รัญชิดาเดินตามธีรภัทร์เข้าไปในโรงพยาบาลตามปกติ ทว่าหัวใจของเธอกลับเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่
ในขณะที่ชายหนุ่มซึ่งเดินนำอยู่ข้างหน้า ยังคงสีหน้าขรึมดังเช่นเคย แต่บนริมฝีปากนั้น กลับมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่เธอมองไม่เห็น
ทันใดนั้น เสียงทักทายคุ้นหูดังขึ้น “อ้าวภีม หลานมาทำอะไรที่นี่”
รัญชิดาหยุดก้าว มองไปยังชายสูงวัยที่แต่งชุดกาวน์สีขาว ใบหน้าคมคายแต่เต็มไปด้วยความเอาใจใส่ ท่านคือคุณหมอสุทธิพงษ์ คุณอาหมอที่ดูแลชายหนุ่มเมื่อวาน
“สวัสดีครับคุณอาหมอ” ธีรภัทร์ยกมือทักทายด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
"สวัสดีค่ะคุณหมอ" รัญชิดารีบยกมือไหว้อย่างอ่อนโยน
คุณหมอวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย พลางมองร่างสูงของธีรภัทร์ด้วยสายตาที่คุ้นเคย
“ไงมาทำอะไรล่ะภีม แผลเมื่อวานก็ไม่ได้หนักนี่ อาให้ยาทาไปแล้วนิ” คุณหมอสุทธิพงษ์ถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
ธีรภัทร์ยิ้มหน้าเจื่อน ๆ และรีบก้าวไปใกล้คุณอาหมอ แล้วยกมือดึงแขนเขาเบา ๆ พร้อมกระซิบอย่างขอความเห็นใจ
“คุณอา…ช่วยผมหน่อยนะครับ ผม…อยากให้เธออยู่ใกล้ ๆ ผม คุณอาหมอช่วยทำเป็นรักษาผมให้ทีนะครับ”
คุณหมอสุทธิพงษ์หลุบตาลงมองแววตาจริงจังปนละมุนของหลานชาย ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างคนจนใจ
“เฮ้อ…เจ้าเด็กคนนี้” เขาพึมพำในลำคอ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มบาง ๆ
ธีรภัทร์ปล่อยมือจากแขนคุณอาหมอ ก่อนจะเดินกลับมายืนข้างหญิงสาว ดวงตาเปื้อนรอยขี้เล่นที่เจ้าตัวพยายามซ่อน แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนเป็นอา
“มา เดี๋ยวอาเป็นคนล้างแผลให้เอง” สุทธิพงษ์เอ่ยเสียงเรียบ แต่สายตาที่ปรายมองหลานชายกลับเต็มไปด้วยความรู้ทัน จากนั้น เขาหันมาทางรัญชิดา แกล้งเล่นตามเกมของหลานชายอย่างเป็นธรรมชาติ “งั้นหนูรันเข้ามาด้วยสิ จะได้ดูวิธีล้างแผลไว้ แล้วค่อยเอาไปทำให้เจ้าภีมทีหลัง”
รัญชิดาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ “คุณหมอ…จะให้รันเข้าไปด้วยจริง ๆ เหรอคะ”
สุทธิพงษ์พยักหน้าแน่วแน่ “ใช่ อาจะสอนวิธีให้…เผื่อเจ้าหลานชายของอาจะได้มีคนดูแลใกล้ ๆ”
ธีรภัทร์หันมามองเธอทันที รอยยิ้มเจืออยู่บนใบหน้าหล่อเหลา แววตาคมลึกเหมือนกำลังรอคำตอบอย่างใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ภายในห้องตรวจ ธีรภัทร์นั่งลงบนเตียงตรวจพลางถอดชุดสูทออกและปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตข้างในออกสามสี่เม็ด เผยให้เห็นผิวแผ่วแดงเป็นรอยแผลน้ำร้อนลวกที่อกด้านซ้าย
ทุกการกระทำของธีรภัทร์อยู่ในสายตาของรัญชิดา เธอยืนตัวแข็ง ใบหน้าร้อนผ่าวเมื่อเผลอสบตากับรอยแผลตรงอกกว้างที่เธอเป็นคนทำ มันยังมีรอยแดงปรากฏอยู่ ใจเธอเต้นแรงคล้ายกับจะระเบิดมาตรงหน้าเมื่อเธอมองไปที่แผงหน้าอกกว้างที่มีซิกแพกที่เข้ากับร่างสูงของเขา
ธีรภัทร์ยกยิ้มที่มุมปาก เมื่อเห็นหน้ารัญชิดาแดงกล่ำ
คุณหมอสุทธิพงษ์หันมาเห็นรัญชิดาที่ยืนตัวเกร็ง หน้าแดงจัด ก็อดอมยิ้มขำในใจไม่ได้ แต่ก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ “ไหน อาดูแผลหน่อยสิภีม”
ธีรภัทร์เอนตัวเล็กน้อย ทำให้เสื้อเชิ้ตเปิดกว้างขึ้น รอยแผลสีแดงปรากฏชัดเต็มสายตา รัญชิดาเผลอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“อาการดีขึ้นนะ ไม่ต้องล้างแผลแล้วแค่ทายาก็น่าจะหายแล้ว” คุณหมอเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนหันมายื่นยาทาแผลให้หญิงสาว “รัน มานี่สิ อาจะให้เธอลองทาแผล เผื่อเจ้าภีมมันต้องการคนช่วยที่บ้าน”
รัญชิดาเบิกตากว้างเล็กน้อย รีบส่ายหน้า มือไม้แทบจะไขว้กันด้วยความลนลาน “หะ…ให้รันเหรอคะ”
“ใช่สิ” น้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงด้วยความตั้งใจของคุณหมอทำให้รัญชิดาไปต่อไม่ถูก
ธีรภัทร์ที่นั่งอยู่บนเตียงตรวจยกยิ้มมุมปาก แววตาทอประกายเจ้าเล่ห์จาง ๆ “ลองดูเถอะคุณ…ผมไม่เจ็บหรอกครับ”
หัวใจของรัญชิดาเต้นแรงจนแทบระเบิด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เมื่อมือคุณหมอยื่นยามาให้ตรงหน้า เธอรับมันไปอย่างลังเล ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้กับร่างสูงที่ถอดสูทวางไว้ด้านข้าง เธอได้กลิ่นน้ำหอมอ่อน ๆ จากกายเขาลอยอบอวล มันเป็นกลิ่นที่สะอาด อบอุ่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนทำให้เธอเผลอสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ
ปลายนิ้วเล็กสั่นเล็กน้อยขณะบีบยาจากหลอดลงบนปลายนิ้ว รัญชิดารวบรวมความกล้าก่อนจะค่อย ๆ แตะลงบนผิวแผ่วแดงบริเวณแผลตรงอกด้านซ้ายของเขา ความร้อนผ่าวจากผิวกายแผ่ซ่านมาสู่ปลายนิ้วเธอทันที
ธีรภัทร์ไม่ละสายตาจากใบหน้าของเธอเลย เขานั่งนิ่ง ปล่อยให้หญิงสาวจัดการทุกอย่าง แต่รอยยิ้มบางที่มุมปากและแววตาลึกซึ้งที่มองมานั้น กลับทำให้รัญชิดารู้สึกเหมือนกำลังจะละลายอยู่ตรงนั้น
เธอรีบก้มหน้าหลบ สายตาไม่กล้าประสานกับเขาอีก แต่ยิ่งทำให้ใบหน้าแดงซ่านจนถึงหู
“เสร็จแล้วค่ะ”
เมื่อจัดการทำแผลให้ชายหนุ่มเสร็จ เธอก็รีบถอยออกมาอย่างเก้อเขิน
คุณหมอที่ยืนมองอยู่พลอยยิ้มตาม ก่อนเอ่ยชมเสียงอบอุ่น
“ทำได้ดีมากเลยนะ วันหลังไม่ต้องมาที่โรงพยาบาลแล้วล่ะ มีคนช่วยดูแลทำแผลให้แล้วนี่”
พูดจบ คุณหมอก็หันไปมองหลานชาย พร้อมรอยยิ้มขี้เล่นแฝงความนัย
ธีรภัทร์หันไปยิ้มให้คุณอาหมออย่างรู้ใจ ก่อนจะก้มตัวลงและค่อย ๆ ใส่กระดุมเสื้อเชิ้ตกลับเข้าที่อย่างเรียบร้อย รอยยิ้มมุมปากของเขายังคงไม่จางไปแม้จะปกปิดอาการเขินอายเล็ก ๆ จากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
“งั้นฉันออกไปรอข้างนอกนะคะ ขออนุญาตคุณหมอค่ะ” รัญชิดากล่าวพร้อมยกมือไหว้ ก่อนก้าวออกจากห้องตรวจด้วยหัวใจที่ยังเต้นแรง
เมื่อร่างบางของรัญชิดาออกไปข้างนอกแล้ว หมอสุทธิพงษ์ ก็หันมาแซวหลานชายพลางยิ้มอย่างเอ็นดู “เจ้าเล่ห์นะเราเนี่ย”
ธีรภัทร์ยกยิ้มมุมปาก ใบหน้ามีแววซุกซนเล็กน้อย แต่ก็แฝงความเจ้าเล่ห์ในสายตา “นิดหน่อยครับคุณอา”
ธีรภัทร์ก้าวออกจากห้องตรวจพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ รัญชิดาที่นั่งรออยู่ข้างนอกเห็นเขา ก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
“ไปกันเถอะครับ…เสร็จเรียบร้อยแล้ว” เขาพูดพลางมองเธอด้วยแววตาอ่อนโยน
รัญชิดาเงยหน้ามองธีรภัทรด้วยสีหน้าที่ยังแดงเล็กน้อย แต่พยายามเก็บความเขินไว้ “ค่ะ”
รัญชิดาเดินนำธีรภัทรออกไปข้างนอก เมื่อมาถึงลานจอดรถ ธีรภัทร์ก็เดินไปเปิดประฝั่งผู้โดยสารให้เธอทันที
“ขอบคุณค่ะ” รัญชิดาพูดพร้อมกับยิ้มอ่อน ก่อนจะก้าวขึ้นนั่งบนเบาะ
เมื่อเธอเข้าที่นั่งเรียบร้อย ธีรภัทร์ก็ปิดประตูและขับรถออกจากโรงพยาบาลทันที เมื่อขับรถออกมาได้ซักระยะ ชายหนุ่มก็เป็นคนพูดขึ้นทำลายความเงียบ
"วันนี้ไปทานข้าวกับผมนะครับ"
รัญชิดาสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่ทันตั้งตัว ใจเธอเต้นแรงจนแทบสะท้อนออกมานอกอก เขา…ชวนเธอไปทานข้าว
“คะ…คะ” เธอเผลออุทานเสียงหลง ราวกับยังไม่แน่ใจว่าหูตัวเองฟังไม่ผิด
ธีรภัทร์เหลือบตามองท่าทางนั้น ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ พลางเอ่ยย้ำชัดเจนอีกครั้ง “ผมชวนคุณไปทานข้าวครับคุณรัน”
แก้มของเธอร้อนวาบขึ้นมาทันที “อะ…อ๋อ ค่ะ…” เสียงตอบกลับเบาหวิว แต่หัวใจกลับเต้นโครมครามอย่างควบคุมไม่ได้
“เดี๋ยวฉันเลี้ยงเองนะคะ ถือว่าเป็นการขอโทษคุณภีม… เรื่องที่ฉันทำกาแฟหกใส่คุณ” เธอพูดพลางเม้มปากแน่น รู้สึกผิดยังไม่จางไปจากใจ
ธีรภัทร์เหลือบมองหญิงสาวข้างกาย รอยยิ้มอบอุ่นแฝงเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก “ไม่ต้องหรอกครับ…” เสียงทุ้มเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงความอ่อนโยน “แค่คุณยอมไปทานข้าวกับผม…ผมก็ถือว่าเป็นการยกโทษให้แล้ว”
รัญชิดาชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาสั่นระริก หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม เขาพูดเหมือน…การที่ได้อยู่กับเธอสำคัญกว่าอาหารหรือคำขอโทษเสียอีก
ไม่นานนัก รถคันหรูของธีรภัทร์ก็เลี้ยวเข้ามาจอดยังร้านอาหารบรรยากาศอบอุ่นแห่งหนึ่ง ด้านในตกแต่งด้วยไฟสลัวนุ่มนวล ดูหรูหราเหมาะกับคนที่มีฐานะ
“เชิญครับ” เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งผู้โดยสารให้รัญชิดาอย่างสุภาพเช่นเคย
“ขอบคุณค่ะ” เธอก้าวลงจากรถด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ ยิ่งได้เห็นสายตาและรอยยิ้มของเขาที่มองมา ก็ยิ่งรู้สึกประหม่าอย่างประหลาด
ทั้งสองเดินเคียงกันเข้าไปในร้าน บรรยากาศโรแมนติกทำให้แก้มของรัญชิดาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
พนักงานรีบเข้ามาต้อนรับและพาไปยังโต๊ะติดกระจกที่มองเห็นวิวด้านนอก ธีรภัทร์รอให้รัญชิดานั่งลงก่อน แล้วจึงนั่งลงตรงข้าม
“ที่นี่อาหารอร่อยนะครับ ผมอยากให้คุณลอง” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แววตาเต็มไปด้วยความหมายที่มากกว่าแค่การทานอาหาร
รัญชิดามองรอบร้านแล้วเอ่ยเสียงเบา “อาหารที่นี่คงแพงน่าดูเลยนะคะ…” น้ำเสียงฟังดูเกรงใจชัดเจน
“ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ”
ไม่นานนัก พนักงานก็เดินเข้ามาพร้อมยื่นเมนูให้ทั้งคู่ด้วยท่าทีสุภาพ ก่อนจะถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ
รัญชิดารับเมนูมาเปิดดูครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบตามองราคาแล้วใจหายวาบ โอ้โห…จานเดียวก็แทบเท่าค่าแรงวันนึงของเธอเลยนี่นา
ธีรภัทร์สังเกตท่าทีได้ทันที เขายกยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอื้อมมือมาดันเมนูของเธอเบา ๆ “ไม่ต้องกังวลหรอกครับ ผมชวนคุณมาเอง ก็ถือว่าผมเลี้ยง”
“แต่ว่า…มันแพงไปค่ะ ฉันเกรงใจ” รัญชิดารีบโบกมือปฏิเสธ
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ดวงตาคมมองเธออย่างอบอุ่น “คุณไม่ต้องเกรงใจหรอก แค่คุณมานั่งทานข้าวกับผม…ก็ถือว่าผมได้กำไรแล้ว”
คำพูดตรง ๆ ทำให้แก้มเธอร้อนวาบขึ้นมาอีกครั้ง จนไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขา
รัญชิดากัดริมฝีปากแน่นเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจปิดเมนูลง แล้วยื่นมันกลับไปหาชายหนุ่มด้วยสีหน้าละล้าละลัง
“คุณภีม…เป็นคนสั่งเองดีกว่าค่ะ รันไม่เคยกินของแพง ๆ พวกนี้” เสียงเธอเบาจนแทบเป็นกระซิบ
ธีรภัทร์เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ เขารับเมนูจากมือเธออย่างไม่รีบร้อน นิ้วเรียวยาวสัมผัสปลายนิ้วเธอเพียงแผ่วเบา แต่กลับทำให้รัญชิดาสะดุ้งหัวใจเต้นแรงจนแทบไม่เป็นจังหวะ
"งั้น…ผมจะสั่งเมนูที่คิดว่าคุณน่าจะชอบ แล้วคุณลองเปิดใจดูนะครับ”
เธอเม้มปากแน่น ก้มหน้างุดพยักเบา ๆ “ค่ะ…”
ชายหนุ่มส่งยิ้มบาง ๆ ให้ ก่อนหันไปสั่งอาหารกับพนักงาน เมื่อสั่งอาหารเสร็จพนักงานจดออร์เดอร์เรียบร้อยแล้วถอยออกไป ทิ้งบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเงียบอันแผ่วบางระหว่างคนสองคน
ธีรภัทร์เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ สายตายังคงไม่ละไปจากรัญชิดา “คุณรู้ไหม…ผมอยากเห็นหน้าคุณตอนทานของอร่อยจริง ๆ ว่าจะเป็นยังไง”
รัญชิดาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบเขาออกไปเเบบเก้อ ๆ กัง ๆ
รถยนต์คันหรูของธีรภัทร์เลี้ยวเข้ามาจอดในซอยแคบ ๆ ที่เงียบสงัด แม้เพิ่งสองทุ่ม แต่บรรยากาศกลับเงียบเชียบกว่าที่ควรจะเป็น เขาชะลอรถจนหยุดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ก่อนเหลือบสายตามองแล้วเอ่ยถาม
“ที่นี่บ้านคุณเหรอ”
สายตาคมทอดมองไปยังบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้ที่ดูเรียบง่าย
“ค่ะ…เป็นบ้านเช่าน่ะค่ะ” รัญชิดาตอบเสียงเรียบ ๆ
“คุณอยู่คนเดียวเหรอ”
“เปล่าค่ะ ฉันอยู่กับพ่อแม่ แล้วก็น้องชาย…อยู่ด้วยกันสี่คนค่ะ”
ธีรภัทร์เลิกคิ้วเล็กน้อย “หลังเล็กขนาดนี้ อยู่กันสี่คนเลยเหรอ”
“ค่ะ…เล็กจริง แต่ก็อบอุ่นนะคะ” รัญชิดายิ้มบาง ๆ
ธีรภัทร์มองรอยยิ้มนั้นอย่างอ่อนโยน เขาไม่ได้ตอบอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก เขาเคยเห็นแต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าของเธอ แต่ในตอนนี้ รอยยิ้มนั้นดูสดใสกว่าที่เคยเป็นมา
“แล้ว…แฟนของคุณล่ะครับ อยู่ที่นี้ด้วยกันหรือเปล่า"