登入ห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูสว่างจ้าจากแสงแฟลชที่ยิงใส่เวทีไม่ขาดสาย โลโก้บริษัทวาเลนไทน์กรุ๊ปขนาดใหญ่ตั้งเด่นอยู่ด้านหลัง
พร้อมชื่อของประธานบริหารคนใหม่ที่ฉายอยู่บนจอ LED กลางงาน เสียงนักข่าวดังเซ็งแซ่ปะปนกับเสียงพิธีกรที่กำลังกล่าวต้อนรับผู้บริหารชุดใหม่อย่างเอิกเกริก
“ขอต้อนรับคุณเฮลิออส วาเลนไทน์ ประธานกรรมการบริหารคนใหม่ และคุณเซลีน วาเลนไทน์ รองประธานบริหารค่ะ!” เสียงปรบมือดังก้องทั่วห้อง
เฮลิออสยืนอยู่กลางเวทีในสูทสีกรมเข้ม เขายิ้มอย่างมั่นใจ ยกมือโบกให้นักข่าวราวกับเป็นดาราที่คุ้นเคยกับแสงสปอตไลท์มานาน ส่วนเซลีนยืนข้างๆ ด้วยรอยยิ้มสวยสมบูรณ์แบบ เธอหันรับกล้องทุกมุมอย่างรู้จังหวะ
ตรงกันข้ามกับอีรอสที่นั่งเงียบอยู่โต๊ะแถวหลังสุด
โต๊ะของเขาอยู่ปะปนกับหัวหน้าแผนกและพนักงานระดับปฏิบัติการทั่วไป ไม่มีแม้แต่ป้ายชื่อ ไม่มีการกล่าวถึง ไม่มีใครเชิญ
เขาขึ้นเวที ทั้งที่คนเกินครึ่งในห้องนี้รู้ดีว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่ขับเคลื่อนบริษัทตัวจริงคือใคร
อีรอสนั่งนิ่ง ดวงตาสีเข้มมองไปบนเวทีโดยไม่แสดงอารมณ์ แต่กรามที่เกร็งแน่นบอกชัดว่าเขากำลังกดอะไรบางอย่างไว้เต็มที่
“นั่นคุณอีรอสจริงเหรอ…” เสียงซุบซิบจากโต๊ะข้างๆ ลอยเข้าหูเป็นระยะ
“ได้ข่าวว่าไม่ได้หุ้นสักหุ้นเลยนะ”
“โห ทั้งที่เมื่อก่อนประธานอาร์เธอร์ไว้ใจเขาจะตาย”
“แล้วดูตอนนี้สิ นั่งหลังสุดเหมือนพนักงานธรรมดา…”
คำพูดเหล่านั้นเหมือนเข็มเล็กๆ ที่ค่อยๆ แทงลงมาเรื่อยๆ โดยไม่ต้องใช้แรงมาก แค่พอให้เจ็บ
พนักงานหญิงคนหนึ่งเหลือบมองเขาด้วยสีหน้าลำบากใจ ก่อนรีบหันกลับไปเมื่อสบตาเข้ากับเขาพอดี
อีรอสหัวเราะในใจเบาๆ เขาไม่โทษคนพวกนั้นหรอก ในโลกธุรกิจ คนแพ้ก็เป็นได้แค่หัวข้อซุบซิบเท่านั้น
บนเวทีเฮลิออสรับไมโครโฟนจากพิธีกร พลางยิ้มให้กล้อง
“ก่อนอื่น ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่เชื่อมั่นในวาเลนไทน์กรุ๊ปมาตลอด” เสียงของเขานุ่มลึกและเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ความสำเร็จทั้งหมดของบริษัทที่ผ่านมา เป็นเพราะรากฐานที่มั่นคงของคุณพ่อ”
“และจากนี้ผมกับเซลีนจะนำพามันไปสู่ยุคใหม่ที่รุ่งโรจน์กว่าเดิมครับ” เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง
อีรอสจ้องเวทีนิ่งคำว่า ‘ความสำเร็จทั้งหมด’ ทำให้เขานึกถึงคืนที่ตัวเองนอนคาโต๊ะทำงาน
นึกถึงเอกสารกองโตที่เขาแก้จนเกือบเช้า นึกถึงวันที่บริษัทเกือบถูกฟ้องล้มละลายแล้วเขาต้องเป็นคนไปคุกเข่าขอเวลาเพิ่มจากนักลงทุน
แต่ตอนนี้ ทุกอย่างถูกพูดราวกับมันเกิดขึ้นเองจากรากฐานของตระกูล
ไม่ใช่จากหยาดเหงื่อของเขา
“ดิฉันเชื่อว่าบริษัทเราจะทันสมัยมากขึ้นค่ะ” เซลีนรับไมค์ต่อ
“เราจะปรับภาพลักษณ์องค์กรใหม่ทั้งหมด รวมถึงทีมบริหารบางส่วนด้วย”
เธอพูดพลางปรายตามองมาทางด้านหลังเพียงเสี้ยววินาที แม้จะยิ้มอยู่ แต่แววตากลับเต็มไปด้วยการเยาะเย้ย อีรอสกำแก้วน้ำในมือแน่น
ผู้บริหารเก่าคนหนึ่งที่นั่งข้างเขาเอนตัวมากระซิบ
“คุณอีรอส… ผมเสียใจจริงๆ นะครับ”
“เรื่องอะไรครับ” ชายคนนั้นชะงัก ก่อนถอนหายใจ
“ทุกคนรู้ว่าคนที่ควรยืนอยู่บนนั้นคือคุณ” อีรอสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนยิ้มบางๆ
“แต่คนที่มีนามสกุลเดียวกัน ไม่ได้แปลว่าจะเป็นครอบครัวเดียวกันเสมอไปหรอกครับ” อีกฝ่ายพูดอะไรไม่ออกทันที
หลังจบงานแถลงข่าว นักข่าวจำนวนมากกรูกันเข้าไปล้อมเฮลิออสกับเซลีน เสียงชัตเตอร์ดังรัวไม่หยุด ขณะที่อีรอสเดินออกจากโต๊ะช้าๆ เขาถือแฟ้มเอกสารโปรเจกต์ในมือแน่น
มีหลายงานที่ยังค้างอยู่ หลายสัญญาที่ต้องเซ็นภายในอาทิตย์นี้ และมีแค่เขาที่รู้รายละเอียดทั้งหมด
เขาเดินตรงไปทางหลังเวทีด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ร่างสูงใหญ่ของการ์ดสองคนก็ขยับมาขวางทันที
“ขออภัยครับ” อีรอสหยุดเดิน ดวงตาคมตวัดมองอีกฝ่าย
“ฉันจะคุยกับเฮลิออส”
การ์ดยังคงยื่นมือกันไว้ “ท่านประธานยังมีนัดสัมภาษณ์เอ็กซ์คลูซีฟต่อครับ ไม่อนุญาตให้พนักงานทั่วไปเข้าพบ”
คำว่า ‘พนักงานทั่วไป’ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นเฉียบลงทันที
อีรอสนิ่งไปชั่ววินาทีนั้น เขาเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะของคนทั้งห้องดังอยู่ในหัว
คนที่เคยนั่งประชุมระดับผู้บริหาร คนที่เคยเซ็นอนุมัติโปรเจกต์หลักของบริษัท ตอนนี้กลับถูกกันออกเหมือนพนักงานตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
อีรอสค่อยๆ เงยหน้ามองข้ามไหล่การ์ดไปด้านใน เฮลิออสกำลังให้สัมภาษณ์อยู่กับนักข่าว
เขาเห็นอีรอสชัดเจน… แต่กลับแกล้งทำเป็นไม่เห็น
“พนักงานทั่วไปงั้นเหรอ?... หึ ได้” ริมฝีปากของอีรอสกระตุกเป็นรอยยิ้มเย็นๆ
เขาพูดเสียงต่ำ ก่อนหมุนตัวเดินออกมาเงียบๆ แต่ดวงตาคู่นั้น… ไม่เหลือความเสียใจอีกแล้ว
มีเพียงความเย็นชา และบางอย่างที่เริ่มกลายเป็นความแค้นอย่างช้าๆ เท่านั้น
เสียงเพลงคลาสสิกภายในห้องจัดงานยังดังคลอเบาๆ อยู่ไกลๆ แต่ทันทีที่อีรอสผลักประตูหนีไฟออกมา ความเงียบเย็นเยียบก็เข้าปกคลุมแทบจะทันที
ทางเดินคอนกรีตแคบๆ ถูกส่องด้วยไฟสีขาวซีดจากหลอดนีออนด้านบน กลิ่นฝุ่นจางๆ ปะปนกับกลิ่นบุหรี่เก่าที่ติดอยู่ตามผนัง อากาศเย็นจัดจนรู้สึกได้ถึงความชื้นบนปลายนิ้ว
อีรอสคลายเนกไทออกเล็กน้อย เขาสูดลมหายใจลึก พยายามกดความเดือดพล่านในอกเอาไว้
ภาพเฮลิออสยืนยิ้มอยู่บนเวทียังติดอยู่ในหัวไม่หายรวมถึงคำว่า ‘พนักงานทั่วไป’
เขาหัวเราะในลำคอเบาๆ อย่างสมเพชตัวเอง ก่อนจะยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลัง ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความโกรธที่เริ่มก่อตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ
แต่ในจังหวะที่กำลังจะเดินผ่านหัวมุม เสียงกระซิบเคร่งเครียดของใครบางคนก็ดังแว่วมาจากด้านในสุดของทางเดิน
“เรื่องนี้มันเสี่ยงเกินไป…” อีรอสชะงักฝีเท้าทันที
เขาขมวดคิ้วนิดๆ ก่อนค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้โดยไร้เสียง ฝั่งนั้นเป็นพื้นที่สูบบุหรี่เล็กๆ ที่แทบไม่มีคนใช้ในช่วงงานใหญ่แบบนี้ เงาร่างของชายสูงวัยสองคนปรากฏอยู่ใต้แสงไฟสลัว
กรรมการบริหารอาวุโสของบริษัท
อีรอสจำได้ทันที
เขาหลบเข้าไปยืนในมุมอับด้านหลังผนัง ปลายนิ้วแตะกำแพงเย็นเฉียบเบาๆ ขณะตั้งใจฟัง
“เฮลิออสบ้าไปแล้ว!” กรรมการคนแรกกดเสียงต่ำ แต่เต็มไปด้วยความตึงเครียด
“คิดจะสร้างผลงานทางลัดด้วยการไปดีลกับ ‘อลาสเตอร์ คาเวล’ งั้นเหรอ?”
“หมอนั่นมันไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ… มันคือปีศาจในคราบมาเฟีย!” ชื่อที่หลุดออกมาทำให้อีรอสหรี่ตาลงช้าๆ
อลาสเตอร์ คาเวล
เขาไม่เคยเจอตัวจริง แต่เคยได้ยินชื่อผ่านวงในของนักธุรกิจอยู่บ้าง ชื่อของผู้ชายคนนั้นเหมือนเงามืดที่ลอยอยู่เหนือวงการเศรษฐกิจ ไม่มีใครกล้าพูดถึงตรงๆ แต่ทุกคนรู้ว่าอำนาจของคาเวลสามารถชี้เป็นชี้ตายบริษัทใหญ่ๆ ได้ในคืนเดียว
กรรมการอีกคนรีบหันซ้ายขวา ก่อนพูดเสียงเบากว่าเดิม
“เบาๆ สิ เดี๋ยวใครได้ยินเข้า”
“แล้วมันไม่จริงหรือไง!” อีกฝ่ายสบถ
“อาร์เธอร์เคยเตือนไว้ชัดเจนก่อนตายว่าอย่ายุ่งกับตระกูลคาเวลเด็ดขาด จำไม่ได้หรือไง?” อีรอสชะงักไปนิดเขาเคยได้ยินจริง
คืนหนึ่งก่อนอาร์เธอร์เข้าโรงพยาบาล พ่อของเขาเคยนั่งเงียบอยู่ในห้องทำงาน พลางพูดขึ้นลอยๆ ว่า
‘ต่อให้บริษัทล้ม ก็อย่าไปขอความช่วยเหลือจากปีศาจ’
ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจว่าหมายถึงใคร
แต่ตอนนี้… เขาเริ่มเข้าใจแล้ว
“แต่ถ้าเฮลิออสดีลสำเร็จ หุ้นของบริษัทจะพุ่งทะยานทันทีนะ ทุกธนาคารจะกลับมาหนุนหลัง ไม่มีใครโค่นเขาได้อีก” กรรมการคนที่สองถอนหายใจแรง
“แล้วถ้าพลาดล่ะ?” บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่งก่อนอีกฝ่ายจะตอบเสียงเครียด
“คาเวลคงกลืนบริษัทเราไม่เหลือซากแน่”
ลมเย็นจากช่องระบายอากาศพัดผ่านเบาๆ แต่กลับทำให้อีรอสรู้สึกเหมือนเลือดในกายเริ่มร้อนขึ้นทีละนิด
เฮลิออสกำลังจะคว้าดีลที่เดิมพันทั้งบริษัทและถ้าสำเร็จ… เขาจะกลายเป็นราชาตัวจริงของวาเลนไทน์กรุ๊ปทันที
อีรอสค่อยๆ หลุบตาลงช้าๆ เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนริมฝีปากจะค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นจัด
น่าสนใจดี
ในเมื่อทุกอย่างถูกแย่งไปแล้ว เขาก็ไม่มีอะไรต้องเสียอีกต่อไป
“ฉันได้ข่าวว่าเฮลิออสพยายามส่งคนไปติดต่อคาเวลหลายรอบแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ” กรรมการคนแรกสูบบุหรี่แรงๆ แล้วพูดต่อ
“ก็แน่อยู่แล้ว ใครจะอยากยุ่งกับพวกเรา”
“ได้ยินว่าคนที่เคยหักหลังคาเวล ถูกพบเป็นศพในท่าเรือ…”
“หยุดพูดเถอะ ฉันขนลุก” ทั้งสองคนหัวเราะแห้งๆ แต่ในเสียงนั้นไม่มีความขำอยู่เลย
อีรอสพิงกำแพงเงียบๆ ดวงตาสีเข้มสะท้อนแสงสลัวอย่างน่ากลัว
“อลาสเตอร์ คาเวล…” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ ชื่อของผู้ชายคนนั้นวนอยู่ในหัวซ้ำไปมา
มาเฟียลูกครึ่งปีศาจ
คนที่แม้แต่พ่อยังเตือนให้อยู่ห่าง
แต่อีรอสกลับรู้สึกว่า… นี่อาจเป็นทางเดียวที่เหลืออยู่
เขาค่อยๆ ก้มหน้าหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นต่ำและเย็นจนแทบไม่เหมือนตัวเขาเอง
จากนั้นดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความผิดหวัง ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นประกายวาบของความมุ่งร้าย
“ถ้าพี่อยากได้ดีลนี้นัก…” เขาเหยียดยิ้มช้าๆ พลางมองความมืดตรงหน้า
“ฉันจะแย่งมันมาเอง”
“ต่อให้ต้องขายวิญญาณให้ปีศาจ…” เขาพึมพำชัดถ้อยชัดคำ “ฉันก็ยอม”
ฝากคอมเม้นหน่อยน้า❤️
เวลาหมุนเวียนผ่านพ้นไปอีกสี่เดือนเต็ม ตอนนี้อีรอสตั้งครรภ์ลูกคนที่สองได้หกเดือนแล้วหน้าท้องนูนโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนต้องสวมเสื้อตัวใหญ่โคร่งเพื่อความสบายตัวยามบ่ายอันสงบเงียบภายในห้องนั่งเล่น คฤหาสน์ตระกูลคาเวล อีรอสนั่งเคี้ยวขนมหวานอยู่อย่างสบายอารมณ์บนโซฟานุ่ม โดยมีคอลัสนั่งตั้งหน้าตั้งตาทำแบบฝึกหัดอยู่ข้างๆภาพบรรยากาศแม่ลูกดูอบอุ่น อ่อนโยน และเปี่ยมสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แม้อีรอสจะยินยอมกลับมาอาศัยอยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้เพื่อคอลัสและทายาทปีศาจคนที่สองในท้องแต่เขาก็ยื่นคำขาดพร้อมตั้งกฎเหล็กไว้อย่างเด็ดขาดและเคร่งครัดว่า'อลาสเตอร์ห้ามปรากฏตัวให้อีรอสเห็นหน้าเด็ดขาด'หากไม่ปฏิบัติตามเขาพร้อมจะพาลูกหนีหายไปทันทีโดยไม่สนใจสิ่งใดตลอดสี่เดือนที่ผ่านมา อลาสเตอร์จำใจยอมปฏิบัติตามกฎเหล็กนี้อย่างไม่มีเงื่อนไขชายหนุ่มทำได้เพียงซ่อนตัวและแอบมองอีรอสอยู่ห่างๆ จากมุมมืดหลังเสาหินหรือชั้นสองของโถงทางเดิน คอลัสละสายตาจากตำราเรียนยื่นมือเล็กๆ ไปลูบหน้าท้องนูนของแม่เบาๆ นัยน์ตาสีแดงฉายรอยยิ้มตาหยีอย่างร่าเริง“แม่ครับ! วันนี้น้องดิ้นใหญ่เลยครับ! ดูสิ ตรงนี้ปูดขึ้นมาด้วย!” อีรอสแย้มยิ้มหวาน
ความหวาดผวาและฝันร้ายในอดีตแล่นเข้าจับจิตใจของอีรอสทันทีที่รู้ว่าตนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่สองความบอบช้ำสะสมสั่งการให้เขามีเป้าหมายเดี่ยวที่เด็ดเดี่ยว นั่นคือต้องหนีไปให้พ้นจากอิทธิพลของอลาสเตอร์เขาจะไม่ยอมให้ปีศาจตนไหนมาแย่งชิงความรักและความผูกพันของลูกไปได้อีกแล้ว คราวนี้เขาจะพาลูกในท้องคนนี้หนีไปเลี้ยงดูเพียงลำพัง ปลูกฝังให้เด็กบริสุทธิ์รักแค่เขาคนเดียวเท่านั้นอีรอสฉวยโอกาสช่วงที่อลาสเตอร์ออกไปคุยกับหมอ แอบหลบหนีออกจากห้องพักฟื้นทั้งที่ยังอยู่ในชุดผู้ป่วยสีขาวนวลร่างกายล้าบอบช้ำบวกกับอาการแพ้ท้องทำให้อีรอสต้องก้าวเดินอย่างโซเซยามพาร่างออกสู่ภายนอกเขาลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ จนกระทั่งไปหยุดขดตัว นั่งกอดเข่าสะอื้นไห้เงียบๆ อยู่ในตรอกตึกมืดมิดอันเงียบสงบข้างโรงพยาบาลแสงไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าซูบซีดที่นองไปด้วยน้ำตา อีรอสเจ็บปวดแทบขาดใจเมื่อทบทวนชะตากรรมชีวิตที่ผ่านมา ถูกคนที่รักหักหลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เคยมีใครรักและจริงใจกับเขาเลยสักคนร่างบางกุมท้องตัวเองแน่น เค้นเสียงสะอื้นพร่าพึมพำกับลูกในครรภ์“ฮึก... ทำไมชีวิตกูต้องเจอแต่เรื่องแบบนี้... โดนทรยศ โดนย่ำยีซ้ำแล้วซ้ำเล่า... แต่คราว
ความแค้นที่สุมอกทำให้จิตใจของอีรอสเริ่มถลำลึกจนมืดมน เขาใช้ความรักและความเชื่อฟังของลูกชายเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นอย่างไม่รู้ตัวในห้องนั่งเล่นอันกว้างใหญ่ อีรอสดึงข้อมือเล็กของคอลัสเข้ามาหาตัว บังคับและป้อนคำพูดร้ายกาจให้คอลัสเดินไปพูดใส่อลาสเตอร์ตลอดเวลาโดยไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่าการกระทำอันเห็นแก่ตัวนี้กำลังสร้างบาดแผลและทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิ์ของลูกชายอย่างแสนสาหัสคอลัสผู้มีสายเลือดปีศาจลึกๆ แล้วเริ่มผูกพันและรักอลาสเตอร์ผู้เป็นพ่อไปแล้ว เด็กน้อยอึดอัด อับจนปัญญา และทรมานใจจนถึงขีดสุด อีรอสกระชากแขนลูกเบาๆ สีหน้าเครียดเค้น บังคับลูกเสียงพร่า“คอลัส! เดินไปบอกมันเดี๋ยวนี้! บอกมันไปสิว่าหนูเกลียดมัน! บอกว่าไม่อยากเห็นหน้ามันอีก!” คอลัสตาสั่นระริก น้ำตาคลอเบ้า สั่นหัวรัวๆ ด้วยความทรมานใจ“ไม่เอาแล้ว... คอลัสไม่อยากพูดแบบนี้แล้วครับแม่... คอลัสไม่อยากโกหกแล้ว...” อีรอสเริ่มสติหลุด นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ ตวาดใส่ลูกเสียงดัง“ต้องพูด! หนูเป็นลูกแม่นะคอลัส! หนูต้องเกลียดมันเหมือนที่แม่เกลียด! มึงต้องเข้าข้างกู!”ความกดดันที่สะสมมานานทำให้คอลัสระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรง เด็กน้อยสะ
รถยนต์หรูเคลื่อนตัวมาจอดสนิทหน้าโกดังร้างริมชายป่าอันเงียบสงบ เสียงเครื่องยนต์ดับลงพร้อมกับความเงียบวังเวงที่เข้ามาแทนที่เฮลิออสและเซลีนได้รับสายด่วนจากมือขวาคนสนิทของอลาสเตอร์ หลอกว่าอลาสเตอร์ต้องการนัดพบด่วนที่สุดที่โกดังร้างแห่งนี้เพื่อเซ็นเอกสารโอนหุ้นและมอบเงินสดก้อนใหญ่ปิดปากเรื่องของอีรอสด้วยความโลภบังตาและหลงผิดคิดว่าตนเองยังคงเป็นคนโปรดที่อลาสเตอร์หลอกใช้และไว้วางใจ ทั้งสองพี่น้องจึงรีบเดินทางมาตามนัดโดยไร้ซึ่งความหวาดระแวงเฮลิออสในชุดสูทราคาแพงก้าวลงจากรถพร้อมยิ้มระรื่น กวาดสายตามมองไปรอบๆ บริเวณที่เต็มไปด้วยฝุ่นและหยากไย่ด้วยความอารมณ์ดี“ไหนล่ะเอกสารโอนหุ้นกับเงินสดที่ท่านอลาสเตอร์จะให้? ฉันกับเซลีนมารับตามนัดแล้ว! ออกมาคุยกันให้มันจบๆ ซะทีสิ!” เซลีนเดินตามหลังมาพลางยกมือขึ้นโบกไล่ฝุ่นในอากาศ เชิดหน้าแสดงท่าทีทรงอำนาจปนรังเกียจ“นั่นสิ! รีบๆ เอาออกมาสิ! จะได้จบเรื่องไอ้อีรอสไปสักที อากาศข้างนอกมันเหม็นความชื้นจะแย่ ฉันไม่อยากอยู่ในสถานที่เห่ยๆ แบบนี้นานนักหรอกนะ!”ทว่า เมื่อทั้งสองก้าวลึกเข้าไปภายในตัวโกดังร้างที่เงียบสงบผิดปกติ บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงกะทันหันเสี
เมื่ออีรอสสังเกตเห็นอย่างเด่นชัดว่าอลาสเตอร์กำลังหลงและแคร์คอลัสมากเพียงใดเขาก็ไม่รอช้าที่จะนำจุดอ่อนนี้มาใช้เป็นเครื่องมือในการเริ่มแผนการเอาคืนอย่างรบกวนจิตใจอีรอสเริ่มเป่าหูและป้อนความคิดให้ลูกชายทีละนิด ค่อยๆ ปลูกฝังให้เด็กน้อยเกิดความเหินห่าง ระแวง และต่อต้าน ในห้องนอนเล็ก อีรอสย่อตัวลงจับไหล่คอลัส กระชุบบอกด้วยน้ำเสียงอบอุ่นแต่แฝงด้วยความแค้นสุมอก“คอลัส... ฟังแม่นะลูก คนๆ นั้นน่ะ ไม่ใช่คนดีหรอกนะ เขาเคยทำร้ายแม่จนเกือบตาย และเขาก็พร้อมจะพรากหนูไปจากแม่ทุกเมื่อหากเขาหมดความอดทน” คอลัสได้ฟังก็ชะงัก นัยน์ตาสีแดงกร่ำสั่นคลอน มองหน้าแม่ด้วยความเชื่อฟังและสับสน“จริงเหรอครับแม่... เขาใจร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ คอลัสเกลียดทุกคนที่ทำร้ายแม่! คอลัสจะไม่คุยกับเขาอีกแล้ว!” คำสัญญาของเด็กน้อยทำให้ความผูกพันที่เคยมีให้ปีศาจหนุ่มพังทลายลงในพริบตากระทั่งช่วงบ่ายในห้องนั่งเล่น อลาสเตอร์เดินถือกล่องของขวัญหรูหราเข้ามาพร้อมรอยยิ้มหวังจะชวนลูกชายเล่นเหมือนทุกวันแต่ทันทีที่ก้าวเข้าไปหา คอลัสกลับปัดกล่องของขวัญทิ้งลงพื้นอย่างแรงจนของข้างในกระจาย สะบัดตัวหนีไปซ่อนอยู่ด้านหลังของอีรอสอย่างตื่นกลัวและเ
ภายในห้องนอนใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลคาเวล ความเงียบสงบในยามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันอบอุ่นแปลกตาแสงจันทร์ละมุนส่องผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาตกกระทบเตียงกว้างขนาดใหญ่คอลัสนอนหลับปุ๋ยอยู่ตรงกลางระหว่างอลาสเตอร์และอีรอส ร่างเล็กๆ ขยับสม่ำเสมอตามจังหวะลมหายใจอลาสเตอร์นอนตะแคงข้าง ใช้สายตานุ่มนวลผิดปกติทอดมองใบหน้าเล็กของลูกชาย นัยน์ตาสีแดงกร่ำที่เคยฉายแต่รังสีอาฆาตและอำมหิตบัดนี้ไหววูบไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อน อลาสเตอร์เริ่มเสพติดและหลงใหลในบรรยากาศของคำว่าครอบครัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตภายในใจลึกๆ ของปีศาจหนุ่มมีปมบาดแผลอันดำมืด เขาเติบโตมาในฐานะปีศาจชั้นสูงที่ต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปตั้งแต่ยังจำความไม่ได้โลกปีศาจอันป่าเถื่อนหล่อหลอมให้เขาคอยแต่จะเหี้ยมโหด ไร้ซึ่งความรัก ความอบอุ่น หรือความผูกพันใดๆ เขาจึงปฏิเสธและไม่อยากสร้างครอบครัวมาโดยตลอดเพราะมองว่ามันคือจุดอ่อนที่งี่เง่า ทว่า ตั้งแต่มีคอลัสเข้ามาในชีวิต เด็กน้อยที่มีสายเลือดเข้มข้นและหัวใจอันบริสุทธิ์กลับเข้ามาเติมเต็มช่องว่างอันอ้างว้างในจิตใจของเขาได้อย่างน่าประหลาดอลาสเตอร์พบว่าตนเองชอบช่วงเ







