Share

บทที่ 6

Author: Wabibi
last update Petsa ng paglalathala: 2026-09-29 19:30:58

"ไม่มีผู้ใดกล้าขอรับ ตราประทับของอวี้สื่อไถทำให้บ่าวไพร่สกุลหลี่ที่แอบตามมาต้องถอยร่นไปจนหมด" เจิ้งอวี่รายงาน ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อย "ทว่าสายข่าวของเราที่แฝงตัวอยู่ในจวนตระกูลหลี่ส่งข่าวมาว่า นายท่านผู้เฒ่าหลี่โกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก ที่เถ้าแก่เนี้ยเสิ่นกวาดหีบสินเดิมกลับไปจนเกลี้ยง เขาได้เรียกตัวผู้คุ้มกันและอันธพาลท้องถิ่นมาพบที่จวนในยามวิกาล คาดว่ารุ่งเช้าพรุ่งนี้ พวกมันจะไปก่อกวนที่ร้านผ้าไหมสกุลเสิ่น เพื่อบีบให้เถ้าแก่เนี้ยเสิ่นยอมจำนนและรักษาชื่อเสียงขอรับ"

กู้ถิงเหิงละสายตาจากฎีกา ดวงตาสีหมึกเย็นเยียบลงหลายส่วน ความดื้อด้านของสกุลหลี่อยู่ในความคาดหมายของเขา คนพวกนี้สูญเสียบ่อเงินบ่อทอง ย่อมต้องดิ้นรนเยี่ยงสุนัขจนตรอก

"ปล่อยพวกมันไป" เขากล่าวเสียงเรียบ

เจิ้งอวี่เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ "นายท่านจะไม่ให้ผู้น้อยนำคนไปสกัดกั้นพวกมันไว้หรือขอรับ หากพวกมันไปทำลายข้าวของในร้าน..."

"นางเป็นสตรีที่ฉลาด นางย่อมรู้ว่าตระกูลหลี่ต้องใช้ไม้แข็ง" กู้ถิงเหิงวางฎีการงบนโต๊ะ "หากข้าส่งคนไปจัดการลับๆ นางจะยิ่งหวาดระแวงว่าข้ามีอำนาจล้นมือและอาจควบคุมนางได้ในอนาคต ข้าต้องให้นางเห็นด้วยตาตนเองว่า อำนาจของอวี้สื่อไถ มีไว้เพื่อคุ้มครองการค้าของนางอย่างเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมาย"

เขาจงใจให้นางเห็นคุณค่าของ 'เกราะกำบัง' ชิ้นนี้

"พรุ่งนี้เช้า เตรียมรถม้า" กู้ถิงเหิงออกคำสั่ง "ข้าจะไปเดินเล่นที่ตลาดผ้าไหมสักหน่อย"

"รับทราบขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่รับคำ ก่อนจะถอยร่นออกไปจากห้องหนังสือ ปิดประตูลงอย่างเงียบเชียบ

กู้ถิงเหิงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ นิ้วมือของเขาเคาะลงบนพนักไม้อย่างใช้ความคิด แผนการทุกอย่างถูกวางหมากไว้อย่างรัดกุม เขาจะทำให้นางแต่งเข้าจวนกู้ด้วยความเต็มใจ คิดว่าตนเองได้กำไรจากการค้าครั้งนี้ โดยไม่รู้เลยว่า เมื่อก้าวข้ามธรณีประตูจวนกู้เข้ามาแล้ว... นางจะไม่มีวันได้กลับออกไปอีกตลอดกาล

...

รุ่งอรุณของเมืองเปี้ยนจิงมาเยือนพร้อมกับความคึกคัก ถนนหนทางปูด้วยหินสีเทากว้างขวาง พ่อค้าแม่ขายเริ่มหาบเร่ตั้งแผงขายของ เสียงร้องเรียกตะโกนขายซาลาเปาร้อนๆ และน้ำเต้าหู้ดังระงม กลิ่นหอมของควันไฟและอาหารเช้าลอยอวลในอากาศ

ย่านการค้าทิศตะวันออกถือเป็นแหล่งรวมร้านรวงที่หรูหราที่สุดในเมืองหลวง รถม้าและเกี้ยวของเหล่าฮูหยินขุนนางและเศรษฐีต่างสัญจรไปมาไม่ขาดสาย ทว่าเช้าวันนี้ บรรยากาศหน้าร้านผ้าไหม 'อวี้หลาน' อันเป็นร้านใหญ่ที่สุดของสกุลเสิ่น กลับเต็มไปด้วยความวุ่นวายและเสียงเอะอะโวยวาย

"พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรมาขนผ้าไหมของตระกูลหลี่ออกไป! หญิงแพศยาเสิ่นจือเวยขโมยทรัพย์สินของอดีตสามีหนีกลับบ้านเดิม หน้าด้านไร้ยางอายยิ่งนัก!"

เสียงตะโกนหยาบคายดังมาจากชายฉกรรจ์หน้าตาดุดันกว่าสิบคน พวกมันแต่งกายด้วยชุดผ้าป่านหยาบ ถือท่อนไม้และพลอง ยืนจังก้าขวางประตูหน้าร้านผ้าไหม ไม่ยอมให้ลูกค้าคนใดก้าวเข้าไปด้านใน บางคนถึงขั้นคว้าพับผ้าไหมแพรพรรณที่ตั้งโชว์อยู่หน้าร้านมาโยนทิ้งลงบนพื้นถนน คลุกฝุ่นจนสกปรกเสียหาย

ชาวเมืองเปี้ยนจิงที่เดินผ่านไปมาต่างจับกลุ่มมุงดู เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่ หลายคนเริ่มชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์หญิงม่ายที่เพิ่งพ้นไว้ทุกข์แล้วขนสินเดิมกลับบ้าน ถือเป็นเรื่องผิดจารีตในสายตาของชาวบ้านทั่วไปที่ถูกปลูกฝังด้วยลัทธิขงจื๊อ

ภายในร้านผ้าไหม เสิ่นจือเวยยืนอยู่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงบัญชี นางสวมชุดเป้ยจื่อสีเขียวอ่อน ปักลายนกกระเรียนสง่างาม ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวเรียบง่าย สีหน้าของนางไร้ซึ่งความตื่นตระหนก มีเพียงแววตาเย็นชาที่กำลังประเมินสถานการณ์

"นายหญิง พวกมันทำลายผ้าไหมทอลายปักทองไปสามพับแล้วเจ้าค่ะ" เซี่ยจู สาวใช้คนสนิทรายงานด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ให้บ่าวเรียกยามประจำร้านออกไปทุบตีพวกมันเลยหรือไม่เจ้าคะ"

"อย่าเพิ่งวู่วาม" เสิ่นจือเวยยกมือขึ้นปราม นิ้วมือของนางดีดลูกคิดรางไม้สลักอย่างรวดเร็ว เสียงลูกปัดไม้กระทบกันดังกังวาน "หากเราลงมือตีพวกมันก่อน ตระกูลหลี่จะใช้เป็นข้ออ้างฟ้องร้องศาลว่าการเมืองว่าเราทำร้ายชาวบ้าน ผ้าไหมสามพับราคาพับละห้าก้วน รวมเป็นสิบห้าก้วน... ปล่อยพวกมันโยนไป ข้าจะจดบัญชีหนี้สินนี้ไว้ทบต้นทบดอก"

แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของเสิ่นจือเวยก็รู้ดีว่า หากปล่อยให้พวกอันธพาลก่อกวนนานกว่านี้ ชื่อเสียงของร้านผ้าไหมอวี้หลานย่อมป่นปี้ ลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนางจะไม่กล้าเหยียบเข้ามาอีก นางกำลังประวิงเวลา... ประวิงเวลาเพื่อรอดูว่า บุรุษที่นางไปเสนอข้อตกลงเมื่อวาน จะมีน้ำยาพอเป็น 'เกราะกำบัง' ให้นางได้จริงหรือไม่

"อ้าว! ไร้คนออกมาเจรจาหรือ! เช่นนั้นก็พังร้านมันเสีย!" หัวหน้าอันธพาลตะโกนก้อง ยกพลองในมือขึ้นเตรียมจะฟาดลงบนป้ายร้านสลักอักษรทองคำ

ทว่าก่อนที่พลองไม้จะทันได้สัมผัสป้ายร้าน เสียงฝีเท้าของม้าอาชาไนยก็ดังก้องมาจากสุดถนน

ชาวเมืองที่มุงดูอยู่ต่างพากันเบิกตากว้างและถอยร่นเปิดทางให้โดยสัญชาตญาณ รถม้าไม้หอมสีทึบเรียบง่ายทว่าแผ่กลิ่นอายความน่าเกรงขามแล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าร้าน องครักษ์ในชุดสีเข้มสองคนกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ มือของพวกเขากุมด้ามดาบที่ข้างเอว สายตาดุดันกราดมองเหล่าอันธพาลราวกับมองมดปลวก

ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น กู้ถิงเหิงก้าวลงมายืนบนพื้นถนนหิน

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 25

    ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 24

    ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 23

    เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 22

    เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 21

    "เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด

  • วิวาห์ใต้ม่านวสันต์   บทที่ 20

    "การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status