รถยนต์คันหรูของธีรภัทร์เคลื่อนตัวเข้าไปในซอยเล็กๆ ตามที่รัญชิดาบอกมา มันเป็นร้านอาหารตามสั่งขนาดเล็กที่ดูเรียบง่ายแต่ก็อบอุ่นด้วยแสงไฟสีส้มที่ส่องสว่างออกมาจากในร้าน
“ที่นี่เหรอครับ” ธีรภัทร์ถามด้วยรอยยิ้ม
“ค่ะ...ที่นี่แหละค่ะ” เธอตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ทั้งสองเลือกนั่งโต๊ะริมหน้าต่างและสั่งอาหารมาทาน ธีรภัทร์ดูเหมือนจะมีความสุขมากกับการได้มานั่งทานอาหารในร้านอาหารเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งต่างจากร้านอาหารหรูๆ ที่เขาเคยไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่ออาหารถูกยกมาวางตรงหน้า รัญชิดามองต้มยำกุ้ง ผัดผัก ปลาทอดตะไคร้ และข้าวเปล่าด้วยสายตากังวล
“คุณภีม…ทานได้แน่นะคะ” เธอเอ่ยเสียงอ่อย พลางกังวลว่าอาหารบ้าน ๆ แบบนี้จะไม่ถูกปากเขา
ธีรภัทร์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นเพียงเล็กน้อย
“ทำไมผมจะทานไม่ได้ล่ะครับ อาหารก็เหมือนกันทุกที่นั่นแหละ”
รัญชิดายิ้มเขิน ๆ ก่อนตักอาหารใส่จานตัวเอง และเธอยังเผลอมองธีรภัทร์อย่างลับ ๆ ความเงียบเล็ก ๆ ระหว่างพวกเขากลายเป็นบรรยากาศที่อบอุ่น
ธีรภัทร์ยิ้มให้หญิงสาวตรงหน้า ก่อนจะตักต้มยำเข้าปากตัวเองอย่างใจเย็น บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบสนิท แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้หัวใจรัญชิดาเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เธอรู้สึกว่าตอนนี้…เวลาเหมือนจะหยุดอยู่แค่สองคนนี้ แม้ร้านจะมีผู้คนพลุกพล่าน แต่เหมือนโลกของเธอถูกจำกัดอยู่แค่รอยยิ้มและสายตาของเขาเท่านั้น
หลังจากทานอาหารเสร็จ รัญชิดาพาธีรภัทร์มาเดินเล่นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ไกลจากร้านอาหาร บริเวณนั้นเป็นสวนสาธารณะเล็ก ๆ ที่ผู้คนมักมาออกกำลังกายหรือพักผ่อนหย่อนใจ
เวลานี้ในยามค่ำคืน มีเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ลมเย็น ๆ กับแสงไฟจากสะพานและตึกสูงที่สะท้อนลงบนผิวน้ำ ทำให้บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความโรแมนติก
“ที่นี่อากาศดีจังเลยนะครับ” ธีรภัทร์พูดขึ้นขณะที่เดินเคียงข้างเธอ
“ใช่ค่ะ ฉันชอบมาเดินเล่นแถวนี้เวลาเลิกงาน” รัญชิดาตอบ น้ำเสียงคลายความเกร็งลงจนฟังดูเป็นธรรมชาติ “บางวันถ้าเหนื่อยหรือท้อมาก ๆ การได้มานั่งมองน้ำเฉย ๆ มันก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นเยอะเลย”
ธีรภัทร์เหลือบตามองรัญชิดา ดวงตาคมเงียบสงบแต่กลับเต็มไปด้วยแววครุ่นคิด
“คุณดูเหมือนจะผูกพันกับที่นี่มากเลยนะครับ”
รัญชิดาหัวเราะเบา ๆ พลางกวาดตามองสายน้ำที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ
“ก็คงใช่ค่ะ… ที่นี่ไม่หรูหรา ไม่วุ่นวาย ฉันรู้สึกว่าเป็นที่เดียวที่ไม่ต้องแข่งกับใคร แค่ได้หายใจโล่ง ๆ มันก็ดีพอแล้ว”
ธีรภัทร์เหลือบมองหญิงสาวตรวหน้า เขาเงียบไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มเรียบแต่แฝงความใส่ใจ
“คุณคงทำงานหนักมากสินะ ถึงได้ต้องมาหาที่สงบแบบนี้” ธีรภัทร์เอ่ยเสียงทุ้มเรียบ ดวงตาคมทอดมองเธออย่างเงียบ ๆ
รัญชิดาเผลอยิ้มบางออกมา คล้ายพูดลอย ๆ กับตัวเองมากกว่าจะตอบเขา
“ขนาดทำงานแทบทุกวันอย่างหนัก… เงินก็ยังไม่พอใช้เลยค่ะ”
น้ำเสียงของเธอฟังดูปกติ แต่แฝงแววเหนื่อยล้าอยู่ลึก ๆ จนธีรภัทร์รู้สึกสะกิดใจ เขาเงียบไป ไม่ได้ถามต่อทันที เพียงมองร่างบางที่ยังคงก้าวไปข้างหน้า แล้วรู้สึกถึงความจริงที่เขาไม่เคยสัมผัสมาก่อนชีวิตที่ต้องดิ้นรนอย่างแท้จริง
รัญชิดาเพิ่งรู้ตัวว่าหลุดปากพูดสิ่งที่ไม่ควรออกไป เธอชะงักนิดหนึ่ง ก่อนรีบหันกลับมามองเขาแล้วเอ่ยเสียงเบา
“ขอโทษนะคะ ฉันพูดมากไปหน่อย…”
ธีรภัทร์ส่ายหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากคลี่ยิ้มบาง ๆ ที่ยากนักจะเห็นจากเขา
“ไม่จำเป็นต้องขอโทษหรอกครับ… ผมต่างหากที่ควรจะขอบคุณ ที่คุณยอมเล่าเรื่องราวของคุณให้ผมฟัง”
รัญชิดาชะงักไปนิด มองหน้าเขาด้วยแววตาสงสัยปนประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าคนอย่างธีรภัทร์ ชายหนุ่มผู้มีชีวิตที่สมบูรณ์พร้อมจะพูดอะไรแบบนี้ออกมาได้
“บางที…ผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าอีกมุมของชีวิต มันเป็นยังไง” เขาเอ่ยต่อ สายตาจับจ้องไปยังสายน้ำที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับ “ไม่ใช่แค่ความหรูหรา หรือสิ่งที่เงินซื้อได้ แต่มันคือสิ่งที่ทำให้คนเรายังยิ้มได้ แม้จะเหนื่อยล้า”
หัวใจของรัญชิดาเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างจริงใจ ก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาคมนั้น
สายลมเย็นพัดผ่านจนเส้นผมของรัญชิดาปลิวเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นปัด แต่เส้นผมเส้นหนึ่งยังคงหลุดมาติดข้างแก้ม ธีรภัทร์ที่เดินเคียงข้างเธอเอื้อมมือไปเบา ๆ ช่วยจัดผมให้เข้าที่
“เอ่อ… ขอบคุณค่ะ” รัญชิดาพูดเสียงแผ่ว ใบหน้าเธอร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ธีรภัทร์เพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบอะไร แต่แววตาที่มองเธอกลับอ่อนโยนกว่าที่เคย ราวกับช่วงเวลานั้นทั้งสวนสาธารณะมีเพียงสองคนเท่านั้น
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ดังใกล้เข้ามา เด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้ามาหาพร้อมตะกร้าเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยดอกกุหลาบสีแดงสด
“พี่คะ… ซื้อดอกกุหลาบไหมคะ ดอกละยี่สิบบาท” เสียงใสของเด็กหญิงดังขึ้นแทรกเข้ามา
รัญชิดากำลังจะปฏิเสธ แต่ก่อนที่เธอจะเอ่ยอะไร ธีรภัทร์กลับพูดขึ้นมาก่อน น้ำเสียงอบอุ่นที่เขาใช้ ทำให้รัญชิดาชะงักไป
“เอาทั้งหมดเลยครับ”
ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้าง ยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น
“จริงเหรอคะ”
ธีรภัทร์ย่อตัวลงมองหน้าเด็กหญิงตัวน้อยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า
“ทั้งหมดเท่าไรครับ”
“มีสิบดอกค่ะ… งั้นหนูลดให้เหลือร้อยแปดสิบบาทนะคะ” เด็กหญิงพูดอย่างตื่นเต้น
ธีรภัทร์หยิบกระเป๋าเงินจากกางเกงออกมา เขาเปิดกระเป๋าเงิน และควักแบงค์พันออกมายื่นให้เด็กสาวตรงหน้าตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“นี่ครับ หนึ่งพันไม่ต้องทอนนะ พี่ให้เก็บไว้เลย”
เด็กหญิงตาโต ยิ้มกว้างอย่างตื่นเต้น
“จริงเหรอคะ!” เด็กน้อยรีบยกมือไหว้เขาทันที
“ขอบคุณพี่ชายคนหล่อมาก ๆ เลยค่ะ”
“ครับ” ธีรภัทร์พยักหน้า ก่อนยื่นเงินให้
เด็กหญิงรับเงินแล้วเก็บเข้ากระเป๋า จากนั้นยื่นช่อกุหลาบทั้งหมดให้ธีรภัทร์
“ขอให้พี่ชายคนหล่อกับพี่สาวรักกันนาน ๆ และตลอดไปนะคะ” เด็กหญิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส
รัญชิดารีบส่ายหน้า หน้าแดงขึ้นมาอย่างเขินอาย
“อะ…ไม่หรอกค่ะ พี่ไม่ใช่”
แต่ก่อนที่เธอจะได้พูดอะไรต่อ ธีรภัทร์กลับเอ่ยขึ้นเสียงเรียบแต่อบอุ่น
“ขอบคุณครับ”
เขารับดอกกุหลาบจากมือเล็กของเด็กหญิงด้วยท่าทางเรียบง่าย แต่กลับทำให้รัญชิดารู้สึกอบอุ่นใจ เด็กน้อยยิ้มกว้าง ดีใจจนรีบโบกมือบ๊ายบายและวิ่งออกไปทันทึ
ธีรภัทร์ยืนขึ้น หันมายิ้มให้รัญชิดา แล้วยื่นช่อกุหลาบที่พึ่งซื้อมาให้เธอ
“ของคุณครับ”
รัญชิดารับมา หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย อมยิ้มเขิน ๆ
“คะ… ขอบคุณค่ะ”
“ผมชอบเวลาที่คุณยิ้มแบบนี้นะ มันทำให้โลกของผมดูสดใสมากเลย"
"ไม่ขนาดนั้นเหรอค่ะ " รัญชิดาตอบอย่างเกรงใจ
ธีรภัทร์ หัวเราะเบาๆ “ผมไม่ได้พูดเกินจริงเลยนะครับ” เขาพูด “จะเร็วเกินไปไหม ถ้าผมอยากจะบอกคุณว่า เป็นแฟนกับผมนะครับ”
คำพูดของเขาทำให้รัญชิดาถึงกับนิ่งค้างไป เธอไม่คิดว่าเขาจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันรวดเร็วเกินไปจนเธอตั้งตัวไม่ทัน เธอรู้สึกสับสนและประหลาดใจในเวลาเดียวกัน
“คุณ…คุณล้อเล่นใช่ไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย
ธีรภัทร์ยิ้มอบอุ่น “ผมดูเหมือนคนชอบล้อเล่นเหรอครับ” เขาถามกลับ “ผมจริงจังนะครับ”
รัญชิดารู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้า “แต่ว่า...เราเพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่วันเองนะคะ”
“แล้วทำไมล่ะครับ” เขาถาม “ความรัก...มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาหรอกนะครับ”
รัญชิดาเงียบไป เธอไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรดี เธอทำได้แค่ยืนนิ่ง มองเขาที่ยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น ราวกับกำลังบอกว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง
“ตกลงค่ะ”
คำตอบสั้นๆ ของรัญชิดา ทำให้ดวงตาคมของธีรภัทร์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาของเขา เขายิ้มอย่างมีความสุขจนทำให้หัวใจของรัญชิดาอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
“ขอบคุณนะครับ…คุณใจดีมากจริง ๆ” ธีรภัทร์เอ่ยพลางส่งสายตาอบอุ่นให้เธอ
รัญชิดามองกุหลาบในมือของเธอทึีี่ธีรภัทร์ซื้อให้เมื่อครู่ พลางอมยิ้ม
“สวยดีนะคะ” เธอเอ่ยเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
ธีรภัทร์มองดอกกุหลาบสลับกับเธอ ก่อนจะยิ้มอย่างอบอุ่น
“ดอกกุหลาบสวย…ก็เหมาะกับคนสวย ๆ เช่นคุณครับ”
รัญชิดารู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง หน้าแดงเล็กน้อย เธอเงยหน้ามองเขาด้วยความเกรงใจและใจเต้นแรง
"คุณภีมก็พูดไป"
ธีรภัทร์ยิ้มมุมปาก ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะเบา ๆ ร่วมกัน เสียงหัวเราะนั้นอบอวลไปทั่วค่ำคืนนี้ สร้างความรู้สึกอุ่นใจและใกล้ชิดที่แผ่ซ่านไปในบรรยากาศรอบตัวที่ดูแสนจะโรแมนติก
ธีรภัทร์ ขับรถยนต์คันหรูเข้าสู่คฤหาสน์ของเขาด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสุขและความอบอุ่นจากการที่ได้รัญชิดาเป็นแฟน รอยยิ้มประดับอยู่ที่มุมปากของเขา หลังจากส่งหญิงสาวที่บ้านเสร็จแล้ว ธีรภัทร์ก็ขับรถกลับบ้านทันที
เขาจอดรถเรียบร้อยแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ทุกอย่างเงียบสงัด ไฟในห้องโถงใหญ่ถูกปิดเกือบหมด มีเพียงแสงสลัวๆ จากโคมไฟบางดวงที่ส่องนำทาง ธีรภัทร์ไม่แปลกใจนัก เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่บิดาและคนอื่น ๆ จะเข้านอนแต่หัวค่ำ
ขณะที่เขากำลังเดินขึ้นบันไดใหญ่ด้วยความเร่งรีย ก็เสียงหวานแผ่วที่แฝงความเย้าแหย่ก็ดังขึ้นมาจากมุมห้อง
“วันนี้…กลับดึกจังเลยนะคะ”
ธีรภัทร์ชะงัก หันกลับไปตามเสียง ก่อนที่สายตาคมเข้มของเขาจะหยุดลงที่มุมบาร์เครื่องดื่ม มุกดากำลังนั่งไขว่ห้างพิงเก้าอี้สูงอย่างสบาย ๆ ริมฝีปากเคลือบสีแดงเข้มเอียงยิ้มเล็กน้อย ในมือถือแก้วไวน์ที่ของเหลวสีแดงสดกำลังสะท้อนแสงไฟอุ่นจากโคมเหนือบาร์
คืนนี้เธอสวมเพียงชุดนอนผ้าซาตินบางเบาสีเข้ม สายเดี่ยวเล็กแทบไม่อาจซ่อนเรือนร่างอ้อนแอ้นได้ กระโปรงสั้นเพียงต้นขา เผยผิวขาวนวลให้ต้องเหลือบมองโดยไม่รู้ตัว ยามที่เธอไขว่ห้าง เส้นโค้งเว้าของเรียวขาก็ยิ่งเด่นชัดขึ้นราวกับตั้งใจยั่วเย้า
“พ่อผมคงหลับแล้วสินะ ถึงได้มานั่งรอว่าผมจะกลับตอนไหน” ธีรภัทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นจัด สายตาที่มองมุกดาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
มุกดายิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของเขาเลยแม้แต่น้อย “แหม...คุณภีมก็พูดไป” เธอหัวเราะเบาๆ ก่อนจะจิบไวน์ “มุกดาแค่อยากลงมาดื่มไวน์คนเดียว แล้วก็บังเอิญเห็นคุณกลับมาพอดี ก็เลยทักทายกันนะคะ”
ธีรภัทร์ไม่คิดจะต่อปากต่อคำ เขาเพียงปรายตามองแล้วหมุนตัว หันหลังเดินขึ้นบันไดอย่างไม่ลังเล บ่งบอกชัดเจนว่าไม่อยากเสียเวลากับการเล่นเกมของเธอ
ทว่า…
“เดี๋ยวก่อนสิคะ คุณภีม”
เสียงหวานแผ่วต่ำดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้เขาชะงักก้าว และหันกลับไปหาเธออีกครั้ง
มุกดาเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ปล่อยให้สายเดี่ยวบนบ่าลื่นไถลลงเผยผิวเนียน ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มเจือเลศนัย ขณะที่เธอยกแก้วไวน์ขึ้นหมุนวนช้า ๆ จนของเหลวสีแดงเข้มสะท้อนแสงระยิบระยับราวกับกำลังเชื้อเชิญ
“จะรีบขึ้นไปทำไมกันคะ…” เธอเอ่ยเสียงหวานเย้ายวน “มาดื่มไวน์กับฉันสักแก้วก่อนสิ”
ธีรภัทร์ปรายตามองเธอเพียงเสี้ยววินาที ก่อนส่ายหน้าเบา ๆ เสียงทุ้มเอ่ยอย่างราบเรียบและเด็ดขาด
“ไม่ล่ะครับ เชิญคุณดื่มคนเดียวเถอะ…ผมง่วงนอนแล้ว”
รอยยิ้มของมุกดาไม่ได้เลือนหาย ตรงกันข้าม กลับยิ่งดูคมคายและเจือเลศนัยมากขึ้น เธอเอื้อมมือไปหยิบแก้วไวน์อีกใบ รินไวน์สีแดงเข้มลงไปอย่างตั้งใจ ร่างบอบบางในชุดนอนซาตินลุกขึ้นจากเก้าอี้สูง เดินอ้อยอิ่งเข้ามาหาเขา ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยการยั่วยวน
“เพิ่งจะสี่ทุ่มเองนะคะ…” น้ำเสียงของเธออ่อนหวานราวกับจะกล่อมให้หลงใหล “คุณน่าจะยังไม่นอนตอนนี้หรอก”
เธอหยุดยืนตรงหน้า ยื่นแก้วไวน์ในมือส่งให้เขา สายตาเชิญชวนอย่างจงใจ ริมฝีปากแดงสดยกยิ้มมุมเล็ก ๆ
“รับไว้สิคะ…”
ธีรภัทร์สบตาเธอนิ่ง ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอื้อมมือไปรับแก้วไวน์มาไว้ในมือ แม้สีหน้าไม่เผยอารมณ์ใด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปฏิเสธตรง ๆ
มุกดายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ราวกับพอใจที่เขายอมโอนอ่อนในที่สุด เธอหมุนตัวกลับไปนั่งบนเก้าอี้สูงหลังบาร์ท่าทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ธีรภัทร์เองก้าวตามไป แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ กลิ่นน้ำหอมหวานปนกลิ่นไวน์ลอยคลุ้งอบอวลในอากาศ ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูทั้งน่าหลงใหลและน่าอึดอัดไปพร้อมกัน