Mag-log in"เจ้าช่างกล้าหาญนัก เสิ่นจือเวย" เขากล่าวเสียงเรียบ
เสิ่นจือเวยรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อบีบเข้าหากันจนชื้นเหงื่อ "เช่นนั้น... ใต้เท้าตกลงรับข้อเสนอของข้าหรือไม่เจ้าคะ"
กู้ถิงเหิงไม่ได้ตอบรับและไม่ได้ปฏิเสธ เขาลุกขึ้นยืน ดันประตูรถม้าเปิดออก แสงแดดยามเย็นสาดส่องเข้ามาลบเลือนบรรยากาศอึมครึมภายใน
เขาก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง ก่อนจะหันกลับมาสั่งองครักษ์คนสนิทที่ยืนรออยู่ด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจและได้ยินชัดเจนไปทั่วบริเวณ
"เจิ้งอวี่ นำทหารยามสิบนาย คุ้มกันรถม้าของเถ้าแก่เนี้ยเสิ่นกลับไปที่เรือนสกุลเสิ่นอย่างปลอดภัย หากมีสุนัขจรจัดตระกูลใดกล้ามาเห่าหอนขวางทาง... จงตัดลิ้นมันเสีย"
สิ้นคำสั่งนั้น กู้ถิงเหิงก็พลิกตัวขึ้นหลังม้าสีดำ สะบัดบังเหียนควบออกไปจากหน้าอวี้สื่อไถโดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งให้เสิ่นจือเวยนั่งตะลึงอยู่ภายในรถม้า พร้อมกับปริศนาและสัญญาไร้เสียงที่ถูกตราขึ้นใต้ม่านแห่งความเงียบงัน
จวนขุนนางสกุลกู้ตั้งอยู่ในตรอกหยางหลิว ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเปี้ยนจิง แม้จะเป็นเขตที่อยู่อาศัยของขุนนางเก่าแก่ ทว่าสภาพของจวนกลับเงียบเหงาและทรุดโทรมกว่าจวนข้างเคียงอย่างเห็นได้ชัด กำแพงอิฐสีเทามีรอยแตกร้าว ซุ้มประตูไม้สลักที่เคยวิจิตรก็สีลอกล่อนไปตามกาลเวลา ไร้ซึ่งบ่าวไพร่เดินขวักไขว่ ไร้ซึ่งแสงโคมไฟสว่างไสวประดับประดา มีเพียงความมืดมิดและกลิ่นอายความเคร่งครัดที่แผ่ซ่านออกมา
ภายในห้องหนังสือ หรือ 'ชูฝาง' อันเป็นเขตหวงห้ามของจวน แสงจากตะเกียงน้ำมันส่องสว่างเพียงสลัว
กู้ถิงเหิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้หอมที่ขอบมุมเริ่มสึกหรอ นิ้วมือเรียวยาวที่มีรอยด้านจากการจับพู่กันและด้ามดาบกำลังฝนแท่งหมึกลงบนจานฝนหมึกหินต้วนเหยียนอย่างเชื่องช้า เสียงหินเสียดสีกันดังครืดคราดเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าแววตาของบุรุษผู้ได้ฉายาว่า 'พญายม' แห่งอวี้สื่อไถกลับไม่ได้จับจ้องอยู่ที่น้ำหมึกสีดำขลับในจาน
สายตาของเขาทอดมองไปยังม้วนกระดาษที่ถูกกางออกบนโต๊ะ
มันเป็นภาพวาดสีน้ำที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างทะนุถนอม แม้กระดาษจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองนวลตามกาลเวลา ทว่าเส้นสายและสีสันยังคงเด่นชัด เป็นภาพของเด็กสาวผู้หนึ่งในชุดเป้ยจื่อสีชมพูอ่อน กำลังยืนยิ้มแย้มอยู่หน้าร้านขายโคมไฟ ในมือของนางถือโคมไฟกระต่ายทำจากกระดาษสา แววตาของนางในภาพวาดนั้นช่างสดใส กระจ่างแจ้ง และเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราวกับดวงดาวที่สุกสกาวที่สุดในเทศกาลหยวนเซียวเมื่อหกปีก่อน
กู้ถิงเหิงหลับตาลง กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกชั้นดีผสมผสานกับความทรงจำที่ฝังรากลึก
หกปีที่แล้ว เขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจนที่เพิ่งสอบผ่านการคัดเลือกขั้นต้น บิดาผู้ซื่อสัตย์ทิ้งไว้เพียงจวนที่ว่างเปล่ากับชื่อเสียงที่กินไม่ได้ เขาบังเอิญเดินผ่านตลาดกลางคืนในเทศกาลโคมไฟ และได้พบกับ 'เสิ่นจือเวย' คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลคหบดีเสิ่นเป็นครั้งแรก รอยยิ้มของนางตอนที่ทายปริศนาโคมไฟกระต่ายได้ถูกต้อง สลักลึกเข้าไปในจิตวิญญาณอันแห้งแล้งของเขา
ทว่าในเวลานั้น เขามีเพียงสองมือเปล่า ไม่มีอำนาจ ไม่มีเงินทอง ไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะก้าวเข้าไปทำความรู้จัก ขณะที่เขากำลังทุ่มเทอ่านตำราเพื่อสอบเคอจวี่ หวังจะได้สวมหมวกขุนนางไปสู่ขอนาง เขากลับต้องยืนมองขบวนเกี้ยวเจ้าสาวสิบลี้ของตระกูลเสิ่น เคลื่อนผ่านหน้าศาลาว่าการเมือง เป่าหอยสังข์ตีกลองเฉลิมฉลอง ส่งนางเข้าสู่จวนสกุลหลี่
ตั้งแต่วันนั้น กู้ถิงเหิงก็ปฏิญาณกับตนเอง เขาเรียนรู้ว่าความดีงามและความซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียวไม่อาจปกป้องสิ่งที่ปรารถนาได้ เขาไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งอวี้สื่อขั้นสี่ด้วยความเด็ดขาด เยียบเย็น และไร้ความปรานี เขาสร้างความหวาดกลัวให้แก่ขุนนางทั่วราชสำนัก เพื่อสร้าง 'เกราะกำบัง' ที่แข็งแกร่งที่สุด
เกราะกำบัง... ที่เขาสร้างไว้เพื่อนางเพียงผู้เดียว
วันนี้ นกน้อยที่เขาเฝ้ามองมาตลอดหกปี บินเข้ามาหาเขาถึงหน้าศาลาว่าการอวี้สื่อไถ นางยื่นข้อเสนอวิวาห์ให้เขาด้วยท่าทีเย่อหยิ่งทว่าแฝงด้วยความหวาดระแวง นางคิดว่าตนเองเป็นผู้คุมเกม คิดว่าใช้เงินทองของตระกูลพ่อค้ามาซื้ออำนาจของเขาได้
กู้ถิงเหิงยกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่หากขุนนางในราชสำนักได้เห็นคงต้องตัวสั่นเทา
นางช่างประเมินความปรารถนาของเขาต่ำเกินไป หากเขาต้องการเพียงเงินทองเพื่อซ่อมแซมจวน เขาคงรับสินบนจากขุนนางกังฉินไปนานแล้ว ทว่าเขาเลือกที่จะอดทน ปล่อยให้มารดาบ่นเรื่องค่าใช้จ่าย ปล่อยให้จวนสกุลกู้ดูทรุดโทรม ก็เพื่อรอคอย 'ข้ออ้าง' ที่สมเหตุสมผลที่สุดในการดึงนางเข้ามาในชีวิต โดยไม่ทำให้นางตื่นตระหนก
ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูชูฝางดังขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบงัน
"เข้ามา" กู้ถิงเหิงเอ่ยเสียงเรียบ พลางใช้มือม้วนเก็บภาพวาดโคมไฟกระต่ายอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง ใส่กลับเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ที่ซ่อนอยู่หลังชั้นหนังสือ
เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทผู้สวมชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและประสานมือคารวะ "นายท่าน ผู้น้อยนำกำลังไปส่งฮูหยิน... เอ่อ เถ้าแก่เนี้ยเสิ่น ถึงเรือนสกุลเสิ่นอย่างปลอดภัยแล้วขอรับ"
"มีผู้ใดกล้าขวางทางหรือไม่" กู้ถิงเหิงถามพลางหยิบฎีกาเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดออก แสร้งทำเป็นตรวจสอบข้อความด้านใน
"ไม่มีผู้ใดกล้าขอรับ ตราประทับของอวี้สื่อไถทำให้บ่าวไพร่สกุลหลี่ที่แอบตามมาต้องถอยร่นไปจนหมด"
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







