LOGIN“ดี ถ้าย่ายังเห็นแกไปมาหาสู่กับมันอีก อย่าหาว่าย่าไม่เตือน ย่ารู้ว่าแกไม่ได้คิดกับมันมากเกินกว่าพี่ชายน้องสาว ถ้าไม่รักไม่ชอบก็บอกให้มันตัดใจไปซะ อย่าไปให้ความหวังลมๆ แล้งๆ เพราะความสงสารหรือเกรงใจ”
ราชาวดีถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อลับร่างของผู้เป็นย่า เธอก้มมองโทรศัพท์อ่านข้อความของรัชภาคย์แล้วถอนใจอีกรอบ บางทีเธอก็สับสนในความรู้สึก ไม่แน่ใจว่าคิดยังไงกับรัชภาคย์กันแน่ อาจเพราะตั้งแต่เธอย้ายจากบ้านนอกมาอยู่กับคุณหญิงย่า รัชภาคย์เป็นเพื่อนบ้านคนเดียวที่ดีกับเธอ เขาเหมือนพี่ชาย เหมือนเพื่อน และรับฟังเธอทุกเรื่อง เมื่อเขาขอคบเธอในฐานะคนรัก เธอจึงตกปากรับคำ เธอไม่เคยรู้สึกหึงหวงเขาเมื่อเห็นเขาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นเลย พอคบกันนานเข้าความรู้สึกยิ่งเด่นชัดว่าเรื่องของเธอกับเขามันเป็นไปไม่ได้
หญิงสาวตัดสินใจตอบข้อความรัชภาคย์กลับไปว่าขอเลื่อนนัดเป็นพรุ่งนี้ เพราะวันนี้เธอต้องออกไปทานข้าวกับภาคิน บางทีหากเธอได้พูดคุยกับภาคิน เธออาจจะขอกู้เงินหรือทำอะไรสักอย่าง
ใช่... เธอโง่จนไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีให้บริษัทอยู่รอด และบางทีภาคินอาจจะไม่อยากแต่งงานกับเธอจริงๆ ก็ได้ เมื่อคิดจนปวดหัว เธอจึงสลัดมันออกไป ลองออกไปคุยกับเขาดูก่อน ดูนิสัยใจคอกันเพื่อประเมิน บางทีเธออาจจะขอความอนุเคราะห์อะไรจากเขาได้บ้างไม่มากก็น้อย
ราชาวดีนั่งกอดอกอย่างหงุดหงิดกับการรอคอย เพราะคนที่นัดเอาไว้ยังไม่มา แถมยังเลยเวลานัดมาพอสมควร ถ้าคิดว่ามาไม่ได้ จะนัดมาทำไม หรือคิดว่าใหญ่โตร่ำรวยมาจากไหน ถึงได้มาสายขนาดนี้
“ขอโทษนะครับ ที่ผมมาช้า”
ราชาวดีเงยหน้าขึ้นเตรียมจะตำหนิ แต่เธอต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นคนตรงหน้า เขายิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ดวงตาของเขาคมเข้มดูมีเสน่ห์ เธอกวาดมองใบหน้าเรียวคมสัน คิ้วเข้ม จมูกโด่งและริมฝีปากสีแดงสดของเขาแล้วใจสั่น เธอหลุบตาลงรู้สึกถึงใบหน้าที่ร้อนผ่าวและมันคงจะแดงไปถึงใบหู เพราะรู้สึกหูร้อนจนต้องยกมือขึ้นลูบ
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ผมมีงานด่วนเข้ามา ต้องขอโทษจริงๆ ที่ให้คุณรอ แต่ผมโทรหาคุณแล้ว โทรไม่ติดน่ะครับ”
“คุณมีเบอร์ของฉันด้วยเหรอคะ” ราชาวดียกโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนจะบอกเขาว่าโทรศัพท์แบตหมด นึกตำหนิตัวเองที่ต่อว่าเขาในใจ ที่แท้เขาก็พยายามติดต่อมาบอกเธอแล้ว
“คุณหญิงย่าของคุณให้ไว้น่ะครับ เผื่อติดต่อกัน”
เขาพูดคุยกับเธออย่างเป็นกันเอง ราชาวดีเคยนึกจินตนาการก่อนหน้านี้ว่าเขาคงจะเจ้ายศเจ้าอย่างหรือมองคนเหยียดๆ เหมือนคนรวยทั่วไป คุณหญิงย่าของเธอถึงจะไม่รวยเหมือนก่อน แต่ตอนนี้ก็ยังหยิ่งและไว้ตัวเหมือนเดิม แต่นั่นคงเป็นนิสัยของท่านที่แก้ยังไงก็แก้ไม่หาย
+++
“ค่ะ” เธอชะงักที่จะพูดต่อเมื่อพนักงานมารับออร์เดอร์ เขาสั่งอาหารและหันมาถามเธออย่างใส่ใจ
“วดีกินได้ทุกอย่างค่ะ”
“ชอบอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” เขาเลิกคิ้วเหมือนไม่แน่ใจ อาจจะคิดว่าเธอเกรงใจ ดูเขาคล่องแคล่ว เป็นกันเอง และช่างสังเกต เธอเกร็งในช่วงแรกๆ สุดท้ายก็ผ่อนคลาย เพราะเขาไม่มีท่าทีจับผิด สายตาอ่อนโยนดูอบอุ่นไร้แววหยาบโลนจาบจ้วงเหมือนผู้ชายบางคนที่ชอบมองผู้หญิง
“ก็มีบ้างค่ะ ชอบอาหารทะเลค่ะ”
“เหรอครับ” เขายิ้มให้เธอบางๆ ก่อนจะสั่งอาหารทะเลมาเพิ่ม
“ขอบคุณมากนะคะ” เธอกล่าวขอบคุณเมื่อเขาพยักหน้าให้พนักงานหลังจากสั่งอาหารเสร็จ
“คุณย่าคงแจ้งให้คุณทราบแล้วเรื่องของเรา” เขาตรงประเด็นไม่ทันให้เธอได้ตั้งตัว
“คะ แค่กๆๆ” เธอสำลักเพราะมัวแต่มองเขาเพลิน พอโดนถามก็สะดุ้งใบหน้าเหลอหลา
“เป็นยังไงบ้างครับ คุณโอเคหรือเปล่า” ภาคินเอ่ยถาม เขาดูห่วงใยเธอจนรู้สึกอุ่นใจ
“ไม่เป็นอะไรมากค่ะ แต่คุณคินพูดตรงจังเลยค่ะ” เธอพูดแล้วรู้สึกแก้มร้อนจนต้องลูบเบาๆ
“ผมไม่ชอบอ้อมค้อมครับ”
“คุณพูดตรงแบบนี้ทุกเรื่องเลยเหรอคะ”
“บางเรื่องอาจจะอ้อมบ้าง เพื่อรักษาน้ำใจ”
เขาตอบ สายตามองเธอนิ่ง ราชาวดีรู้สึกขวยเขิน เธอไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน แม้แต่รัชภาคย์เองยังไม่เคยเขินอายขนาดนี้ เธอกับเขาเหมือนพี่น้องกันมากกว่าคนรัก รัชภาคย์อาจจะรู้ใจเธอทุกอย่าง แต่เขาก็ไม่เคยทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงเท่านี้มาก่อน
“ค่ะ” เธอไม่รู้จะพูดอะไรดี มือบางเผลอจิกกระโปรงที่สวมอยู่อย่างเผลอไผล
“เรียกพี่คินดีกว่าครับ เรียกคุณดูห่างเหิน”
“ค่ะ”
“ว้า... เอาแต่ค่ะๆๆ ทำเหมือนไม่อยากคุยกัน” เขาล้อเลียนเธอ ยื่นหน้าเข้ามาเล็กน้อย แค่สบตาเธอก็หัวใจเต้นตึกตักแทบจะโลดออกมานอกอก
“วดีไม่รู้จะพูดอะไรดีค่ะ ฟังพี่คินพูดดีกว่า”
“ปกติพี่ก็ไม่ค่อยพูดมากนะ”
“วดีก็เหมือนกันค่ะ”
“วันนี้วดีน่ารักมากนะครับ ใส่ชุดแบบนี้ดูหวานไปหมดทั้งตัว”
“เอ่อ... ค่ะ”
ราชาวดีจิกมือกับกระโปรงมากกว่าเดิม ชุดนี้เธอคิดว่ามันสวยอยู่หรอก แต่มันออกจะโป๊ไปนิดเมื่อเทียบกับชุดที่เธอใส่บ่อยๆ พอเงยหน้าขึ้น สายตาของเขาก็ยังมองเธอ แต่ไม่ได้มีแววเจ้าชู้เมื่อวิจารณ์ชุดของเธอ
ส่วนไหมแก้วนั้น ผลกรรมที่คิดร้ายกับคนอื่นก็ย้อนเข้าตัวจนพิการไปแล้ว ภาคินจึงไม่ได้จัดการอะไร เพราะแค่นั้นหญิงสาวก็ทุกข์ใจกับสภาพของตัวเองมากพอแล้ว “ถ้าพี่ภาคย์รู้ว่าไม่ได้ไปตามแพ็กเกจของพี่ภาคย์ พี่ภาคย์จะน้อยใจไหมคะ” เธอพูดกับสามีที่กอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขน “เอาไว้เราไปหลังจากนี้ก็ได้นี่นา เอาเป็นว่าเราส่งแพ็กเกจฮันนีมูนไปให้สองคนนั่นบ้างดีไหม” “ที่ไหนคะ” “ขอคิดดูก่อน ลองไปถามเมียรัชภาคย์สิว่าเค้าอยากไปเที่ยวที่ไหน” “เดี๋ยวจะถามให้นะคะ” “จะไปไหน” ภาคินดึงร่างภรรยาเอาไว้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าลุก “ก็จะไปถามไงคะว่าเค้าอยากไปเที่ยวไหน” “ไม่เอาครับ ตอนนี้ยังไม่ให้ถาม อย่าลืมสิ เรามาฮันนีมูนกันนะ” เขาพูดแล้วดึงเธอมาโอบกอดเอาไว้ “ฮันนีมูนอะไรกันคะ” ราชาวดีแกล้งว่า “รู้ไหม ฮันนีมูนเค้าต้องทำอะไรกัน” “ไม่รู้ไม่ชี้ค่ะ” “เค้าต้องดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันสิครับ” “หืม... ดื่มไปตั้งแต่แต่งงานแล้ว ตอนนี้ไม่หวานแล้วมั้งคะ” เธอพูดแล้วขยี้ปลายจมูกกับจมูกโด่งๆ ของเขา “ยิ่งนับวันยิ่งหวาน หวานยิ่งกว่าอะไร” “ปากพี่คินต่างหากล่ะคะที่หวาน” เธอลูบอกเขาเบาๆ ช้อนสายตา
“เธอเป็นคนที่คิดบวกและคิดในทางที่ดี” ไหมแก้วเอ่ยชม “คุณพ่อกับคุณแม่ของวดีสอนว่า อุปสรรคและปัญหาจะทำให้เราแกร่งและเข้มแข็ง ต่อจากนี้ไปวดีและพี่คินจะแกร่งและผ่านพ้นทุกปัญหาไปด้วยกัน” “ขอให้พี่คินกับวดีรักกันมากๆ ฉันเองก็มัวจมอยู่กับความแค้น ชีวิตดูไร้ค่าจริงๆ” ไหมแก้วพูดอย่างท้อแท้ “ชีวิตไม่ได้ไร้ค่าหรอก ชีวิตที่เหลือวดีเชื่อว่าพี่ไหมแก้วจะต้องทำมันให้ดีได้ด้วยตัวของพี่เอง” “ขอบใจนะ ขอโทษอีกครั้งกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น” “วดีให้อภัยพี่ค่ะ คนเราผิดพลาดกันได้ทุกคน และมีหลายอย่างที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก แต่เราจะต้องไม่ผิดพลาดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ อีกค่ะ” เป็นคำพูดที่ภาคินเคยพูดกับเธอ “ใช่ พี่จะไม่ผิดพลาดอีก” ไหมแก้วพูดแค่นั้นก็ยิ้มให้คนทั้งสอง ภาคินเป็นผู้ชายที่ดี แต่พี่สาวของเธอเองต่างหาก ที่ทิ้งคนที่ดีแบบนี้ไปบทส่งท้าย “รองเท้าคู่นี้” ราชาวดีมองรองเท้าคู่สวยที่เธอแค่เหลือบไปเห็นและยืนมองตอนไปเดินห้างเมื่ออาทิตย์ก่อนอย่างคาดไม่ถึง “พี่ว่ามันเข้ากับวดีมากนะ” เขาจับแขนเธอให้หันมาประจันหน้า ราชาวดีอยู่ในชุดสวยในวันครบรอบแต่งงาน ในขณะที่บุตรสาวอายุได้สอง
“แล้ววดีไม่ได้แท้ง ทำไมต้องโกหกด้วย” “ตอนนั้นเพื่อความปลอดภัยเลยต้องโกหก จริงๆ วดีไม่ได้โดนทำร้ายจนแท้งนะคะ เลือดที่ไหลออกมาเพราะวดีตกใจล้มลงไปเอง พอวดีบอกพวกมันว่าจะให้มากกว่า มันก็ยอมคายความลับ จะถามต่อจินดาก็เข้ามาอย่างที่เล่าไปก่อนหน้าเลยไม่ได้ถามอะไรมากกว่านั้น” “พี่อยากรู้จริงๆ ว่าไหมแก้วทำแบบนี้ไปทำไม” “ถ้าอยากรู้พี่คินก็ต้องไปถามเค้าด้วยตัวเองนะคะ” “พี่ไม่อยากเข้าใกล้ผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นเลย” “งั้นก็ไม่ต้องไปค่ะ” “แต่พี่ก็ยังอยากรู้” “วดีเองยังอยากรู้เลยค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้เราสองคนทะเลาะกัน วดีว่าไหมแก้วเล่นแรงไปนะคะ มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้” ราชาวดีพูดตามที่คิด “กินข้าวต้มร้อนๆ ก่อนนะ พี่ทำเอง” เขาพูดก่อนจะพาเธอไปนั่งกินอาหารเช้าที่ระเบียง แต่ราชาวดีเห็นสีหน้าของสามีแล้วชะงัก “พี่คินไม่ทานเหรอคะ ทำไมหน้าซีดๆ เป็นอะไรหรือเปล่า” “พี่รู้สึก อุ๊บ... แหวะ! อ้วก!” ภาคินพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็วิ่งไปโก่งคออาเจียนเอาเป็นเอาตาย “พี่คินเป็นอะไรคะ ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมอาเจียนหนักแบบนี้” “พี่เป็นตั้งแต่วดีเข้าโรงพยาบาลนั่นแหละ เป็นมาหลายวันแล้ว” ภาคินเอ
“พี่ไม่เคยคิดแบบนั้น พี่รักวดี ถึงวดีจะมีหนี้หรือไม่มีหนี้หรือจะเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลย พี่ก็จะรัก” “วดีคิดว่าพี่คินไม่อยากมาปรับความเข้าใจกับวดีเสียอีก รอจนเหงือกแห้งแล้วรู้ไหม งอนแล้วนะ ง้อวดีด้วย” เธอย่นจมูกใส่ “พี่ขอโทษ โอ้ว... ยอดดวงใจของพี่ ต่อไปพี่จะเชื่อใจวดี ง้อแล้วนะ ดีกันนะ” เขาเอานิ้วก้อยให้เธอเกี่ยว ราชาวดีแกล้งเมินหน้าหนี ให้เขาง้อซะให้เข็ด “ดีกันนะ สัญญาว่าจะเชื่อใจ” “ดีกันก็ได้ค่ะ” เธอยอมเกี่ยวนิ้วก้อยกับเขา “แต่อย่าสัญญาเลยค่ะ วดีจะดูการกระทำมากกว่า เพราะครั้งหนึ่งพี่คินเคยสัญญาแล้ว แต่ทำไม่ได้” เธอไม่อยากเอาคำมั่นสัญญามายึดติด อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เพราะเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจของคนเราก็ต่างกันไปด้วย “พี่จะไม่สัญญาก็ได้ แต่จะทำ” เขาดึงมือเธอมากุมเอาไว้กับแก้มสากของตัวเอง “หิวหรือยัง หืม...” เขาเอ่ยถามอย่างใส่ใจ “หิวแล้วค่ะ หิวมากๆ เป็นสองเท่าเลยค่ะ” เธอพูดเป็นนัยๆ แต่คนฟังยังไม่เข้าใจ “พี่ขอโทษเรื่องลูก พี่ปกป้องเขาไว้ไม่ได้” “เวลาพี่คินหน้าเศร้าแบบนี้น่าแกล้งจังนะคะ” ราชาวดีหัวเราะคิกๆ เมื
“ฉันกลัวเค้าหนีไปน่ะ เลยยังเฉยๆ อยู่” เพราะภรรยาไม่ยอมเจอหน้า หนีเขาทุกกรณี ทำให้ภาคินไม่กล้าทำอะไรผลีผลามจนเกินไป กลัวราชาวดีหนีไปไกลจนเขาตามตัวไม่เจอจะยิ่งแย่ แค่คิดว่ารอให้เธอใจเย็นกว่านี้แล้วค่อยพูดกันน่าจะคุยกันรู้เรื่องกว่ากำลังอารมณ์ร้อนๆ “บางทีคุณวดีอาจจะรอให้คุณคินเข้าไปอธิบายก็ได้นะครับ” ดลรวีเอ่ยเตือนเจ้านาย เขาเองก็ลุ้นจนเหงือกแห้ง เจ้านายก็ยังเฉย ไม่ยอมเข้าไปพูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจเสียที “ตอนนี้แหละเหมาะสุด นายเตรียมรถเอาไว้แล้วกัน” ภาคินพูดอย่างตัดสินใจ “ครับ คุณคิน” ดลรวีรับคำสั่ง รู้สึกโล่งใจที่เจ้านายเตรียมรุกเสียที ราชาวดีเดินทอดน่องลากกระเป๋าของตัวเองไปตามหาดทราย เธอก้มหน้าก้มตาเดินจนมีมือของใครบางคนเอาผ้ามาปิดจมูกเอาไว้ แล้วสติของเธอก็ดับวูบลงทันที เธอจำได้ว่ามีแรงดิ้นแค่นิดเดียว... นิดเดียวเท่านั้น สมองอันรางเลือนบอกให้เธอร้องขอชีวิต น่าแปลกที่ในห้วงความรู้สึกเธอกำลังนึกถึงภาคิน เขาอาจจะมาช่วยเหลือเธอทันเวลา แต่ทุกอย่างก็มืดสนิทไม่รับรู้อะไรอีก “วดีตื่นแล้วเหรอครับ หิวหรือเปล่า พี่ทำข้าวต้มทะเลเอาไว้ให้นะ” เขาดึงมือนิ่มของเธอไปกุมเอาไว้ กระซิบ
“ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าใคร เพราะเป็นเบอร์แปลกๆ พอแพรไปเช็ก เบอร์ที่จดทะเบียนเป็นเบอร์ของพนักงานที่ทำงานกับวดีค่ะ” การจดทะเบียนซิมการ์ดมันดีแบบนี้นี่เอง ทำให้เช็กได้ว่าใครเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ “พี่ขออยู่คนเดียว แพรกับคุณน้าออกไปก่อนเถอะ” เขาเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ก่อนจะเริ่มคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวที่เกิดขึ้นย่อมมีทางแก้ไข อยู่ที่ว่าเขาจะแก้ไขมันยังไงเท่านั้น พลอยประวีและแพรพิมพ์มองหน้ากันก่อนจะยอมล่าถอยออกมา เพราะไม่อยากรบกวนภาคินอีก พอออกจากห้องของภาคินมาได้ แพรพิมพ์ก็เอาแต่ถอนใจ “ไม่คิดเลยนะคะว่าไหมแก้วจะร้ายกาจขนาดนี้ ทุกอย่างที่แพรเล่าให้คุณแม่ฟัง ส่วนใหญ่มาจากไหมแก้วค่ะ ตัวแพรเองตอนแรกก็ไม่รู้อะไรมากมายขนาดนั้น แค่เสียดายที่พี่คินไม่ได้แต่งงานกับไหมแก้วอย่างที่เราลุ้นมาตลอด” แถมฐานะ ชาติตระกูลอะไรก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เธอเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากมาย แค่เพื่อนบอกว่าพ่อแม่ทำธุรกิจอยู่ต่างประเทศก็เชื่อเสียดิบดี เธอนี่มันโง่จริงๆ ที่เชื่อคนง่ายแบบนี้ “แม่ก็พลอยหลงเชื่อไปด้วย ทำไว้กับวดีหลายอย่าง พูดแล้วรู้สึกผิดจริงๆ” “แถมพี่คินยังต้องสูญเสียลูกไป







