Home / โรแมนติก / วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์ / บทที่ 5 ลูกธนูจากคนในตระกูล

Share

บทที่ 5 ลูกธนูจากคนในตระกูล

Author: Ladyporn
last update publish date: 2026-09-16 11:39:53

หลังการลอบโจมตีขบวนรถม้ากลางเมือง จิ้งเหยียนสั่งปิดข่าวทั้งหมด

ประชาชนรู้เพียงว่ามีกลุ่มโจรไม่ทราบฝ่ายเข้าปล้นรถม้าของขุนนาง แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผู้โดยสารภายในคือแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬกับภรรยา ส่วนศพของคนร้ายถูกนำกลับไปตรวจสอบที่จวนอย่างลับ ๆ

บนร่างของพวกมันไม่มีสิ่งใดระบุตัวตน อาวุธที่ใช้เป็นของซึ่งหาซื้อได้ตามร้านทั่วไป แม้แต่เสื้อผ้าก็ไร้ร่องรอยของช่างตัดเย็บ ทุกคนซ่อนยาพิษไว้ในฟัน เตรียมฆ่าตัวตายหากถูกจับ

มีเพียงถ้อยคำของหัวหน้ากลุ่มที่ช่วยยืนยันสิ่งหนึ่ง

ศัตรูต้องการตัวหลิงซีเป็น ๆ

หากพวกมันต้องการให้ข้าถอดรหัสบางอย่าง เหตุใดไม่จับตัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน”

หลิงซีนั่งอยู่หน้าโต๊ะภายในห้องหนังสือ ข้างกายนางมีจิ้งเหยียน กู้เหยียน และพ่อบ้านจาง แผนที่เมืองหลวงกับรายงานการตรวจสอบคนร้ายวางกระจายเต็มโต๊ะ

เป็นไปได้ว่าพวกมันเพิ่งรู้ความสามารถของเจ้า” กู้เหยียนกล่าว

“หรือเอกสารที่ต้องการถอดรหัสเพิ่งตกมาอยู่ในมือ”

มีคนรู้เรื่องที่ข้าถอดรหัสได้ไม่มากนัก นอกจากคนในครอบครัว ก็มีเพียงอาจารย์ซึ่งเคยสอนข้าตอนเด็ก”

ตอนนี้องค์ชายรองก็รู้เช่นกัน”

คำพูดของจิ้งเหยียนทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง

เขาหมายถึงเหตุการณ์ในศาลาริมสระ เฉิงรุ่ยพยายามหยั่งเชิงเรื่องเอกสารลับโดยเฉพาะ ก่อนขบวนรถม้าจะถูกโจมตีหลังออกจากวังไม่นาน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างน่าสงสัย

แต่หากไม่มีหลักฐาน พวกเขาไม่อาจกล่าวหาองค์ชายผู้มีผู้สนับสนุนอยู่ทั่วราชสำนักได้

หลิงซีใช้ปลายนิ้วลากผ่านแผนที่

“คนร้ายครั้งแรกบุกรุกจวนแม่ทัพ ครั้งที่สองโจมตีกลางเมือง ทั้งสองครั้งล้วนเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้ล่วงหน้า หากพวกมันลงมืออีก เราต้องเป็นฝ่ายกำหนดสถานที่เอง”

กู้เหยียนขมวดคิ้ว

“ฮูหยินหมายถึง…”

วางกับดักล่อพวกมันออกมา”

จิ้งเหยียนปฏิเสธทันที “ไม่ได้”

เหตุใด”

เพราะผู้ที่ต้องเป็นเหยื่อล่อคือเจ้า”

ต่อให้ข้าไม่ออกไป พวกมันก็ยังหาทางเข้ามาจับข้าอยู่ดี” หลิงซีแย้ง

“อยู่ในจวนอาจทำให้บ่าวไพร่คนอื่นได้รับอันตราย อีกทั้งเรายังไม่รู้ว่ามีสายลับหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ หากเลือกสถานที่เอง เราจะวางกำลังคุ้มกันไว้ล่วงหน้าได้”

ครั้งก่อนข้ามีทหารคุ้มกันแปดนาย พวกมันยังลงมือกลางเมือง”

เพราะพวกมันรู้จำนวนและเส้นทางทั้งหมด แต่ครั้งนี้เราจะปล่อยข่าวเพียงบางส่วน แล้วเปลี่ยนกำลังคุ้มกันอย่างลับ ๆ”

จิ้งเหยียนจ้องนางด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“เจ้ากำลังพูดถึงชีวิตตนเองราวกับเป็นหมากชิ้นหนึ่ง”

ในสายตาศัตรู ข้าเป็นหมากไปแล้ว ไม่ว่าท่านกับข้าต้องการหรือไม่”

หลิงซีสบตาเขาอย่างไม่ยอมถอย

“หากเราเอาแต่ตั้งรับ วันหนึ่งต้องมีคนตายเพราะข้า ข้าไม่ต้องการรอจนถึงวันนั้น”

จิ้งเหยียนเงียบอยู่นาน ในที่สุดจึงยอมรับแผนอย่างไม่เต็มใจ

สองวันต่อมา ข่าวว่าแม่ทัพเซียวจะพาภรรยาไปไหว้พระขอพรเรื่องทายาทที่วัดชิงอวิ๋นนอกเมืองก็แพร่กระจายออกไป

ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยผ่านสาวใช้ในครัวและคนส่งของ โดยจงใจทำให้ดูเหมือนเป็นบทสนทนาซึ่งหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขบวนรถม้าจะมีองครักษ์ติดตามเพียงหกนาย ส่วนทหารฝีมือดีอีกสองกลุ่มจะแยกเดินทางไปซุ่มอยู่ตามเส้นทาง

เช้าวันเดินทาง จิ้งเหยียนสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่าย ดาบประจำกายซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม ส่วนหลิงซีแต่งกายด้วยชุดสีม่วงอ่อนเพื่อให้ดูเหมือนฮูหยินตระกูลใหญ่ที่กำลังออกไปไหว้พระตามปกติ

ก่อนขึ้นรถม้า เขาดึงนางมาหยุดตรงหน้า

ห้ามอยู่ห่างจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว”

ทราบแล้ว”

หากเกิดการโจมตี ห้ามวิ่งออกไปเอง”

ทราบแล้ว”

และห้ามทำสิ่งใดเสี่ยงอันตรายโดยไม่ฟังคำสั่งข้า”

หลิงซีถอนหายใจ

“หากท่านกำชับมากกว่านี้ ศัตรูคงมาถึงก่อนพวกเราออกเดินทาง”

จิ้งเหยียนมองนางอย่างไม่พอใจ แต่ยอมปล่อยมือจากข้อมือโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ

ขบวนเดินทางออกจากเมืองในช่วงสาย เส้นทางไปวัดชิงอวิ๋นต้องผ่านหมู่บ้านสองแห่ง ก่อนเข้าสู่ถนนเลียบภูเขาซึ่งมีป่าไผ่หนาทึบอยู่ทั้งสองด้าน

ภายในรถม้า หลิงซีสังเกตว่าจิ้งเหยียนนิ่งเงียบผิดปกติ มือข้างหนึ่งของเขาวางอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา แม้สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเฝ้าระวังทุกความเคลื่อนไหวด้านนอก

ท่านกำลังกังวลหรือ”

ข้ากำลังฟังเสียงรอบตัว”

ข้าไม่เคยคิดว่าแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬจะมีเวลาหวาดกลัวเช่นกัน”

ข้าไม่กลัวศัตรู”

แล้วกลัวสิ่งใด”

จิ้งเหยียนหันมามองนาง

“กลัวว่าศัตรูจะลงมือกับคนที่ข้าปกป้องไม่ได้”

หลิงซีชะงักกับคำตอบนั้น แต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ รถม้าก็ชะลอความเร็วลง

ด้านนอกมีเสียงไผ่เสียดสีกันตามแรงลม สองข้างทางเงียบผิดธรรมชาติ แม้แต่เสียงนกซึ่งเคยได้ยินตลอดทางก็หายไป

จิ้งเหยียนยกมือเป็นสัญญาณให้นางหยุดพูด

เพียงชั่วอึดใจ เสียงหวีดแหลมก็ดังทะลุอากาศ

ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาทะลุผนังรถม้า จิ้งเหยียนกระชากหลิงซีลงต่ำ ก่อนเสียงธนูนับสิบดอกจะระดมยิงใส่ขบวนจากทั้งสองด้าน

คุ้มกันท่านแม่ทัพกับฮูหยิน!”

เสียงกู้เหยียนตะโกนดังขึ้น

องครักษ์ยกโล่เข้าป้องกันรถม้า ขณะที่คนร้ายสวมชุดสีเขียวเข้มกระโดดลงมาจากยอดไผ่ พวกมันใช้สีเสื้อกลมกลืนกับป่า ทำให้ยากต่อการสังเกตเห็นจากระยะไกล

จิ้งเหยียนใช้ดาบฟันผนังรถม้าด้านหลัง ก่อนพาหลิงซีกระโดดออกไปอีกฝั่ง

ทหารที่ซุ่มอยู่ตามเส้นทางปรากฏตัวและเข้าปิดล้อมคนร้ายทันที แผนซ้อนแผนทำให้ฝ่ายศัตรูตกเป็นรอง แต่จำนวนของพวกมันมากกว่าที่คาดเกือบสองเท่า

อยู่หลังต้นไผ่ อย่าออกมา”

จิ้งเหยียนดันหลิงซีไปอยู่ตรงพื้นที่กำบัง ก่อนหันกลับไปต่อสู้

คมดาบของเขารวดเร็วและเด็ดขาด ทุกครั้งที่ประกายเหล็กวาบผ่าน ย่อมมีคนร้ายล้มลงกับพื้น จิ้งเหยียนเคลื่อนไหวท่ามกลางวงล้อมราวกับพยัคฆ์ซึ่งหลุดเข้าสู่ฝูงเหยื่อ

หลิงซีกำกริชไว้ในมือ พลางกวาดตามองรอบตัว

ทันใดนั้น นางเห็นเงาคนอยู่บนเนินสูง คนผู้นั้นมิได้เล็งธนูไปยังจิ้งเหยียน แต่กลับหันปลายลูกศรมาทางนาง

จิ้งเหยียน!”

เสียงตะโกนของนางดังขึ้นพร้อมกับสายธนูถูกปล่อย

ลูกศรพุ่งตรงเข้าหาหลิงซีด้วยความเร็วสูง นางพยายามหลบ แต่ชายอาภรณ์กลับเกี่ยวเข้ากับรากไม้ ร่างทั้งร่างจึงเสียหลัก

ในช่วงเวลาที่คิดว่าไม่มีทางหลบพ้น เงาร่างสูงใหญ่ก็กระโจนเข้ามาขวาง

ฉึก!

หัวลูกธนูเจาะเข้าใต้หัวไหล่ของจิ้งเหยียน เลือดสีแดงเข้มไหลออกมาแทบจะทันที

ท่านแม่ทัพ!”

หลิงซีรีบประคองเขา สีหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นลูกธนูปักอยู่บนแผ่นหลัง

ข้าไม่เป็นไร”

จิ้งเหยียนกัดฟันกล่าว ก่อนหมุนตัวใช้ดาบปัดลูกธนูดอกที่สอง เขาดันหลิงซีให้อยู่ในอ้อมแขนและพานางถอยไปยังตำแหน่งของทหาร

เมื่อเห็นผู้เป็นนายได้รับบาดเจ็บ กู้เหยียนจึงส่งสัญญาณให้กำลังที่เหลือเข้าจู่โจมเต็มที่ คนร้ายส่วนใหญ่ถูกสังหาร บางส่วนพยายามหนีแต่ถูกไล่ตามจนทัน

มีเพียงชายผู้หนึ่งที่ถูกจับเป็น เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาและหมดทางหลบหนี

ทหารกระชากผ้าปิดหน้าของชายผู้นั้นออก

ทันทีที่เห็นใบหน้า หลิงซีก็จำได้

เฉินกวง?”

ชายวัยกลางคนเงยหน้ามองนาง เขาเคยเป็นองครักษ์ประจำตัวของเสิ่นเหวินโจว รับใช้ตระกูลเสิ่นมานานกว่าสิบปี ก่อนลาออกเมื่อหลายเดือนก่อนโดยอ้างว่าต้องกลับไปดูแลมารดาที่ป่วย

เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่” หลิงซีถาม

“ผู้ใดสั่งให้เจ้าจับตัวข้า”

เฉินกวงเม้มริมฝีปาก ไม่ยอมตอบ

จิ้งเหยียนก้าวเข้ามา แม้ลูกธนูยังปักอยู่บนแผ่นหลัง แต่ความกดดันจากสายตากลับทำให้คนถูกจับหน้าซีดลง

หากเจ้าไม่พูด ข้าจะตามหาครอบครัวของเจ้าและนำมาสอบสวนทั้งหมด”

อย่าแตะต้องพวกเขา!”

เฉินกวงหลุดตะโกนออกมา ก่อนก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง

ข้าได้รับคำสั่งเพียงให้พาคุณหนูกลับไป ไม่ได้ต้องการสังหารนาง ลูกธนูดอกนั้น…ไม่ได้มาจากคนของข้า”

พากลับไปที่ใด”

ข้าไม่รู้ พวกเขาให้ส่งตัวคุณหนูตรงกระท่อมร้างหลังภูเขา แล้วจะมีคนมารับช่วงต่อ”

ผู้ใดเป็นคนออกคำสั่ง” หลิงซีถาม “ท่านพ่อของข้าใช่หรือไม่”

เฉินกวงมองนาง แววตาเต็มไปด้วยความลังเล

คำสั่งนั้นมาจาก…”

เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างกะทันหัน

จิ้งเหยียนคว้าหลิงซีหลบไปด้านข้าง แต่เข็มโลหะเล็กเท่าเส้นผมพุ่งเข้าปักกลางลำคอของเฉินกวง

ร่างของเขากระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำไหลออกจากมุมปาก ก่อนล้มลงกับพื้น

บนเนินเขา!”

กู้เหยียนนำทหารไล่ตามทันที แต่ผู้ยิงเข็มซ่อนตัวอยู่ไกลและเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้แล้ว เมื่อขึ้นไปถึงจึงพบเพียงรอยเท้ากับม้าหนึ่งตัวที่ถูกฆ่าทิ้ง

เฉินกวงเสียชีวิตก่อนเปิดเผยชื่อผู้สั่งการ

หลิงซีมองศพของอดีตองครักษ์ด้วยความสับสน หากเขาได้รับคำสั่งจากบิดาจริง เหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องส่งคนมาฆ่าปิดปาก และเหตุใดลูกธนูที่มุ่งสังหารนางจึงไม่ได้มาจากคนกลุ่มเดียวกัน

จิ้งเหยียนก้าวเข้ามาข้างนาง แต่ร่างสูงกลับโอนเอนอย่างผิดปกติ

ท่านเป็นอะไร”

หลิงซีรีบประคอง ก่อนสังเกตว่าใบหน้าของเขาซีดลงอย่างรวดเร็ว เส้นเลือดบริเวณบาดแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ

ลูกธนูมีพิษ” หมอทหารกล่าวหลังตรวจดู

“ต้องถอนออกและขับพิษทันทีขอรับ”

ขบวนจึงยกเลิกการเดินทางไปวัด กู้เหยียนพาทุกคนไปยังเรือนพักลับของกองทัพซึ่งอยู่ไม่ไกล หมอทหารตัดหัวลูกธนู ก่อนกรีดบาดแผลและดึงส่วนที่เหลือออก

แม้จิ้งเหยียนไม่ส่งเสียงร้อง แต่เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก มือซึ่งจับขอบเตียงกำแน่นจนเส้นเลือดนูนขึ้น

หลังหมอให้ยาขับพิษ เขาจึงอนุญาตให้หลิงซีเข้าไปช่วยทำความสะอาดบาดแผล

นางนั่งอยู่ข้างเตียง ค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดคราบเลือดออกจากแผ่นหลังของเขา ร่างกายของจิ้งเหยียนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ ทั้งรอยคมดาบ ลูกธนู และบาดแผลจากหอกซึ่งทอดยาวตามแนวสีข้าง

แต่มีรอยแผลหนึ่งทำให้นางหยุดมือ

มันอยู่ใกล้กระดูกสะบักด้านซ้าย เป็นรอยยาวเฉียงลงมา ลักษณะเหมือนถูกสัตว์ป่าตะปบ ก่อนมีรอยเย็บฝีมือไม่ดีหลงเหลืออยู่รอบบาดแผล

ความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนผุดขึ้นมาในทันที

ตอนนั้นหลิงซีเดินทางไปเยี่ยมญาติพร้อมมารดา ระหว่างทางนางพบชายหนุ่มบาดเจ็บหมดสติอยู่ในกระท่อมกลางหิมะ หลังของเขาถูกหมาป่าข่วนจนเลือดไหล นางเป็นผู้ช่วยล้างแผลและเย็บบาดแผลให้ด้วยมือสั่นเทา

ก่อนจากกัน นางมอบปิ่นหยกให้เขานำไปแลกเป็นค่าอาหารกับยา

รอยแผลนี้…”

หลิงซีแตะผิวบริเวณข้างรอยแผลอย่างแผ่วเบา

จิ้งเหยียนซึ่งนอนคว่ำอยู่ลืมตาขึ้น

เมื่อห้าปีก่อน ท่านเคยได้รับบาดเจ็บใกล้ภูเขาเสวี่ยซานหรือไม่”

ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง

หลิงซีวางผ้าในมือลง ก่อนขยับไปมองใบหน้าของเขา

ชายที่ข้าพบในกระท่อมวันนั้นคือท่านใช่หรือไม่”

จิ้งเหยียนหลับตาลงครู่หนึ่ง ราวกับรู้ว่าไม่สามารถปิดบังได้อีก

ใช่”

คำตอบสั้น ๆ ทำให้หัวใจของนางเต้นแรง

ท่านจำข้าได้มาตลอดหรือ”

ตั้งแต่วันแรกที่พบกันอีกครั้ง”

แล้วเหตุใดไม่เคยบอก”

เจ้าจำข้าไม่ได้”

ตอนนั้นใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยเลือด ทั้งยังไม่ยอมบอกชื่อ ข้าจะจำได้อย่างไร”

หลิงซีรู้สึกทั้งประหลาดใจและไม่พอใจ นางเคยสงสัยว่าจิ้งเหยียนเลือกแต่งงานด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่เคยคิดว่าทั้งคู่จะเคยพบกันมาก่อน

ปิ่นหยกที่ข้ามอบให้…”

ยังอยู่ที่จวน”

ท่านเก็บไว้นานถึงห้าปีหรือ”

จิ้งเหยียนหันหน้ามามองนาง แม้อาการพิษทำให้แววตาอ่อนล้า แต่ความรู้สึกภายในกลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง

มันเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าทิ้งไว้”

หลิงซีเม้มริมฝีปาก นึกถึงคำพูดที่เขาเคยบอกว่าไม่เคยคิดแต่งงานกับสตรีอื่นตั้งแต่แรก

การขอพระราชทานสมรสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะท่านต้องการอำนาจของตระกูลเสิ่นใช่หรือไม่”

ไม่ทั้งหมด”

หมายความว่าอย่างไร”

ข้ายอมรับว่าการแต่งงานช่วยให้ข้าเข้าใกล้ความเคลื่อนไหวของกรมกลาโหม และปกป้องเจ้าจากคนที่กำลังจับตามองตระกูลเสิ่นได้ง่ายขึ้น” เขาตอบตามตรง “แต่ต่อให้ไม่มีเรื่องกบฏ ข้าก็จะเลือกเจ้าอยู่ดี”

หัวใจของหลิงซีสั่นไหว

นางเพิ่งรู้ว่า ในขณะที่ตนจำชายบาดเจ็บเมื่อห้าปีก่อนได้เพียงเลือนราง เขากลับเก็บปิ่นหยกและจดจำนางมาตลอด

ก่อนจะถามสิ่งใดต่อ ร่างของจิ้งเหยียนพลันสั่นขึ้นอย่างรุนแรง ความร้อนจากผิวกายเพิ่มสูงขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ

จิ้งเหยียน!”

หลิงซีรีบแตะหน้าผากเขา ก่อนชักมือกลับด้วยความตกใจ

หมอทหารเข้ามาตรวจอีกครั้งและพบว่าพิษกำลังแทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือด แม้ถอนหัวลูกธนูแล้ว แต่ส่วนหนึ่งยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย

คืนนี้เป็นช่วงสำคัญ หากไข้ไม่ลดก่อนรุ่งสาง อาจเกิดอันตรายต่อหัวใจและอวัยวะภายในขอรับ ต้องคอยเช็ดตัวกับป้อนยาทุกหนึ่งชั่วยาม ห้ามปล่อยให้ท่านแม่ทัพอยู่ตามลำพัง”

ข้าจะดูแลเขาเอง”

หลิงซีตอบโดยไม่ลังเล

กู้เหยียนต้องกลับไปควบคุมการสอบสวนคนร้าย ส่วนหมอทหารต้องเตรียมยาถอนพิษเพิ่มเติม ภายในห้องจึงเหลือเพียงนางกับจิ้งเหยียน

หญิงสาวชุบน้ำเย็นเช็ดใบหน้าและแผ่นหลังให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายหนุ่มซึ่งแข็งแกร่งราวกับไม่เคยพ่ายแพ้ เวลานี้กลับนอนหมดสติอยู่ตรงหน้า

บางช่วงเขาขมวดคิ้วเพราะความเจ็บปวด บางช่วงริมฝีปากกลับขยับคล้ายกำลังเรียกใครบางคน

หลิงซีโน้มตัวเข้าไปฟัง จึงได้ยินชื่อของตนหลุดออกมาจากริมฝีปากเขาอย่างแผ่วเบา

นางจับมือร้อนจัดของเขาไว้แน่น ก่อนกล่าวชิดข้างหู

ข้าอยู่นี่ ท่านไม่ต้องตามหาแล้ว”

มือใหญ่ขยับกลับมากุมมือนางราวกับได้ยิน แม้ยังไม่ลืมตา แต่กลับไม่ยอมปล่อยอีกเลย

หลิงซีจึงนั่งอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืน คอยเปลี่ยนผ้า เช็ดตัว และป้อนยาทีละน้อย

ระหว่างมองใบหน้าซีดเซียวของชายผู้ใช้ร่างรับลูกธนูแทนนาง คำถามซึ่งเคยค้างอยู่ในใจก็ได้รับคำตอบไปมากกว่าครึ่ง

ทว่าพร้อมกันนั้น ความรู้สึกบางอย่างซึ่งนางพยายามปฏิเสธมาตลอดก็กำลังเริ่มหยั่งรากลึกขึ้นอย่างเงียบงัน

เพราะการแต่งงานซึ่งนางคิดว่าเริ่มต้นจากผลประโยชน์ อาจเริ่มต้นจากความรู้สึกของเขามานานถึงห้าปีแล้ว

และคืนนี้ หลิงซีก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปว่า หัวใจของนางยังมองเขาเป็นเพียงพันธมิตรในข้อตกลงได้เหมือนเดิมหรือไม่

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 15 คืนเข้าหอที่แท้จริง Nc

    หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 14 ผู้ชนะที่ยอมวางดาบ

    ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 13 คืนกบฏ

    ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 12 กับดักใต้ตำหนักร้าง

    ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 11 คำสัตย์ของพยัคฆ์ Nc

    ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่

  • วิวาห์ลวงเหนือบัลลังก์   บทที่ 10 จดหมายหย่าเปื้อนเลือด

    คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status