Beranda / โรแมนติก / วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์ / บทที่ 4 สามีผู้แกล้งหึง

Share

บทที่ 4 สามีผู้แกล้งหึง

Penulis: Ladyporn
last update Tanggal publikasi: 2026-09-16 11:39:35

สามวันหลังจากเหตุลอบสังหารในคืนวิวาห์ ราชโองการจากวังก็มาถึงจวนแม่ทัพตั้งแต่เช้า

ฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้เสิ่นหลิงซีเข้าเฝ้า โดยให้เหตุผลว่าต้องการพบเจ้าสาวคนใหม่ของแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ และพระราชทานของขวัญมงคลตามธรรมเนียม

แม้ถ้อยคำในราชโองการจะฟังดูไม่มีสิ่งใดน่ากังวล แต่หลิงซีรู้ดีว่าการเรียกตัวครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงเพื่อแสดงความยินดี

การแต่งงานของนางกับเซียวจิ้งเหยียนทำให้สองตระกูลซึ่งกุมอำนาจทางทหารเชื่อมโยงกัน ขุนนางทุกฝ่ายต่างจับตามอง แม้แต่ฮ่องเต้กับฮองเฮาย่อมต้องการประเมินว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจวนเสิ่นกับจวนเซียวแน่นแฟ้นถึงระดับใด

ยิ่งมีข่าวมือสังหารบุกจวนในคืนวิวาห์ ราชสำนักยิ่งไม่อาจเพิกเฉย

ข้าจะไปกับเจ้า”

จิ้งเหยียนกล่าวทันทีเมื่ออ่านราชโองการจบ

หลิงซีมองอาภรณ์ทหารบนร่างเขา “วันนี้ท่านต้องเข้าค่ายตรวจสอบกำลังมิใช่หรือ”

เลื่อนได้”

ราชโองการเรียกเพียงข้าคนเดียว หากท่านตามไปอาจทำให้ฮองเฮาทรงสงสัยว่าเรากำลังหวาดกลัวสิ่งใด”

จิ้งเหยียนไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน นับจากพบมือสังหาร เขาแทบไม่อนุญาตให้นางออกจากเรือนหลักโดยไม่มีผู้ติดตาม ทุกประตูในจวนยังคงมีทหารเฝ้า ส่วนรายชื่อบ่าวไพร่ทั้งหมดกำลังถูกตรวจสอบซ้ำอย่างละเอียด

ภายในวังอาจปลอดภัยกว่าด้านนอก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีอันตราย” เขากล่าว

ข้าจะพาชิงเถาไปด้วย อีกทั้งยังมีองครักษ์จากราชสำนักมารับ ไม่มีผู้ใดกล้าลงมือต่อหน้าคนของฮองเฮาหรอก”

เจ้ามั่นใจเกินไป”

หรือท่านคิดจะขัดราชโองการ”

คำถามนั้นทำให้จิ้งเหยียนเงียบไป

ท้ายที่สุดเขายอมให้นางเดินทางเข้าวัง โดยสั่งให้ทหารฝีมือดีแปดนายติดตามรถม้า และกำชับว่าหลังเข้าเฝ้าต้องกลับจวนทันที ห้ามแวะสถานที่อื่นโดยเด็ดขาด

ข้าเพียงเข้าเฝ้าฮองเฮา มิได้กำลังออกไปรบ”

หลิงซีอดกล่าวไม่ได้

จิ้งเหยียนกลับตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“สนามรบยังมองเห็นว่าศัตรูอยู่ที่ใด แต่ในวังหลวง ต่อให้ผู้ใดถือมีดอยู่ด้านหลัง เจ้าอาจยังเห็นเขายิ้มให้”

ถ้อยคำนั้นติดอยู่ในความคิดของนางตลอดเส้นทาง

เมื่อมาถึงพระราชวัง หลิงซีถูกนำตัวไปยังตำหนักเฟิ่งอี๋ ฮองเฮาประทับอยู่บนตั่งไม้แกะสลัก พระพักตร์งดงามสงบนิ่ง แม้มีพระชนมายุเกินสี่สิบ แต่ยังคงมีความสง่างามสมฐานะมารดาแห่งแผ่นดิน

หลิงซีถวายคำนับตามธรรมเนียม ก่อนถูกเรียกให้เข้าไปนั่งใกล้

ได้ยินว่าเจ้ากับแม่ทัพเซียวพบมือสังหารในคืนเข้าหอ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

หม่อมฉันไม่ได้รับบาดเจ็บเพคะ ท่านแม่ทัพช่วยไว้ได้ทัน”

โชคดีที่เขาอยู่ข้างเจ้า”

ฮองเฮาทอดพระเนตรนางอย่างพิจารณา “จิ้งเหยียนเติบโตในสนามรบ มีนิสัยเย็นชาและไม่ค่อยเข้าใจจิตใจสตรี เดิมทีข้ายังกังวลว่าเจ้าจะอยู่กับเขาลำบาก แต่ดูเหมือนเขาจะใส่ใจเจ้ามากกว่าที่คิด”

ท่านแม่ทัพปฏิบัติต่อหม่อมฉันอย่างเหมาะสมเพคะ”

เพียงเหมาะสมหรือ”

หลิงซีไม่รู้ควรตอบอย่างไร นางกับจิ้งเหยียนเพิ่งแต่งงานกันไม่กี่วัน อีกทั้งความสัมพันธ์ยังเริ่มต้นจากข้อตกลงซึ่งมีหลักฐานกบฏเป็นเดิมพัน หากตอบว่ารักใคร่กันลึกซึ้งย่อมฟังดูเกินจริง แต่หากแสดงความห่างเหินก็อาจทำให้ฮองเฮาสงสัย

ท่านแม่ทัพอาจพูดน้อย แต่ทุกครั้งที่หม่อมฉันตกอยู่ในอันตราย เขาไม่เคยทอดทิ้งเพคะ”

ฮองเฮาทรงยิ้มอย่างพอพระทัย ก่อนพระราชทานปิ่นทองรูปหงส์ให้เป็นของขวัญ

หลังจากนั้นพระนางยังตรัสถามถึงสุขภาพของเสิ่นเหวินโจว การจัดงานวิวาห์ และกิจวัตรภายในจวนแม่ทัพ ทุกคำถามฟังดูเป็นเรื่องทั่วไป ทว่าหลิงซีรู้สึกเหมือนกำลังถูกตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา

นางตอบเท่าที่จำเป็นและไม่เปิดเผยความลับใด กระทั่งฮองเฮาอนุญาตให้กลับได้จึงผ่อนลมหายใจ

ระหว่างเดินผ่านอุทยานหลวงเพื่อออกไปยังประตูด้านตะวันตก ชิงเถากลับพบว่าถุงเครื่องหอมของฮองเฮาตกอยู่ในตำหนัก จึงขอกลับไปนำมา

หลิงซีไม่อยากให้ขบวนล่าช้า แต่สิ่งของพระราชทานไม่ควรสูญหาย จึงยอมรออยู่ในศาลาริมสระพร้อมนางกำนัลจากราชสำนักสองคน

ผิวน้ำสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่าย ดอกบัวสีชมพูบานกระจายทั่วสระ ลมอ่อนพัดกลิ่นดอกไม้ลอยเข้ามา บรรยากาศสงบงดงามจนแทบทำให้ลืมว่าภายในกำแพงวังเต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ

ช่างบังเอิญยิ่งนัก”

เสียงคุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง

หลิงซีหันไปพบองค์ชายรองเซียวเฉิงรุ่ยเดินเข้ามาพร้อมขันทีคนสนิท เขาสวมอาภรณ์สีขาวปักลายเมฆด้วยด้ายเงิน ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเดียวกับทุกครั้ง

นางลุกขึ้นถวายคำนับ “ถวายพระพรองค์ชายรองเพคะ”

ไม่ต้องมากพิธี วันนี้เจ้าเข้าเฝ้าเสด็จแม่หรือ”

เพคะ”

เฉิงรุ่ยทอดพระเนตรนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้าม “สีหน้าของเจ้าดูอิดโรย หรือชีวิตหลังแต่งงานไม่ได้สุขสบายอย่างที่ผู้คนกล่าว”

หม่อมฉันเพียงนอนน้อยเพคะ”

เพราะเรื่องมือสังหารหรือเพราะสามีของเจ้า”

คำถามตรงเกินไปจนหลิงซีชะงัก แต่นางยังรักษารอยยิ้มสุภาพ

ท่านแม่ทัพดูแลหม่อมฉันเป็นอย่างดีเพคะ”

เขาอาจดูแลเจ้าดีในเวลานี้ แต่คนอย่างเซียวจิ้งเหยียนยากจะคาดเดา”

องค์ชายรองมองออกไปยังผิวน้ำ “เขาเป็นโอรสของอ๋อง มีสายเลือดราชวงศ์ ทั้งยังถือกำลังทหารชายแดนเหนือไว้ในมือ หากวันหนึ่งเกิดความทะเยอทะยานขึ้นมา ผู้ใดจะหยุดเขาได้”

พระองค์กำลังกล่าวหาว่าท่านแม่ทัพคิดก่อกบฏหรือเพคะ”

ข้าเพียงเตือนให้เจ้าระวังตัว”

เฉิงรุ่ยหันกลับมาสบตานาง “บิดาของเจ้าดูแลกรมกลาโหม ส่วนสามีของเจ้าถือตราพยัคฆ์ เมื่อสองตระกูลเชื่อมโยงกัน อำนาจทางทหารแทบครึ่งแคว้นก็ตกอยู่ในมือพวกเจ้า หากเขาเลือกแต่งงานเพราะต้องการตัวเจ้าเพียงผู้เดียว ข้าย่อมยินดีด้วย แต่หากสิ่งที่เขาต้องการคืออำนาจของตระกูลเสิ่น เจ้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่าวันหนึ่งจะไม่ถูกใช้แล้วทอดทิ้ง”

ถ้อยคำเหล่านั้นแทงตรงเข้ากลางความสงสัยซึ่งหลิงซีพยายามเก็บซ่อน

จิ้งเหยียนไม่เคยบอกเหตุผลที่แท้จริงของการขอพระราชทานสมรส เขาเพียงกล่าวว่าไม่เคยคิดแต่งงานกับสตรีอื่น แต่ไม่เคยอธิบายว่าเหตุใดจึงต้องเป็นนาง

พระองค์ทรงเป็นห่วงหม่อมฉันมากเกินควรแล้ว”

เพราะครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าอาจกลายเป็นชายาของข้า”

น้ำเสียงของเฉิงรุ่ยอ่อนลง

“หากเจ้าต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าเรื่องใดก็สามารถมาหาข้าได้”

หลิงซีสังเกตเห็นว่าองค์ชายรองไม่ได้พูดถึงมือสังหารอีก แต่กลับปรายตามองแขนเสื้อของนาง

ได้ยินว่าแม่ทัพเซียวใช้ห้องหนังสือเป็นสถานที่เก็บแผนการทหาร เจ้าคงต้องพบเอกสารสำคัญมากมาย”

ห้องหนังสือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของท่านแม่ทัพ หม่อมฉันไม่เคยยุ่งเกี่ยวเพคะ”

แม้แต่รายงานการเคลื่อนทัพหรือแผนผังเวรยามในเมืองหลวงก็ไม่เคยเห็นหรือ”

คำถามนั้นทำให้หลิงซีแน่ใจว่า การสนทนาทั้งหมดเป็นเพียงการหยั่งเชิง

นางแสร้งหัวเราะอย่างไร้เดียงสา

“หม่อมฉันไม่เข้าใจเรื่องทหาร ต่อให้เห็นก็คงอ่านไม่รู้เรื่องเพคะ”

เฉิงรุ่ยมองนางราวกับกำลังประเมินว่าคำตอบนั้นจริงเพียงใด

ก่อนเขาจะถามต่อ เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังมาจากทางเดินหิน

เซียวจิ้งเหยียนปรากฏตัวอยู่หน้าศาลา เขายังคงสวมอาภรณ์ทหารสีดำจากค่าย ดาบประจำกายห้อยอยู่ข้างเอว ใบหน้าคมคายเย็นชากว่าปกติหลายส่วน

เขากวาดตามององค์ชายรอง ก่อนหยุดอยู่ที่หลิงซี

ข้าสั่งให้เจ้ากลับจวนทันทีหลังเข้าเฝ้า”

หลิงซีขมวดคิ้ว “ชิงเถากำลังกลับไปนำของพระราชทานมา ข้าจึงต้องรอ”

แล้วเหตุใดจึงมานั่งอยู่กับบุรุษอื่นตามลำพัง”

นางกำนัลกับขันทีต่างก้มหน้าลงทันที แม้คำกล่าวนั้นไม่ตรงนัก เพราะยังมีคนยืนอยู่หลายคน แต่ไม่มีผู้ใดกล้าแย้งแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬ

เฉิงรุ่ยยิ้ม

“แม่ทัพเซียวไม่จำเป็นต้องหึงหวง ข้าเพียงพบฮูหยินของท่านโดยบังเอิญ”

พระองค์พบภรรยาของกระหม่อมโดยบังเอิญบ่อยเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

จิ้งเหยียนเดินขึ้นศาลา ก่อนคว้าข้อมือหลิงซีให้ลุกขึ้น เขาไม่ได้ใช้แรงจนทำให้นางเจ็บ แต่ท่าทางแสดงความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน

กระหม่อมต้องพาภรรยากลับจวน ขอทูลลา”

เขาไม่เปิดโอกาสให้องค์ชายรองพูดสิ่งใดต่อ เพียงโอบเอวหลิงซีและพาเดินออกจากศาลา

เมื่อพ้นสายตาผู้คน นางจึงกระซิบลอดไรฟัน

ท่านจำเป็นต้องแสดงเกินจริงถึงเพียงนี้หรือ”

ข้าทำสิ่งใดเกินจริง”

ต่อว่าข้ากลางวังและพาออกมาราวกับข้าทำความผิด”

หากเจ้ายังนั่งอยู่ต่อ เขาคงถามจนรู้ว่าเจ้าถอดรหัสเอกสารทางทหารได้”

หลิงซีชะงัก

“ท่านได้ยินหรือ”

มากพอจะรู้ว่าเขาไม่ได้มาพบเจ้าโดยบังเอิญ”

รถม้าของจวนแม่ทัพจอดรออยู่หน้าประตูวัง หลังขึ้นไปด้านใน จิ้งเหยียนสั่งให้เคลื่อนขบวนทันที บรรยากาศในรถม้าตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงเสียงล้อบดไปบนถนนหิน

เจ้าเชื่อสิ่งที่องค์ชายรองกล่าวหรือไม่”

ในที่สุดเขาก็เป็นฝ่ายถามขึ้น

หลิงซีมองเขา “เรื่องใด”

เรื่องที่ข้าแต่งงานกับเจ้าเพราะต้องการอำนาจของตระกูลเสิ่น”

ท่านเองก็มีความลับมากมาย ทั้งยังไม่เคยบอกเหตุผลที่แท้จริงของการทูลขอสมรส ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เขากล่าวเป็นจริงหรือไม่”

กรามของจิ้งเหยียนขบแน่นเล็กน้อย “หากข้าต้องการอำนาจ ข้าไม่จำเป็นต้องใช้การแต่งงาน”

แต่การมีบุตรสาวเสนาบดีกรมกลาโหมเป็นภรรยา ย่อมทำให้ผู้คนเชื่อว่าท่านได้รับการสนับสนุนจากบิดาข้า”

รวมถึงทำให้ฮ่องเต้ระแวงว่าข้ากำลังรวบอำนาจเช่นกัน การแต่งงานครั้งนี้สร้างศัตรูให้ข้ามากกว่าพันธมิตรเสียอีก”

หลิงซีไม่อาจโต้แย้งได้ แต่นางยังไม่ยอมละความสงสัย

แล้วที่ท่านแสดงอาการหึงหวงในวังเล่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนเช่นกันหรือไม่”

จิ้งเหยียนไม่ตอบทันที ดวงตาคมจับจ้องใบหน้าของนาง ราวกับกำลังค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำถาม

เจ้าต้องการให้เป็นเพียงการแสดงหรือ”

ข้าเพียงถาม”

หากข้าบอกว่าเป็นเรื่องจริง เจ้าจะรังเกียจหรือไม่”

เขาขยับเข้ามาใกล้ มือใหญ่เชยปลายคางของนางขึ้นอย่างแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วหยาบกร้านทำให้หลิงซีลืมหายใจไปชั่วขณะ

ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงเล็กน้อย นางมองเห็นเงาของตนเองสะท้อนอยู่ในดวงตาสีดำสนิทของเขา

ตอบข้าสิ” จิ้งเหยียนกล่าวเสียงต่ำ “หากข้าหึงเจ้าจริง เจ้าจะรังเกียจหรือไม่”

หลิงซีเผยอริมฝีปาก แต่ยังไม่ทันตอบ เสียงหวีดแหลมก็ดังขึ้นจากด้านนอกรถม้า

จิ้งเหยียนเปลี่ยนท่าทีในพริบตา เขากระชากหลิงซีลงกับพื้น ก่อนลูกธนูหลายดอกจะพุ่งทะลุหน้าต่างเข้ามาปักผนังฝั่งตรงข้าม

คุ้มกันรถม้า!”

เสียงทหารตะโกนดังขึ้น ตามด้วยเสียงอาวุธปะทะกัน

ม้าตื่นตกใจจนรถม้าเสียหลัก จิ้งเหยียนใช้แขนโอบปกป้องศีรษะนางไว้ ก่อนถีบประตูอีกด้านและพาหลิงซีกระโดดลงมา

คนร้ายสวมชุดดำกระจายอยู่บนหลังคาสองฝั่งถนน พวกมันระดมยิงธนูลงมาอย่างต่อเนื่อง ทหารจวนแม่ทัพยกโล่ขึ้นป้องกัน แต่จำนวนศัตรูมีมากเกินกว่าที่คาดไว้

ตามข้ามา”

จิ้งเหยียนจับมือนางวิ่งเข้าไปในตรอกแคบ หลิงซีพยายามตามให้ทันทั้งที่ชายกระโปรงยาวขัดขวางการเคลื่อนไหว ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเฉียดกำแพงและปักลงตรงปลายเท้าของนาง

เมื่อมาถึงทางตัน คนร้ายห้าคนก็กระโดดลงมาปิดทาง

จิ้งเหยียนชักดาบออกจากฝักและดันหลิงซีไปอยู่ด้านหลัง การต่อสู้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกายดาบสะท้อนแสงอาทิตย์วาบผ่านตรอกแคบ เสียงคมอาวุธปะทะกันดังต่อเนื่อง

หลิงซีหยิบกริชสั้นซึ่งเขาเคยมอบให้ออกมาถือไว้ นางไม่สามารถช่วยต่อสู้ได้ แต่จะไม่ยอมเป็นภาระโดยไร้ทางป้องกันตนเอง

คนร้ายผู้หนึ่งฉวยจังหวะอ้อมมาจากด้านข้างและพุ่งเข้าหานาง

หลิงซีหลบคมดาบอย่างหวุดหวิด ก่อนใช้กริชปัดแขนอีกฝ่าย จิ้งเหยียนหันมาเห็นจึงตวัดดาบฟันคนผู้นั้นล้มลง

ข้าบอกให้เจ้าอยู่ด้านหลัง!”

ข้าอยู่แล้ว แต่พวกมันมาจากทุกด้าน!”

คนร้ายอีกคนกำลังจะซัดมีดบินใส่นาง ทว่าหัวหน้าของมันกลับตะโกนห้าม

อย่าฆ่าสตรีผู้นั้น! นายเหนือหัวต้องการตัวนางเป็น ๆ”

คำสั่งนั้นทำให้จิ้งเหยียนชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ เขาต่อสู้อย่างดุดันกว่าเดิมและจัดการคนร้ายจนเหลือเพียงหัวหน้ากลุ่ม

เมื่อเห็นว่าเสียเปรียบ อีกฝ่ายจึงกัดยาพิษและล้มลงเช่นเดียวกับซูอิง

ไม่นานกู้เหยียนกับทหารจากจวนก็ตามมาสมทบ คนร้ายบนหลังคาหลบหนีไปได้บางส่วน ส่วนที่เหลือเสียชีวิตโดยไม่มีผู้ใดยอมให้จับเป็น

จิ้งเหยียนตรวจร่างของหลิงซีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อพบเพียงรอยถลอกบนฝ่ามือจึงผ่อนลมหายใจ

พวกมันไม่ได้ต้องการฆ่าข้า” นางกล่าว

เป้าหมายที่แท้จริงคือเจ้า”

แต่เพราะเหตุใด”

จิ้งเหยียนมองศพของหัวหน้าคนร้าย ก่อนนึกถึงคำถามขององค์ชายรองเกี่ยวกับเอกสารลับภายในห้องหนังสือ

หลักฐานกบฏอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง”

หมายความว่าอย่างไร”

พวกมันรู้ว่าเจ้ามีความสามารถด้านการถอดรหัส” เขาตอบ “จึงต้องการตัวเจ้าไปเปิดเอกสารบางอย่างซึ่งไม่มีผู้ใดอ่านได้”

หลิงซีกำกริชในมือแน่นขึ้น นางเคยคิดว่าตนตกเป็นเป้าหมายเพราะบังเอิญค้นพบความลับ แต่ความจริงอาจซับซ้อนกว่านั้น

ศัตรูไม่ได้เพียงต้องการปิดปากนาง

พวกมันต้องการใช้ความสามารถของนาง และตราบใดที่เอกสารซึ่งต้องการถอดรหัสยังไม่ถูกค้นพบ การตามล่าก็จะไม่มีวันสิ้นสุดลงง่าย ๆ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 15 คืนเข้าหอที่แท้จริง Nc

    หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 14 ผู้ชนะที่ยอมวางดาบ

    ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 13 คืนกบฏ

    ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 12 กับดักใต้ตำหนักร้าง

    ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 11 คำสัตย์ของพยัคฆ์ Nc

    ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 10 จดหมายหย่าเปื้อนเลือด

    คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status