登入ครืน…ยิ่งรถแล่นลึกเข้ามาในเขตปีศาจมากเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น
ท้องฟ้าด้านบนเป็นสีหม่นคล้ำเหมือนถูกควันดำปกคลุมไว้ตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ลอดผ่านลงมา
ถนนทั้งสายเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงล้อรถบดผ่านพื้นเปียกชื้นดังครืดเบาๆ เป็นระยะ สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารสูงสีดำสนิทที่ดูเก่าแต่กลับน่าเกรงขาม
หน้าต่างบางบานมีเงาประหลาดเคลื่อนไหวอยู่หลังม่าน ราวกับมีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องรถของเขา
อีรอสกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดขึ้น มืออีกข้างวางอยู่บนกระเป๋าเอกสารสีดำที่เบาะข้างคนขับ
ภายในนั้นคือข้อมูลลับทั้งหมดที่เขาแอบดึงออกมาจากเซิร์ฟเวอร์บริษัทเมื่อคืน
แผนธุรกิจ
รายชื่อลูกค้า
ช่องโหว่ทางการเงิน
รวมถึงข้อเสนอที่เฮลิออสตั้งใจจะใช้เข้าหาอลาสเตอร์ คาเวล
เขารู้ดีว่าถ้าความแตก… เขาไม่ใช่แค่หมดอนาคต แต่คงตายทั้งเป็น
รถค่อยๆ ชะลอ ก่อนหยุดลงหน้าคฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมอกสีเทา รั้วเหล็กสีดำสูงหลายเมตรล้อมรอบตัวคฤหาสน์เอาไว้
ประตูเหล็กด้านหน้าสลักตราสัญลักษณ์ประหลาดสีแดงเข้มที่ดูคล้ายดวงตาของสัตว์ร้าย
อีรอสเงยหน้ามองตัวอาคารช้าๆ มันไม่เหมือนบ้านของมนุษย์เลยสักนิด
คฤหาสน์สีดำทั้งหลังดูเงียบสงบ… แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเขาอยู่จากความมืด
หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่โง่ที่สุดในชีวิต หรืออาจเป็นหมากเดียวที่จะพลิกทั้งกระดาน
อีรอสสูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบกระเป๋าเอกสารแล้วเปิดประตูลงจากรถ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นรอบด้าน เงาร่างสูงใหญ่หลายคนก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาสีแดงเรืองรองในความมืดกลิ่นอายกดดันหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก…บอดี้การ์ดของตระกูลคาเวล
อีรอสชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นหนึ่งในนั้นสูงเกือบสองเมตร ผิวซีดจัดผิดมนุษย์ และมีรอยสักสีดำเลื้อยขึ้นมาถึงลำคอ
อีกฝ่ายเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ก่อนก้มลงมองด้วยสายตาเย็นเยียบ
“มนุษย์…” เสียงนั้นต่ำแหบเหมือนสัตว์ร้าย
“แกใจกล้ามากที่มาที่นี่โดยไม่มีสารเชิญ”
บอดี้การ์ดอีกคนกระชากกระเป๋าเอกสารจากมืออีรอสไปตรวจทันที ขณะอีกสองคนเข้ามาค้นตัวเขาอย่างหยาบกระด้าง
“ไม่มีอาวุธ”
“มีเครื่องดักฟังไหม?”
“ไม่พบ”
อีรอสเม้มปากแน่น เขาพยายามไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมา แม้ตอนนี้หัวใจจะเต้นจนแทบทะลุอก
บอดี้การ์ดคนเดิมโน้มหน้าลงมาใกล้ ดวงตาสีแดงจ้องเขม็ง
“รู้ไหมว่าจุดจบของคนที่มาเพ่นพ่านในคฤหาสน์ท่านอลาสเตอร์คืออะไร?”
อีรอสกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ก่อนเชิดหน้าขึ้น แม้ปลายนิ้วจะเริ่มเย็นเฉียบ
“บอกเจ้านายของพวกแก…” เขาพูดช้าๆ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
“ว่าฉันหอบเอา ‘ผลประโยชน์’ ที่พี่ชายของฉันไม่มีวันให้ได้มาเสนอ”
ดวงตาของบอดี้การ์ดหรี่ลงทันที อีรอสจ้องกลับตรงๆ แม้แรงกดดันรอบตัวจะหนักจนแทบยืนไม่ไหว
“และถ้าเขาไม่รับสาย…” เขาพูดต่อเสียงเย็น
“ข้อมูลลับของบริษัทอาร์เธอร์กรุ๊ปทั้งหมด จะกลายเป็นขยะทันที” ความเงียบเข้าปกคลุมในพริบตา
บอดี้การ์ดหลายคนมองหน้ากันเล็กน้อย เหมือนกำลังประเมินว่าเขาบ้าหรือกล้าจริงๆ
“คิดว่าตัวเองสำคัญมากหรือไง มนุษย์” หนึ่งในนั้นแค่นหัวเราะ
“คนแบบแกหายไปคืนนี้ คงไม่มีใครหาเจอด้วยซ้ำ” อีรอสยิ้มมุมปากบางๆ
“ถ้าจะฆ่าฉัน ก็ควรฟังข้อเสนอก่อนสิ” คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศนิ่งไปอีกครั้ง
ลมเย็นพัดผ่านลานหน้าคฤหาสน์ เสียงเหล็กจากประตูรั้วดังเอี๊ยดช้าๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน
แล้วจู่ๆ บอดี้การ์ดทุกคนก็เงียบลงพร้อมกัน
สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนไปทันที
จากแข็งกร้าว… กลายเป็นระแวดระวัง
อีรอสขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากด้านหลังทางเดินหินอ่อนภายในคฤหาสน์
ตึก…
ตึก…
ตึก…
เป็นจังหวะช้าๆ แต่กดดันจนบรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกบีบแน่น
บอดี้การ์ดคนหนึ่งก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงต่ำ
“ท่านกำลังมา…”
ประตูบานยักษ์สีดำค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงครืดต่ำหนักจนเหมือนสะเทือนไปทั้งโถง
ลมเย็นเยียบพัดออกมาจากด้านใน กลิ่นบางอย่างคล้ายควันไหม้ปะปนกับกลิ่นโลหะคละคลุ้งอยู่ในอากาศ จังหวะเดียวกันนั้นเอง อีรอสก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับลงมาบนร่างทั้งร่าง
หนักจนแทบหายใจไม่ออก
แม้เขาจะไม่ใช่ปีศาจ แต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังบางอย่างกำลังแผ่กระจายออกมาจากด้านในคฤหาสน์ ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังเดินออกจากเงามืด
เสียงฝีเท้าดังช้าๆ สม่ำเสมอ
ตึก…
ตึก…
ตึก…
แล้วร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใต้แสงสลัว
อีรอสเผลอเบิกตากว้างทันที
แม้จะเตรียมใจไว้แล้วจากข่าวลือมากมาย แต่ภาพตรงหน้าก็ยังเหนือจินตนาการของเขาไปมาก
อลาสเตอร์ คาเวล สูงเกือบสองเมตร ร่างกายกำยำในชุดสูทสีดำสนิท ผิวกายของเขาไม่ได้ขาวหรือแทนแบบมนุษย์ทั่วไป แต่มืดดำราวกับเงารัตติกาล เส้นผมสีขาวโพลนตัดกับผิวเข้มจัดอย่างรุนแรงจนดูผิดธรรมชาติ
และดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น…
มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์
สายตาที่มองลงมานิ่งๆ ทำให้อีรอสรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเหยื่อตัวเล็กๆ ที่ถูกพญาเหยี่ยวจ้องจับอยู่กลางอากาศ
บอดี้การ์ดทุกคนก้มหน้าลงพร้อมกันทันที
ไม่มีใครกล้าพูด
ไม่มีใครกล้าขยับ
อลาสเตอร์เดินผ่านอีรอสไปช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง กลิ่นบางอย่างที่ติดอยู่บนตัวอีกฝ่ายเย็นและอันตรายจนทำให้ปลายนิ้วของอีรอสเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว
ชายคนนั้นไปหยุดตรงเก้าอี้ตัวใหญ่กลางห้อง ก่อนนั่งลงอย่างสง่างาม ท่าทางนิ่งเฉย แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
อีรอสเพิ่งเข้าใจตอนนี้เอง ว่าทำไมทุกคนถึงเรียกผู้ชายคนนี้ว่า ‘ปีศาจ’
อลาสเตอร์เอนตัวพิงพนัก พลางยกมือขึ้นเท้าคาง ดวงตาสีแดงมองมาที่เขาตรงๆ
“มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ถูกตระกูลตัวเองเขี่ยทิ้ง…” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นช้าๆ จนเหมือนสะเทือนไปทั้งห้อง
“มีอะไรมาเสนอให้ฉันงั้นรึ?” อีรอสรู้สึกเหมือนลมหายใจติดอยู่ในลำคอ
เขากำลังกลัว…กลัวจนหัวใจเต้นแรงแทบบ้าแต่เขาถอยไม่ได้แล้ว
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะกลางห้อง แล้วรีบเปิดกระเป๋าเอกสารด้วยมือที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น แฟ้มเอกสารจำนวนมากถูกวางลงบนโต๊ะไม้สีดำ
“นี่คือแผนธุรกิจและเส้นทางการเงินลับทั้งหมด…” อีรอสพูดช้าๆ พลางเงยหน้าสบดวงตาสีแดงคู่นั้นตรงๆ
“ที่เฮลิออส พี่ชายของผมกำลังจะใช้มาเจรจากับคุณในสัปดาห์หน้า” แววตาของอลาสเตอร์นิ่งสนิท อีรอสเม้มปากแน่นก่อนพูดต่อ
“ผมเอามาให้คุณก่อน… พร้อมข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่า” ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาดัง
อลาสเตอร์หยิบเอกสารขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ยิ่งอ่าน รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากก็ยิ่งชัดขึ้น รอยยิ้มที่ทำให้อีรอสขนลุกทั้งตัว
“หึ…” เสียงหัวเราะต่ำดังออกมาจากลำคอของปีศาจตรงหน้า
“ทรยศครอบครัวเพื่อความแค้นงั้นเหรอ?” อลาสเตอร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงฉายแววเย็นเยียบ
“แล้วฉันจะได้ประโยชน์อะไร… จากการเล่นกับสุนัขจนตรอกอย่างแก?”
คำว่า ‘สุนัขจนตรอก’ แทงเข้ามาเต็มๆ อีรอสกำมือแน่นทันที แต่แทนที่จะถอย เขากลับก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกหนึ่งก้าว
“ผมไม่ใช่สุนัขจนตรอก” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น แม้ฝ่ามือจะชื้นเหงื่อ อลาสเตอร์เลิกคิ้วนิดๆ เหมือนเริ่มสนใจ อีรอสจ้องอีกฝ่ายไม่หลบ
“แต่ผมคือคนเดียวที่รู้โครงสร้างบริษัทนี้ดีที่สุด” เขาดันเอกสารอีกชุดไปตรงหน้าอลาสเตอร์
“ทั้งเส้นทางเงิน หุ้นเงา นักลงทุนลับ รวมถึงช่องโหว่ที่เฮลิออสไม่รู้” อลาสเตอร์ก้มมองเอกสารเงียบๆ
อีรอสสูดลมหายใจ ก่อนพูดประโยคที่เดิมพันทุกอย่างในชีวิต
“ถ้าคุณเลือกผม… แทนที่จะเป็นเฮลิออส” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ
“ผมจะยกส่วนแบ่งที่ดินเขตแดนมนุษย์ทั้งหมดให้ตระกูลคาเวล”
“น่าสนใจ…”
น่ากลัวชะมัด…
“คิดให้ดีนะ อีรอส”อีรอสกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ร่างสูงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบานใหญ่ทั้งที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเดินออกไปจากห้องรับรองแห่งนี้ได้แล้ว แต่ขากลับหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนมองไม่เห็นฉุดรั้งเอาไว้ภายในห้องเงียบสนิทเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเองเขากัดฟันแน่น พยายามบังคับให้ตัวเองเดินต่อ ไม่หันกลับไปมอง ไม่สนใจปีศาจที่นั่งอยู่ด้านหลัง แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำของอลาสเตอร์ก็ดังขึ้น“จะไปแล้วงั้นเหรอ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง ไม่ได้ตวาดแต่กลับทำให้หัวใจของอีรอสกระตุกวูบฝ่าเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปชะงักค้างอยู่กลางอากาศ อลาสเตอร์ลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเชื่องช้าราวกับมั่นใจอยู่แล้วว่าเหยื่อของตนไม่มีทางหนีรอดไปได้เสียงรองเท้าหนังดังสะท้อนบนพื้นหินอ่อนทีละก้าวตึก...ตึก...ตึก...ยิ่งใกล้เข้ามา อีรอสก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างสูงด้านหลัง ก่อนที่เงาทมิฬจะทอดทับลงมาบนตัวเขาจนมิดอลาสเตอร์หยุดยืนประชิดแผ่นหลัง ใกล้เสียจนลมหายใจเย็นเฉียบเป่ารดข้างลำคอ“เดินออกไปซี่...” อีรอสเม้มปากแน่น“ออกไปเป็นพนักงานกระจอกๆ ที่คอยก้มหัวให้พี่ชายและน้องสาวของนาย”
แรงเย็นวาบจากฝ่ามือของอลาสเตอร์ยังคงติดอยู่บนมือของอีรอสไม่หายแต่ก่อนที่เขาจะทันดึงมือกลับ ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าก็ขยับเข้ามาใกล้อีกครั้งมือสีดำสนิทที่ตอนแรกเหมือนยื่นมาเพื่อปิดดีลธุรกิจ กลับพลิกข้อมือช้าๆ แล้วใช้นิ้วแกร่งเชยคางของอีรอสขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“อ๊ะ” อีรอสชะงัก หัวใจเต้นแรงทันทีแรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่หนักแน่นพอจะบังคับให้เขาต้องเงยหน้าสบกับดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นตรงๆใกล้เกินไปใกล้จนเขามองเห็นประกายสีแดงที่เคลื่อนไหวอยู่ลึกในม่านตาของอีกฝ่าย ราวกับเปลวไฟในความมืดกลิ่นอายกดดันจากตัวอลาสเตอร์แผ่ซ่านรอบด้านจนห้องทั้งห้องเหมือนหดแคบลง อีรอสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ หายใจติดขัดอย่างประหลาด ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าจับคางเขาไว้บอดี้การ์ดปีศาจรอบห้องต่างเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อยอลาสเตอร์ละสายตาจากเอกสารสัญญาบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับตัวเลขมหาศาลพวกนั้นไม่มีค่าอะไรในสายตาเขาเลยซึ่งมันก็คงจริงสำหรับคนที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างอลาสเตอร์ คาเวล เงินในโลกมนุษย์อาจเป็นเพียงเศษกระดาษที่เขาจะคว้ามาเมื่อไรก็ได้แต่ตอนนี้สายตาของปีศาจกลับหยุดอยู่ที่อีรอสไม่ใช
“น่าสนใจ…”ห้องรับรองภายในคฤหาสน์คาเวลเงียบงันราวกับโลกทั้งใบถูกตัดขาดจากภายนอกแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมผนังทอดเงาดำยาวไปทั่วห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและโลหะสีดำด้านกลิ่นควันจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศจนบรรยากาศดูหนักอึ้งเหมือนกำลังนั่งอยู่กลางรังของสัตว์นักล่าอลาสเตอร์นั่งอยู่ปลายโต๊ะยาวตัวใหญ่ ร่างสูงของเขาจมอยู่ในเงามืดเกือบครึ่ง ใบหน้าหล่อคมแทบไม่แสดงอารมณ์ ดวงตาสีแดงฉานมองอีรอสนิ่งๆ อย่างเยือกเย็นส่วนอีรอสยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามแม้ภายนอกจะยังดูสงบนิ่ง แต่ความจริงแล้วหัวใจของเขากำลังเต้นแรงจนเจ็บอก ฝ่ามือเย็นเฉียบและชื้นเหงื่อเล็กน้อยเขาค่อยๆ เปิดกระเป๋าเอกสาร ก่อนหยิบพิมพ์เขียวกับเอกสารจำนวนมากออกมากางบนโต๊ะทีละแผ่นแผนผังผู้ถือหุ้นเส้นทางการเงินรายชื่อธนาคารรวมถึงสัญญาลับของตระกูลแวนเดอร์บิลต์-โรดส์อลาสเตอร์ปรายตามองเอกสารเหล่านั้นเงียบๆ ขณะใช้นิ้วเคาะพนักเก้าอี้ช้าๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอตึก…ตึก…เสียงนั้นดังเบาๆ แต่กลับสร้างแรงกดดันอย่างประหลาด“เฮลิออสกำลังจะใช้แผนนี้เข้าหาคุณในสัปดาห์หน้า” อีรอสสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเริ่มพูดเขาดึงเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาข้างห
ครืน…ยิ่งรถแล่นลึกเข้ามาในเขตปีศาจมากเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้นท้องฟ้าด้านบนเป็นสีหม่นคล้ำเหมือนถูกควันดำปกคลุมไว้ตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ลอดผ่านลงมาถนนทั้งสายเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงล้อรถบดผ่านพื้นเปียกชื้นดังครืดเบาๆ เป็นระยะ สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารสูงสีดำสนิทที่ดูเก่าแต่กลับน่าเกรงขามหน้าต่างบางบานมีเงาประหลาดเคลื่อนไหวอยู่หลังม่าน ราวกับมีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องรถของเขาอีรอสกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดขึ้น มืออีกข้างวางอยู่บนกระเป๋าเอกสารสีดำที่เบาะข้างคนขับภายในนั้นคือข้อมูลลับทั้งหมดที่เขาแอบดึงออกมาจากเซิร์ฟเวอร์บริษัทเมื่อคืนแผนธุรกิจรายชื่อลูกค้าช่องโหว่ทางการเงินรวมถึงข้อเสนอที่เฮลิออสตั้งใจจะใช้เข้าหาอลาสเตอร์ คาเวลเขารู้ดีว่าถ้าความแตก… เขาไม่ใช่แค่หมดอนาคต แต่คงตายทั้งเป็นรถค่อยๆ ชะลอ ก่อนหยุดลงหน้าคฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมอกสีเทา รั้วเหล็กสีดำสูงหลายเมตรล้อมรอบตัวคฤหาสน์เอาไว้ประตูเหล็กด้านหน้าสลักตราสัญลักษณ์ประหลาดสีแดงเข้มที่ดูคล้ายดวงตาของสัตว์ร้ายอีรอสเงยหน้ามองตัวอาคารช้าๆ มันไม่เหมือนบ้านของมนุษย์เลยสัก
ห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูสว่างจ้าจากแสงแฟลชที่ยิงใส่เวทีไม่ขาดสาย โลโก้บริษัทวาเลนไทน์กรุ๊ปขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ด้านหลังพร้อมชื่อของประธานบริหารคนใหม่ที่ฉายอยู่บนจอ LED กลางงาน เสียงนักข่าวดังเซ็งแซ่ปะปนกับเสียงพิธีกรที่กำลังกล่าวต้อนรับผู้บริหารชุดใหม่อย่างเอิกเกริก“ขอต้อนรับคุณเฮลิออส วาเลนไทน์ ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ และคุณเซลีน วาเลนไทน์ รองประธานบริหารค่ะ!” เสียงปรบมือดังก้องทั่วห้องเฮลิออสยืนอยู่กลางเวทีในสูทสีกรมเข้ม เขายิ้มอย่างมั่นใจ ยกมือโบกให้นักข่าวราวกับเป็นดาราที่คุ้นเคยกับแสงสปอตไลท์มานาน ส่วนเซลีนยืนข้างๆ ด้วยรอยยิ้มสวยสมบูรณ์แบบ เธอหันรับกล้องทุกมุมอย่างรู้จังหวะตรงกันข้ามกับอีรอสที่นั่งเงียบอยู่โต๊ะแถวหลังสุดโต๊ะของเขาอยู่ปะปนกับหัวหน้าแผนกและพนักงานระดับปฏิบัติการทั่วไป ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ ไม่มีการกล่าวถึง ไม่มีใครเชิญเขาขึ้นเวที ทั้งที่คนเกินครึ่งในห้องนี้รู้ดีว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่ขับเคลื่อนบริษัทตัวจริงคือใครอีรอสนั่งนิ่ง ดวงตาสีเข้มมองไปบนเวทีโดยไม่แสดงอารมณ์ แต่กรามที่เกร็งแน่นบอกชัดว่าเขากำลังกดอะไรบางอย่างไว้เต็มที่“นั่นคุณอีรอสจริงเหรอ…” เสียงซ
ฝนเม็ดเล็กโปรยลงมาบนหลังคากระจกของคฤหาสน์ตระกูลวาเลนไทน์ไม่ขาดสายเสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังแผ่วเบาปะปนกับเสียงสะอื้นปลอมๆ ของแขกในงานศพ กลิ่นดอกลิลลี่สีขาวลอยคลุ้งไปทั่วโถงใหญ่จนชวนอึดอัด ราวกับความหอมหวานนั้นถูกใช้เพื่อกลบกลิ่นเน่าเฟะของผู้คนในงานหน้าโลงศพสีดำสนิท อีรอสยืนตัวตรงในชุดสูทสีดำเรียบกริบ ดวงตาสีเข้มของเขานิ่งสงบ แต่ใต้แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิดเขาแทบไม่ได้นอนมาเกือบสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่อาร์เธอร์หยุดหายใจครั้งสุดท้าย เขาต้องจัดการทั้งบริษัท หุ้นส่วน นักลงทุน รวมถึงงานศพที่ยิ่งใหญ่สมฐานะของประธานบริษัทอันดับต้นๆ ของประเทศทั้งที่คนตายคือพ่อของเขาแท้ๆ แต่เขายังไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจ“คุณอีรอส… เสียใจด้วยนะครับ” ชายวัยกลางคนจากบอร์ดบริหารเดินเข้ามาจับมือเขาแน่น สีหน้าดูเวทนา“ถ้าไม่มีคุณ บริษัทคงแย่ไปแล้วจริงๆ” อีรอสยิ้มบางเพียงมุมปาก“ขอบคุณครับ”“ประธานเชื่อใจคุณมากนะครับ” อีกคนเสริมขึ้น พลางมองเขาด้วยสายตาที่แทบจะพูดออกมาตรงๆ ว่า ทุกคนรู้ว่าใครควรเป็นผู้สืบทอด“โปรเจกต์ออโรร่าถ้าไม่ได้คุณเข้ามากอบกู้ คงพังตั้งแต่ไตรมาสก่อนแล้ว”คำว่า ‘กอบกู้







