนี้เป็นเวลากลางคืนที่ต้องพึ่งพาความสว่างของมันจนกว่าจะถึงยามเช้า มันถูกจุดขึ้นมาโดยคนนอกซึ่งไม่ใช่เจ้าของเรือนแห่งนี้ ส่วนเจ้าของบ้านเรือนยังคงนอนหลับสนิทไม่มีทีท่าว่าจะตื่นขึ้นมา
ไม่คิดจะตื่นขึ้นมาหาข้าวหาปลากินหรือไง
ทว่าเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง อาหารได้ถูกเตรียมเอาไว้หมดแล้วโดยฝีมือของคนนอกอย่างหนิงอัน
จนมาถึงตอนนี้นางยังแปลกใจในเรื่องสัมผัสสิ่งของ ปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นกำแพงหรือประตูสามารถเดินผ่านทะลุเข้าไปได้ แล้วตอนนี้ยังสามารถสัมผัสสิ่งของได้อีกด้วย เหตุผลคงเป็นเพราะความต้องการก็เลยทำให้สัมผัสบางสิ่งบางอย่างได้อย่างใจนึก บางทีอาจจะเป็นเพราะว่ายังไม่ตาย เป็นเพียงแค่ร่างวิญญาณกึ่งเป็นกึ่งตายก็เลยสามารถทำในสิ่งที่ต้องการอยากจะทำได้
ถือว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต
เปลือกตาโตค่อยๆเปิดออกทีละนิดพรางกวาดตามองไปยังรอบตัว เผยให้เห็นหญิงสาวที่เจอกันตอนยามซื่อ นางกำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์
“นี่เจ้า ยังอยู่อีกหรือ”
น้ำเสียงเพิ่งตื่นนอนเอ่ยออกมาให้ได้ยิน
ร่างสูงดูแข็งแรงลุกขึ้นจากเตียงไม้ไผ่ก่อนเอามือไปจับศีรษะที่ยังคงรู้สึกมึนงงไปหมดพร้อมกับหาวนอนปากกว้างชุดใหญ่“ให้ตายสิ ปวดเมื่อยไปหมด”
“นอนต่ออีกสักหน่อยก็ได้”
“ไม่ ข้ายังมีงานต้องทำ”
จื่อหยวนลุกขึ้นจากเตียงไม้ไผ่แล้วเดินตรงไปยังวาดภาพที่กางอยู่โดยมีขายึดภาพเอาไว้เพื่อทำให้ภาพวาดกางตึงทั้งสี่มุมซึ่งมันจะทำให้ภาพดูไม่หย่อน สีน้ำถูกจัดเตรียมใหม่อีกโดยการผสมสีธรรมชาติเข้าไปเพื่อให้ได้สีที่ต้องการ จากนั้นก็ใช้พู่กันวาดภาพขึ้นมาตามจินตนาการของตนเองโดยที่ไม่ได้สนใจหนิงอันเลยว่านางได้เตรียมอาหารเอาไว้ให้
“ข้าทำกับข้าวเอาไว้ให้เจ้าด้วยนะ”
“ขอบใจเจ้านะ เอาวางไว้ตรงนั้นแหละเดี๋ยวข้าไปกินเอง”
“เย็นแล้วมันจะไม่อร่อยนะ”
ขืนยังไม่ยอมกินข้าว จื่อหยวนก็คงจะไม่มีสมาธิในการวาดภาพเป็นแน่ มีแต่ต้องยอมคนทำกับข้าวให้กินสถานเดียว
กับข้าวบนโต๊ะมีปลาดุกย่างเกลือไหม้เกรียมกำลังดี ข้าวต้มเห็ดส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจจนทำให้ท้องร้องยาวจนทำให้ได้ยินชัดเจน วัตถุดิบที่ทำก็ได้มาจากการหาในป่า ปลาได้ก็จากการดักเอาไว้ที่ธารน้ำตก ส่วนเครื่องปรุงก็ใช้ของในเรือน
ด้วยความที่ยังตื่นไม่เต็มตา จื่อหยวนจ้องมองข้าวต้มและปลาดุกย่างเกลือสลับไปมาก่อนจะตักข้าวต้มเข้าปากตามด้วยฉีกเนื้อปลาดุกเป็นชิ้นพอดีคำเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย
“อร่อยมาก ขอบใจเจ้ามากที่ทำให้ข้ากิน”
“อร่อยก็ดีแล้ว กินให้เยอะๆจะได้มีแรง”
.
.
.
หลังจากกินข้าวเสร็จ จื่อหยวนก็เข้างานวาดภาพของตนเองพรางพูดคุยกับหนิงอันไปด้วย
แล้วแบบนี้จะมีสมาธิในการวาดภาพไหมหนอพู่กันถูกบังคับด้วยมือที่หยาบกระด้างแลดูอ่อนนุ่มขณะตวัดพู่กันไปมาอย่างมืออาชีพ มีน้อยคนนักที่สามารถทำเหมือนอย่างจื่อหยวน มันเป็นเทคนิคชั้นเซียนเพียงแค่ดูด้วยตาเปล่าก็ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ จะต้องฝึกฝนนานนับปีกว่าจะฝึกฝนจนสำเร็จ
ไม่นาน ภาพวิวทิวทัศน์สวยงามก็เสร็จสมบูรณ์ จื่อหยวนจ้องมองผลงานตนเองจนตาเป็นมันวาว เขายังเก็บรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อให้ผลงานออกมาดียิ่งขึ้น
“ข้านึกขึ้นมาได้ เมื่อเช้าข้าเดินทางเข้าไปในเมือง ข้าได้ยินชาวบ้านที่ตลาดพูดกันหนาหูเรื่องการหมั้นหมายของขุนนางด้วยกัน แล้วข้าก็ได้ยินนามของเจ้า หนิงอัน นั้นคือเจ้าใช่หรือไม่”
“ใช่ ข้าเองแหละ”
“แล้วทำไมเจ้ากลายเป็นวิญญาณ หรือว่าเจ้าตายไปแล้ว”
“ปากเสีย ข้าไม่ได้ตายสักหน่อย ข้าน่ะมีเหตุผลอันสำคัญที่ต้องกลายมาเป็นวิญญาณ”
“เหตุผลอันใดหรือ”
“ข้าถูกบังคับให้หมั้นหมายกับชายที่ข้าไม่ได้รัก ตอนนั้นข้าหนีออกจากจวนเข้าไปในป่า แล้วข้าก็เจอกับท่านซือซง ท่านได้ทำให้ความต้องการของข้าเป็นจริง นั่นก็คือทำให้วิญญาณของข้าหลุดออกมาจากร่าง เพื่อการหนีหมั้นหมายน่ะ”
“งั้นหรือ เรื่องวิญญาณข้าเองก็ไม่ได้เชื่อ
พอได้เห็นเจ้าล่อยลองขึ้นบนท้องฟ้าได้ข้าก็เชื่อขึ้นมาทันที”เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ทั้งสองก็เริ่มสนิทชิดเชื้อกัน ถึงกระนั้นก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันจนเกินไป ทั้งสองเว้นระยะห่างซึ่งกันและกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง
ยังไงเสีย ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่มีทางเกิดเรื่องคาดไม่ถึงของทั้งสองเป็นแน่ เพราะพวกเขาไม่ได้คิดเรื่องชู้สาวแม้แต่น้อยนิด
“แล้วเจ้าไม่คิดจะกลับไปหาครอบครัวบ้างหรือ”
“ก็อยากกลับไปนั่นแหละ แต่ข้ากลายเป็นวิญญาณนะ พูดกับใครก็ไม่ได้”
“ก็กลับเข้าร่างของเจ้าสิ”
“ทำไม่ได้เหมือนกัน ท่านซือซองบอกข้าว่าหากข้าอยากกลับร่างข้าจะต้องมีความรัก แล้วคนที่ข้ารักจะต้องรักข้าอีกด้วย ไม่ใช่แค่นั้น คนที่รักข้าจะต้องจูบข้าในร่างไร้วิญญาณ ข้าถึงจะกลับเข้าไปในร่างของข้าได้ โถ่ชีวิต ทำไมชีวิตของข้าถึงได้เป็นเช่นนี้กันนะ”
น้ำเสียงที่ฟังดูเหนื่อยพร้อมใบหน้าที่เศร้าหมองนี้จะยังคงอยู่ไปอีกนานตราบใดที่ยังกลับคืนร่างตนเองไม่ได้ มันจะหลอกหลอนนางไปตลอด ทว่านางยังโชคดีที่ได้มาพบกับจื่อหยวนบนป่าเขา แล้วยังเป็นคนที่สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้ จะบอกว่าการได้พบกันมันอาจจะเป็นโชคชะตาอย่างที่ซือซงเคยเล่าให้ฟัง
“เอาเป็นว่า หากเจ้าไม่รังเกียจข้า เจ้าจะอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนข้าก็ได้ ข้าเชื่อว่ามันคงมีสักทางที่ทำให้เจ้ากลับคืนร่างเดิมของเจ้า”
“หากมีวิธีอื่นก็ดี ทว่าตอนนี้ข้ายังอยากกลายเป็นวิญญาณจนกว่าการหมั้นหมายจะถูกยกเลิก”
“งั้นหรือ เจ้านี่แปลกคน”
...
17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง
16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n
15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ
14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs
13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส
12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย







