Mag-log inปากบอก ไม่ถูกชะตากับเด็ก แต่พอน้องมันตรงสเปค พี่ว่ามีแฟนเด็กก็ดีนะ (ก็เด็กมันน่ารัก)
view moreเช้าแรกของการเริ่มทำงานในชั่วโมงเร่งรีบที่ทุกวินาทีมีค่า พนักงานออฟฟิศกินเงินเดือนสับขาก้าวฉับ ๆ เดินมาต่อแถวยาวเหยียดอยู่บริเวณหน้าลิฟต์โดยสารขนาดใหญ่ ต่างคนต่างก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์มือถือเล่นไม่สนใจสายตาใคร ภายใต้อาคารสำนักงานสูงสี่สิบห้าชั้นใจกลางกรุงเทพมหานคร
สิระ นักศึกษาจบใหม่แบบหมาด ๆ ชนิดที่เรียกได้ว่าผลสอบเพิ่งประกาศออกมาเมื่อวาน และได้ใบประกาศรับรองแน่ชัดว่าขณะนี้เขามีดีกรีสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแน่ ๆ ขยับมายืนแหงนคอตั้งมองป้ายสเตนเลสสีเงินสลับทอง ซึ่งมีเอาไว้บอกว่า ไอ้ตึกสูงนี่มันมีบริษัทไหนอยู่ชั้นใดบ้างเขาไล่อ่านจนตาลายไปหมด
“บริษัทเอสเจเค ชั้น...โห ทำไมบริษัทนี้มันมีหลายชั้นจังหว่า” สิระขยับกัดฟันขาวลงมายังริมฝีปากล่าง ทำท่าครุ่นคิดสงสัย นิ้วชี้ยาวข้างหนึ่งยกขึ้นมาเกาหูแก้เก้อท่ามกลางคนหมู่มาก ทั้งที่ไม่มีใครมองผู้คนต่างเร่งรีบไปทำธุระของตัวเองแต่สิระก็อดประหม่าไม่ได้จริง ๆ
เขาล้วงหยิบนามบัตรที่ขอบยุ่ยเหมือนผ่านการใช้งานมานับไม่ถ้วน ทั้งที่จริงเพิ่งได้มาเมื่อวาน ตะแคงคออ่านตัวอักษรขยุกขยิกบนกระดาษเล็ก ๆ นั่นซ้ำอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนเองจะไม่ไปผิดชั้น ก่อนจะเดินไปขึ้นลิฟต์เมื่อถึงคิว เขากดปุ่มลิฟต์ไปยังชั้นที่ระบุไว้ พอเดินออกมาก็ต้องตาโตกับกลุ่มคนที่อยู่ตรงหน้า
“โห คนมาสมัครเยอะขนาดนี้เชียว ไหวมั้ยวะเนี่ยกู” สิระบ่นอุบเดินหน้างอห่อไหล่มานั่งลงยังเก้าอี้ซึ่งมีไว้สำหรับคนที่มารอสมัครงาน
“ใครมาสมัครงาน รบกวนกรอกเอกสารใบสมัครงานให้เรียบร้อยนะคะ อย่าลืมกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนนะคะว่ารู้ข่าวการเปิดรับสมัครจากช่องทางไหน” พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคลหน้าดุดังขึ้นแบบห้วน ๆ เหมือนอาจารย์ฝ่ายทะเบียนมหาวิทยาลัยที่ไม่มีใครอยากเจอ
“ช่องทางไหน?” สิระนั่งใช้ปลายปากกาเกาหัวแกรก ๆ เพราะตัวเลือกที่มีในใบสมัครงาน ไม่มีช่องทางที่ตัวเองได้มาเลยนะสิ
“ป้ายประกาศหน้าบริษัท เว็บไซต์สมัครงาน เว็บไซต์ทางบริษัท ช่องทางอื่นโปรดระบุ...”
สิระอ่านทวนซ้ำอีกครั้ง จากนั้นหยิบนามบัตรที่ได้รับมานั่งพลิกซ้ายพลิกขวา ปลายปากกาจิ้มลงตรงช่องว่างบนเอกสารอย่างลังเลว่าจะเขียนข้อความชื่อคนที่แนะนำให้มาสมัครงานที่นี่ดีหรือเปล่า?
“เวลาเขียนใบสมัครงาน ให้บอกว่า ปราการแนะนำมา...” เขานึกไปถึงคนที่บอกตอนยื่นนามบัตรนี้ให้
“เด็กจบใหม่เหรอ” ผู้หญิงคนหนึ่งสวยจนสิระตะลึงนั่งตัวตั้งหลังตรงเป๊ะปรายหางตามองลงมายังเอกสารใบรับรองวุฒิการศึกษาซึ่งเขาถ่ายสำเนาวางเอาไว้บนโต๊ะ
“ครับ”
“มาสมัครตำแหน่งอะไรล่ะ” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ชะโงกหน้ามาดูอย่างใส่ใจเต็มที่
“เอ่อ ผู้ช่วยเลขานุการครับ” เสียงอ้อมแอ้มเอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจนักก่อนจะยกกระดาษใบสมัครงานนั้นขึ้นมาชูให้เธอดู
“หือ ตำแหน่งนี้เขาไม่รับเด็กจบใหม่นี่ กรอกตำแหน่งผิดหรือเปล่าน้อง” ผู้หญิงอีกคนใส่ชุดสูทเต็มยศเหมือนพนักงานขายประกัน นั่งยืดคอยาวเข้ามาใส่ใจอีกคน
การได้รับความสนใจอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งที่สิระต้องการเลยแม้แต่น้อย เพราะตั้งแต่ก้าวขาพ้นประตูลิฟต์มาหย่อนตูดนั่งตรงนี้ เขาเองรับรู้ได้ตั้งแต่แรกแล้วว่า แต่ละคนที่มานั่งร่วมห้องรับรองเดียวกันนี้คงมีประสบการณ์การทำงานสูงมากแน่ ๆ ไม่ใช่เด็กหัวเหม่งเพิ่งรับปริญญาอย่างเขา
“ไม่ผิดนะครับ ผมมาสมัครตำแหน่งนี้จริง ๆ” เสียงแผ่วตอบกลับไป ชักเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่า ตัวเองถูกหลอกมาหรือเปล่า?
ถามว่าทำไมถึงคิดแบบนั้นก็คงต้องย้อนไปเมื่อวานนี้
ขณะที่สิระกับน้องชายกำลังเดินกลับบ้าน บังเอิญเจอผู้ชายคนหนึ่งซุ่มซ่ามทำกระเป๋าสตางค์ตกท่อระบายน้ำ
สิระมองลอดลงไปเห็นตัวกระเป๋าติดค้างอยู่ตรงซี่เหล็ก ไม่ทันตกลงไปในน้ำขุ่นด้านล่าง แต่ปัญหาคือฝาท่อทั้งหนัก ทั้งแน่น จะงัดยังไงก็ไม่ขยับ
ส่วนจะเอามือล้วงลงไปลงก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่เพราะมือใหญ่กันทั้งคู่ อยู่ใกล้ก็เหมือนไกลได้แต่ยืนมองตากันปริบ ๆ
สิระจึงยืมมือน้องชายวัยสามขวบ ห้อยหัวยื่นแขนป้อมล้วงเข้าไปในช่องระบายพร้อมกับเสียง อาฮึบ ๆ ก่อนจะหยิบกระเป๋าเงินนั้นขึ้นมาคืนให้เจ้าของได้สำเร็จ
แต่ในขณะที่ยื่นให้เจ้าตัว คนซุ่มซ่ามก็ยังซุ่มซ่ามอยู่วันยังค่ำดันทำร่วงลงบ่อโคลนข้าง ๆ จนน้ำกระเซ็นกระเด็นเปื้อนเสื้อกางเกงไปอีก
นั่นเองจึงเป็นที่มาของการได้นามบัตรเปื่อย เปื้อนน้ำครำผสมน้ำโคลนจากแอ่งน้ำ ขอบคุณที่กลิ่นน้ำครำจางไปแล้ว
เมื่อถึงคิวสัมภาษณ์ของตนเอง สิระเข้ามานั่งอยู่ต่อหน้าผู้หญิง ผู้ชาย ใส่สูทผูกไทท่าทางขึงขังสี่คน แต่ละคนนั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้าให้กับเอกสารใบสมัครงานที่บางเพียงสองแผ่น แตกต่างจากพนักงานคนอื่นที่ยื่นเอกสารใบสมัครพร้อมใบรับรองการผ่านงานหรือประสบการณ์ต่าง ๆ มากมาย
“ชื่อสิระ เพิ่งจบใหม่ยังไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อนเลย มีแฟนหรือยัง?”
“ฮะ! อะ...อะไรนะครับ” สิระคิดว่าตนเองหูเพี้ยนเลยเผลออุทานเสียงหลงถามกลับไปอีกครั้ง
“ผมถามว่า มีแฟนหรือยัง” ผู้ชายคนที่ถามก้มหน้ามองกระดาษเอสี่ในมือ พลางเงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยท่าทีจริงจังในคำถาม
“เอ่อ...ไม่มีครับ”
“แน่นะ?”
“แน่ครับ!” สิระตอบเสียงดังขึ้นกว่าที่ตั้งใจ แก้มเริ่มร้อนผ่าวเพราะสายตาทั้งสี่คู่จับจ้องมาทำเอาประหม่าไปหมด
“อย่างนั้นที่บ้านพักอยู่กับใครบ้างครับ” ชายคนเดิมพยักหน้าเล็กน้อยก่อนพลิกหน้ากระดาษ ก่อนจะเอ่ยคำถามที่สอง
“อยู่กับยาย แล้วก็น้องชายครับ”
“ชอบสีอะไร ปกติวันหยุดชอบไปเที่ยวไหนบ้าง ชอบทะเล หรือว่าภูเขา...”
“หา...”
เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยไปสมัครงานที่ไหน หรือว่านี่เป็นคำถามพื้นฐานทั่วไป เวลาคนไปสมัครงานต้องตอบอย่างนั้นหรือ?
ทั้งที่เมื่อคืนนี้สิระตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เตรียมฝึกซ้อม คำตอบเชิงวิชาการ ถึงหน้าที่ความรับผิดชอบตามตำแหน่งงาน แม้กระทั่งเข้าไปค้นหาข้อมูลว่าหน้าที่ ‘ผู้ช่วยเลขานุการ’ ต้องทำอะไรบ้าง แต่คนพวกนี้ไม่ยักถามเขาสักข้อ
“พี่แซนมาแย้ว”
ซุน น้องชายวัยสามขวบตะโกนเรียกเสียงดังก่อนที่ก้อนกระปุ๊กลุกจะวิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาจากสนามเด็กเล่นขาสั้น ๆ วิ่งถี่ยิบเหมือนลูกเป็ดน้อย มือเล็ก ๆ อ้าออกสุดแขนตรงเข้าหาพี่ชายด้วยใบหน้ายิ้มแป้น ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวดีใจขนาดไหนเมื่อเห็นพี่ชาย
“ไงครับ วันนี้มาโรงเรียนสนุกหรือเปล่า” สิระยื่นมือไปรับกระเป๋าสะพายลายการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ตัวโปรดของน้องชายมาช่วยถือขณะที่เจ้าตัวดีกอดขาอยู่
“ซาหนุกมากเยย”
เจ้าของแก้มอ้วนแหงนคอขึ้นมาบอกทันที ใบหน้าเจ้าตัวเล็กเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ที่ผุดออกมาแต่ดวงตากระจ่างใสไม่ได้บอกถึงความเหน็ดเหนื่อยเลยสักนิด
“ดีมาก แล้ววันนี้ซุนร้องไห้อีกหรือเปล่า?” พี่ชายที่แสนดีวางฝ่ามือลงไปลูบเส้นผมนุ่มโยกไปโยกมาอย่างรักใคร่
“ไม่ย้องแย้ว! อยู่...โลงเย็น ซาหนุกแย้ว”
เด็กชายวัยกำลังหัดพูด เรียนรู้พัฒนาการการออกเสียงตามอย่างผู้ใหญ่ซึ่งอาจจะมีชัดบ้าง ไม่ชัดบ้างหรือบางคำอาจถูกเปลี่ยนจนความหมายแปรเปลี่ยนไปคนละทิศคนละทางจนคนฟังอาจจะสะดุ้ง อย่างเช่นสิระในตอนนี้
“โรง-เรียน ครับซุน พูดให้ชัด ๆ โรง เรียน” คนพี่รีบแก้ไขเอ่ยเน้นทีละคำให้คนน้องพูดตาม
“โลง-เย็น”
น้องชายเกร็งปากกระจิริดเปล่งเสียงตามสิระสอนแต่พยายามเท่าไหร่ก็ยังไม่ชัด
“โรงเรียนครับ เรามาโรงเรียน โลงเย็นจะเข้าไปทำไมเล่า ไปกลับบ้านกัน” สิระหัวเราะพลางแก้คำให้ แต่อย่าถามว่าเจ้าเด็กนั้นพูดถูกมั้ย....
“โลงเย็น ของเยาน่าอยู่ คุมคูจำดีทุกโคน เจ๊ก เจ๊ก ก็จำจุ๊ จำจน…”
เสียงเจื้อยแจ้วร้องเพลงของเด็กชายดังต่อเนื่อง ท่อนแรกพอจับความได้ แต่หลัง ๆ สิระเริ่มฟังไม่ออกเลยว่าเจ้าตัวร้องว่าอะไร รู้แค่ว่ามันคงไม่ใช่เนื้อร้องที่ถูกต้องแน่นอน
สิระหัวจะปวดแต่ริมฝีปากกับคลี่ยิ้มตามไม่หุบ
“พี่แซน วันนี้เราจะไปกินไอติมกันอะเปล่า?” เด็กน้อยแหงนคอถามมองตาพี่ชายส่งสายตาวิ๊ง ๆ เต็มไปด้วยความหวัง
“ถ้าซุนสัญญาว่าจะไม่ซน พี่จะพาไป”
“อือ...จุนเด็กดีมาก จุนไม่ดื้อหยอก” แก้มอ้วนส่ายไปมาทำท่าทางปฏิเสธอย่างไม่น่าไว้ใจ
“งั้นวันนี้พี่พาซุนไปกินไอติมก็ได้ ถือซะว่าเลี้ยงฉลองที่พี่ได้งานใหม่” สิระก้มลงไปยักคิ้วให้น้องชาย ใบหน้าเปล่งประกายฉายความสุขส่งต่อออกไปให้กับเจ้าของดวงตากลมใสซื่อที่ยืนแหงนคอขึ้นมารับฟังข่าวดีเพียงแค่นั้นดวงตากลมกระจ่างใสก็วาววับ
“เย้ ๆ พี่แซน ฉะหยองเหยอ ฉะหยอง เย้ ๆ ไป ๆ ” เด็กน้อยยังขยับปากพูดไม่ชัดแต่ความดีใจนั้นชัดมาก
“ฉลอง เอาใหม่ดูปากพี่ แล้วพูดตามดี ๆ ฉะ หลอง” ปลายนิ้วชี้ของสิระชี้กลับมายังริมฝีปากตัวเอง จากนั้นค่อย ๆ เปล่งเสียงช้า ๆ เป็นตัวอย่างที่ถูกต้อง
“ฉะ หยอง” นิ้วสั้นป้อมจิ้มตามหากแต่เสียงเล็กที่เปล่งออกมานั้นไม่ได้มีความหมายใกล้เคียงกันแม้แต่น้อย
“ฉลอง”
“ฉะ หยอง”
“เฮ้อ เออ...ฉะหยองก็ฉะหยอง” สิระยอมแพ้ริมฝีปากสวยคลี่ยิ้มอ่อน ไม่ได้ใส่ใจที่เห็นว่าการที่น้องชายวัยสามขวบยังออกเสียงไม่ชัดนั้นเป็นเรื่องใหญ่อะไร น้องชายของเขาย่อมพัฒนาไปตามวัย
ไม่นานทั้งคู่ก็มานั่งอยู่ในร้านไอศกรีมเจ้าประจำที่ไม่ใช่ร้านดัง เป็นเพียงร้านเล็ก ๆ ซ้ำดูแล้วคงเปิดได้ไม่นานเพราะมีลูกค้าแวะเวียนมากินไม่มาก โต๊ะในร้านว่างมากเสียจนไม่รู้จะเลือกนั่งตรงนี้ไหนดี
เนื่องจากชุมชนแห่งนี้ไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจ ผู้คนที่อาศัยส่วนมาก ล้วนแต่คนต่างจังหวัดพลัดถิ่นมาทำงานในเมืองใหญ่ แน่นอนว่าครอบครัวของสิระเป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น
สองพี่น้องเดินจูงมือกันเข้ามาหยุดอยู่หน้าตู้ไอศกรีมทำท่าคิดหนักว่าวันนี้จะสั่งไอศกรีมรสชาติไหน ไอ้ที่คิดซะมากมายไม่ใช่เพราะว่าร้านนี้มีให้เลือกเยอะแยะ หากแต่ในตู้แช่มันเหลือไอศกรีมติดก้นถังอยู่แค่สี่รส แล้วพี่น้องคู่นี้ก็สั่งมันสลับวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ทุกวัน
“อืม วันนี้กินรสอะไรดีนะ” เล็บแข็งเคาะลงไปบนฝาเลื่อนแบบกระจกใส สีหน้าครุ่นคิด
“สตอเบอยี่กับสีเปรี้ยว ๆ มั้ยล่ะ” เจ้าซุนเอ่ยเสียงใส พลางเขย่งปลายเท้า ขาสั้น ๆ เกร็งจนตึง พยายามยืดคอให้สูงที่สุดเพื่อชะโงกหน้าลงไปมองถังไอศกรีมที่เกือบโล่งเปล่า
“โอเคครับ ของผมกับน้องชายเอาสตอเบอร์รี่หนึ่ง มะนาวหนึ่งครับ” สิระหันไปสั่งกับพนักงานร้านไอศกรีมที่ยืนยิ้มรอ
สิระที่กำลังสั่งพนักงาน เสียงเจ้าตัวแสบก็ดังอย่างตื่นเต้นพลางดึงชายกางเกงกระตุกยิก ๆ
“พี่แซน ปลาก้างมา ๆ”
“หือ อะไรนะ” สิระก้มมองน้อง เจ้าซุนรีบชี้มือป้อม ๆ ไปทางประตูร้าน
“ปลาก้างมาไงพี่! ปลาก้างมา!”
สิระละสายตามาจากถังแช่ไอศกรีมเจอเข้ากับเจ้าของนามบัตรนำโชคที่ช่วยให้ตนได้งานใหม่ในวันนี้เปิดประตูเข้ามาภายในร้านไอศกรีมพอดิบพอดี
ดวงตาสิระเปล่งประกายดีใจไม่ต่างจากน้องชาย
“คุณปราการ มากินไอติมร้านนี้เหมือนกันหรือครับ หรือว่าวันนี้ทำอะไรตกท่ออีก?” เสียงเด็กหนุ่มเอยอย่างหยอกเย้า
แต่ทว่า...
“ตกท่อไม่มี แต่ตกหลุมรักไม่แน่”
ว่าที่คุณแม่ลูกสองเอนกายลงบนเตียงนอนมองพุงโย้ใหญ่ที่ขยับขึ้นลงตามลมหายใจช้า ๆ ข้างกายฝั่งซ้ายเป็นลูกชายวัยสองขวบกว่านั่งซุกหัวอยู่ในซอกรักแร้อบอุ่นของแม่ส่วนฝั่งขวาแก้มอ้วนที่เบียดแนบอยู่กับท่อนแขนคือน้องชายสุดที่รักที่ไม่เคยห่างกายกันเลยปราการสามีดีเด่นแห่งชาตินั่งอมยิ้มอยู่ด้านปลายเตียงแขนยาวเหยียดพยายามรวบกอด ทั้งภรรยา ลูกชายและน้องเมียไว้พร้อมกันอย่างเท่าเทียมที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะสิระกำลังท้องใหญ่มากเพราะเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายใกล้คลอดเต็มทีช่วงนี้จึงไม่สะดวกจะลุกไปนอนกอดเล่านิทานในห้องนอนเล็กเหมือนที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิดเพราะทั้งลูกชายและน้องชายต่างพร้อมใจกันทำเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องง่าย เด็กสองคนช่วยกันลากรถบรรทุกของเล่นใส่หนังสือนิทานมาจนเต็มกระบะหลังมาวางเรียงรายรอบเตียงเพื่อจะได้เล่านิทานให้ ‘น้องในพุง’ ฟังอย่างตั้งใจ ป่านนี้เจ้าตัวน้อยคงชินเสียงพี่ชายกับน้าชายไปมากแล้ว“เมื่อไหร่น้องเบบี๋จะออกมาวิ่งเล่นกับพี่จันกับน้าจุนสักทีล่ะ” ซันไชน์ ลูกชายคนโตแหย่นิ้วชี้เข้าไปในรูสะดือของแม่คิ้วบางสองข้างขยับเข้าหากันเหมือนกำล
รถแวนสำหรับครอบครัวคันใหญ่แล่นมาจอดอยู่บริเวณหน้าอาคารสำนักงาน เจ้าหน้าที่ต้อนรับด้านหน้ากระวีกระวาดมาเปิดประตูรถให้ขณะเดียวกันคนขับรถส่วนตัวของท่านประธานก็ลงมาช่วยยกกระเป๋าและถุงของใช้สำหรับเด็กก่อนส่งต่อให้กับอรสาเลขาหน้าห้องของปราการที่ยืนรออยู่แล้ว“พี่สาคนสวย จุนมาแล้ว”เจ้าตัวเล็กอนุบาลหนึ่งในชุดนักเรียนนานาชาติใหม่เอี่ยม กระโดดลงจากรถด้วยความกระตือรือร้นแล้วพุ่งเข้าไปกอดขาพี่เลขาคนสวยใจดีอย่างสนิทสนมยายจ๋าเองก็ก้าวลงรถอย่างกระชับกระเฉงเวลานี้ยายจ๋าไม่ได้ไปนั่งร้อยพวงมาลัยขายในตลาดสดแล้วเพราะสิระขอให้หยุดทำงานหนักแล้วมาใช้ชีวิตสุขสบาย เปลี่ยนจากร้อยมาลัยขายมาช่วยหลานเลี้ยงเหลน ยายแก่อายุมากหากทว่ายังคงแข็งแรงเดินลงมาจากรถรับไหว้จากพนักงานทุกคนสิระอุ้มลูกน้อยวัยกำลังน่ารักไว้ในอ้อมแขนมือจับจูงน้องชายเดินเข้าไปในตึกใหญ่เป็นภาพที่ใครต่อใครต่างชินตาแล้วเวลานี้ถือได้ว่านี่คือกิจวัตรประจำวันสำหรับครอบครัวแสนอบอุ่นของท่านประธาน“ไงครับมากันแล้วเหรอ คิดถึงจังเลย” ท่านประธานบริษัทยักษ์ใหญ่เดินลิ่วยิ้มร่าออกมาจากห้องทำงานตรงดิ่งพุ่งไปช่วย
แปะ แปะ แปะเสียงเคาะประตูคุ้นหูดึงมุมปากของสองสามีภรรยาขยับยกกว้างขึ้น ปราการรีบเดินลงจากเตียงไปเปิดประตูห้องนอนให้กับน้องเมียจอมป่วนที่มาเยือนตามเวลาเดิมทุกคืน“พี่แซน จุนมาแย้วน้า”น้าชายวัยสี่ขวบเดินถือหุ่นยนต์ตัวโปรดของตัวเองพร้อมจับสายจูงลากกล่องสำหรับใส่หนังสือนิทาน เข้ามายังห้องนอนของพี่ชายสิระหันมายิ้มรีบกดปิดจอโพรเจ็คเตอร์สำหรับฉายหนังดัง ซึ่งเมื่อครู่ตนเองยังนอนดูอยู่เพื่อเป็นการผ่อนคลายความเครียด ปราการเดินกลับไปยังโต๊ะทำงานเก็บไอแพดและเอกสารงานสำคัญใส่ลงไปยังลิ้นชักแล้วหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีค่ามากกว่านั้นคือ ‘ครอบครัว’“ว่ายังไงครับ ซุนจะมาเล่านิทานให้น้องฟังเหรอ”สิ้นคำถามปราการก็เดินมาอุ้มน้องเมียพุงโตขึ้นไปนอนข้างสิระบนเตียงเวลานี้สิระมีสถานะเป็นคุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดหน้าท้องใหญ่อุ้ยอ้ายเคลื่อนย้ายตัวเองไม่สะดวกเพราะพุงยื่นโย้ใหญ่เท่าลูกแตงโมสองใบ“พี่แซน น้องหลับอะยัง” น้าชายวัยสี่ขวบเอื้อมมือลงไปลูบหน้าท้องกลมของพี่ชายอย่างเบามือก่อนจะก้มตะแคงหูแนบลงไปบนพุงใหญ่ที่บางครั้งโดนน้องถีบทำเอาเ
โรงแรมดังระดับห้าดาวใจกลางกรุงเทพฯ คืนนี้ถูกเนรมิตให้สว่างไสวไปทั่วทั้งอาคาร ไฟประดับระย้าทอตัวเป็นเส้นสายพร่างพราวตั้งแต่หน้าทางเข้าจนผู้คนที่ขับรถผ่านไปมาต่างต้องชะลอรถหันมองด้วยความสงสัยว่าภายในนั้นกำลังมีงานใหญ่ระดับไหนจัดขึ้นกันแน่ภายในห้องจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ซึ่งปกติรองรับแขกได้เกือบพันคนเหมือนจะยังไม่เพียงพอสำหรับค่ำคืนนี้ เพราะแขกเหรื่อผู้ทรงเกียรติทยอยหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งนักธุรกิจชื่อดังผู้บริหารระดับสูง ดารา เซเลบและคนในแวดวงสังคมที่มาปรากฏกายร่วมเป็นสักขีพยานในค่ำคืนสำคัญของคู่รักต่างวัยบนเวทีประดับฉากดอกไม้สุดอลังการ เจ้าบ่าว เจ้าสาวยืนเคียงคู่อยู่ต่อหน้าพิธีกรท่ามกลางสายตาชื่นชมยินดีของแขกเหรื่อในงานเสียงพิธีกรประกาศผ่านไมโครโฟนดังฟังชัด“เอาล่ะครับ…ตอนนี้ถึงเวลาสำคัญที่สุดของค่ำคืนนี้แล้วเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะทำการสวมแหวนแต่งงานให้แก่กันครับ ส่วน…แหวนของทั้งสองอยู่ที่ไหนเอ่ย?”คอยืดพยายามชะเง้อมองหาแหวนเพชรล้ำค่าที่จะเป็นทั้งสัญลักษณ์แห่งความรักและจุดเริ่มต้นของสถานะ 'สามีภรรยา' ระหว่างคนทั้งสอง มุมปากของแขกหลายคนยกขึ้นด้วยความคาดหวังอย
“หมายความว่ายังไงกันครับ” สิระหันข้างไปสบตากับเจ้าของวลีแปร่งหูต่อให้ใสซื่ออย่างไรแต่สิระไม่ใช่คนโง่เสียทีเดียว ทั้งพฤติกรรมความอ่อนโยนใจดีที่ปราการเอื้อเฟื้อต่อตนเองเสมอมานับตั้งแต่พบกัน หากมองเป็นการตอบแทนที่สิระและน้องชายเคยช่วยเหลือเรื่องกระเป๋าสตางค์นั้นก็นับว่าปราการตอบแทนน้ำใจมามาก
“กินตอนนี้เหรอครับ” พนักงานน้องใหม่เอี้ยวหน้าเหลือบสายตาหันกลับไปมองเหล่าบรรดาผู้จัดการเต็มห้องที่กำลังมองมายังตนเองเป็นตาเดียว“กินได้ ไม่มีใครว่าอะไรหรอก”“ไม่เอาผมไม่กล้า” ปากบางขมุบขมิบตอบเสียงอ่อยปราการหันไปมองสายตาของคนอื่น ๆ จึงพอเข้าใจความรู้สึกอึดอัดของผู้ช่วย
“ปลาก้างอันนี้สวยอะเปล่า” เสียงเล็กใสเอ่ยถามตาเป็นประกายพลางชี้ไปยังกล่องของเล่นหุ่นยนต์ที่ตั้งอยู่บนเชลฟ์สูงด้วยท่าทางประหม่า“หุ่นยนต์เหรอ สวยสิ เท่มากเลย”ปราการหยิบหุ่นยนต์บังคับกล่องนั้นออกมาก่อนจะหันมายื่นให้กับเจ้าตัวเล็กที่กำลังมองตาละห้อยแต่สองมือน้อยกลับไม่ยอมยื่นออกไปรับ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความบังเอิญหรือดวงสมพงษ์ ทำให้ในวันนี้สิระยังคงเดินมาเจอเข้ากับกรพินทร์ในช่วงเวลาก่อนเข้างานบริเวณหน้าลิฟต์ชั้นหนึ่งเหมือนเมื่อวานเป๊ะ“ว่าไงจ๊ะน้องแซนเดินมาเหงื่อซกเชียว คงจะเหนื่อยมาสินะ น่าสงสารจัง”คำทักทายฟังคล้ายแสดงความห่วงใยหากทว่าคนฟังกลับไม่ได้รู้สึกอบอุ่





