LOGINหลังการลอบโจมตีขบวนรถม้ากลางเมือง จิ้งเหยียนสั่งปิดข่าวทั้งหมด
ประชาชนรู้เพียงว่ามีกลุ่มโจรไม่ทราบฝ่ายเข้าปล้นรถม้าของขุนนาง แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าผู้โดยสารภายในคือแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬกับภรรยา ส่วนศพของคนร้ายถูกนำกลับไปตรวจสอบที่จวนอย่างลับ ๆ
บนร่างของพวกมันไม่มีสิ่งใดระบุตัวตน อาวุธที่ใช้เป็นของซึ่งหาซื้อได้ตามร้านทั่วไป แม้แต่เสื้อผ้าก็ไร้ร่องรอยของช่างตัดเย็บ ทุกคนซ่อนยาพิษไว้ในฟัน เตรียมฆ่าตัวตายหากถูกจับ
มีเพียงถ้อยคำของหัวหน้ากลุ่มที่ช่วยยืนยันสิ่งหนึ่ง
ศัตรูต้องการตัวหลิงซีเป็น ๆ
“หากพวกมันต้องการให้ข้าถอดรหัสบางอย่าง เหตุใดไม่จับตัวตั้งแต่ก่อนแต่งงาน”
หลิงซีนั่งอยู่หน้าโต๊ะภายในห้องหนังสือ ข้างกายนางมีจิ้งเหยียน กู้เหยียน และพ่อบ้านจาง แผนที่เมืองหลวงกับรายงานการตรวจสอบคนร้ายวางกระจายเต็มโต๊ะ
“เป็นไปได้ว่าพวกมันเพิ่งรู้ความสามารถของเจ้า” กู้เหยียนกล่าว
“หรือเอกสารที่ต้องการถอดรหัสเพิ่งตกมาอยู่ในมือ”
“มีคนรู้เรื่องที่ข้าถอดรหัสได้ไม่มากนัก นอกจากคนในครอบครัว ก็มีเพียงอาจารย์ซึ่งเคยสอนข้าตอนเด็ก”
“ตอนนี้องค์ชายรองก็รู้เช่นกัน”
คำพูดของจิ้งเหยียนทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง
เขาหมายถึงเหตุการณ์ในศาลาริมสระ เฉิงรุ่ยพยายามหยั่งเชิงเรื่องเอกสารลับโดยเฉพาะ ก่อนขบวนรถม้าจะถูกโจมตีหลังออกจากวังไม่นาน ทุกอย่างเชื่อมโยงกันอย่างน่าสงสัย
แต่หากไม่มีหลักฐาน พวกเขาไม่อาจกล่าวหาองค์ชายผู้มีผู้สนับสนุนอยู่ทั่วราชสำนักได้
หลิงซีใช้ปลายนิ้วลากผ่านแผนที่
“คนร้ายครั้งแรกบุกรุกจวนแม่ทัพ ครั้งที่สองโจมตีกลางเมือง ทั้งสองครั้งล้วนเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้ล่วงหน้า หากพวกมันลงมืออีก เราต้องเป็นฝ่ายกำหนดสถานที่เอง”
กู้เหยียนขมวดคิ้ว
“ฮูหยินหมายถึง…”
“วางกับดักล่อพวกมันออกมา”
จิ้งเหยียนปฏิเสธทันที “ไม่ได้”
“เหตุใด”
“เพราะผู้ที่ต้องเป็นเหยื่อล่อคือเจ้า”
“ต่อให้ข้าไม่ออกไป พวกมันก็ยังหาทางเข้ามาจับข้าอยู่ดี” หลิงซีแย้ง
“อยู่ในจวนอาจทำให้บ่าวไพร่คนอื่นได้รับอันตราย อีกทั้งเรายังไม่รู้ว่ามีสายลับหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่ หากเลือกสถานที่เอง เราจะวางกำลังคุ้มกันไว้ล่วงหน้าได้”
“ครั้งก่อนข้ามีทหารคุ้มกันแปดนาย พวกมันยังลงมือกลางเมือง”
“เพราะพวกมันรู้จำนวนและเส้นทางทั้งหมด แต่ครั้งนี้เราจะปล่อยข่าวเพียงบางส่วน แล้วเปลี่ยนกำลังคุ้มกันอย่างลับ ๆ”
จิ้งเหยียนจ้องนางด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“เจ้ากำลังพูดถึงชีวิตตนเองราวกับเป็นหมากชิ้นหนึ่ง”
“ในสายตาศัตรู ข้าเป็นหมากไปแล้ว ไม่ว่าท่านกับข้าต้องการหรือไม่”
หลิงซีสบตาเขาอย่างไม่ยอมถอย
“หากเราเอาแต่ตั้งรับ วันหนึ่งต้องมีคนตายเพราะข้า ข้าไม่ต้องการรอจนถึงวันนั้น”
จิ้งเหยียนเงียบอยู่นาน ในที่สุดจึงยอมรับแผนอย่างไม่เต็มใจ
สองวันต่อมา ข่าวว่าแม่ทัพเซียวจะพาภรรยาไปไหว้พระขอพรเรื่องทายาทที่วัดชิงอวิ๋นนอกเมืองก็แพร่กระจายออกไป
ข่าวดังกล่าวถูกปล่อยผ่านสาวใช้ในครัวและคนส่งของ โดยจงใจทำให้ดูเหมือนเป็นบทสนทนาซึ่งหลุดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขบวนรถม้าจะมีองครักษ์ติดตามเพียงหกนาย ส่วนทหารฝีมือดีอีกสองกลุ่มจะแยกเดินทางไปซุ่มอยู่ตามเส้นทาง
เช้าวันเดินทาง จิ้งเหยียนสวมอาภรณ์สีดำเรียบง่าย ดาบประจำกายซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุม ส่วนหลิงซีแต่งกายด้วยชุดสีม่วงอ่อนเพื่อให้ดูเหมือนฮูหยินตระกูลใหญ่ที่กำลังออกไปไหว้พระตามปกติ
ก่อนขึ้นรถม้า เขาดึงนางมาหยุดตรงหน้า
“ห้ามอยู่ห่างจากข้าแม้แต่ก้าวเดียว”
“ทราบแล้ว”
“หากเกิดการโจมตี ห้ามวิ่งออกไปเอง”
“ทราบแล้ว”
“และห้ามทำสิ่งใดเสี่ยงอันตรายโดยไม่ฟังคำสั่งข้า”
หลิงซีถอนหายใจ
“หากท่านกำชับมากกว่านี้ ศัตรูคงมาถึงก่อนพวกเราออกเดินทาง”
จิ้งเหยียนมองนางอย่างไม่พอใจ แต่ยอมปล่อยมือจากข้อมือโดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ขบวนเดินทางออกจากเมืองในช่วงสาย เส้นทางไปวัดชิงอวิ๋นต้องผ่านหมู่บ้านสองแห่ง ก่อนเข้าสู่ถนนเลียบภูเขาซึ่งมีป่าไผ่หนาทึบอยู่ทั้งสองด้าน
ภายในรถม้า หลิงซีสังเกตว่าจิ้งเหยียนนิ่งเงียบผิดปกติ มือข้างหนึ่งของเขาวางอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา แม้สีหน้าสงบนิ่ง แต่ดวงตากลับเฝ้าระวังทุกความเคลื่อนไหวด้านนอก
“ท่านกำลังกังวลหรือ”
“ข้ากำลังฟังเสียงรอบตัว”
“ข้าไม่เคยคิดว่าแม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬจะมีเวลาหวาดกลัวเช่นกัน”
“ข้าไม่กลัวศัตรู”
“แล้วกลัวสิ่งใด”
จิ้งเหยียนหันมามองนาง
“กลัวว่าศัตรูจะลงมือกับคนที่ข้าปกป้องไม่ได้”
หลิงซีชะงักกับคำตอบนั้น แต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ รถม้าก็ชะลอความเร็วลง
ด้านนอกมีเสียงไผ่เสียดสีกันตามแรงลม สองข้างทางเงียบผิดธรรมชาติ แม้แต่เสียงนกซึ่งเคยได้ยินตลอดทางก็หายไป
จิ้งเหยียนยกมือเป็นสัญญาณให้นางหยุดพูด
เพียงชั่วอึดใจ เสียงหวีดแหลมก็ดังทะลุอากาศ
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งเข้ามาทะลุผนังรถม้า จิ้งเหยียนกระชากหลิงซีลงต่ำ ก่อนเสียงธนูนับสิบดอกจะระดมยิงใส่ขบวนจากทั้งสองด้าน
“คุ้มกันท่านแม่ทัพกับฮูหยิน!”
เสียงกู้เหยียนตะโกนดังขึ้น
องครักษ์ยกโล่เข้าป้องกันรถม้า ขณะที่คนร้ายสวมชุดสีเขียวเข้มกระโดดลงมาจากยอดไผ่ พวกมันใช้สีเสื้อกลมกลืนกับป่า ทำให้ยากต่อการสังเกตเห็นจากระยะไกล
จิ้งเหยียนใช้ดาบฟันผนังรถม้าด้านหลัง ก่อนพาหลิงซีกระโดดออกไปอีกฝั่ง
ทหารที่ซุ่มอยู่ตามเส้นทางปรากฏตัวและเข้าปิดล้อมคนร้ายทันที แผนซ้อนแผนทำให้ฝ่ายศัตรูตกเป็นรอง แต่จำนวนของพวกมันมากกว่าที่คาดเกือบสองเท่า
“อยู่หลังต้นไผ่ อย่าออกมา”
จิ้งเหยียนดันหลิงซีไปอยู่ตรงพื้นที่กำบัง ก่อนหันกลับไปต่อสู้
คมดาบของเขารวดเร็วและเด็ดขาด ทุกครั้งที่ประกายเหล็กวาบผ่าน ย่อมมีคนร้ายล้มลงกับพื้น จิ้งเหยียนเคลื่อนไหวท่ามกลางวงล้อมราวกับพยัคฆ์ซึ่งหลุดเข้าสู่ฝูงเหยื่อ
หลิงซีกำกริชไว้ในมือ พลางกวาดตามองรอบตัว
ทันใดนั้น นางเห็นเงาคนอยู่บนเนินสูง คนผู้นั้นมิได้เล็งธนูไปยังจิ้งเหยียน แต่กลับหันปลายลูกศรมาทางนาง
“จิ้งเหยียน!”
เสียงตะโกนของนางดังขึ้นพร้อมกับสายธนูถูกปล่อย
ลูกศรพุ่งตรงเข้าหาหลิงซีด้วยความเร็วสูง นางพยายามหลบ แต่ชายอาภรณ์กลับเกี่ยวเข้ากับรากไม้ ร่างทั้งร่างจึงเสียหลัก
ในช่วงเวลาที่คิดว่าไม่มีทางหลบพ้น เงาร่างสูงใหญ่ก็กระโจนเข้ามาขวาง
ฉึก!
หัวลูกธนูเจาะเข้าใต้หัวไหล่ของจิ้งเหยียน เลือดสีแดงเข้มไหลออกมาแทบจะทันที
“ท่านแม่ทัพ!”
หลิงซีรีบประคองเขา สีหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นลูกธนูปักอยู่บนแผ่นหลัง
“ข้าไม่เป็นไร”
จิ้งเหยียนกัดฟันกล่าว ก่อนหมุนตัวใช้ดาบปัดลูกธนูดอกที่สอง เขาดันหลิงซีให้อยู่ในอ้อมแขนและพานางถอยไปยังตำแหน่งของทหาร
เมื่อเห็นผู้เป็นนายได้รับบาดเจ็บ กู้เหยียนจึงส่งสัญญาณให้กำลังที่เหลือเข้าจู่โจมเต็มที่ คนร้ายส่วนใหญ่ถูกสังหาร บางส่วนพยายามหนีแต่ถูกไล่ตามจนทัน
มีเพียงชายผู้หนึ่งที่ถูกจับเป็น เขาได้รับบาดเจ็บที่ขาและหมดทางหลบหนี
ทหารกระชากผ้าปิดหน้าของชายผู้นั้นออก
ทันทีที่เห็นใบหน้า หลิงซีก็จำได้
“เฉินกวง?”
ชายวัยกลางคนเงยหน้ามองนาง เขาเคยเป็นองครักษ์ประจำตัวของเสิ่นเหวินโจว รับใช้ตระกูลเสิ่นมานานกว่าสิบปี ก่อนลาออกเมื่อหลายเดือนก่อนโดยอ้างว่าต้องกลับไปดูแลมารดาที่ป่วย
“เหตุใดเจ้าจึงอยู่ที่นี่” หลิงซีถาม
“ผู้ใดสั่งให้เจ้าจับตัวข้า”
เฉินกวงเม้มริมฝีปาก ไม่ยอมตอบ
จิ้งเหยียนก้าวเข้ามา แม้ลูกธนูยังปักอยู่บนแผ่นหลัง แต่ความกดดันจากสายตากลับทำให้คนถูกจับหน้าซีดลง
“หากเจ้าไม่พูด ข้าจะตามหาครอบครัวของเจ้าและนำมาสอบสวนทั้งหมด”
“อย่าแตะต้องพวกเขา!”
เฉินกวงหลุดตะโกนออกมา ก่อนก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง
“ข้าได้รับคำสั่งเพียงให้พาคุณหนูกลับไป ไม่ได้ต้องการสังหารนาง ลูกธนูดอกนั้น…ไม่ได้มาจากคนของข้า”
“พากลับไปที่ใด”
“ข้าไม่รู้ พวกเขาให้ส่งตัวคุณหนูตรงกระท่อมร้างหลังภูเขา แล้วจะมีคนมารับช่วงต่อ”
“ผู้ใดเป็นคนออกคำสั่ง” หลิงซีถาม “ท่านพ่อของข้าใช่หรือไม่”
เฉินกวงมองนาง แววตาเต็มไปด้วยความลังเล
“คำสั่งนั้นมาจาก…”
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างกะทันหัน
จิ้งเหยียนคว้าหลิงซีหลบไปด้านข้าง แต่เข็มโลหะเล็กเท่าเส้นผมพุ่งเข้าปักกลางลำคอของเฉินกวง
ร่างของเขากระตุกอย่างรุนแรง เลือดสีดำไหลออกจากมุมปาก ก่อนล้มลงกับพื้น
“บนเนินเขา!”
กู้เหยียนนำทหารไล่ตามทันที แต่ผู้ยิงเข็มซ่อนตัวอยู่ไกลและเตรียมเส้นทางหลบหนีไว้แล้ว เมื่อขึ้นไปถึงจึงพบเพียงรอยเท้ากับม้าหนึ่งตัวที่ถูกฆ่าทิ้ง
เฉินกวงเสียชีวิตก่อนเปิดเผยชื่อผู้สั่งการ
หลิงซีมองศพของอดีตองครักษ์ด้วยความสับสน หากเขาได้รับคำสั่งจากบิดาจริง เหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องส่งคนมาฆ่าปิดปาก และเหตุใดลูกธนูที่มุ่งสังหารนางจึงไม่ได้มาจากคนกลุ่มเดียวกัน
จิ้งเหยียนก้าวเข้ามาข้างนาง แต่ร่างสูงกลับโอนเอนอย่างผิดปกติ
“ท่านเป็นอะไร”
หลิงซีรีบประคอง ก่อนสังเกตว่าใบหน้าของเขาซีดลงอย่างรวดเร็ว เส้นเลือดบริเวณบาดแผลเริ่มเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ
“ลูกธนูมีพิษ” หมอทหารกล่าวหลังตรวจดู
“ต้องถอนออกและขับพิษทันทีขอรับ”
ขบวนจึงยกเลิกการเดินทางไปวัด กู้เหยียนพาทุกคนไปยังเรือนพักลับของกองทัพซึ่งอยู่ไม่ไกล หมอทหารตัดหัวลูกธนู ก่อนกรีดบาดแผลและดึงส่วนที่เหลือออก
แม้จิ้งเหยียนไม่ส่งเสียงร้อง แต่เหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก มือซึ่งจับขอบเตียงกำแน่นจนเส้นเลือดนูนขึ้น
หลังหมอให้ยาขับพิษ เขาจึงอนุญาตให้หลิงซีเข้าไปช่วยทำความสะอาดบาดแผล
นางนั่งอยู่ข้างเตียง ค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดคราบเลือดออกจากแผ่นหลังของเขา ร่างกายของจิ้งเหยียนเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากสนามรบ ทั้งรอยคมดาบ ลูกธนู และบาดแผลจากหอกซึ่งทอดยาวตามแนวสีข้าง
แต่มีรอยแผลหนึ่งทำให้นางหยุดมือ
มันอยู่ใกล้กระดูกสะบักด้านซ้าย เป็นรอยยาวเฉียงลงมา ลักษณะเหมือนถูกสัตว์ป่าตะปบ ก่อนมีรอยเย็บฝีมือไม่ดีหลงเหลืออยู่รอบบาดแผล
ความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนผุดขึ้นมาในทันที
ตอนนั้นหลิงซีเดินทางไปเยี่ยมญาติพร้อมมารดา ระหว่างทางนางพบชายหนุ่มบาดเจ็บหมดสติอยู่ในกระท่อมกลางหิมะ หลังของเขาถูกหมาป่าข่วนจนเลือดไหล นางเป็นผู้ช่วยล้างแผลและเย็บบาดแผลให้ด้วยมือสั่นเทา
ก่อนจากกัน นางมอบปิ่นหยกให้เขานำไปแลกเป็นค่าอาหารกับยา
“รอยแผลนี้…”
หลิงซีแตะผิวบริเวณข้างรอยแผลอย่างแผ่วเบา
จิ้งเหยียนซึ่งนอนคว่ำอยู่ลืมตาขึ้น
“เมื่อห้าปีก่อน ท่านเคยได้รับบาดเจ็บใกล้ภูเขาเสวี่ยซานหรือไม่”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง
หลิงซีวางผ้าในมือลง ก่อนขยับไปมองใบหน้าของเขา
“ชายที่ข้าพบในกระท่อมวันนั้นคือท่านใช่หรือไม่”
จิ้งเหยียนหลับตาลงครู่หนึ่ง ราวกับรู้ว่าไม่สามารถปิดบังได้อีก
“ใช่”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้หัวใจของนางเต้นแรง
“ท่านจำข้าได้มาตลอดหรือ”
“ตั้งแต่วันแรกที่พบกันอีกครั้ง”
“แล้วเหตุใดไม่เคยบอก”
“เจ้าจำข้าไม่ได้”
“ตอนนั้นใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยเลือด ทั้งยังไม่ยอมบอกชื่อ ข้าจะจำได้อย่างไร”
หลิงซีรู้สึกทั้งประหลาดใจและไม่พอใจ นางเคยสงสัยว่าจิ้งเหยียนเลือกแต่งงานด้วยเหตุผลทางการเมือง แต่ไม่เคยคิดว่าทั้งคู่จะเคยพบกันมาก่อน
“ปิ่นหยกที่ข้ามอบให้…”
“ยังอยู่ที่จวน”
“ท่านเก็บไว้นานถึงห้าปีหรือ”
จิ้งเหยียนหันหน้ามามองนาง แม้อาการพิษทำให้แววตาอ่อนล้า แต่ความรู้สึกภายในกลับชัดเจนกว่าทุกครั้ง
“มันเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าทิ้งไว้”
หลิงซีเม้มริมฝีปาก นึกถึงคำพูดที่เขาเคยบอกว่าไม่เคยคิดแต่งงานกับสตรีอื่นตั้งแต่แรก
“การขอพระราชทานสมรสไม่ได้เกิดขึ้นเพราะท่านต้องการอำนาจของตระกูลเสิ่นใช่หรือไม่”
“ไม่ทั้งหมด”
“หมายความว่าอย่างไร”
“ข้ายอมรับว่าการแต่งงานช่วยให้ข้าเข้าใกล้ความเคลื่อนไหวของกรมกลาโหม และปกป้องเจ้าจากคนที่กำลังจับตามองตระกูลเสิ่นได้ง่ายขึ้น” เขาตอบตามตรง “แต่ต่อให้ไม่มีเรื่องกบฏ ข้าก็จะเลือกเจ้าอยู่ดี”
หัวใจของหลิงซีสั่นไหว
นางเพิ่งรู้ว่า ในขณะที่ตนจำชายบาดเจ็บเมื่อห้าปีก่อนได้เพียงเลือนราง เขากลับเก็บปิ่นหยกและจดจำนางมาตลอด
ก่อนจะถามสิ่งใดต่อ ร่างของจิ้งเหยียนพลันสั่นขึ้นอย่างรุนแรง ความร้อนจากผิวกายเพิ่มสูงขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ
“จิ้งเหยียน!”
หลิงซีรีบแตะหน้าผากเขา ก่อนชักมือกลับด้วยความตกใจ
หมอทหารเข้ามาตรวจอีกครั้งและพบว่าพิษกำลังแทรกซึมเข้าสู่เส้นเลือด แม้ถอนหัวลูกธนูแล้ว แต่ส่วนหนึ่งยังคงตกค้างอยู่ในร่างกาย
“คืนนี้เป็นช่วงสำคัญ หากไข้ไม่ลดก่อนรุ่งสาง อาจเกิดอันตรายต่อหัวใจและอวัยวะภายในขอรับ ต้องคอยเช็ดตัวกับป้อนยาทุกหนึ่งชั่วยาม ห้ามปล่อยให้ท่านแม่ทัพอยู่ตามลำพัง”
“ข้าจะดูแลเขาเอง”
หลิงซีตอบโดยไม่ลังเล
กู้เหยียนต้องกลับไปควบคุมการสอบสวนคนร้าย ส่วนหมอทหารต้องเตรียมยาถอนพิษเพิ่มเติม ภายในห้องจึงเหลือเพียงนางกับจิ้งเหยียน
หญิงสาวชุบน้ำเย็นเช็ดใบหน้าและแผ่นหลังให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชายหนุ่มซึ่งแข็งแกร่งราวกับไม่เคยพ่ายแพ้ เวลานี้กลับนอนหมดสติอยู่ตรงหน้า
บางช่วงเขาขมวดคิ้วเพราะความเจ็บปวด บางช่วงริมฝีปากกลับขยับคล้ายกำลังเรียกใครบางคน
หลิงซีโน้มตัวเข้าไปฟัง จึงได้ยินชื่อของตนหลุดออกมาจากริมฝีปากเขาอย่างแผ่วเบา
นางจับมือร้อนจัดของเขาไว้แน่น ก่อนกล่าวชิดข้างหู
“ข้าอยู่นี่ ท่านไม่ต้องตามหาแล้ว”
มือใหญ่ขยับกลับมากุมมือนางราวกับได้ยิน แม้ยังไม่ลืมตา แต่กลับไม่ยอมปล่อยอีกเลย
หลิงซีจึงนั่งอยู่ข้างเตียงตลอดทั้งคืน คอยเปลี่ยนผ้า เช็ดตัว และป้อนยาทีละน้อย
ระหว่างมองใบหน้าซีดเซียวของชายผู้ใช้ร่างรับลูกธนูแทนนาง คำถามซึ่งเคยค้างอยู่ในใจก็ได้รับคำตอบไปมากกว่าครึ่ง
ทว่าพร้อมกันนั้น ความรู้สึกบางอย่างซึ่งนางพยายามปฏิเสธมาตลอดก็กำลังเริ่มหยั่งรากลึกขึ้นอย่างเงียบงัน
เพราะการแต่งงานซึ่งนางคิดว่าเริ่มต้นจากผลประโยชน์ อาจเริ่มต้นจากความรู้สึกของเขามานานถึงห้าปีแล้ว
และคืนนี้ หลิงซีก็ไม่แน่ใจอีกต่อไปว่า หัวใจของนางยังมองเขาเป็นเพียงพันธมิตรในข้อตกลงได้เหมือนเดิมหรือไม่
หนึ่งปีหลังเหตุการณ์กบฏ เมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้งร่องรอยความเสียหายภายในพระราชวังได้รับการบูรณะ ถนนซึ่งเคยเปื้อนเลือดกลับมาคึกคักด้วยพ่อค้าและประชาชน เสียงระฆังเตือนภัยที่เคยดังตลอดคืนถูกแทนที่ด้วยเสียงดนตรีจากโรงน้ำชาฮ่องเต้ทรงฟื้นจากพิษ แต่พระวรกายไม่แข็งแรงดังเดิม จึงมอบหมายงานราชการส่วนใหญ่ให้รัชทายาทภายใต้การดูแลของหมอหลวง รัชทายาทมีสุขภาพดีขึ้นมาก พระองค์เริ่มปฏิรูประบบทหาร แยกอำนาจควบคุมคลังอาวุธ การเคลื่อนกำลัง และเวรยามออกจากกัน เพื่อไม่ให้ผู้ใดรวบอำนาจทางทหารไว้ในมือเพียงคนเดียวได้อีกคำสั่งเคลื่อนกองทัพขนาดใหญ่ต้องใช้ตรารับรองจากหลายฝ่าย ส่วนครอบครัวของทหารกับขุนนางไม่อาจถูกนำมาเป็นตัวประกันเพื่อบีบบังคับได้อีก หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษสถานหนักเสิ่นเหวินโจวลาออกจากตำแหน่งเสนาบดีกรมกลาโหมตามที่ตั้งใจไว้ เขาย้ายไปอยู่ต่างเมืองพร้อมภรรยาและบุตรชาย ใช้ชีวิตเรียบง่ายในบ้านหลังเล็กซึ่งอยู่ห่างจากความวุ่นวายของราชสำนักก่อนออกเดินทาง เขาขอพูดกับหลิงซีตามลำพังสองพ่อลูกยืนอยู่ภายในเรือนเก่าของนาง อาภรณ์เจ้าสาวสีแดงจากพิธีวิวาห์ครั้งแรกยังถูกเก็บไว้ในหีบ แต่สีของมันซีดล
ลูกธนูหลายร้อยดอกพุ่งลงจากหลังคาตำหนักพร้อมกันทหารกองพยัคฆ์ทมิฬยกโล่ขึ้นสร้างแนวป้องกัน เสียงโลหะกระทบแผ่นไม้ดังสนั่นไปทั่วลาน ลูกธนูบางดอกทะลุผ่านช่องว่างเข้าปักร่างทหารซึ่งยืนอยู่ด้านหน้า เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปะปนกับเสียงสั่งการและเสียงกลองศึกจนแทบไม่อาจแยกออกจากกันจิ้งเหยียนดึงหลิงซีเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน ใช้ร่างของตนบังนางไว้ ขณะที่คมดาบในมือปัดลูกธนูซึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านข้าง“อยู่ใกล้ข้า ห้ามแยกไปที่ใด”“ท่านเองก็ห้ามทิ้งข้าเช่นกัน”หลิงซีใช้กริชสั้นป้องกันตนเอง ดวงตากวาดมองฮ่องเต้กับรัชทายาทซึ่งยังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่บนบันไดตำหนักหากฝ่ายของจิ้งเหยียนบุกเข้าไปอย่างเร่งรีบ องค์ชายรองอาจสังหารทั้งสองพระองค์ทันที แต่หากถอยออกมา กองทัพกบฏก็จะมีเวลาปิดประตูและรวบรวมกำลังเพิ่มเติมจิ้งเหยียนส่งสัญญาณให้ทหารแบ่งออกเป็นสามกอง กองแรกตั้งแนวโล่ป้องกันลูกธนู กองที่สองกระจายขึ้นไปจัดการพลธนูบนหลังคา ส่วนกองที่สามติดตามเสิ่นเหวินโจวอ้อมไปปิดประตูหลังของตำหนักทหารตระกูลเสิ่นกับกองพยัคฆ์ทมิฬค่อย ๆ ตีวงล้อมให้แคบลงองค์ชายรองเห็นสถานการณ์เริ่มเสียเปรียบจึงกระชากรัชทายาทถอยกลับเข้าไปในท้อง
ระฆังเตือนภัยจากหอคอยทั้งสี่ทิศดังขึ้นพร้อมกัน ปลุกเมืองหลวงให้ตื่นจากความหลับใหลในกลางยามโฉ่วเปลวไฟจากคบเพลิงส่องสว่างตลอดแนวกำแพง ทหารม้าจำนวนมากเคลื่อนกำลังเข้าสู่ถนนสายหลัก เสียงเกือกม้ากระแทกพื้นหินดังต่อเนื่องราวกับฟ้าร้อง ประชาชนพากันปิดประตูบ้าน ดับตะเกียง และซ่อนตัวอยู่ภายใน ไม่มีผู้ใดกล้าออกมาดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นข่าวลือแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบ้างกล่าวว่าฮ่องเต้ถูกวางยาจนอาการประชวรหนัก บ้างกล่าวว่ารัชทายาทรวบรวมทหารเพื่อบังคับให้ฮ่องเต้สละราชสมบัติ ขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งกลับบอกว่า แม่ทัพพยัคฆ์ทมิฬเป็นผู้เคลื่อนกองกำลังเข้ายึดเมืองหลวงไม่มีผู้ใดรู้ว่าข่าวใดเป็นความจริงภายในพระราชวัง เซียวเฉิงรุ่ยสวมชุดเกราะสีเงิน ยืนอยู่หน้าบันไดตำหนักไท่เหอ ทหารภายใต้บัญชาของเขากระจายกำลังปิดทางเข้าออกทุกด้าน ขุนนางหลายคนซึ่งเข้าร่วมแผนการยืนรวมกันอยู่ด้านหลัง บางคนมีสีหน้ามั่นใจ บางคนกลับหวาดกลัวเมื่อรู้ว่าตนไม่อาจถอนตัวได้อีกแล้ว“เสด็จพ่อถูกคนของรัชทายาทวางยาพิษ”องค์ชายรองประกาศต่อหน้าทหารรักษาวัง“รัชทายาทคิดใช้ช่วงเวลาที่พระองค์ประชวรยึดตราแผ่นดินและสังหารเชื้อพระวงศ์ ข้านำทหารมาใน
ทันทีที่อ่านข้อความลับด้านหลังผ้าปักจบ หลิงซีก็เรียกทหารซึ่งเฝ้าอยู่หน้าเรือนเข้ามา“ส่งม้าเร็วไปตามท่านแม่ทัพ บอกเขาว่ากู้เหยียนอาจเป็นคนทรยศ ห้ามเข้าอุโมงค์จนกว่าจะตรวจสอบเส้นทางทั้งหมดอีกครั้ง”นายทหารรับผ้าปักซึ่งนางใช้เป็นหลักฐาน ก่อนรีบออกจากจวนทางประตูด้านตะวันตกหลิงซียังไม่วางใจ จึงเขียนข้อความอีกสองฉบับและสั่งให้ทหารแยกกันเดินทางไปคนละเส้นทาง หากผู้ส่งสารคนหนึ่งถูกขัดขวาง อย่างน้อยอีกสองคนอาจไปถึงจิ้งเหยียนได้ทันเวลาทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารคนแรกก็ถูกหามกลับมาลูกธนูปักอยู่ตรงต้นแขน ม้าของเขาถูกสังหารก่อนพ้นเขตเมือง ส่วนข้อความซึ่งนำติดตัวไปถูกชิงหายไม่นานทหารคนที่สองกับคนที่สามก็กลับมาพร้อมข่าวร้าย ประตูเล็กทุกแห่งถูกสั่งปิดกะทันหัน ถนนซึ่งมุ่งไปทางตำหนักตะวันตกมีทหารไม่ทราบฝ่ายตั้งด่านตรวจค้น หากไม่มีตรารับรองจากกรมกลาโหมจะไม่อนุญาตให้ผ่านเส้นทางส่งข่าวถูกตัดขาดทั้งหมด“องค์ชายรองรู้ว่าเราจะส่งคนไปเตือน”หลิงซีมองเปลวเทียนซึ่งกำลังไหวอยู่ในห้อง ความหวาดกลัวแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลังนั่นหมายความว่ากับดักถูกเตรียมไว้อย่างสมบูรณ์ และเวลานี้จิ้งเหยียนอาจเข้าไปอยู่ภายในแ
ค่ำคืนก่อนภารกิจช่วยตัวประกัน จวนแม่ทัพเงียบสงัดผิดปกติทหารกองพยัคฆ์ทมิฬทยอยออกจากจวนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ผ่านเส้นทางต่างกัน เพื่อไม่ให้สายลับขององค์ชายรองสังเกตเห็น อาวุธถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุม รถม้าสำหรับขนเสบียงถูกดัดแปลงให้สามารถบรรทุกคนได้ ส่วนทหารอีกกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นพ่อค้าและออกจากประตูเมืองตั้งแต่ยามเย็นทุกคนจะกลับมารวมตัวกันในป่านอกกำแพง ก่อนลอบเข้าอุโมงค์ใต้ตำหนักร้างทางทิศตะวันตกหลิงซีได้รับอนุญาตให้ออกจากคุกลับ แต่ยังต้องเก็บตัวอยู่ภายในเรือนหลัก เพื่อทำให้คนในจวนเชื่อว่านางยังถูกกักบริเวณ จิ้งเหยียนสั่งเปลี่ยนเวรยามทั้งหมด เหลือเพียงทหารซึ่งไว้วางใจได้คอยดูแลใกล้ห้องนอนภายในห้อง เทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนโต๊ะ แสงสีส้มทอดเงาของคนทั้งคู่ลงบนพื้นจิ้งเหยียนยืนอยู่หน้าโต๊ะแผนที่ เขาสวมอาภรณ์สีดำรัดกุม เกราะอ่อนถูกซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุม ดาบประจำกายวางอยู่ด้านข้าง ส่วนหลิงซีกำลังช่วยผูกปลอกแขนหนังให้เขาทั้งสองตรวจสอบแผนทุกขั้นตอนร่วมกันตามคำสัญญาจิ้งเหยียนจะนำทหารยี่สิบนายเข้าสู่ตำหนักร้างทางอุโมงค์ขนฟืน กู้เหยียนเป็นผู้เปิดทาง ส่วนทหารอีกสองกลุ่มจะซ่อนอยู่บริเวณทางออก หากเกิดการซุ่
คุกลับใต้จวนแม่ทัพเงียบสงัดเสียจนหลิงซีได้ยินเสียงหยดน้ำจากผนังหินอย่างชัดเจนนางถูกกักตัวอยู่ที่นี่เป็นวันที่สี่แล้ว แม้ห้องขังจะสะอาด มีเตียง โต๊ะเขียนหนังสือและอาหารครบถ้วน แต่การไม่เห็นแสงแดดทำให้ยากจะรู้ว่าเวลาภายนอกผ่านไปนานเพียงใด มีเพียงเสียงระฆังจากหอคอยของจวนซึ่งดังลอดลงมาอย่างแผ่วเบา ช่วยให้นางแยกกลางวันกับกลางคืนออกจากกันได้จิ้งเหยียนยังคงนำอาหารและรายงานข่าวมาส่งด้วยตนเองทุกวัน แต่หลิงซีพูดกับเขาเฉพาะเรื่องแผนกบฏกับตำหนักร้างเท่านั้นนางรู้แล้วว่าเขายอมใช้ชีวิตตนเองเป็นหลักประกันต่อฮ่องเต้ หากนางมีความผิด เขาจะรับโทษร่วมด้วย ความจริงนั้นทำให้ความโกรธในใจเบาบางลง แต่ยังไม่อาจลบความเจ็บปวดจากการถูกตัดสินใจแทนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจิ้งเหยียนเชื่อว่าการปกป้องคือการจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง จากนั้นจึงวางนางไว้ในสถานที่ซึ่งเขาคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่เขาไม่เคยถามว่า นางต้องการความปลอดภัยซึ่งแลกมาด้วยการถูกปิดบังหรือไม่ระหว่างรอข่าวเพิ่มเติม หลิงซีใช้เวลาตรวจสอบตำราแผนที่เก่าที่จิ้งเหยียนนำมาให้ นางต้องการค้นหารายละเอียดของตำหนักไร้นาม รวมถึงเส้นทางเข้าออกอุโมงค์ด้านล่างตำราหลายเล่มมีอา





![บ่วงรักรอยบาป [NC-20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

