Se connecterห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูสว่างจ้าจากแสงแฟลชที่ยิงใส่เวทีไม่ขาดสาย โลโก้บริษัทวาเลนไทน์กรุ๊ปขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ด้านหลัง
พร้อมชื่อของประธานบริหารคนใหม่ที่ฉายอยู่บนจอ LED กลางงาน เสียงนักข่าวดังเซ็งแซ่ปะปนกับเสียงพิธีกรที่กำลังกล่าวต้อนรับผู้บริหารชุดใหม่อย่างเอิกเกริก
“ขอต้อนรับคุณเฮลิออส วาเลนไทน์ ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ และคุณเซลีน วาเลนไทน์ รองประธานบริหารค่ะ!” เสียงปรบมือดังก้องทั่วห้อง
เฮลิออสยืนอยู่กลางเวทีในสูทสีกรมเข้ม เขายิ้มอย่างมั่นใจ ยกมือโบกให้นักข่าวราวกับเป็นดาราที่คุ้นเคยกับแสงสปอตไลท์มานาน ส่วนเซลีนยืนข้างๆ ด้วยรอยยิ้มสวยสมบูรณ์แบบ เธอหันรับกล้องทุกมุมอย่างรู้จังหวะ
ตรงกันข้ามกับอีรอสที่นั่งเงียบอยู่โต๊ะแถวหลังสุด
โต๊ะของเขาอยู่ปะปนกับหัวหน้าแผนกและพนักงานระดับปฏิบัติการทั่วไป ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ ไม่มีการกล่าวถึง ไม่มีใครเชิญ
เขาขึ้นเวที ทั้งที่คนเกินครึ่งในห้องนี้รู้ดีว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่ขับเคลื่อนบริษัทตัวจริงคือใคร
อีรอสนั่งนิ่ง ดวงตาสีเข้มมองไปบนเวทีโดยไม่แสดงอารมณ์ แต่กรามที่เกร็งแน่นบอกชัดว่าเขากำลังกดอะไรบางอย่างไว้เต็มที่
“นั่นคุณอีรอสจริงเหรอ…” เสียงซุบซิบจากโต๊ะข้างๆ ลอยเข้าหูเป็นระยะ
“ได้ข่าวว่าไม่ได้หุ้นสักหุ้นเลยนะ”
“โห ทั้งที่เมื่อก่อนประธานอาร์เธอร์ไว้ใจเขาจะตาย”
“แล้วดูตอนนี้สิ นั่งหลังสุดเหมือนพนักงานธรรมดา…”
คำพูดเหล่านั้นเหมือนเข็มเล็กๆ ที่ค่อยๆ แทงลงมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้แรงมาก แค่พอให้เจ็บ
พนักงานหญิงคนหนึ่งเหลือบมองเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนรีบหันกลับไปเมื่อสบตาเข้ากับเขาพอดี
อีรอสหัวเราะในใจเบาๆ เขาไม่โทษคนพวกนั้นหรอก ในโลกธุรกิจ คนแพ้ก็เป็นได้แค่หัวข้อซุบซิบเท่านั้น
บนเวทีเฮลิออสรับไมโครโฟนจากพิธีกร พลางยิ้มให้กล้อง
“ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เชื่อมั่นในวาเลนไทน์กรุ๊ปมาตลอด” เสียงของเขานุ่มลึกและเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ความสำเร็จทั้งหมดของบริษัทที่ผ่านมา เป็นเพราะรากฐานที่มั่นคงของคุณพ่อ”
“และจากนี้ผมกับเซลีนจะนำพามันไปสู่ยุคใหม่ที่รุ่งโรจน์กว่าเดิมครับ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง
อีรอสจ้องเวทีนิ่งคำว่า ‘ความสำเร็จทั้งหมด’ ทำให้เขานึกถึงคืนที่ตัวเองนอนคาโต๊ะทำงาน
นึกถึงเอกสารกองโตที่เขาแก้จนเกือบเช้า นึกถึงวันที่บริษัทเกือบถูกฟ้องล้มละลายแล้วเขาต้องเป็นคนไปคุกเข่าขอเวลาเพิ่มจากนักลงทุน
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างถูกพูดราวกับมันเกิดขึ้นเองจากรากฐานของตระกูล
ไม่ใช่จากหยาดเหงื่อของเขา
“ดิฉันเชื่อว่าบริษัทเราจะทันสมัยมากขึ้นค่ะ” เซลีนรับไมค์ต่อ
“เราจะปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ทั้งหมด รวมถึงทีมบริหารบางส่วนด้วย”
เธอพูดพลางปรายตามองมาทางด้านหลังเพียงเสี้ยววินาที แม้จะยิ้มอยู่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย อีรอสกำแก้วน้ำในมือแน่น
ผู้บริหารเก่าคนหนึ่งที่นั่งข้างเขาเอนตัวมากระซิบ
“คุณอีรอส… ผมเสียใจจริงๆ นะครับ”
“เรื่องอะไรครับ” ชายคนนั้นชะงัก ก่อนถอนหายใจ
“ทุกคนรู้ว่าคนที่ควรยืนอยู่บนนั้นคือคุณ” อีรอสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ
“แต่คนที่มีนามสกุลเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกันเสมอไปหรอกครับ” อีกฝ่ายพูดอะไรไม่ออกทันที
หลังจบงานแถลงข่าว นักข่าวจำนวนมากกรูกันเข้าไปล้อมเฮลิออสกับเซลีน เสียงชัตเตอร์ดังรัวไม่หยุด ขณะที่อีรอสเดินออกจากโต๊ะช้าๆ เขาถือแฟ้มเอกสารโปรเจกต์ในมือแน่น
มีหลายงานที่ยังค้างอยู่ หลายสัญญาที่ต้องเซ็นภายในอาทิตย์นี้ และมีแค่เขาที่รู้รายละเอียดทั้งหมด
เขาเดินตรงไปทางหลังเวทีด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ร่างสูงใหญ่ของการ์ดสองคนก็ขยับมาขวางทันที
“ขออภัยครับ” อีรอสหยุดเดิน ดวงตาคมตวัดมองอีกฝ่าย
“ฉันจะคุยกับเฮลิออส”
การ์ดยังคงยื่นมือกันไว้ “ท่านประธานยังมีนัดสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟต่อครับ ไม่อนุญาตให้พนักงานทั่วไปเข้าพบ”
คำว่า ‘พนักงานทั่วไป’ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงทันที
อีรอสนิ่งไปชั่ววินาทีนั้น เขาเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะของคนทั้งห้องดังอยู่ในหัว
คนที่เคยนั่งประชุมระดับผู้บริหาร คนที่เคยเซ็นอนุมัติโปรเจกต์หลักของบริษัท ตอนนี้กลับถูกกันออกเหมือนพนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
อีรอสค่อยๆ เงยหน้ามองข้ามไหล่การ์ดไปด้านใน เฮลิออสกำลังให้สัมภาษณ์อยู่กับนักข่าว
เขาเห็นอีรอสชัดเจน… แต่กลับแกล้งทำเป็นไม่เห็น
“พนักงานทั่วไปงั้นเหรอ?... หึ ได้” ริมฝีปากของอีรอสกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นๆ
เขาพูดเสียงต่ำ ก่อนหมุนตัวเดินออกมาเงียบๆ แต่ดวงตาคู่นั้น… ไม่เหลือความเสียใจอีกแล้ว
มีเพียงความเย็นชา และบางอย่างที่เริ่มกลายเป็นความแค้นอย่างช้าๆ เท่านั้น
เสียงเพลงคลาสสิกภายในห้องจัดงานยังดังคลอเบาๆ อยู่ไกลๆ แต่ทันทีที่อีรอสผลักประตูหนีไฟออกมา ความเงียบเย็นเยียบก็เข้าปกคลุมแทบจะทันที
ทางเดินคอนกรีตแคบๆ ถูกส่องด้วยไฟสีขาวซีดจากหลอดนีออนด้านบน กลิ่นฝุ่นจางๆ ปะปนกับกลิ่นบุหรี่เก่าที่ติดอยู่ตามผนัง อากาศเย็นจัดจนรู้สึกได้ถึงความชื้นบนปลายนิ้ว
อีรอสคลายเนกไทออกเล็กน้อย เขาสูดลมหายใจลึก พยายามกดความเดือดพล่านในอกเอาไว้
ภาพเฮลิออสยืนยิ้มอยู่บนเวทียังติดอยู่ในหัวไม่หายรวมถึงคำว่า ‘พนักงานทั่วไป’
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างสมเพชตัวเอง ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลัง ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความโกรธที่เริ่มก่อตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในจังหวะที่กำลังจะเดินผ่านหัวมุม เสียงกระซิบเคร่งเครียดของใครบางคนก็ดังแว่วมาจากด้านในสุดของทางเดิน
“เรื่องนี้มันเสี่ยงเกินไป…” อีรอสชะงักฝีเท้าทันที
เขาขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้โดยไร้เสียง ฝั่งนั้นเป็นพื้นที่สูบบุหรี่เล็กๆ ที่แทบไม่มีคนใช้ในช่วงงานใหญ่แบบนี้ เงาร่างของชายสูงวัยสองคนปรากฏอยู่ใต้แสงไฟสลัว
กรรมการบริหารอาวุโสของบริษัท
อีรอสจำได้ทันที
เขาหลบเข้าไปยืนในมุมอับด้านหลังผนัง ปลายนิ้วแตะกำแพงเย็นเฉียบเบาๆ ขณะตั้งใจฟัง
“เฮลิออสบ้าไปแล้ว!” กรรมการคนแรกกดเสียงต่ำ แต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“คิดจะสร้างผลงานทางลัดด้วยการไปดีลกับ ‘อลาสเตอร์ คาเวล’ งั้นเหรอ?”
“หมอนั่นมันไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ… มันคือปีศาจในคราบมาเฟีย!” ชื่อที่หลุดออกมาทำให้อีรอสหรี่ตาลงช้าๆ
อลาสเตอร์ คาเวล
เขาไม่เคยเจอตัวจริง แต่เคยได้ยินชื่อผ่านวงในของนักธุรกิจอยู่บ้าง ชื่อของผู้ชายคนนั้นเหมือนเงามืดที่ลอยอยู่เหนือวงการเศรษฐกิจ ไม่มีใครกล้าพูดถึงตรงๆ แต่ทุกคนรู้ว่าอำนาจของคาเวลสามารถชี้เป็นชี้ตายบริษัทใหญ่ๆ ได้ในคืนเดียว
กรรมการอีกคนรีบหันซ้ายขวา ก่อนพูดเสียงเบากว่าเดิม
“เบาๆ สิ เดี๋ยวใครได้ยินเข้า”
“แล้วมันไม่จริงหรือไง!” อีกฝ่ายสบถ
“อาร์เธอร์เคยเตือนไว้ชัดเจนก่อนตายว่าอย่ายุ่งกับตระกูลคาเวลเด็ดขาด จำไม่ได้หรือไง?” อีรอสชะงักไปนิดเขาเคยได้ยินจริง
คืนหนึ่งก่อนอาร์เธอร์เข้าโรงพยาบาล พ่อของเขาเคยนั่งเงียบอยู่ในห้องทำงาน พลางพูดขึ้นลอยๆ ว่า
‘ต่อให้บริษัทล้ม ก็อย่าไปขอความช่วยเหลือจากปีศาจ’
ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าหมายถึงใคร
แต่ตอนนี้… เขาเริ่มเข้าใจแล้ว
“แต่ถ้าเฮลิออสดีลสำเร็จ หุ้นของบริษัทจะพุ่งทะยานทันทีนะ ทุกธนาคารจะกลับมาหนุนหลัง ไม่มีใครโค่นเขาได้อีก” กรรมการคนที่สองถอนหายใจแรง
“แล้วถ้าพลาดล่ะ?” บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่งก่อนอีกฝ่ายจะตอบเสียงเครียด
“คาเวลคงกลืนบริษัทเราไม่เหลือซากแน่”
ลมเย็นจากช่องระบายอากาศพัดผ่านเบาๆ แต่กลับทำให้อีรอสรู้สึกเหมือนเลือดในกายเริ่มร้อนขึ้นทีละนิด
เฮลิออสกำลังจะคว้าดีลที่เดิมพันทั้งบริษัทและถ้าสำเร็จ… เขาจะกลายเป็นราชาตัวจริงของวาเลนไทน์กรุ๊ปทันที
อีรอสค่อยๆ หลุบตาลงช้าๆ เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นจัด
น่าสนใจดี
ในเมื่อทุกอย่างถูกแย่งไปแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป
“ฉันได้ข่าวว่าเฮลิออสพยายามส่งคนไปติดต่อคาเวลหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ” กรรมการคนแรกสูบบุหรี่แรงๆ แล้วพูดต่อ
“ก็แน่อยู่แล้ว ใครจะอยากยุ่งกับพวกเรา”
“ได้ยินว่าคนที่เคยหักหลังคาเวล ถูกพบเป็นศพในท่าเรือ…”
“หยุดพูดเถอะ ฉันขนลุก” ทั้งสองคนหัวเราะแห้งๆ แต่ในเสียงนั้นไม่มีความขำอยู่เลย
อีรอสพิงกำแพงเงียบๆ ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงสลัวอย่างน่ากลัว
“อลาสเตอร์ คาเวล…” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ชื่อของผู้ชายคนนั้นวนอยู่ในหัวซ้ำไปมา
มาเฟียลูกครึ่งปีศาจ
คนที่แม้แต่พ่อยังเตือนให้อยู่ห่าง
แต่อีรอสกลับรู้สึกว่า… นี่อาจเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่
เขาค่อยๆ ก้มหน้าหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นต่ำและเย็นจนแทบไม่เหมือนตัวเขาเอง
จากนั้นดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความผิดหวัง ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นประกายวาบของความมุ่งร้าย
“ถ้าพี่อยากได้ดีลนี้นัก…” เขาเหยียดยิ้มช้าๆ พลางมองความมืดตรงหน้า
“ฉันจะแย่งมันมาเอง”
“ต่อให้ต้องขายวิญญาณให้ปีศาจ…” เขาพึมพำชัดถ้อยชัดคำ “ฉันก็ยอม”
ฝากคอมเม้นหน่อยน้า❤️
“คิดให้ดีนะ อีรอส”อีรอสกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นตามหลังมือ ร่างสูงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูบานใหญ่ทั้งที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเดินออกไปจากห้องรับรองแห่งนี้ได้แล้ว แต่ขากลับหนักอึ้งราวกับถูกโซ่ตรวนมองไม่เห็นฉุดรั้งเอาไว้ภายในห้องเงียบสนิทเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเองเขากัดฟันแน่น พยายามบังคับให้ตัวเองเดินต่อ ไม่หันกลับไปมอง ไม่สนใจปีศาจที่นั่งอยู่ด้านหลัง แต่แล้วเสียงทุ้มต่ำของอลาสเตอร์ก็ดังขึ้น“จะไปแล้วงั้นเหรอ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง ไม่ได้ตวาดแต่กลับทำให้หัวใจของอีรอสกระตุกวูบฝ่าเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปชะงักค้างอยู่กลางอากาศ อลาสเตอร์ลุกขึ้นจากโซฟาอย่างเชื่องช้าราวกับมั่นใจอยู่แล้วว่าเหยื่อของตนไม่มีทางหนีรอดไปได้เสียงรองเท้าหนังดังสะท้อนบนพื้นหินอ่อนทีละก้าวตึก...ตึก...ตึก...ยิ่งใกล้เข้ามา อีรอสก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างสูงด้านหลัง ก่อนที่เงาทมิฬจะทอดทับลงมาบนตัวเขาจนมิดอลาสเตอร์หยุดยืนประชิดแผ่นหลัง ใกล้เสียจนลมหายใจเย็นเฉียบเป่ารดข้างลำคอ“เดินออกไปซี่...” อีรอสเม้มปากแน่น“ออกไปเป็นพนักงานกระจอกๆ ที่คอยก้มหัวให้พี่ชายและน้องสาวของนาย”
แรงเย็นวาบจากฝ่ามือของอลาสเตอร์ยังคงติดอยู่บนมือของอีรอสไม่หายแต่ก่อนที่เขาจะทันดึงมือกลับ ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าก็ขยับเข้ามาใกล้อีกครั้งมือสีดำสนิทที่ตอนแรกเหมือนยื่นมาเพื่อปิดดีลธุรกิจ กลับพลิกข้อมือช้าๆ แล้วใช้นิ้วแกร่งเชยคางของอีรอสขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว“อ๊ะ” อีรอสชะงัก หัวใจเต้นแรงทันทีแรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่หนักแน่นพอจะบังคับให้เขาต้องเงยหน้าสบกับดวงตาสีแดงฉานคู่นั้นตรงๆใกล้เกินไปใกล้จนเขามองเห็นประกายสีแดงที่เคลื่อนไหวอยู่ลึกในม่านตาของอีกฝ่าย ราวกับเปลวไฟในความมืดกลิ่นอายกดดันจากตัวอลาสเตอร์แผ่ซ่านรอบด้านจนห้องทั้งห้องเหมือนหดแคบลง อีรอสรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ หายใจติดขัดอย่างประหลาด ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าจับคางเขาไว้บอดี้การ์ดปีศาจรอบห้องต่างเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อยอลาสเตอร์ละสายตาจากเอกสารสัญญาบนโต๊ะอย่างไม่ใส่ใจนัก ราวกับตัวเลขมหาศาลพวกนั้นไม่มีค่าอะไรในสายตาเขาเลยซึ่งมันก็คงจริงสำหรับคนที่มีอำนาจล้นฟ้าอย่างอลาสเตอร์ คาเวล เงินในโลกมนุษย์อาจเป็นเพียงเศษกระดาษที่เขาจะคว้ามาเมื่อไรก็ได้แต่ตอนนี้สายตาของปีศาจกลับหยุดอยู่ที่อีรอสไม่ใช
“น่าสนใจ…”ห้องรับรองภายในคฤหาสน์คาเวลเงียบงันราวกับโลกทั้งใบถูกตัดขาดจากภายนอกแสงไฟสีส้มสลัวจากโคมผนังทอดเงาดำยาวไปทั่วห้อง เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นถูกตกแต่งด้วยไม้สีเข้มและโลหะสีดำด้านกลิ่นควันจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศจนบรรยากาศดูหนักอึ้งเหมือนกำลังนั่งอยู่กลางรังของสัตว์นักล่าอลาสเตอร์นั่งอยู่ปลายโต๊ะยาวตัวใหญ่ ร่างสูงของเขาจมอยู่ในเงามืดเกือบครึ่ง ใบหน้าหล่อคมแทบไม่แสดงอารมณ์ ดวงตาสีแดงฉานมองอีรอสนิ่งๆ อย่างเยือกเย็นส่วนอีรอสยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามแม้ภายนอกจะยังดูสงบนิ่ง แต่ความจริงแล้วหัวใจของเขากำลังเต้นแรงจนเจ็บอก ฝ่ามือเย็นเฉียบและชื้นเหงื่อเล็กน้อยเขาค่อยๆ เปิดกระเป๋าเอกสาร ก่อนหยิบพิมพ์เขียวกับเอกสารจำนวนมากออกมากางบนโต๊ะทีละแผ่นแผนผังผู้ถือหุ้นเส้นทางการเงินรายชื่อธนาคารรวมถึงสัญญาลับของตระกูลแวนเดอร์บิลต์-โรดส์อลาสเตอร์ปรายตามองเอกสารเหล่านั้นเงียบๆ ขณะใช้นิ้วเคาะพนักเก้าอี้ช้าๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอตึก…ตึก…เสียงนั้นดังเบาๆ แต่กลับสร้างแรงกดดันอย่างประหลาด“เฮลิออสกำลังจะใช้แผนนี้เข้าหาคุณในสัปดาห์หน้า” อีรอสสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเริ่มพูดเขาดึงเอกสารแผ่นหนึ่งออกมาข้างห
ครืน…ยิ่งรถแล่นลึกเข้ามาในเขตปีศาจมากเท่าไร บรรยากาศรอบตัวก็ยิ่งหนักอึ้งมากขึ้นเท่านั้นท้องฟ้าด้านบนเป็นสีหม่นคล้ำเหมือนถูกควันดำปกคลุมไว้ตลอดเวลา ไม่มีแม้แต่แสงจันทร์ลอดผ่านลงมาถนนทั้งสายเงียบผิดปกติ มีเพียงเสียงล้อรถบดผ่านพื้นเปียกชื้นดังครืดเบาๆ เป็นระยะ สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารสูงสีดำสนิทที่ดูเก่าแต่กลับน่าเกรงขามหน้าต่างบางบานมีเงาประหลาดเคลื่อนไหวอยู่หลังม่าน ราวกับมีสายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องรถของเขาอีรอสกำพวงมาลัยแน่นจนเส้นเลือดขึ้น มืออีกข้างวางอยู่บนกระเป๋าเอกสารสีดำที่เบาะข้างคนขับภายในนั้นคือข้อมูลลับทั้งหมดที่เขาแอบดึงออกมาจากเซิร์ฟเวอร์บริษัทเมื่อคืนแผนธุรกิจรายชื่อลูกค้าช่องโหว่ทางการเงินรวมถึงข้อเสนอที่เฮลิออสตั้งใจจะใช้เข้าหาอลาสเตอร์ คาเวลเขารู้ดีว่าถ้าความแตก… เขาไม่ใช่แค่หมดอนาคต แต่คงตายทั้งเป็นรถค่อยๆ ชะลอ ก่อนหยุดลงหน้าคฤหาสน์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหมอกสีเทา รั้วเหล็กสีดำสูงหลายเมตรล้อมรอบตัวคฤหาสน์เอาไว้ประตูเหล็กด้านหน้าสลักตราสัญลักษณ์ประหลาดสีแดงเข้มที่ดูคล้ายดวงตาของสัตว์ร้ายอีรอสเงยหน้ามองตัวอาคารช้าๆ มันไม่เหมือนบ้านของมนุษย์เลยสัก
ห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูสว่างจ้าจากแสงแฟลชที่ยิงใส่เวทีไม่ขาดสาย โลโก้บริษัทวาเลนไทน์กรุ๊ปขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ด้านหลังพร้อมชื่อของประธานบริหารคนใหม่ที่ฉายอยู่บนจอ LED กลางงาน เสียงนักข่าวดังเซ็งแซ่ปะปนกับเสียงพิธีกรที่กำลังกล่าวต้อนรับผู้บริหารชุดใหม่อย่างเอิกเกริก“ขอต้อนรับคุณเฮลิออส วาเลนไทน์ ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ และคุณเซลีน วาเลนไทน์ รองประธานบริหารค่ะ!” เสียงปรบมือดังก้องทั่วห้องเฮลิออสยืนอยู่กลางเวทีในสูทสีกรมเข้ม เขายิ้มอย่างมั่นใจ ยกมือโบกให้นักข่าวราวกับเป็นดาราที่คุ้นเคยกับแสงสปอตไลท์มานาน ส่วนเซลีนยืนข้างๆ ด้วยรอยยิ้มสวยสมบูรณ์แบบ เธอหันรับกล้องทุกมุมอย่างรู้จังหวะตรงกันข้ามกับอีรอสที่นั่งเงียบอยู่โต๊ะแถวหลังสุดโต๊ะของเขาอยู่ปะปนกับหัวหน้าแผนกและพนักงานระดับปฏิบัติการทั่วไป ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ ไม่มีการกล่าวถึง ไม่มีใครเชิญเขาขึ้นเวที ทั้งที่คนเกินครึ่งในห้องนี้รู้ดีว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่ขับเคลื่อนบริษัทตัวจริงคือใครอีรอสนั่งนิ่ง ดวงตาสีเข้มมองไปบนเวทีโดยไม่แสดงอารมณ์ แต่กรามที่เกร็งแน่นบอกชัดว่าเขากำลังกดอะไรบางอย่างไว้เต็มที่“นั่นคุณอีรอสจริงเหรอ…” เสียงซ
ฝนเม็ดเล็กโปรยลงมาบนหลังคากระจกของคฤหาสน์ตระกูลวาเลนไทน์ไม่ขาดสายเสียงหยดน้ำกระทบพื้นดังแผ่วเบาปะปนกับเสียงสะอื้นปลอมๆ ของแขกในงานศพ กลิ่นดอกลิลลี่สีขาวลอยคลุ้งไปทั่วโถงใหญ่จนชวนอึดอัด ราวกับความหอมหวานนั้นถูกใช้เพื่อกลบกลิ่นเน่าเฟะของผู้คนในงานหน้าโลงศพสีดำสนิท อีรอสยืนตัวตรงในชุดสูทสีดำเรียบกริบ ดวงตาสีเข้มของเขานิ่งสงบ แต่ใต้แววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่เก็บซ่อนไว้ไม่มิดเขาแทบไม่ได้นอนมาเกือบสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่อาร์เธอร์หยุดหายใจครั้งสุดท้าย เขาต้องจัดการทั้งบริษัท หุ้นส่วน นักลงทุน รวมถึงงานศพที่ยิ่งใหญ่สมฐานะของประธานบริษัทอันดับต้นๆ ของประเทศทั้งที่คนตายคือพ่อของเขาแท้ๆ แต่เขายังไม่มีเวลาแม้แต่จะเสียใจ“คุณอีรอส… เสียใจด้วยนะครับ” ชายวัยกลางคนจากบอร์ดบริหารเดินเข้ามาจับมือเขาแน่น สีหน้าดูเวทนา“ถ้าไม่มีคุณ บริษัทคงแย่ไปแล้วจริงๆ” อีรอสยิ้มบางเพียงมุมปาก“ขอบคุณครับ”“ประธานเชื่อใจคุณมากนะครับ” อีกคนเสริมขึ้น พลางมองเขาด้วยสายตาที่แทบจะพูดออกมาตรงๆ ว่า ทุกคนรู้ว่าใครควรเป็นผู้สืบทอด“โปรเจกต์ออโรร่าถ้าไม่ได้คุณเข้ามากอบกู้ คงพังตั้งแต่ไตรมาสก่อนแล้ว”คำว่า ‘กอบกู้







