LOGINเสิ่นจือเวยรินน้ำชาจากป้านเก็บความร้อน ส่งให้เขาด้วยมือที่มั่นคง "ชาหลงจิ่งเจ้าค่ะ อาจจะไม่ประณีตเท่าเตี่ยนฉาในวัง แต่ช่วยดับกระหายได้"
กู้ถิงเหิงไม่ได้ปัดป้อง เขารับถ้วยชาไปถือไว้ แต่ไม่ได้ดื่ม ดวงตาดำมืดดุจบ่อน้ำลึกจ้องมองหน้านางตรงๆ "กล่าวธุระของเจ้ามา เสิ่นจือเวย"
เขาเรียกชื่อเต็มของนางอย่างเป็นทางการ ไร้ซึ่งความเคารพเกรงใจ แต่ก็ไม่มีความดูแคลน
"ข้าพิ่งพ้นไว้ทุกข์ให้สามีเก่าเมื่อเช้านี้" เสิ่นจือเวยเปิดประเด็นตรงไปตรงมา นางรู้ว่าการใช้ชั้นเชิงอ้อมค้อมกับคนผู้นี้มีแต่จะทำให้เสียเวลา "ตระกูลหลี่ต้องการบีบให้ข้ารับเด็กสายรองเป็นบุตรบุญธรรมเพื่อฮุบสมบัติ ข้าปฏิเสธและกำลังจะนำสินเดิมทั้งหมดกลับสกุลเสิ่น ทว่าพวกเขามีเส้นสายในศาลว่าการเมือง ข้าต้องการผู้ที่มีอำนาจมากพอจะทำให้พวกนั้นไม่กล้าขยับตัว"
"เจ้าจึงมาหาข้า" กู้ถิงเหิงเอ่ยเรียบๆ พลางหมุนถ้วยชาในมือ "ให้ข้าเป็นสุนัขเฝ้าบ้านให้ตระกูลพ่อค้าของเจ้า แลกกับอะไร? ตั๋วเงินงั้นหรือ? เปิ่นกวนเป็นอวี้สื่อ หากรับสินบน โทษคือประหาร"
"มิใช่การรับสินบนเจ้าค่ะ" เสิ่นจือเวยสบตาเขาอย่างไม่ลดละ "แต่เป็นการแลกเปลี่ยนอย่างถูกต้องตามจารีตประเพณี ข้ามาเสนอวิวาห์ให้ใต้เท้าเจ้าค่ะ"
บรรยากาศในรถม้าหยุดนิ่งไปชั่วขณะ
เสิ่นจือเวยเตรียมใจรับคำด่าทอ หรือแม้แต่การถูกไล่ลงจากรถม้า นางกำลังเสนอตัวให้บุรุษที่สูงส่งและเย่อหยิ่งที่สุดในราชสำนัก แต่นางกลับสังเกตเห็นว่า กู้ถิงเหิงไม่ได้แสดงอาการตกตะลึงหรือโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาของเขายังคงนิ่งสงบ... นิ่งจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าเขาคาดเดาคำพูดนี้ของนางไว้ก่อนแล้ว หรือไม่ก็... เขากำลังรอคอยมันอยู่
"วิวาห์..." กู้ถิงเหิงทวนคำช้าๆ น้ำเสียงแฝงความหมายบางอย่างที่นางอ่านไม่ออก "เจ้าเป็นหญิงม่าย ข้าเป็นขุนนางขั้นสี่ การแต่งกับเจ้าไม่ได้ช่วยส่งเสริมอำนาจใดในราชสำนักให้ข้า ซ้ำอาจตกเป็นขี้ปากชาวบ้าน"
"อำนาจในราชสำนัก ใต้เท้ามีเหลือล้นแล้วด้วยความสามารถของท่านเอง สิ่งที่ท่านไม่มีคือ 'ฐานราก' ที่มั่นคง" เสิ่นจือเวยเริ่มกางไพ่ในมือ นางวิเคราะห์ทุกอย่างมาอย่างถี่ถ้วน "ตระกูลกู้เก่าแก่ มีชื่อเสียง แต่ขาดแคลนทรัพย์สิน ท่านเป็นขุนนางมือสะอาด ไม่รับส่วย ไม่ทำการค้า จวนของท่านใหญ่โตทว่าทรุดโทรม ฮูหยินกู้ต้องกระเบียดกระเสียรจัดการรายจ่าย หากท่านแต่งกับข้า สินเดิมของข้า... ร้านผ้าไหมทั้งสามแห่งและเงินปันผลทุกปี ข้าจะแบ่งให้จวนสกุลกู้ครึ่งหนึ่ง เป็นการใช้จ่ายในฐานะ 'ฮูหยิน' ของท่านอย่างเปิดเผยและถูกต้องตามกฎหมาย ขุนนางหน้าไหนก็ไม่อาจกล่าวหาว่าท่านรับสินบนได้"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ให้ข้อเสนอนั้นซึมซาบเข้าไปในหัวของเขา "ข้าเพียงต้องการป้ายชื่อตระกูลกู้แขวนไว้หน้าเรือน เพื่อให้พวกเหลือบไรตระกูลหลี่หรือขุนนางท้องถิ่นถอยห่าง เราทั้งสองต่างได้ประโยชน์ ข้าได้ความปลอดภัย ท่านได้ความมั่งคั่งมั่งคง โดยที่เราไม่ต้องก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของกันและกัน"
กู้ถิงเหิงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเล็กตรงกลาง เสียงกระเบื้องกระทบไม้ดัง 'กึก' ท่ามกลางความเงียบ
เขายื่นใบหน้าเข้ามาใกล้นางเล็กน้อย กลิ่นสนเย็นเยียบเข้มข้นขึ้น สายตาของเขากวาดมองใบหน้างดงามของเสิ่นจือเวย ไล่ตั้งแต่คิ้วเรียวพาดเฉียง ดวงตาดื้อรั้น จรดริมฝีปากอวบอิ่มที่กำลังเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
"เจ้าประเมินข้าต่ำไป เสิ่นจือเวย" น้ำเสียงของเขาพร่าต่ำลง "หากข้าต้องการเพียงเงินทอง ข้าสามารถเลือกแต่งบุตรสาวคหบดีใหญ่แห่งเจียงหนานที่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์ได้ถมเถไป เหตุใดเปิ่นกวนต้องยอมเปลืองตัว รับสตรีม่ายที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากตระกูลหลี่อย่างเจ้าเข้าจวนด้วย"
คำพูดนั้นช่างเชือดเฉือน ทว่าเสิ่นจือเวยไม่ได้ถอยหนี นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความกล้าหาญทั้งหมดที่มีจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดำขลับของเขา
"เพราะท่านเป็นผู้ที่ฉลาดหลักแหลมพอจะรู้ว่า บุตรสาวคหบดีที่ยังอ่อนต่อโลกเหล่านั้น ไม่อาจทนรับความเย็นชาและกฎเกณฑ์อันเข้มงวดของพญายมแห่งอวี้สื่อไถได้ พวกนางจะเรียกร้องความรัก ร้องไห้ฟูมฟาย และสร้างความรำคาญให้ท่าน" เสิ่นจือเวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นคง "แต่ข้าไม่ ข้าไม่ต้องการความรักจากท่าน ข้ามีหัวการค้า สามารถดูแลบัญชีทั้งหมดในจวนให้ท่านได้โดยที่ท่านไม่ต้องเอ่ยปาก ข้าจะเป็นฮูหยินที่สมบูรณ์แบบต่อหน้าแขกเหรื่อ และเป็นอากาศธาตุที่ไร้ตัวตนเมื่อท่านอยู่ในเรือนส่วนตัว"
นางโน้มตัวเข้าไปใกล้เขาเช่นกัน ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงลมหายใจ "และที่สำคัญที่สุด..."
เสิ่นจือเวยยกริมฝีปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเย่อหยิ่ง อันเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ผู้คนในย่านการค้าต่างสยบให้นาง
"เพราะทั้งเปี้ยนจิงไม่มีผู้ใดกล้ายื้อภรรยาของกู้ถิงเหิงไว้เป็นม่ายของชายอื่น หากท่านแต่งกับข้า ตระกูลหลี่ย่อมต้องหุบปากสนิท และไม่มีผู้ใดกล้าตั้งข้อครหา นี่คือการแก้ปัญหาที่หมดจดที่สุด"
กู้ถิงเหิงนิ่งงันไป เขามองริมฝีปากที่เพิ่งเอ่ยถ้อยคำอวดดีเหล่านั้น ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย ประกายบางอย่างวาบผ่านนัยน์ตาสีหมึก... มันไม่ใช่ความโกรธ ไม่ใช่ความรำคาญ แต่เป็นความพึงใจที่ถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิดจนเสิ่นจือเวยไม่อาจสังเกตเห็น
เขารอคอยวันนี้มาหกปีเต็ม หกปีที่เขามองนางนั่งเกี้ยวไปเป็นของชายอื่นเพราะเขายังไม่มีอำนาจมากพอจะปกป้องนาง หกปีที่เขาเฝ้าดูนางเติบโตเป็นเถ้าแก่เนี้ยผู้แข็งแกร่ง และบัดนี้... นกตัวนี้กำลังบินเข้ามาในกรงของเขาด้วยความสมัครใจ โดยคิดว่าตนเองเป็นผู้ถือด้ายชักใย
เขาจะไม่ทำให้นางตื่นตระหนก
กู้ถิงเหิงขยับตัวกลับไปนั่งหลังตรงตามเดิม สีหน้ากลับมาเย็นชาไร้อารมณ์ดังที่เคยเป็น
"เจ้าช่างกล้าหาญนัก เสิ่นจือเวย"
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







