تسجيل الدخولชายหนุ่มอาจจะเคยชินเมื่อมีผู้หญิงแต่งตัวโป๊กว่านี้มาให้เขามอง ก็เขาออกจะหล่อ สายตาของเขาทำไมมันถึงทำให้เธอหวั่นไหวไปหมด ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ เขาเปิดเผยเมื่อคุยกับคู่สนทนา เวลายิ้มเขาช่างน่ามองจนเธอเผลอมองไม่ละสายตา
“ไม่ต้องเกร็งหรอกครับ พี่ชอบวดีตั้งแต่เห็นหน้า เลยไปสมัครเป็นหลานเขยคุณหญิงย่า พี่เองก็ไม่มั่นใจว่าวดีจะรังเกียจพี่หรือเปล่า พี่เลยยังไม่ให้ผู้ใหญ่ไปพูดอะไรอย่างเป็นทางการ แต่พี่เป็นเฒ่าแก่ให้ตัวเองไปพูดกับคุณหญิงย่าของวดีก่อน ถ้าวดีรังเกียจหรือยังไม่พร้อม พี่ก็เข้าใจ”
“เอ่อ... วดีไม่ได้รังเกียจค่ะ” ราชาวดีอยากจะกัดลิ้นตัวเองนัก นี่เธอพูดอะไรออกไป เธอกับเขาเพิ่งรู้จักกันเมื่อครู่เองนะ เธอจะใจง่ายไปไหน หญิงสาวตำหนิตัวเองในใจ
“พี่ไม่ได้รีบร้อนหรือบีบบังคับ แต่ถ้าวดีไม่ขัดข้อง เดือนหน้ามีฤกษ์ดี”
“พี่คินคะ คือว่า...” ราชาวดีถึงกับตกใจ แต่เธอพูดไม่ทันจบ อาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟ
“พี่อาจจะดูใจร้อน แต่ก่อนแต่งงานเดือนนึง เราก็ศึกษากันได้”
“ถ้าเราไปด้วยกันไม่ได้ล่ะคะ”
“ไม่ต้องเครียดไปหรอกครับ เราลองคบกันก่อน พี่ให้โอกาสวดีได้เลือก”
“จริงๆ วดีเอง เอ่อ...” เธออึกอัก
“พูดมาได้เลย พี่ยินดีรับฟัง”
“ครอบครัวของวดีมีปัญหา...”
แล้วเธอก็พูดตรงๆ เรื่องบริษัทและสถานะการเงิน ก่อนจะลอบสังเกตสีหน้าของเขา ภาคินตั้งใจฟังและเขาก็ไม่มีท่าทีดูถูกให้เห็น เธอแค่ลองใจเขา แต่กลับกลายเป็นว่าเขาส่ายหน้า ยิ้มบางๆ กุมมือเธอเอาไว้
“พี่รู้แล้วครับ เอาเป็นว่าถ้าเป็นเรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหา”
“ทำไมถึงอยากแต่งงานกับวดีค่ะ วดีไม่มีอะไรเลย”
“พี่บอกไปแล้วว่าพี่ชอบวดี และพี่ก็มองวดีมานานแล้ว”
“นานแล้ว หมายความว่ายังไง”
“ก็มองมาหลายปี รอให้วดีโตกว่านี้”
“เรื่องพี่ภาคย์ เอ่อ... หมายถึงวดีเองก็มีคนรักอยู่แล้ว” พอเธอพูดแบบนั้น เขาก็เงียบไป ดูเขาขรึมลงไปถนัดตา
“พี่ให้วดีเลือก ถ้าเลือกเขา พี่จะถอยให้ ถ้าเลือกพี่ก็แต่งงานกับพี่ ไปบอกเลิกเขาเสีย”
“วดี”
“รักเขาหรือเปล่า”
“คะ”
“รักผู้ชายคนนั้นหรือเปล่า”
“วดีไม่ค่อยแน่ใจ พี่ภาคย์เหมือนพี่ชาย เรารู้จักกันมาหลายปี บ้านใกล้กัน”
“แล้วชอบพี่หรือเปล่า” เขาจ้องตาเธอ ราชาวดีตาโตก่อนจะก้มหน้างุด เขาหัวเราะเบาๆ เธอเหลือบขึ้นมอง สีหน้าของเขาดูรู้ทัน แต่กลับอ่อนโยนไร้แววเจ้าเล่ห์ร้ายกาจ
“วดียังไม่รู้หรอกค่ะ เราเพิ่งเจอกันเอง” เธออุบอิบตอบ
“เห็นหน้าพี่ครั้งแรกคิดยังไง” เขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ เธอเม้มปากใจสั่นหวิว
“ก็...” เธอปากสั่นขยับปากไปมาพูดไม่ออก
“ไม่ต้องตอบตอนนี้ก็ได้ พี่รอคำตอบได้จนถึงวันแต่งงาน”
“แล้วถ้าตอนนั้นยังไม่ชอบ ไม่รัก”
“ถ้าถึงตอนนั้นวดีก็ต้องตัดสินใจเหมือนเดิม วดีมีอิสระที่จะตัดสินใจ”
“ถ้าวดีปฏิเสธ แล้วบริษัท...” เธอถามอย่างเป็นกังวล
“พี่ก็ต้องเข้าไปบริหารเหมือนเดิม เพราะตอนนี้บริษัทของคุณหญิงย่าวดีประสบปัญหาอย่างหนัก” เธอเม้มปากเมื่อเขาตอบแบบนั้น
“ถ้าวดีอยากจะเข้าไปทำงานที่นั่นด้วย พี่ก็ไม่ว่าอะไร” เขายิ้มอ่อนโยน หาทางออกให้เธออย่างใจดี
“คือวดี”
“ทานข้าวกันเถอะ วดีหน้ายุ่งไปหมดแล้ว พี่ไม่อยากดูเป็นคนใจร้าย”
ภาคินตัดบทก่อนจะตักอาหารให้เธอทาน ราชาวดีลอบมองเขาหลายครั้ง ก่อนจะหลุบตาก้มมองจาน เสไปตักอาหารเมื่อเขาหันมาสบตา แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้แต่ไม่พูดให้เธออาย ผู้ชายคนนี้เก็บอารมณ์เก่งและยิ้มง่าย แต่เขาก็ดูน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
“ระหว่างนี้เราคงต้องพบกันบ่อยๆ เพื่อให้สนิทกันมากขึ้น” ภาคินพูดขึ้นหลังจากมาส่งว่าที่เจ้าสาวที่หน้าบ้านของเธอ
“ค่ะ” ราชาวดีเองก็อยากใกล้ชิดกับเขา เธอรู้สึกผิดกับรัชภาคย์ แต่เธอหักห้ามใจตัวเองไม่ไหว
“เข้าบ้านเถอะครับ พี่ฝากกราบคุณหญิงย่าด้วย ขอโทษท่านด้วยนะครับที่พี่ไม่ได้เข้าไปกราบด้วยตัวเอง พี่มีงานด่วน”
“ค่ะ อุ๊ย!” เธอรับคำก่อนจะอุทานเมื่อเขาจุ๊บเบาๆ ที่แก้มสาว มือนุ่มยกขึ้นทาบแก้มร้อนเห่อแดง อยากจะโกรธเขา แต่พอสบตาแล้วเธอก็อ่อนระทวยทุกครั้ง
“ถ้าไม่พอใจ อยากจะเอาคืน ก็หอมแก้มพี่คืนก็ได้นะครับ” เขาทำแก้มป่องเอียงข้างให้เธอ ราชาวดีตบเพียะเข้าที่แก้มเขา ก่อนจะวิ่งหนีออกจากรถ เขาเลื่อนกระจกลงมองตามเธอไปสุดตาด้วยสายตาเปล่งประกายอ่อนโยนอ่อนหวาน
ราชาวดีได้แต่ทอดถอนใจเรื่องรัชภาคย์ เธอตัดสินใจบอกเขาไปแล้วอย่างจริงจังถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจน เธอยอมรับกับเขาตรงๆ ว่าเธอไม่ได้รักเขาอย่างคนรัก แต่รักและเคารพเขาเหมือนพี่ชาย
รัชภาคย์เสียใจมาก เขาพยายามตามตื้อเธอ แต่จู่ๆ เขาก็หายไป เธอไม่ได้ข่าวเขาอีก ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกผิด แต่คิดว่าเขาอาจจะหลบไปทำใจที่ไหนสักแห่ง ซึ่งราชาวดีไม่เคยรู้เลยว่ารัชภาคย์ถูกขัดขวางจากผู้เป็นย่าของเธอ คุณหญิงนรากรเองก็ไม่ปริปากเอ่ยถึงเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อเห็นว่าหลานสาวคนเดียวดูจะเข้ากันได้ดีกับว่าที่หลานเขยอย่างภาคิน
ส่วนไหมแก้วนั้น ผลกรรมที่คิดร้ายกับคนอื่นก็ย้อนเข้าตัวจนพิการไปแล้ว ภาคินจึงไม่ได้จัดการอะไร เพราะแค่นั้นหญิงสาวก็ทุกข์ใจกับสภาพของตัวเองมากพอแล้ว “ถ้าพี่ภาคย์รู้ว่าไม่ได้ไปตามแพ็กเกจของพี่ภาคย์ พี่ภาคย์จะน้อยใจไหมคะ” เธอพูดกับสามีที่กอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขน “เอาไว้เราไปหลังจากนี้ก็ได้นี่นา เอาเป็นว่าเราส่งแพ็กเกจฮันนีมูนไปให้สองคนนั่นบ้างดีไหม” “ที่ไหนคะ” “ขอคิดดูก่อน ลองไปถามเมียรัชภาคย์สิว่าเค้าอยากไปเที่ยวที่ไหน” “เดี๋ยวจะถามให้นะคะ” “จะไปไหน” ภาคินดึงร่างภรรยาเอาไว้ เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าลุก “ก็จะไปถามไงคะว่าเค้าอยากไปเที่ยวไหน” “ไม่เอาครับ ตอนนี้ยังไม่ให้ถาม อย่าลืมสิ เรามาฮันนีมูนกันนะ” เขาพูดแล้วดึงเธอมาโอบกอดเอาไว้ “ฮันนีมูนอะไรกันคะ” ราชาวดีแกล้งว่า “รู้ไหม ฮันนีมูนเค้าต้องทำอะไรกัน” “ไม่รู้ไม่ชี้ค่ะ” “เค้าต้องดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันสิครับ” “หืม... ดื่มไปตั้งแต่แต่งงานแล้ว ตอนนี้ไม่หวานแล้วมั้งคะ” เธอพูดแล้วขยี้ปลายจมูกกับจมูกโด่งๆ ของเขา “ยิ่งนับวันยิ่งหวาน หวานยิ่งกว่าอะไร” “ปากพี่คินต่างหากล่ะคะที่หวาน” เธอลูบอกเขาเบาๆ ช้อนสายตา
“เธอเป็นคนที่คิดบวกและคิดในทางที่ดี” ไหมแก้วเอ่ยชม “คุณพ่อกับคุณแม่ของวดีสอนว่า อุปสรรคและปัญหาจะทำให้เราแกร่งและเข้มแข็ง ต่อจากนี้ไปวดีและพี่คินจะแกร่งและผ่านพ้นทุกปัญหาไปด้วยกัน” “ขอให้พี่คินกับวดีรักกันมากๆ ฉันเองก็มัวจมอยู่กับความแค้น ชีวิตดูไร้ค่าจริงๆ” ไหมแก้วพูดอย่างท้อแท้ “ชีวิตไม่ได้ไร้ค่าหรอก ชีวิตที่เหลือวดีเชื่อว่าพี่ไหมแก้วจะต้องทำมันให้ดีได้ด้วยตัวของพี่เอง” “ขอบใจนะ ขอโทษอีกครั้งกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น” “วดีให้อภัยพี่ค่ะ คนเราผิดพลาดกันได้ทุกคน และมีหลายอย่างที่เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก แต่เราจะต้องไม่ผิดพลาดเรื่องเดิมๆ ซ้ำๆ อีกค่ะ” เป็นคำพูดที่ภาคินเคยพูดกับเธอ “ใช่ พี่จะไม่ผิดพลาดอีก” ไหมแก้วพูดแค่นั้นก็ยิ้มให้คนทั้งสอง ภาคินเป็นผู้ชายที่ดี แต่พี่สาวของเธอเองต่างหาก ที่ทิ้งคนที่ดีแบบนี้ไปบทส่งท้าย “รองเท้าคู่นี้” ราชาวดีมองรองเท้าคู่สวยที่เธอแค่เหลือบไปเห็นและยืนมองตอนไปเดินห้างเมื่ออาทิตย์ก่อนอย่างคาดไม่ถึง “พี่ว่ามันเข้ากับวดีมากนะ” เขาจับแขนเธอให้หันมาประจันหน้า ราชาวดีอยู่ในชุดสวยในวันครบรอบแต่งงาน ในขณะที่บุตรสาวอายุได้สอง
“แล้ววดีไม่ได้แท้ง ทำไมต้องโกหกด้วย” “ตอนนั้นเพื่อความปลอดภัยเลยต้องโกหก จริงๆ วดีไม่ได้โดนทำร้ายจนแท้งนะคะ เลือดที่ไหลออกมาเพราะวดีตกใจล้มลงไปเอง พอวดีบอกพวกมันว่าจะให้มากกว่า มันก็ยอมคายความลับ จะถามต่อจินดาก็เข้ามาอย่างที่เล่าไปก่อนหน้าเลยไม่ได้ถามอะไรมากกว่านั้น” “พี่อยากรู้จริงๆ ว่าไหมแก้วทำแบบนี้ไปทำไม” “ถ้าอยากรู้พี่คินก็ต้องไปถามเค้าด้วยตัวเองนะคะ” “พี่ไม่อยากเข้าใกล้ผู้หญิงร้ายกาจคนนั้นเลย” “งั้นก็ไม่ต้องไปค่ะ” “แต่พี่ก็ยังอยากรู้” “วดีเองยังอยากรู้เลยค่ะ เพราะนอกจากจะทำให้เราสองคนทะเลาะกัน วดีว่าไหมแก้วเล่นแรงไปนะคะ มันแปลกๆ ยังไงไม่รู้” ราชาวดีพูดตามที่คิด “กินข้าวต้มร้อนๆ ก่อนนะ พี่ทำเอง” เขาพูดก่อนจะพาเธอไปนั่งกินอาหารเช้าที่ระเบียง แต่ราชาวดีเห็นสีหน้าของสามีแล้วชะงัก “พี่คินไม่ทานเหรอคะ ทำไมหน้าซีดๆ เป็นอะไรหรือเปล่า” “พี่รู้สึก อุ๊บ... แหวะ! อ้วก!” ภาคินพูดไม่ทันจบประโยค เขาก็วิ่งไปโก่งคออาเจียนเอาเป็นเอาตาย “พี่คินเป็นอะไรคะ ไม่สบายหรือเปล่า ทำไมอาเจียนหนักแบบนี้” “พี่เป็นตั้งแต่วดีเข้าโรงพยาบาลนั่นแหละ เป็นมาหลายวันแล้ว” ภาคินเอ
“พี่ไม่เคยคิดแบบนั้น พี่รักวดี ถึงวดีจะมีหนี้หรือไม่มีหนี้หรือจะเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเลย พี่ก็จะรัก” “วดีคิดว่าพี่คินไม่อยากมาปรับความเข้าใจกับวดีเสียอีก รอจนเหงือกแห้งแล้วรู้ไหม งอนแล้วนะ ง้อวดีด้วย” เธอย่นจมูกใส่ “พี่ขอโทษ โอ้ว... ยอดดวงใจของพี่ ต่อไปพี่จะเชื่อใจวดี ง้อแล้วนะ ดีกันนะ” เขาเอานิ้วก้อยให้เธอเกี่ยว ราชาวดีแกล้งเมินหน้าหนี ให้เขาง้อซะให้เข็ด “ดีกันนะ สัญญาว่าจะเชื่อใจ” “ดีกันก็ได้ค่ะ” เธอยอมเกี่ยวนิ้วก้อยกับเขา “แต่อย่าสัญญาเลยค่ะ วดีจะดูการกระทำมากกว่า เพราะครั้งหนึ่งพี่คินเคยสัญญาแล้ว แต่ทำไม่ได้” เธอไม่อยากเอาคำมั่นสัญญามายึดติด อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เพราะเมื่ออยู่ในสถานการณ์บางอย่าง อารมณ์ ความรู้สึก ความเข้าใจของคนเราก็ต่างกันไปด้วย “พี่จะไม่สัญญาก็ได้ แต่จะทำ” เขาดึงมือเธอมากุมเอาไว้กับแก้มสากของตัวเอง “หิวหรือยัง หืม...” เขาเอ่ยถามอย่างใส่ใจ “หิวแล้วค่ะ หิวมากๆ เป็นสองเท่าเลยค่ะ” เธอพูดเป็นนัยๆ แต่คนฟังยังไม่เข้าใจ “พี่ขอโทษเรื่องลูก พี่ปกป้องเขาไว้ไม่ได้” “เวลาพี่คินหน้าเศร้าแบบนี้น่าแกล้งจังนะคะ” ราชาวดีหัวเราะคิกๆ เมื
“ฉันกลัวเค้าหนีไปน่ะ เลยยังเฉยๆ อยู่” เพราะภรรยาไม่ยอมเจอหน้า หนีเขาทุกกรณี ทำให้ภาคินไม่กล้าทำอะไรผลีผลามจนเกินไป กลัวราชาวดีหนีไปไกลจนเขาตามตัวไม่เจอจะยิ่งแย่ แค่คิดว่ารอให้เธอใจเย็นกว่านี้แล้วค่อยพูดกันน่าจะคุยกันรู้เรื่องกว่ากำลังอารมณ์ร้อนๆ “บางทีคุณวดีอาจจะรอให้คุณคินเข้าไปอธิบายก็ได้นะครับ” ดลรวีเอ่ยเตือนเจ้านาย เขาเองก็ลุ้นจนเหงือกแห้ง เจ้านายก็ยังเฉย ไม่ยอมเข้าไปพูดคุยกับภรรยาให้เข้าใจเสียที “ตอนนี้แหละเหมาะสุด นายเตรียมรถเอาไว้แล้วกัน” ภาคินพูดอย่างตัดสินใจ “ครับ คุณคิน” ดลรวีรับคำสั่ง รู้สึกโล่งใจที่เจ้านายเตรียมรุกเสียที ราชาวดีเดินทอดน่องลากกระเป๋าของตัวเองไปตามหาดทราย เธอก้มหน้าก้มตาเดินจนมีมือของใครบางคนเอาผ้ามาปิดจมูกเอาไว้ แล้วสติของเธอก็ดับวูบลงทันที เธอจำได้ว่ามีแรงดิ้นแค่นิดเดียว... นิดเดียวเท่านั้น สมองอันรางเลือนบอกให้เธอร้องขอชีวิต น่าแปลกที่ในห้วงความรู้สึกเธอกำลังนึกถึงภาคิน เขาอาจจะมาช่วยเหลือเธอทันเวลา แต่ทุกอย่างก็มืดสนิทไม่รับรู้อะไรอีก “วดีตื่นแล้วเหรอครับ หิวหรือเปล่า พี่ทำข้าวต้มทะเลเอาไว้ให้นะ” เขาดึงมือนิ่มของเธอไปกุมเอาไว้ กระซิบ
“ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าใคร เพราะเป็นเบอร์แปลกๆ พอแพรไปเช็ก เบอร์ที่จดทะเบียนเป็นเบอร์ของพนักงานที่ทำงานกับวดีค่ะ” การจดทะเบียนซิมการ์ดมันดีแบบนี้นี่เอง ทำให้เช็กได้ว่าใครเป็นเจ้าของหมายเลขโทรศัพท์ “พี่ขออยู่คนเดียว แพรกับคุณน้าออกไปก่อนเถอะ” เขาเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่าง ก่อนจะเริ่มคิดทบทวนเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวที่เกิดขึ้นย่อมมีทางแก้ไข อยู่ที่ว่าเขาจะแก้ไขมันยังไงเท่านั้น พลอยประวีและแพรพิมพ์มองหน้ากันก่อนจะยอมล่าถอยออกมา เพราะไม่อยากรบกวนภาคินอีก พอออกจากห้องของภาคินมาได้ แพรพิมพ์ก็เอาแต่ถอนใจ “ไม่คิดเลยนะคะว่าไหมแก้วจะร้ายกาจขนาดนี้ ทุกอย่างที่แพรเล่าให้คุณแม่ฟัง ส่วนใหญ่มาจากไหมแก้วค่ะ ตัวแพรเองตอนแรกก็ไม่รู้อะไรมากมายขนาดนั้น แค่เสียดายที่พี่คินไม่ได้แต่งงานกับไหมแก้วอย่างที่เราลุ้นมาตลอด” แถมฐานะ ชาติตระกูลอะไรก็เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เธอเองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากมาย แค่เพื่อนบอกว่าพ่อแม่ทำธุรกิจอยู่ต่างประเทศก็เชื่อเสียดิบดี เธอนี่มันโง่จริงๆ ที่เชื่อคนง่ายแบบนี้ “แม่ก็พลอยหลงเชื่อไปด้วย ทำไว้กับวดีหลายอย่าง พูดแล้วรู้สึกผิดจริงๆ” “แถมพี่คินยังต้องสูญเสียลูกไป







