“ฉันยังไม่มีแฟนค่ะ!” รัญชิดารีบตอบออกมาแทบจะทันทีที่เขาถาม ราวกับกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดไปมากกว่านี้ พอตอบไปแล้ว เธอก็รู้สึกหน้าร้อนวาบ หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ รีบเบือนหน้าแล้วผลักประตูรถเปิดออกแทบจะทันที ร่างบางก้าวลงไปอย่างลนลาน ทั้งที่ยังไม่ทันร่ำลาเขาให้เรียบร้อย
ธีรภัทร์มองตามแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่รีบเดินเข้าไปในบ้านด้วยรอยยิ้มมุมปาก ดวงตาคมมีแววขบขันปนเอ็นดู "ทำไม่ต้องรีบไปขนาดนั้นด้วย" เขาพูดพึมพำเบา ๆ ราวกับหัวเราะกับความน่ารักของเธอในใจเอง
หลังจากรัญชิดาอาบน้ำเสร็จ เธอเดินออกมาจากห้องน้ำ พลางใช้ผ้าขนหนูซับผมที่ยังเปียกชื้น เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้เธอสะดุ้งเล็กน้อย
เธอวางผ้าขนหนูลงบนบ่าแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู แสงหน้าจอเผยชื่อผู้ส่ง — “ภีม”
ริญชิดากดเข้าแอปพลิเคชันไลน์ด้วยมือสั่นเล็กน้อย ใจเต้นแรงเมื่อเห็นข้อความจากธีรภัทร์ปรากฏบนหน้าจอ
(ผมยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกคุณเลย คุณก็เดินหนีผมซะก่อน)
รัญชิดาเบิกตา ริมฝีปากสั่นระริก ปลายนิ้วกดแป้นพิมพ์อย่างลังเล
“เรื่องอะไรคะ…คุณภีม”
ใจเธอสั่นระรัวเหมือนจะหลุดออกมานอกอก จ้องหน้าจอที่เงียบงันเพียงไม่กี่วินาที แต่กลับรู้สึกยาวนานจนหายใจไม่ทั่วท้อง กระทั่งข้อความใหม่เด้งขึ้นมา
ข้อความสั้น ๆ ทำให้รัญชิดาชะงักงัน หัวใจที่สั่นอยู่แล้วกลับเร่งจังหวะถี่รัวเหมือนจะทะลุอก เธอไม่รู้ควรตอบกลับอย่างไรดี ความสับสนกับความดีใจตีตะลุมบอนกันอยู่กลางอก
เธอมองข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้ง ความรู้สึกที่พวยพุ่งขึ้นมากลืนกินตัวเอง แต่ก็ไม่อาจทำได้ ความอบอุ่นที่ไม่คาดคิดแล่นวาบไปทั่วร่างจนเธอต้องรีบวางโทรศัพท์ลง หันหนีราวกับกลัวว่ามันจะเผาใจเธอให้มอดไหม้
ทำไม…แค่ประโยคเดียวถึงทำให้ใจฉันวุ่นวายได้ขนาดนี้กันนะ
คืนนั้น รัญชิดาเอาแต่นอนพลิกตัวไปมาบนเตียง หัวใจที่ควรจะสงบลงกลับเต้นแรงราวกับเพิ่งวิ่งหนีอะไรบางอย่างมา เสียงสะท้อนในหัวดังไม่หยุด
“ผมก็ยังไม่มีแฟนนะครับ"
เพียงประโยคเดียว แต่กลับก้องสะท้อนอยู่ในความคิด เธอหลับตาพยายามไล่ความรู้สึกนั้นออกไป แต่ยิ่งห้ามก็ยิ่งดังก้องขึ้นกว่าเดิม
ริมฝีปากเธอเผลอคลี่ยิ้มบาง ๆ โดยไม่รู้ตัว ก่อนจะรีบพลิกตัวหนีความคิดนั้น
นี่เราเป็นอะไรไป…ทำไมถึงดีใจนัก เพียงเพราะรู้ว่าเขายังไม่มีใคร เปลือกตาของเธอหนักอึ้ง แต่จิตใจกลับว้าวุ่นไม่ยอมหลับใหล รัญชิดารู้แล้วว่าคืนนี้…เธอคงหนีไม่พ้นการฝันถึงข้อความสั้น ๆ จากเขา
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นย้ำ ๆ ในเช้าวันถัดมา รัญชิดาลืมตาขึ้นด้วยความรู้สึกมึนเบลอ ราวกับเมื่อคืนแทบไม่ได้หลับเลย เธอหยัดกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผมยาวสลวยยังคงยุ่งเหยิง สายตาเหลือบไปยังโทรศัพท์ที่วางอยู่บนหัวเตียงโดยไม่ตั้งใจ หัวใจเธอพลันสั่นไหวทันที
“ผมก็ยังไม่มีแฟนนะครับ”
เพียงแค่คิดถึงประโยคนั้น รอยแดงระเรื่อก็ผุดขึ้นบนแก้มของเธอโดยไม่รู้ตัว รัญชิดารีบส่ายหน้าแรง ๆ พยายามไล่ความคิดวุ่นวายออกไป
“บ้าแล้วเรา…จะมานั่งใจเต้นเพราะเรื่องแค่นี้ได้ยังไงกัน เขายังไม่ได้ขอเราเป็นแฟนซักหน่อย” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะลุกไปหยิบผ้าขนหนูเพื่อเตรียมตัวเริ่มต้นวันใหม่
อีกฟากหนึ่ง ภายในคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ประจำตระกูลของธีรภัทร์ แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านม่านผ้าไหมราคาแพงเข้ามาในห้องรับประทานอาหารกว้างขวาง
ที่โต๊ะอาหารกลางห้อง พีรพงษ์ บิดาของธีรภัทร์นั่งอยู่ด้วยท่วงท่าสง่างาม เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ยังคงดูภูมิฐาน เคร่งขรึม และมากด้วยบารมี กำลังนั่งกินกาแฟและอ่านหนังสือพิมพ์เป็นประจำทุกเช้า
ธีรภัทร์สวมชุดสูทเรียบหรู เตรียมพร้อมจะเข้าบริษัทเช่นทุกเช้า เขาก้าวลงบันไดด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ยากนักจะได้เห็นยามเช้า และทั้งหมดนั้นเป็นเพราะข้อความเมื่อคืนที่เขาส่งไปหารัญชิดา… ข้อความที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงแทบไม่เป็นจังหวะ และยังคงทำให้อารมณ์ของเขาดีเป็นพิเศษในวันนี้
ทว่าเมื่อเขาเดินผ่านห้องโถงกว้างใหญ่ เสียงทุ้มทรงอำนาจของพีรพงษ์ ก็ดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดและทำให้เท้าของธีรภัทร์ชะงัก
“ใจคอแกจะไม่ยอมมานั่งกินข้าวเช้ากับฉันสักวันเลยหรือไง”
น้ำเสียงประชดประชันปนโมโห ทำเอารอยยิ้มของธีรภัทร์ค่อย ๆ จางหาย เหลือเพียงแววตาที่เย็นชาแทน ธีรภัทร์เม้มปากแน่น ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว แล้วหมุนตัวกลับ เดินเข้ามาหยุดตรงโต๊ะอาหารด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
“ทำไมวันนี้ถึงอยากให้ผมนั่งกินข้าวด้วยล่ะครับ… แล้วเมียของพ่อหายไปไหนซะล่ะ”
น้ำเสียงเรียบเย็นที่แฝงความเหน็บแนม ทำให้บรรยากาศรอบโต๊ะอาหารเงียบลง ธีรภัทร์ไม่เคยรู้สึกชินกับการกระทำของบิดาเลย พ่อของเขาที่มักพาผู้หญิงผลัดเปลี่ยนเข้ามาในบ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่ก็เป็นสาววัยไม่ต่างอะไรกับเขา บางคนอายุน้อยกว่าด้วยซ้ำ แต่ต้องมาอยู่ในฐานะเมีย
ยิ่งไปกว่านั้น…ผู้หญิงบางคนยังกล้าเหลือเกินที่จะทอดสายตายั่วยวนมาทางเขา ราวกับอยากจะตะครุบลูกชายแทนพ่อ ภาพเหล่านั้นน่าขยะแขยงจนทำให้ธีรภัทร์ไม่อยากเหยียบเข้ามานั่งร่วมโต๊ะอาหารกับบิดาเลยด้วยซ้ำ
“วันก่อนแกไปพบคุณวิษณุเป็นไงบ้าง” พีรพงษ์ถามขึ้น
“เขาตอบตกลงเรื่องที่จะเข้าร่วม โปรเจคใหม่กับเราแล้ว เหลือแค่เซ็นสัญญาเท่านั้น” ธีรภัทร์ตอบเรียบ ๆ
“ดี…แกทำได้ดีมาก” พีรพงษ์พยักหน้า
“มีเรื่องแค่นี้ใช่ไหมที่จะคุยกับผม” ธีรภัทร์เสริมด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ แฝงความไม่พอใจอยู่ในที
พีรพงษ์ยังไม่ทันตอบคำถามของลูกชาย ก็มีเสียงผู้หญิงดังแทรกเข้ามาก่อน
“คุณพงษ์ ตื่นนานแล้วเหรอคะ ไม่เห็นปลุกมุกดาบ้างเลย”
เสียงหวานออดอ้อนของ มุกดา หญิงสาวอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับธีรภัทร์ ดังขึ้นพร้อมกับร่างอรชรในชุดนอนผ้าซาตินที่เดินเข้ามาในห้องโถง เธอเดินเข้ามาโอบแขนพีรพงษ์แล้วเอนศีรษะซบลงบนไหล่อย่างออดอ้อน
“ก็เห็นนอนอยู่ท่าจะหลับฝันดีเลยไม่อยากปลุก” พีรพงษ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
มุกดาอมยิ้ม เธอโน้มตัวเข้าหาพีรพงษ์อย่างออดอ้อน พร้อมหัวเราะเบา ๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความใกล้ชิดและล่อแหลม
ธีรภัทร์มองภาพตรงหน้า ดวงตาคมเย็นชา ความไม่พอใจปรากฏชัด ภาพนี้ยิ่งตอกย้ำความเกลียดชังของเขาที่มีต่อการเจ้าชู้ของบิดา และทำให้เขาไม่อยากอยู่ใกล้ทั้งคู่เลย
“อ้าว…คุณภีมจะออกไปทำงานแล้วเหรอคะ อยู่ทานข้าวเช้าด้วยกันก่อนสิคะ” มุกดาเอ่ยเสียงหวาน ที่แฝงความออดอ้อน และเธอยังส่งสายตาที่เป็นเชิงยั่วยวนมาทางเขา
ธีรภัทร์มองด้วยสายตาที่เย็นชา ไม่ชอบภาพตรงหน้าเอาเสียเลย เขาหันไปมองบิดาเพียงครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น
"ผมไปล่ะ"
ไม่รอคำตอบ เขาก้าวออกไปทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศอึดอัด และแววตาลึกลับของมุกดาที่มองตามหลังเขาไป
พีรพงษ์ ได้แต่มองตามแผ่นหลังของลูกชายไปอย่างเงียบๆ มุกดาเห็นว่าเขาอารมณ์ไม่ดีก็อดที่จะถามไม่ได้ "คุณภีมเป็นอะไรหรือเปล่าคะ"
“ไม่มีอะไรหรอก” พีรพงษ์ตอบเสียงแผ่ว "กินข้าวเถอะ"
“ค่ะ...” มุกดารับคำเบา ๆ แต่สายตายังคงมองตามแผ่นหลังของธีรภัทร์ที่หายลับไป ความรู้สึกเสียดายแล่นวาบในอก เพราะความจริงแล้ว...หัวใจเธอแอบเอนเอียงไปทางลูกชายมากกว่าทางพ่อเสียอีก การที่เธอคอยส่งสายตาเย้ายวนอยู่เสมอ แต่เขากลับไม่เคยตอบสนอง ราวกับว่าตัวเธอไม่มีตัวตนใด ๆ ในสายตาคมคู่นั้น ความเฉยชาของเขาทำให้มุกดาทั้งเจ็บ ทั้งหลงใหลในเวลาเดียวกัน
---
หลังเลิกงานในวันนั้น รัญชิดาไม่ได้ตรงกลับบ้านเหมือนเช่นทุกครั้ง หากเลือกแวะไปยังห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านคาเฟ่ที่เธอทำงานนัก ในหัวเต็มไปด้วยความคิดเรื่องเสื้อเชิ้ตของธีรภัทร์ที่เธอเผลอทำกาแฟหกใส่ ความรู้สึกผิดยังคงติดค้างอยู่ในใจจนเธออยากหาซื้อตัวใหม่ไปทดแทนให้เขา
ห้างสรรพสินค้าในช่วงเย็นเต็มไปด้วยผู้คนที่จับจ่ายเลือกซื้อ แต่รัญชิดาไม่สนใจสิ่งรอบข้างนัก เธอมุ่งตรงไปยังโซนเสื้อผ้าผู้ชาย สายตากวาดมองเสื้อเชิ้ตมากมายหลากหลายสไตล์ที่เรียงรายอยู่ในร้าน ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่จะสะดุดเข้ากับเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่ง ดีไซน์เรียบง่าย ทรงสุภาพ แต่กลับดูดีมีระดับอย่างน่าประหลาด
เมื่อเดินเข้าไปใกล้และได้ลองสัมผัสเนื้อผ้า ความรู้สึกแรกที่แวบเข้ามาคือความนุ่มลื่นและคุณภาพที่ต่างจากเสื้อเชิ้ตทั่ว ๆ ไป รัญชิดาพอจะเดาได้ทันทีว่ามันต้องเป็นแบรนด์ดัง ราคาคงสูงลิบแน่ ๆ
“ราคาแพงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย…” รัญชิดาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะพลิกดูป้ายราคา
หัวใจพลันหนักอึ้งขึ้นมา เสื้อแบบนี้…เขาคงใส่แล้วดูดีมากแน่ ๆ มันช่างเข้ากับบุคลิกของเขาอย่างที่สุด แต่ความจริงก็คือ เธอไม่อาจเอื้อมถึงตัวเลขที่ปรากฏตรงหน้านั้นได้เลย
รัญชิดาเผลอถอนหายใจออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความตั้งใจที่จะหาซื้อเสื้อมาทดแทนเริ่มสั่นคลอน ขณะที่เธอกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลังเธอ "คุณมาทำอะไรที่นี่"
หญิงสาวตกใจเล็กน้อย เธอหันไปมองและพบกับธีรภัทร์ที่กำลังยืนอยู่ข้างหลังเธอด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง แต่ดวงตาคมคู่นั้นกลับส่องประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“คุณภีม…สวัสดีค่ะ”
ธีรภัทร์มองเธอสลับกับเสื้อเชิ้ตที่อยู่ในมือของเธอ ดวงตาคมคู่นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น “เสื้อเชิ้ตนี่…คุณจะซื้อไปให้ใครเหรอครับ”
รัญชิดารู้สึกหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเก้อ ๆ และวางเสื้อเชิ้ตลงบนโต๊ะใกล้ ๆ ตัว
“ฉัน…จะซื้อให้คุณค่ะ เป็นการแทนคำขอโทษที่ฉันทำกาแฟหกใส่คุณในวันนั้น”
ธีรภัทร์ส่ายหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงเรียบเย็นแต่แฝงรอยยิ้มบาง ๆ
“ผมบอกคุณแล้วไงครับว่าไม่เป็นอะไร แค่เสื้อตัวเดียวเอง”
รัญชิดาเม้มปากเล็กน้อย พยายามหาเหตุผลต่อ
“แต่ว่า…”
ธีรภัทร์ยกคิ้ว มองเธอด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ “ถ้าคุณยังรู้สึกผิดและอยากขอโทษผมจริง ๆ งั้นวันนี้คุณพาผมไปทานข้าวที่ร้านอาหารที่คุณกินเป็นประจำก็ได้”
รัญชิดายิ้มบาง ๆ ก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความเขินอาย “ร้านอาหารที่ฉันกิน มันไม่เหมือนกับที่คุณพาฉันไปกินนะคะ…ไม่ได้หรูหราอะไรขนาดนั้น คุณจะกินได้อยู่หรือคะ”
ธีรภัทร์ทอดสายตามองเธอครู่หนึ่ง ดวงตาคมคู่นั้นแฝงรอยยิ้มบาง ๆ “ผมกินได้หมดแหละครับ แค่ไปกับคุณ ผมก็โอเคแล้ว”
รัญชิดารู้สึกหัวใจเต้นแรงราวกับถูกเขาพูดตรงกับความรู้สึกของเธอเอง เธอยิ้มอาย ๆ และพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับคำเชิญของเขา “งั้น…ไปกันเถอะค่ะ”
ธีรภัทร์ยิ้มเล็ก ๆ ในลำคอ แล้วเดินนำเธอไปยังทางออกของห้าง สายตาของเขายังคงสอดส่องเธอด้วยความเอ็นดูเล็ก ๆ รัญชิดารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นนั้น ทำให้รอยยิ้มของเธอคลายความเขินอายลงบ้าง แต่หัวใจยังคงเต้นแรงไม่หยุด