เข้าสู่ระบบครืน…ยิ่งรถแล่นลึกเข้ามาในเขตปีศาจมากเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้น
ท้องฟ้าด้านบนเป็นสีหม่นคล้ำเหมือนถูกควันดำปกคลุมไว้ตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ลอดผ่านลงมา
ถนนทั้งสายเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงล้อรถบดผ่านพื้นเปียกชื้นดังครืดเบาๆ เป็นระยะ สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารสูงสีดำสนิทที่ดูเก่าแต่กลับน่าเกรงขาม
หน้าต่างบางบานมีเงาประหลาดเคลื่อนไหวอยู่หลังม่าน ราวกับมีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องรถของเขา
อีรอสกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดขึ้น มืออีกข้างวางอยู่บนกระเป๋าเอกสารสีดำที่เบาะข้างคนขับ
ภายในนั้นคือข้อมูลลับทั้งหมดที่เขาแอบดึงออกมาจากเซิร์ฟเวอร์บริษัทเมื่อคืน
แผนธุรกิจ
รายชื่อลูกค้า
ช่องโหว่ทางการเงิน
รวมถึงข้อเสนอที่เฮลิออสตั้งใจจะใช้เข้าหาอลาสเตอร์ คาเวล
เขารู้ดีว่าถ้าความแตก… เขาไม่ใช่แค่หมดอนาคต แต่คงตายทั้งเป็น
รถค่อยๆ ชะลอ ก่อนหยุดลงหน้าคฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมอกสีเทา รั้วเหล็กสีดำสูงหลายเมตรล้อมรอบตัวคฤหาสน์เอาไว้
ประตูเหล็กด้านหน้าสลักตราสัญลักษณ์ประหลาดสีแดงเข้มที่ดูคล้ายดวงตาของสัตว์ร้าย
อีรอสเงยหน้ามองตัวอาคารช้าๆ มันไม่เหมือนบ้านของมนุษย์เลยสักนิด
คฤหาสน์สีดำทั้งหลังดูเงียบสงบ… แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังจ้องมองเขาอยู่จากความมืด
หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวนี่อาจเป็นการตัดสินใจที่โง่ที่สุดในชีวิต หรืออาจเป็นหมากเดียวที่จะพลิกทั้งกระดาน
อีรอสสูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบกระเป๋าเอกสารแล้วเปิดประตูลงจากรถ
ทันทีที่เท้าแตะพื้น เสียงโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นรอบด้าน เงาร่างสูงใหญ่หลายคนก้าวออกมาจากมุมมืดอย่างเงียบเชียบ
ดวงตาสีแดงเรืองรองในความมืดกลิ่นอายกดดันหนักหน่วงจนแทบหายใจไม่ออก…บอดี้การ์ดของตระกูลคาเวล
อีรอสชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นหนึ่งในนั้นสูงเกือบสองเมตร ผิวซีดจัดผิดมนุษย์ และมีรอยสักสีดำเลื้อยขึ้นมาถึงลำคอ
อีกฝ่ายเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเขา ก่อนก้มลงมองด้วยสายตาเย็นเยียบ
“มนุษย์…” เสียงนั้นต่ำแหบเหมือนสัตว์ร้าย
“แกใจกล้ามากที่มาที่นี่โดยไม่มีสารเชิญ”
บอดี้การ์ดอีกคนกระชากกระเป๋าเอกสารจากมืออีรอสไปตรวจทันที ขณะอีกสองคนเข้ามาค้นตัวเขาอย่างหยาบกระด้าง
“ไม่มีอาวุธ”
“มีเครื่องดักฟังไหม?”
“ไม่พบ”
อีรอสเม้มปากแน่น เขาพยายามไม่แสดงอาการหวาดกลัวออกมา แม้ตอนนี้หัวใจจะเต้นจนแทบทะลุอก
บอดี้การ์ดคนเดิมโน้มหน้าลงมาใกล้ ดวงตาสีแดงจ้องเขม็ง
“รู้ไหมว่าจุดจบของคนที่มาเพ่นพ่านในคฤหาสน์ท่านอลาสเตอร์คืออะไร?”
อีรอสกลืนน้ำลายลงคอช้าๆ ก่อนเชิดหน้าขึ้น แม้ปลายนิ้วจะเริ่มเย็นเฉียบ
“บอกเจ้านายของพวกแก…” เขาพูดช้าๆ พยายามควบคุมเสียงไม่ให้สั่น
“ว่าฉันหอบเอา ‘ผลประโยชน์’ ที่พี่ชายของฉันไม่มีวันให้ได้มาเสนอ”
ดวงตาของบอดี้การ์ดหรี่ลงทันที อีรอสจ้องกลับตรงๆ แม้แรงกดดันรอบตัวจะหนักจนแทบยืนไม่ไหว
“และถ้าเขาไม่รับสาย…” เขาพูดต่อเสียงเย็น
“ข้อมูลลับของบริษัทอาร์เธอร์กรุ๊ปทั้งหมด จะกลายเป็นขยะทันที” ความเงียบเข้าปกคลุมในพริบตา
บอดี้การ์ดหลายคนมองหน้ากันเล็กน้อย เหมือนกำลังประเมินว่าเขาบ้าหรือกล้าจริงๆ
“คิดว่าตัวเองสำคัญมากหรือไง มนุษย์” หนึ่งในนั้นแค่นหัวเราะ
“คนแบบแกหายไปคืนนี้ คงไม่มีใครหาเจอด้วยซ้ำ” อีรอสยิ้มมุมปากบางๆ
“ถ้าจะฆ่าฉัน ก็ควรฟังข้อเสนอก่อนสิ” คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศนิ่งไปอีกครั้ง
ลมเย็นพัดผ่านลานหน้าคฤหาสน์ เสียงเหล็กจากประตูรั้วดังเอี๊ยดช้าๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ด้านใน
แล้วจู่ๆ บอดี้การ์ดทุกคนก็เงียบลงพร้อมกัน
สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนไปทันที
จากแข็งกร้าว… กลายเป็นระแวดระวัง
อีรอสขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังมาจากด้านหลังทางเดินหินอ่อนภายในคฤหาสน์
ตึก…
ตึก…
ตึก…
เป็นจังหวะช้าๆ แต่กดดันจนบรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกบีบแน่น
บอดี้การ์ดคนหนึ่งก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงต่ำ
“ท่านกำลังมา…”
ประตูบานยักษ์สีดำค่อยๆ เปิดออกช้าๆ พร้อมเสียงครืดต่ำหนักจนเหมือนสะเทือนไปทั้งโถง
ลมเย็นเยียบพัดออกมาจากด้านใน กลิ่นบางอย่างคล้ายควันไหม้ปะปนกับกลิ่นโลหะคละคลุ้งอยู่ในอากาศ จังหวะเดียวกันนั้นเอง อีรอสก็รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกดทับลงมาบนร่างทั้งร่าง
หนักจนแทบหายใจไม่ออก
แม้เขาจะไม่ใช่ปีศาจ แต่ก็สัมผัสได้ชัดเจนว่าพลังบางอย่างกำลังแผ่กระจายออกมาจากด้านในคฤหาสน์ ราวกับสัตว์นักล่าที่กำลังเดินออกจากเงามืด
เสียงฝีเท้าดังช้าๆ สม่ำเสมอ
ตึก…
ตึก…
ตึก…
แล้วร่างสูงใหญ่ของชายคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นใต้แสงสลัว
อีรอสเผลอเบิกตากว้างทันที
แม้จะเตรียมใจไว้แล้วจากข่าวลือมากมาย แต่ภาพตรงหน้าก็ยังเหนือจินตนาการของเขาไปมาก
อลาสเตอร์ คาเวล สูงเกือบสองเมตร ร่างกายกำยำในชุดสูทสีดำสนิท ผิวกายของเขาไม่ได้ขาวหรือแทนแบบมนุษย์ทั่วไป แต่มืดดำราวกับเงารัตติกาล เส้นผมสีขาวโพลนตัดกับผิวเข้มจัดอย่างรุนแรงจนดูผิดธรรมชาติ
และดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น…
มันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์
สายตาที่มองลงมานิ่งๆ ทำให้อีรอสรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงเหยื่อตัวเล็กๆ ที่ถูกพญาเหยี่ยวจ้องจับอยู่กลางอากาศ
บอดี้การ์ดทุกคนก้มหน้าลงพร้อมกันทันที
ไม่มีใครกล้าพูด
ไม่มีใครกล้าขยับ
อลาสเตอร์เดินผ่านอีรอสไปช้าๆ โดยไม่แม้แต่จะชายตามอง กลิ่นบางอย่างที่ติดอยู่บนตัวอีกฝ่ายเย็นและอันตรายจนทำให้ปลายนิ้วของอีรอสเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว
ชายคนนั้นไปหยุดตรงเก้าอี้ตัวใหญ่กลางห้อง ก่อนนั่งลงอย่างสง่างาม ท่าทางนิ่งเฉย แต่กลับเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล
อีรอสเพิ่งเข้าใจตอนนี้เอง ว่าทำไมทุกคนถึงเรียกผู้ชายคนนี้ว่า ‘ปีศาจ’
อลาสเตอร์เอนตัวพิงพนัก พลางยกมือขึ้นเท้าคาง ดวงตาสีแดงมองมาที่เขาตรงๆ
“มนุษย์ตัวเล็กๆ ที่ถูกตระกูลตัวเองเขี่ยทิ้ง…” น้ำเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นช้าๆ จนเหมือนสะเทือนไปทั้งห้อง
“มีอะไรมาเสนอให้ฉันงั้นรึ?” อีรอสรู้สึกเหมือนลมหายใจติดอยู่ในลำคอ
เขากำลังกลัว…กลัวจนหัวใจเต้นแรงแทบบ้าแต่เขาถอยไม่ได้แล้ว
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ก่อนก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะกลางห้อง แล้วรีบเปิดกระเป๋าเอกสารด้วยมือที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น แฟ้มเอกสารจำนวนมากถูกวางลงบนโต๊ะไม้สีดำ
“นี่คือแผนธุรกิจและเส้นทางการเงินลับทั้งหมด…” อีรอสพูดช้าๆ พลางเงยหน้าสบดวงตาสีแดงคู่นั้นตรงๆ
“ที่เฮลิออส พี่ชายของผมกำลังจะใช้มาเจรจากับคุณในสัปดาห์หน้า” แววตาของอลาสเตอร์นิ่งสนิท อีรอสเม้มปากแน่นก่อนพูดต่อ
“ผมเอามาให้คุณก่อน… พร้อมข้อเสนอที่คุ้มค่ากว่า” ห้องทั้งห้องเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาดัง
อลาสเตอร์หยิบเอกสารขึ้นมาพลิกดูผ่านๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ยิ่งอ่าน รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากก็ยิ่งชัดขึ้น รอยยิ้มที่ทำให้อีรอสขนลุกทั้งตัว
“หึ…” เสียงหัวเราะต่ำดังออกมาจากลำคอของปีศาจตรงหน้า
“ทรยศครอบครัวเพื่อความแค้นงั้นเหรอ?” อลาสเตอร์เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีแดงฉายแววเย็นเยียบ
“แล้วฉันจะได้ประโยชน์อะไร… จากการเล่นกับสุนัขจนตรอกอย่างแก?”
คำว่า ‘สุนัขจนตรอก’ แทงเข้ามาเต็มๆ อีรอสกำมือแน่นทันที แต่แทนที่จะถอย เขากลับก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะอีกหนึ่งก้าว
“ผมไม่ใช่สุนัขจนตรอก” น้ำเสียงของเขาหนักแน่นขึ้น แม้ฝ่ามือจะชื้นเหงื่อ อลาสเตอร์เลิกคิ้วนิดๆ เหมือนเริ่มสนใจ อีรอสจ้องอีกฝ่ายไม่หลบ
“แต่ผมคือคนเดียวที่รู้โครงสร้างบริษัทนี้ดีที่สุด” เขาดันเอกสารอีกชุดไปตรงหน้าอลาสเตอร์
“ทั้งเส้นทางเงิน หุ้นเงา นักลงทุนลับ รวมถึงช่องโหว่ที่เฮลิออสไม่รู้” อลาสเตอร์ก้มมองเอกสารเงียบๆ
อีรอสสูดลมหายใจ ก่อนพูดประโยคที่เดิมพันทุกอย่างในชีวิต
“ถ้าคุณเลือกผม… แทนที่จะเป็นเฮลิออส” เขาพูดชัดถ้อยชัดคำ
“ผมจะยกส่วนแบ่งที่ดินเขตแดนมนุษย์ทั้งหมดให้ตระกูลคาเวล”
“น่าสนใจ…”
น่ากลัวชะมัด…
เวลาหมุนเวียนผ่านพ้นไปอีกสี่เดือนเต็ม ตอนนี้อีรอสตั้งครรภ์ลูกคนที่สองได้หกเดือนแล้วหน้าท้องนูนโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนต้องสวมเสื้อตัวใหญ่โคร่งเพื่อความสบายตัวยามบ่ายอันสงบเงียบภายในห้องนั่งเล่น คฤหาสน์ตระกูลคาเวล อีรอสนั่งเคี้ยวขนมหวานอยู่อย่างสบายอารมณ์บนโซฟานุ่ม โดยมีคอลัสนั่งตั้งหน้าตั้งตาทำแบบฝึกหัดอยู่ข้างๆภาพบรรยากาศแม่ลูกดูอบอุ่น อ่อนโยน และเปี่ยมสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้อีรอสจะยินยอมกลับมาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้เพื่อคอลัสและทายาทปีศาจคนที่สองในท้องแต่เขาก็ยื่นคำขาดพร้อมตั้งกฎเหล็กไว้อย่างเด็ดขาดและเคร่งครัดว่า'อลาสเตอร์ห้ามปรากฏตัวให้อีรอสเห็นหน้าเด็ดขาด'หากไม่ปฏิบัติตามเขาพร้อมจะพาลูกหนีหายไปทันทีโดยไม่สนใจสิ่งใดตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา อลาสเตอร์จำใจยอมปฏิบัติตามกฎเหล็กนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขชายหนุ่มทำได้เพียงซ่อนตัวและแอบมองอีรอสอยู่ห่างๆ จากมุมมืดหลังเสาหินหรือชั้นสองของโถงทางเดิน คอลัสละสายตาจากตำราเรียนยื่นมือเล็กๆ ไปลูบหน้าท้องนูนของแม่เบาๆ นัยน์ตาสีแดงฉายรอยยิ้มตาหยีอย่างร่าเริง“แม่ครับ! วันนี้น้องดิ้นใหญ่เลยครับ! ดูสิ ตรงนี้ปูดขึ้นมาด้วย!” อีรอสแย้มยิ้มหวาน
ความหวาดผวาและฝันร้ายในอดีตแล่นเข้าจับจิตใจของอีรอสทันทีที่รู้ว่าตนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองความบอบช้ำสะสมสั่งการให้เขามีเป้าหมายเดี่ยวที่เด็ดเดี่ยว นั่นคือต้องหนีไปให้พ้นจากอิทธิพลของอลาสเตอร์เขาจะไม่ยอมให้ปีศาจตนไหนมาแย่งชิงความรักและความผูกพันของลูกไปได้อีกแล้ว คราวนี้เขาจะพาลูกในท้องคนนี้หนีไปเลี้ยงดูเพียงลำพัง ปลูกฝังให้เด็กบริสุทธิ์รักแค่เขาคนเดียวเท่านั้นอีรอสฉวยโอกาสช่วงที่อลาสเตอร์ออกไปคุยกับหมอ แอบหลบหนีออกจากห้องพักฟื้นทั้งที่ยังอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาวนวลร่างกายล้าบอบช้ำบวกกับอาการแพ้ท้องทำให้อีรอสต้องก้าวเดินอย่างโซเซยามพาร่างออกสู่ภายนอกเขาลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ จนกระทั่งไปหยุดขดตัว นั่งกอดเข่าสะอื้นไห้เงียบๆ อยู่ในตรอกตึกมืดมิดอันเงียบสงบข้างโรงพยาบาลแสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าซูบซีดที่นองไปด้วยน้ำตา อีรอสเจ็บปวดแทบขาดใจเมื่อทบทวนชะตากรรมชีวิตที่ผ่านมา ถูกคนที่รักหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เคยมีใครรักและจริงใจกับเขาเลยสักคนร่างบางกุมท้องตัวเองแน่น เค้นเสียงสะอื้นพร่าพึมพำกับลูกในครรภ์“ฮึก... ทำไมชีวิตกูต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้... โดนทรยศ โดนย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า... แต่คราว
ความแค้นที่สุมอกทำให้จิตใจของอีรอสเริ่มถลำลึกจนมืดมน เขาใช้ความรักและความเชื่อฟังของลูกชายเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นอย่างไม่รู้ตัวในห้องนั่งเล่นอันกว้างใหญ่ อีรอสดึงข้อมือเล็กของคอลัสเข้ามาหาตัว บังคับและป้อนคำพูดร้ายกาจให้คอลัสเดินไปพูดใส่อลาสเตอร์ตลอดเวลาโดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าการกระทำอันเห็นแก่ตัวนี้กำลังสร้างบาดแผลและทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิ์ของลูกชายอย่างแสนสาหัสคอลัสผู้มีสายเลือดปีศาจลึกๆ แล้วเริ่มผูกพันและรักอลาสเตอร์ผู้เป็นพ่อไปแล้ว เด็กน้อยอึดอัด อับจนปัญญา และทรมานใจจนถึงขีดสุด อีรอสกระชากแขนลูกเบาๆ สีหน้าเครียดเค้น บังคับลูกเสียงพร่า“คอลัส! เดินไปบอกมันเดี๋ยวนี้! บอกมันไปสิว่าหนูเกลียดมัน! บอกว่าไม่อยากเห็นหน้ามันอีก!” คอลัสตาสั่นระริก น้ำตาคลอเบ้า สั่นหัวรัวๆ ด้วยความทรมานใจ“ไม่เอาแล้ว... คอลัสไม่อยากพูดแบบนี้แล้วครับแม่... คอลัสไม่อยากโกหกแล้ว...” อีรอสเริ่มสติหลุด นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ตวาดใส่ลูกเสียงดัง“ต้องพูด! หนูเป็นลูกแม่นะคอลัส! หนูต้องเกลียดมันเหมือนที่แม่เกลียด! มึงต้องเข้าข้างกู!”ความกดดันที่สะสมมานานทำให้คอลัสระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง เด็กน้อยสะ
รถยนต์หรูเคลื่อนตัวมาจอดสนิทหน้าโกดังร้างริมชายป่าอันเงียบสงบ เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความเงียบวังเวงที่เข้ามาแทนที่เฮลิออสและเซลีนได้รับสายด่วนจากมือขวาคนสนิทของอลาสเตอร์ หลอกว่าอลาสเตอร์ต้องการนัดพบด่วนที่สุดที่โกดังร้างแห่งนี้เพื่อเซ็นเอกสารโอนหุ้นและมอบเงินสดก้อนใหญ่ปิดปากเรื่องของอีรอสด้วยความโลภบังตาและหลงผิดคิดว่าตนเองยังคงเป็นคนโปรดที่อลาสเตอร์หลอกใช้และไว้วางใจ ทั้งสองพี่น้องจึงรีบเดินทางมาตามนัดโดยไร้ซึ่งความหวาดระแวงเฮลิออสในชุดสูทราคาแพงก้าวลงจากรถพร้อมยิ้มระรื่น กวาดสายตามมองไปรอบๆ บริเวณที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ด้วยความอารมณ์ดี“ไหนล่ะเอกสารโอนหุ้นกับเงินสดที่ท่านอลาสเตอร์จะให้? ฉันกับเซลีนมารับตามนัดแล้ว! ออกมาคุยกันให้มันจบๆ ซะทีสิ!” เซลีนเดินตามหลังมาพลางยกมือขึ้นโบกไล่ฝุ่นในอากาศ เชิดหน้าแสดงท่าทีทรงอำนาจปนรังเกียจ“นั่นสิ! รีบๆ เอาออกมาสิ! จะได้จบเรื่องไอ้อีรอสไปสักที อากาศข้างนอกมันเหม็นความชื้นจะแย่ ฉันไม่อยากอยู่ในสถานที่เห่ยๆ แบบนี้นานนักหรอกนะ!”ทว่า เมื่อทั้งสองก้าวลึกเข้าไปภายในตัวโกดังร้างที่เงียบสงบผิดปกติ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงกะทันหันเสี
เมื่ออีรอสสังเกตเห็นอย่างเด่นชัดว่าอลาสเตอร์กำลังหลงและแคร์คอลัสมากเพียงใดเขาก็ไม่รอช้าที่จะนำจุดอ่อนนี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการเริ่มแผนการเอาคืนอย่างรบกวนจิตใจอีรอสเริ่มเป่าหูและป้อนความคิดให้ลูกชายทีละนิด ค่อยๆ ปลูกฝังให้เด็กน้อยเกิดความเหินห่าง ระแวง และต่อต้าน ในห้องนอนเล็ก อีรอสย่อตัวลงจับไหล่คอลัส กระชุบบอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงด้วยความแค้นสุมอก“คอลัส... ฟังแม่นะลูก คนๆ นั้นน่ะ ไม่ใช่คนดีหรอกนะ เขาเคยทำร้ายแม่จนเกือบตาย และเขาก็พร้อมจะพรากหนูไปจากแม่ทุกเมื่อหากเขาหมดความอดทน” คอลัสได้ฟังก็ชะงัก นัยน์ตาสีแดงกร่ำสั่นคลอน มองหน้าแม่ด้วยความเชื่อฟังและสับสน“จริงเหรอครับแม่... เขาใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ คอลัสเกลียดทุกคนที่ทำร้ายแม่! คอลัสจะไม่คุยกับเขาอีกแล้ว!” คำสัญญาของเด็กน้อยทำให้ความผูกพันที่เคยมีให้ปีศาจหนุ่มพังทลายลงในพริบตากระทั่งช่วงบ่ายในห้องนั่งเล่น อลาสเตอร์เดินถือกล่องของขวัญหรูหราเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวังจะชวนลูกชายเล่นเหมือนทุกวันแต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปหา คอลัสกลับปัดกล่องของขวัญทิ้งลงพื้นอย่างแรงจนของข้างในกระจาย สะบัดตัวหนีไปซ่อนอยู่ด้านหลังของอีรอสอย่างตื่นกลัวและเ
ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลคาเวล ความเงียบสงบในยามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นแปลกตาแสงจันทร์ละมุนส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาตกกระทบเตียงกว้างขนาดใหญ่คอลัสนอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงกลางระหว่างอลาสเตอร์และอีรอส ร่างเล็กๆ ขยับสม่ำเสมอตามจังหวะลมหายใจอลาสเตอร์นอนตะแคงข้าง ใช้สายตานุ่มนวลผิดปกติทอดมองใบหน้าเล็กของลูกชาย นัยน์ตาสีแดงกร่ำที่เคยฉายแต่รังสีอาฆาตและอำมหิตบัดนี้ไหววูบไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน อลาสเตอร์เริ่มเสพติดและหลงใหลในบรรยากาศของคำว่าครอบครัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตภายในใจลึกๆ ของปีศาจหนุ่มมีปมบาดแผลอันดำมืด เขาเติบโตมาในฐานะปีศาจชั้นสูงที่ต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปตั้งแต่ยังจำความไม่ได้โลกปีศาจอันป่าเถื่อนหล่อหลอมให้เขาคอยแต่จะเหี้ยมโหด ไร้ซึ่งความรัก ความอบอุ่น หรือความผูกพันใดๆ เขาจึงปฏิเสธและไม่อยากสร้างครอบครัวมาโดยตลอดเพราะมองว่ามันคือจุดอ่อนที่งี่เง่า ทว่า ตั้งแต่มีคอลัสเข้ามาในชีวิต เด็กน้อยที่มีสายเลือดเข้มข้นและหัวใจอันบริสุทธิ์กลับเข้ามาเติมเต็มช่องว่างอันอ้างว้างในจิตใจของเขาได้อย่างน่าประหลาดอลาสเตอร์พบว่าตนเองชอบช่วงเ







