แสงแดดยามสายที่ลอดผ่านหน้าต่างกระจกมัวหมองเข้ามาในห้องเช่ารูหนูนั้น แม้จะให้ความสว่างแต่ก็ช่วยเปิดเผยความจริงอันน่าสังเวชของสภาพแวดล้อม ฝุ่นละอองหนาเตอะที่เกาะอยู่ตามพื้นไม้และขอบหน้าต่างดูราวกับหิมะสีเทาที่ทับถมมานานนับปี กลิ่นอับชื้นของเชื้อราที่เจริญเติบโตในมุมอับผสมผสานกับกลิ่นไม้ผุ สร้างมลภาวะทางอากาศที่เลวร้ายสำหรับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กเล็กที่มีภูมิคุ้มกันต่ำอย่างอาอวี๋
ซู่ชิงวางห่อผ้าที่บรรจุสมบัติทั้งหมดในชีวิตลงบนหัวเตียงอย่างระมัดระวัง เธอหันมามองสำรวจห้องด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ผู้เช่าห้อง ในสายตาของเธอ ฝุ่นเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความสกปรก แต่มันคือพาหะของโรคภูมิแพ้ ไรฝุ่น และแบคทีเรียที่อาจทำให้อาการป่วยของอาอวี๋ทรุดลงได้
"เราต้องจัดการพื้นที่ปลอดภัยก่อน..." ซู่ชิงพึมพำกับตัวเอง
เธอถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก พับเก็บไว้อย่างดี แล้วเดินไปที่ห้องน้ำรวมด้านหลังตึก โชคดีที่เวลานี้ผู้คนส่วนใหญ่ออกไปทำงาน ทำให้ห้องน้ำว่าง เธอรองน้ำใส่ถังพลาสติกเก่าๆ ที่เจ้าของห้องทิ้งไว้ แล้วฉีกชายเสื้อตัวในส่วนที่ขาดรุ่ยออกมาทำเป็นผ้าขี้ริ้ว
เมื่อกลับมาถึงห้อง ซู่ชิงเริ่มลงมือทำความสะอาดทันที แม้ร่างกายจะปวดร้าวจากบาดแผลที่ศีรษะและรอยฟกช้ำตามตัว แต่เธอกัดฟันข่มความเจ็บปวดนั้นไว้ เธอใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดถูพื้นไม้กระดานอย่างแรง แรงเสียดทานระหว่างผ้ากับพื้นช่วยขจัดคราบดินโคลนที่ฝังแน่น น้ำในถังเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีดำคล้ำอย่างรวดเร็ว
"อาอวี๋ ยืนตรงมุมนั้นก่อนนะลูก อย่าเพิ่งขยับไปไหน แม่จะเช็ดเชื้อโรคพวกนี้ออกให้หมด"
ซู่ชิงเช็ดถูทุกตารางนิ้ว โดยเน้นที่เตียงนอนเป็นพิเศษ เธอรื้อฟูกเก่าๆ ออกมาตบฝุ่นที่ระเบียงทางเดิน จนฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ก่อนจะนำกลับมาปูแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดพื้นผิวเตียงอีกครั้ง เพื่อกำจัดไรฝุ่นและคราบสกปรกที่มองไม่เห็น เธอรู้ดีว่าในสภาวะที่ขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์สุขอนามัยคือเกราะป้องกันโรคที่ดีที่สุดและประหยัดที่สุด
เหงื่อเม็ดโป้งไหลอาบหน้าผากของซู่ชิง หยดลงบนพื้นไม้ที่เพิ่งเช็ดเสร็จ ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามา แต่เมื่อมองเห็นพื้นที่สะอาดขึ้นมาบ้าง พอให้ลูกสาวได้ล้มตัวลงนอนโดยไม่ต้องสูดดมฝุ่นผง เธอก็รู้สึกคุ้มค่า ความสะอาดในระดับพื้นฐานนี้คือจุดเริ่มต้นของการสร้างบ้านจากซากปรักหักพัง
หลังจากทำความสะอาดเสร็จสิ้น เสียงท้องร้องของอาอวี๋ก็ดังขึ้นขัดจังหวะความเงียบ มันเป็นเสียงร้องประท้วงของกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่ามานานเกินไป น้ำย่อยในกระเพาะคงกำลังกัดกร่อนผนังกระเพาะจนเด็กน้อยเริ่มมีอาการหน้ามืด
ซู่ชิงเช็ดมือกับกางเกง เธอรู้ว่าภารกิจต่อไปสำคัญยิ่งกว่าการทำความสะอาด นั่นคือการหาพลังงาน
"อาอวี๋... ฟังแม่นะ" ซู่ชิงคุกเข่าลงตรงหน้าลูกสาว จับไหล่เล็กๆ ทั้งสองข้างไว้แน่น จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ฉายแววหวาดหวั่น
"แม่จะออกไปซื้อข้าวมาให้หนูกิน แป๊บเดียว... แค่แป๊บเดียวแม่จะรีบกลับมา"
อาอวี๋เบะปาก น้ำตาคลอเบ้าทันที มือเล็กๆ คว้าชายเสื้อแม่ไว้แน่น
"ไม่เอา... แม่จ๋าอย่าไป หนูโป้งแม่... อย่าทิ้งหนู" ความกลัวจากการถูกทอดทิ้งฝังรากลึกในจิตใจเด็กน้อย การที่พ่อไม่เคยกลับมาทำให้เธอกลัวว่าแม่ก็จะหายไปเช่นกัน
หัวใจของซู่ชิงบีบรัดด้วยความเจ็บปวด เธออยากจะพาลูกไปด้วย แต่สภาพร่างกายของอาอวี๋ตอนนี้อ่อนแอเกินกว่าจะเดินฝ่าแดดร้อนและฝูงคน อีกทั้งการพาเด็กไปด้วยอาจทำให้ตกเป็นเป้าสายตาของมิจฉาชีพหรือคนของศัตรูได้ง่ายขึ้น
"แม่สาบาน... แม่จะไม่ทิ้งหนู แม่จะไปซื้อซาลาเปาลูกใหญ่ๆ มาให้หนูไงคะ" ซู่ชิงพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่สุด "แต่ข้างนอกมันอันตราย หนูต้องรออยู่ในป้อมปราการของเรา เข้าใจไหม? หนูต้องเป็นเด็กดีเฝ้าบ้านให้แม่"
อาอวี๋มองหน้าแม่ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ แม้ในใจจะกลัวแสนกลัว "แม่ต้องรีบกลับมานะ..."
ซู่ชิงจูบหน้าผากลูกสาว
"แม่สัญญา"
เธอพาอาอวี๋ไปนั่งบนเตียง แล้วเดินถอยหลังออกมาที่ประตู เมื่อก้าวพ้นธรณีประตู ซู่ชิงดึงบานประตูไม้ปิดลง แล้วจัดการลงกลอนแม่กุญแจจากด้านนอก เสียง กริ๊ก ของโลหะที่ล็อกเข้าหากันดังกังวานในความเงียบ สำหรับอาอวี๋ มันอาจฟังดูเหมือนเสียงของการถูกขัง แต่สำหรับซู่ชิง มันคือเสียงของเกราะป้องกันที่จะกันภัยอันตรายจากภายนอกไม่ให้ย่างกรายเข้าไปทำร้ายดวงใจของเธอ
ซู่ชิงสูดลมหายใจลึก แล้วออกตัววิ่งลงบันไดตึกแถวด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ร่างกายจะอำนวย เธอต้องทำเวลาให้เร็วที่สุด ทุกวินาทีที่ลูกต้องอยู่คนเดียว คือวินาทีแห่งความทรมานของคนเป็นแม่
ซู่ชิงวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากตรอกซอย เข้าสู่ถนนเส้นหลักที่มีแผงลอยขายอาหารตั้งเรียงราย กลิ่นหอมยั่วน้ำลายของอาหารนานาชนิดลอยตลบอบอวล ทั้งกลิ่นน้ำมันเจียว กลิ่นแป้งนึ่ง และกลิ่นน้ำซุปกระดูกหมู สำหรับคนที่อดอาหารมาเกือบหนึ่งวันเต็มๆ กลิ่นเหล่านี้มีอานุภาพรุนแรงยิ่งกว่ายาเสพติด
เธอมาหยุดยืนหอบหายใจอยู่ที่หน้าแผงขายซาลาเปาเจ้าหนึ่ง ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมาจากซึ้งนึ่งไม้ไผ่ขนาดใหญ่ นำพาเอากลิ่นหอมหวานของแป้งหมักและกลิ่นเค็มๆ มันๆ ของไส้หมูสับออกมาเตะจมูก
"รับอะไรดีนังหนู? ซาลาเปาร้อนๆ จ้า" แม่ค้าตะโกนเรียกด้วยรอยยิ้มการค้า
ซู่ชิงกวาดตามองป้ายราคาที่เขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำ
ซาลาเปาไส้หมู 1 เหมา 5 เฟิน (0.15 หยวน)
ซาลาเปาไส้ผัก 8 เฟิน (0.08 หยวน)
หมั่นโถว 5 เฟิน (0.05 หยวน)
น้ำเต้าหู้ 5 เฟิน (0.05 หยวน)
สมองของเธอกลายเป็นเครื่องคิดเลขและนักโภชนาการในทันที เธอมีเงิน 100 หยวนที่เป็นเงินทุนก้อนใหญ่ แต่เธอยังไม่อยากแตกแบงก์ 10 หยวนตอนนี้เพราะจะสะดุดตาเกินไป เธอล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบเศษเงินที่ยึดมาจากป้าหวังออกมานับ มีเหรียญและธนบัตรย่อยรวมกันประมาณ 2 หยวนกว่าๆ
"ถ้าซื้อหมั่นโถวจะประหยัดเงินได้มาก แต่... อาอวี๋ต้องการโปรตีน" ซู่ชิงวิเคราะห์ เด็กที่ขาดสารอาหารต้องการกรดอะมิโนจำเป็นจากเนื้อสัตว์เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างเม็ดเลือด ส่วนคาร์โบไฮเดรตจากแป้งจะให้พลังงานเร่งด่วน น้ำเต้าหู้จะให้โปรตีนจากถั่วเหลืองและน้ำเพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ
"เอาซาลาเปาไส้หมู 2 ลูก แล้วก็น้ำเต้าหู้ถุงหนึ่งค่ะ" ซู่ชิงตัดสินใจสั่งสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่งบประมาณจะอำนวย ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อสุขภาพของลูก
"ทั้งหมด 3 เหมา 5 เฟินจ้ะ" แม่ค้าหยิบซาลาเปาลูกขาวอวบใส่กระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ แล้วตักน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ใส่ถุงพลาสติกใส มัดยางวงอย่างคล่องแคล่ว
ซู่ชิงนับเศษเหรียญส่งให้แม่ค้า มือของเธอสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเงินในมือพร่องลงไป แม้จะเป็นเงินเพียงเศษสตางค์ในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเธอตอนนี้ ทุกเหมาทุกเฟินคือเลือดเนื้อ แต่เมื่อนึกถึงหน้าลูกสาวที่รออยู่ เธอก็รู้ว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
เธอรับของกินร้อนๆ มาถือไว้แนบอก ความอุ่นของซาลาเปาแผ่ซ่านผ่านกระดาษเข้ามาปะทะผิวหนัง ช่วยคลายความหนาวเหน็บในใจได้บ้าง ซู่ชิงไม่รอช้า รีบหันหลังกลับและก้าวเท้าเร็วๆ มุ่งหน้ากลับสู่รังนอน
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังขึ้นที่บันไดไม้ ซู่ชิงไขกุญแจห้องด้วยมือที่สั่นเทา ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอเห็นอาอวี๋นั่งขดตัวอยู่ที่มุมเตียง ดวงตาแดงก่ำเหมือนเพิ่งผ่านการร้องไห้ แต่เมื่อเด็กน้อยเห็นแม่กลับมาพร้อมกลิ่นหอมของอาหาร แววตาที่หม่นหมองก็เปล่งประกายวาววับขึ้นมาทันที
"แม่จ๋า! แม่กลับมาแล้ว!" อาอวี๋โผเข้าหาแม่ ไม่ใช่แค่เพราะดีใจ แต่เพราะความหิวโหยที่ขับเคลื่อนสัญชาตญาณ
ซู่ชิงรีบปิดประตูห้องแล้วพาอาอวี๋มานั่งที่เตียง เธอแกะห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ออก เผยให้เห็นซาลาเปาไส้หมูสองลูกที่ยังส่งควันฉุย แป้งสีขาวนวลดูนุ่มฟูตัดกับไส้หมูสับฉ่ำน้ำมันที่โผล่ออกมาเล็กน้อย
"กินสิลูก... ค่อยๆ กินนะ ระวังร้อน" ซู่ชิงส่งซาลาเปาลูกแรกให้อาอวี๋
เด็กน้อยรับไปแล้วกัดคำโตโดยไม่เป่า ความร้อนของไส้หมูทำเอาเธอต้องห่อปากและเป่าลม
"ฮู่ว... ฮู่ว... อร่อยจังเลยแม่จ๋า!" อาอวี๋เคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมูมมาม เศษแป้งติดที่มุมปาก น้ำซุปจากไส้หมูไหลเยิ้มลงมาที่นิ้วมือ รสชาติเค็มๆ หวานๆ ของหมูสับผสมกับแป้งนุ่มๆ คงเป็นรสชาติที่วิเศษที่สุดในชีวิตของเด็กน้อยที่ต้องกินแต่ข้าวต้มใสๆ มาตลอด
ซู่ชิงมองดูลูกกินด้วยความรู้สึกที่จุกแน่นในอก น้ำตาแห่งความสงสารเอ่อล้นออกมาจนภาพตรงหน้าพร่ามัว เด็กอายุแค่นี้ควรจะได้กินอาหารดีๆ มีตุ๊กตาเล่น ไม่ใช่ต้องมาอดอยากปากแห้งและหนีตายแบบนี้
เธอมองซาลาเปาอีกลูกในมือ ท้องของเธอเองก็ร้องประท้วงด้วยความหิวจัดจนปวดเกร็ง แต่ความรักของแม่นั้นยิ่งใหญ่กว่าความหิว ซู่ชิงบิซาลาเปาลูกนั้นออกเป็นสองซีก
"อาอวี๋... กินอีกลูกนะ แม่ไม่ค่อยหิว" ซู่ชิงโกหกคำโต เธอยื่นซาลาเปาครึ่งลูกของเธอใส่ในมือลูกสาว
"แม่กินด้วยสิ... แม่ก็หิว" อาอวี๋หยุดเคี้ยว มองแม่ด้วยสายตาใสซื่อ
"แม่กินครึ่งนี้ก็พอแล้ว แม่ตัวโตแล้ว อดทนเก่งกว่าหนู... หนูต้องกินเยอะๆ จะได้โตไวๆ มาช่วยแม่ทำงานไง" ซู่ชิงฝืนยิ้ม แล้วกัดกินซาลาเปาครึ่งซีกในมือตัวเองทีละคำเล็กๆ เพื่อลิ้มรสชาติและหลอกกระเพาะให้อิ่มนานที่สุด
รสชาติของแป้งราคาถูกและเศษหมูสับธรรมดาๆ ในวันนี้ กลับกลายเป็นรสชาติที่ซู่ชิงจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต... มันคือรสชาติของความรอดตาย รสชาติของความรัก และรสชาติของการเริ่มต้นใหม่
หลังจากจัดการซาลาเปาและน้ำเต้าหู้จนเกลี้ยง อาอวี๋ก็เริ่มตาปรือ หนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน ร่างกายที่อ่อนเพลียสะสมบวกกับความอิ่มทำให้เด็กน้อยทิ้งตัวลงนอนบนฟูกเก่าๆ ซู่ชิงดึงผ้าห่มผืนบางมาคลุมตัวลูก ตบก้นเบาๆ กล่อมจนลมหายใจของอาอวี๋เข้าจังหวะสม่ำเสมอ หลับสนิทไปในที่สุด
ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ยามบ่ายเริ่มมืดสลัวลง แสงแดดข้างนอกเริ่มอ่อนแรง ซู่ชิงนั่งพิงผนังห้องที่เย็นเฉียบ เธอยังไม่ง่วง สมองของเธอกำลังทำงานอย่างหนัก
เธอมองขึ้นไปที่เพดานห้องที่มีคราบน้ำรั่วซึมเป็นวงด่างดวง เปรียบเสมือนชีวิตของเธอตอนนี้ที่เต็มไปด้วยรอยด่างพร้อยและความไม่แน่นอน เงิน 100 หยวนที่มีอยู่ อาจจะดูเยอะในตอนนี้ แต่ถ้าไม่หาเพิ่ม มันก็จะหมดไปภายในไม่กี่เดือน แล้วหลังจากนั้นล่ะ? จะต้องกลับไปอดอยากอีกหรือ?
"ไม่..." ซู่ชิงพูดกับความเงียบ แววตาของเธอแข็งกร้าวขึ้น เปลี่ยนจากแววตาของแม่ผู้ใจดี เป็นแววตาของนักสู้และนักบริหาร
ในโลกอนาคต เธอคือหัวหน้าทีมวิจัยผู้เก่งกาจ เธอมีความรู้ด้านเคมี ด้านวัสดุศาสตร์ และความรู้รอบตัวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เศรษฐกิจจีนยุค 80-90 เธอรู้วาเทรนด์อะไรกำลังจะมา เธอรู้ว่าสินค้าตัวไหนจะขายดี
"ฉันจะไม่ยอมให้ลูกต้องอดมื้อกินมื้อแบบนี้อีก... ฉันจะไม่ยอมเป็นเหยื่อที่ต้องหนีหัวซุกหัวซุน"
ซู่ชิงกำหมัดแน่น เล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือจนเจ็บเพื่อเตือนสติ
"พรุ่งนี้... ฉันจะเริ่มสำรวจตลาด ฉันจะใช้ความรู้ที่ฉันมีเปลี่ยนเงิน 100 หยวนนี้ให้กลายเป็นทองคำ ฉันจะสร้างอาณาจักรของฉันเอง และสักวันหนึ่ง... คนพวกนั้นจะต้องชดใช้"
ท่ามกลางความเงียบสงัดของย่านสลัม ปณิธานอันแรงกล้าได้ถูกจุดขึ้นในใจของหญิงสาวผู้เกิดใหม่ มันไม่ใช่แค่คำสัญญา แต่มันคือแผนการรบที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของสองแม่ลูกไปตลอดกาล พรุ่งนี้... สงครามชีวิตที่แท้จริงจะเริ่มขึ้น