แสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณที่สาดส่องผ่านรอยแตกของหน้าต่างไม้ ส่องกระทบฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศ ให้ความรู้สึกเหมือนเวลากำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ซู่ชิงลืมตาตื่นขึ้นก่อนที่เสียงไก่ขันระลอกแรกจะดังเสียอีก ร่างกายของเธอยังคงปวดร้าวระบมจากบาดแผลฟกช้ำ โดยเฉพาะบริเวณศีรษะที่ยังคงเต้นตุบๆ ตามจังหวะชีพจร แต่สมองของเธอกลับตื่นตัวเต็มที่ด้วยสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด
วันนี้คือวันแรกของสงครามชีวิตจริง... วันที่เธอต้องออกไปเปลี่ยนชะตากรรมด้วยสองมือเปล่า
ซู่ชิงลุกจากเตียงอย่างเงียบเชียบ พยายามไม่ให้สปริงเก่าๆ ของเตียงส่งเสียงดังรบกวนการนอนของอาอวี๋ เธอเดินไปที่มุมห้องเพื่อจัดการธุระส่วนตัวและแต่งตัว เสื้อผ้าที่เธอมีติดตัวมานั้นมีน้อยชิ้นเหลือเกิน และทุกชิ้นล้วนเก่าซีด ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักจนเนื้อผ้าบางเฉียบ
เธอเลือกเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีตุ่นๆ ตัวหนึ่งที่มีรอยปะชุนน้อยที่สุด พยายามรีดมันด้วยมือให้เรียบตึงเท่าที่จะทำได้ แล้วสวมทับด้วยกางเกงขายาวสีดำที่ดูทะมัดทะแมง เธอพับขากางเกงขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้คล่องตัว ในโลกยุค 80 การแต่งกายคือใบเบิกทาง" ด่านแรก หากเธอแต่งตัวมอซอเหมือนขอทาน ไม่มีใครจะยอมเสียเวลาคุยด้วย แต่หากแต่งตัวดูดีเกินไปในย่านสลัม ก็จะกลายเป็นเป้าล่อโจร เธอต้องหาสมดุลระหว่างความยากจนที่น่ายกย่องกับความน่าเชื่อถือ
ซู่ชิงใช้เชือกผูกรองเท้าเก่าๆ รวบผมยาวสลวยของเธอขึ้นเป็นหางม้าสูง เปิดเผยใบหน้าที่แม้จะซีดเซียวแต่ก็ฉายแววมุ่งมั่น เธอใช้น้ำลูบหน้าเพื่อเรียกความสดชื่นและตบแก้มเบาๆ ให้มีเลือดฝาด
"อาอวี๋... ตื่นหรือยังลูก?" ซู่ชิงกระซิบปลุกลูกสาว
เด็กน้อยขยี้ตาตื่นขึ้นมาอย่างว่าง่าย ซู่ชิงแบ่งซาลาเปาที่เหลือจากเมื่อวานให้ลูกกินรองท้อง แล้วกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังที่สุด
"ฟังแม่นะ... วันนี้แม่ต้องออกไปหางานทำ หนูต้องสัญญาว่าจะรออยู่ในห้องนี้ ห้ามเปิดประตูให้ใครเด็ดขาด ไม่ว่าคนนั้นจะอ้างว่าเป็นใคร แม้แต่ป้าเจ้าของตึก เข้าใจไหม?"
อาอวี๋พยักหน้าหงึกหงัก แววตาฉายความกังวล
"แม่จะกลับมาใช่ไหม?"
"แน่นอนจ้ะ แม่จะกลับมาพร้อมข่าวดี"
ซู่ชิงเดินออกมาจากห้อง บรรจงคล้องแม่กุญแจลงบนสายยู เธอตรวจสอบความแน่นหนาด้วยการกระตุกเบาๆ สองสามครั้ง ความรู้สึกหนักอึ้งกดทับลงที่หน้าอก การขังลูกไว้ในห้องแคบๆ ตามลำพังเป็นเรื่องที่บีบหัวใจคนเป็นแม่ แต่ในสภาพสังคมที่ไร้ความปลอดภัยและเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้าน นี่คือทางเลือกเดียวที่เธอมี
เป้าหมายแรกของซู่ชิงคือเขตอุตสาหกรรมชานเมืองจือปั๋ว ในความทรงจำของร่างเดิมและจากความรู้ทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ช่วงปี 1985 อุตสาหกรรมสิ่งทอกำลังเฟื่องฟูอย่างมากในจีน โรงงานทอผ้าผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดเพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศ ที่นี่น่าจะต้องการแรงงานจำนวนมาก
ซู่ชิงเดินเท้ากว่า 5 กิโลเมตรเพื่อประหยัดค่ารถเมล์ จนมาถึงหน้าประตูเหล็กบานใหญ่ของโรงงานทอผ้าที่ 3 แห่งจือปั๋ว เสียงเครื่องจักรทอผ้าดังกระหึ่มออกมาถึงด้านนอก กลิ่นฝ้ายดิบและสารฟอกขาวลอยคละคลุ้ง
เธอเห็นป้ายประกาศรับสมัครพนักงานฝ่ายผลิตติดอยู่ที่ป้อมยาม หัวใจของเธอพองโตด้วยความหวัง ซู่ชิงเดินตรงเข้าไปติดต่อที่สำนักงานฝ่ายบุคคล
ภายในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยตู้เอกสารเหล็กสีเขียวขี้ม้า หัวหน้าฝ่ายบุคคลชายวัยกลางคนสวมแว่นตากรอบหนากำลังนั่งจิบชาและอ่านหนังสือพิมพ์ เขาเหลือบตามองซู่ชิงลอดแว่นด้วยสายตาพิจารณา
"มาสมัครงานเหรอ? มีประสบการณ์ไหม?" เขาถามเสียงห้วน
"ไม่มีประสบการณ์โดยตรงค่ะ แต่ฉันเรียนรู้ไว อ่านออกเขียนได้ และแข็งแรงพอจะทำงานกะดึกได้ค่ะ" ซู่ชิงตอบอย่างฉะฉาน พยายามนำเสนอจุดแข็งเรื่องการรู้หนังสือ ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติพิเศษสำหรับแรงงานในยุคนั้น
หัวหน้าฝ่ายบุคคลพยักหน้าเล็กน้อยอย่างพอใจ
"อ่านออกเขียนได้ก็ดี... งั้นขอดูเอกสารหน่อย ทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชนและจดหมายรับรองจากหน่วยงานเดิม หรือใบรับรองความประพฤติจากคอมมูน"
คำขอเหล่านั้นเหมือนกำแพงคอนกรีตที่พังครืนลงมาทับซู่ชิง
"เอ่อ... คือฉัน..." ซู่ชิงอึกอัก เธอมีแค่ทะเบียนสมรสเก่าๆ กับสูติบัตรลูก ซึ่งใช้สมัครงานไม่ได้
"ฉันเพิ่งย้ายมาจากต่างเมืองค่ะ เอกสารยังอยู่ระหว่างการโอนย้าย... แต่ฉันทำงานได้จริงๆ นะคะ ให้ฉันทดลองงานก่อนก็ได้ ไม่ต้องจ่ายค่าแรงก็ได้ค่ะ"
สีหน้าของหัวหน้าฝ่ายบุคคลเปลี่ยนจากเรียบเฉยเป็นบึ้งตึงทันที เขาโบกมือไล่เหมือนไล่แมลงวัน
"ไม่มีเอกสารก็รับไม่ได้! นี่มันโรงงานของรัฐวิสาหกิจนะคุณ ไม่ใช่โรงเตี๊ยมเถื่อน เราต้องทำตามระเบียบ ถ้าไม่มีฮู่โข่วในพื้นที่ ไม่มีจดหมายรับรอง ใครจะกล้ารับ? เกิดคุณเป็นอาชญากรหนีคดีมา หรือเป็นสายลับบ่อนทำลายล่ะ?"
"ฉันไม่ใช่คนไม่ดีนะคะ! ฉันแค่ต้องการงานทำเพื่อเลี้ยงลูก!" ซู่ชิงพยายามอ้อนวอน
"ออกไปๆ! อย่ามาเกะกะ ถ้าไม่ไปฉันจะเรียก รปภ. มาลากออกไป!"
ซู่ชิงถูกดันออกมาจากห้องนั้น ประตูถูกปิดใส่หน้าดังปัง เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด ความสามารถของเธอ สติปัญญาของเธอ ไม่มีค่าอะไรเลยหากปราศจากกระดาษเปื้อนหมึกไม่กี่ใบที่เรียกว่า "ระบบราชการ"
เมื่อประตูโรงงานปิดตาย ซู่ชิงไม่ยอมแพ้ เธอเปลี่ยนเป้าหมายไปยังภาคธุรกิจเอกชนรายย่อย ร้านอาหารน่าจะเป็นทางเลือกที่ดี เพราะมักจะไม่เคร่งเรื่องเอกสารและรับจ่ายเงินสดรายวัน
เธอเดินเข้าไปในย่านตลาดสดที่พลุกพล่าน กลิ่นน้ำมันทอดและควันไฟตลบอบอวล ซู่ชิงหยุดอยู่ที่หน้าร้านอาหารตามสั่งขนาดใหญ่ที่มีลูกค้าแน่นร้าน เสียงจานชามกระทบกันและเสียงตะโกนสั่งอาหารดังลั่น
เธอมองเข้าไปเห็นพนักงานเสิร์ฟวิ่งวุ่น และกองจานชามที่รอการล้างสูงเป็นพะเนิน นี่คือโอกาส! งานล้างจานเป็นงานที่หนักและสกปรก คนส่วนใหญ่ไม่ชอบทำ แต่มันคือโอกาสสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือก
ซู่ชิงเดินเข้าไปหาเถ้าแก่ร้านร่างท้วมที่กำลังยืนคุมเชิงอยู่หน้าเตา
"เถ้าแก่คะ... รับคนล้างจานเพิ่มไหมคะ? ฉันเห็นงานยุ่งมาก ฉันช่วยได้นะ"
เถ้าแก่หันมามองซู่ชิงตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วขมวดคิ้ว
"ล้างจาน? ดูสภาพหล่อนสิ ผอมแห้งแรงน้อยอย่างกับไม้เสียบผี แขนเล็กนิดเดียวจะยกกะละมังไหวเหรอ?"
"ไหวค่ะ! ฉันแข็งแรงกว่าที่เห็นนะ" ซู่ชิงรีบยืนยัน
"ฉันทำงานบ้านมาตลอด ล้างจานแค่นี้สบายมากค่ะ"
"มันไม่ใช่แค่ล้างจานนะนังหนู" เถ้าแก่ชี้ไปที่หลังร้าน "ต้องขัดกระทะเหล็กใบใหญ่ ต้องยกถังน้ำ ต้องเทเศษอาหาร งานมันหนักนะ แล้วดูมือเธอสิ..."
เถ้าแก่ดึงมือซู่ชิงขึ้นมาดู แม้มือของร่างเดิมจะหยาบกร้านจากการทำงานบ้าน แต่ก็ยังดูบอบบางเกินไปสำหรับงานหนักในร้านอาหารระดับนี้
"ผิวพรรณแบบนี้ เคยเป็นคุณนายมาก่อนล่ะสิ หนีตามผู้ชายมาหรือไง?" เถ้าแก่พูดด้วยน้ำเสียงดูถูกแกมสมเพช
"กลับไปเถอะ งานพวกนี้มันไม่เหมาะกับเธอหรอก เดี๋ยวทำจานแตก ล้มพับไป ฉันจะซวยเปล่าๆ ไปๆ ไปหาอย่างอื่นทำ"
ซู่ชิงพยายามจะอธิบาย พยายามจะขอโอกาสทดสอบงาน แต่เถ้าแก่หันหลังกลับไปผัดกับข้าวต่อ ไม่สนใจฟังคำขอร้องของเธออีก ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาในอก ไม่ใช่เพราะงานหนัก แต่เพราะถูกตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ความกดดันในใจซู่ชิงเพิ่มสูงขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป เงิน 100 หยวนในกระเป๋าอาจจะอยู่ได้สักพัก แต่ความรู้สึกไร้ค่าจากการไม่มีรายได้มันกัดกินใจเธอยิ่งกว่าความหิว
เธอเดินมาถึงท่ารถขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าของเมือง ที่นี่เต็มไปด้วยรถบรรทุกและกรรมกรแบกหามที่กำลังขนกระสอบข้าวสารและลังสินค้าขึ้นลงอย่างขะมักเขม้น
"ที่นี่ใช้แรงแลกเงิน ไม่ต้องใช้วุฒิ ไม่ต้องใช้หน้าตา" ซู่ชิงคิดในใจ
เธอเดินเข้าไปหากลุ่มหัวหน้าคนงานที่กำลังคุมงานอยู่
"พี่ชายคะ... รับคนยกของเพิ่มไหม? ฉันแบกได้นะ คิดค่าแรงครึ่งเดียวก็ได้"
สิ้นเสียงของเธอ เสียงหัวเราะครืนก็ดังขึ้นจากกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ถอดเสื้อโชว์กล้ามเนื้อชุ่มเหยื่อ
"ฮ่าๆๆๆ! เฮ้ยพวกเราดูนี่สิ มีแม่สาวน้อยอยากมาแบกกระสอบว่ะ!" หัวหน้าคนงานหัวเราะจนตัวงอ
"น้องสาว... กลับไปเลี้ยงลูกเถอะ หรือไม่ก็ไปหางานสบายๆ ทำ อย่างเช่น... งานกลางคืน"
สายตาแทะโลมและคำพูดสองแง่สองง่ามพุ่งเข้าใส่ซู่ชิงเหมือนลูกธนูอาบยาพิษ
"ฉันพูดจริงนะ ฉันยกได้จริงๆ!" ซู่ชิงพยายามพิสูจน์ เธอเดินไปที่กระสอบข้าวสารน้ำหนัก 50 กิโลกรัมที่วางอยู่ พยายามรวบรวมแรงทั้งหมดก้มลงไปยกมันขึ้น
เธอเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วน ออกแรงฮึดสู้จนหน้าแดงก่ำ กระสอบข้าวขยับขึ้นจากพื้นเพียงเล็กน้อย แต่ความหนักอึ้งของมันเกินกว่าที่ร่างกายผอมโซของเหวินซู่ชิงจะรับไหว แขนของเธอสั่นระริก ขาเริ่มทรุด
ตุบ!
กระสอบข้าวหล่นกระแทกพื้น ฝุ่นแป้งฟุ้งกระจาย เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง
"เห็นไหมล่ะ! บอกแล้วว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัว แรงเท่ามดจะมาริแบกช้าง กลับไปซะไป๊! เกะกะคนทำงาน!"
ซู่ชิงยืนหอบหายใจ หน้าชาด้วยความอับอาย ไม่ใช่ความอายที่ทำงานไม่ได้ แต่เป็นความอายที่ต้องมายืนให้คนพวกนี้ดูถูก ความรู้ทางเคมีฟิสิกส์ในหัวเธอ ความฉลาดระดับอัจฉริยะที่เคยสร้างนวัตกรรมระดับโลกในอนาคต ไม่มีค่าเลยที่นี่... ที่นี่ต้องการแค่กล้ามเนื้อและความเป็นผู้ชาย
ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอมม่วง แสงสุดท้ายของวันกำลังจะหมดลง ซู่ชิงเดินลากขาที่หนักอึ้งราวกับถ่วงด้วยตะกั่วกลับมาตามทางเดินในสลัม รองเท้าผ้าใบเก่าๆ กัดเท้าจนเป็นแผลพุพอง ทุกย่างก้าวคือความเจ็บปวด
ท้องไส้ของเธอเริ่มร้องประท้วง ความหิวโหยกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือความล้มเหลว วันนี้เธอถูกปฏิเสธมานับครั้งไม่ถ้วน ถูกดูถูก ถูกเหยียดหยาม และถูกมองข้าม
ซู่ชิงหยุดยืนหน้าตึกแถวเก่าๆ ที่เธอเช่าอยู่ มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อสัมผัสธนบัตร 100 หยวนที่ยังอยู่ครบ แต่มูลค่าทางจิตใจของมันเริ่มลดลง เธรู้ดีว่าเงินจำนวนนี้เป็นเพียงระเบิดเวลา หากเธอหาทางเติมมันไม่ได้ สักวันมันก็จะหมดไป และวันนั้น... นรกก็จะกลับมา
ความมั่นใจที่เปี่ยมล้นเมื่อตอนเช้าถูกกัดเซาะจนเกือบหมดสิ้น เธอเงยหน้ามองหน้าต่างชั้นสอง เห็นแสงไฟสลัวๆ ลอดออกมา อาอวี๋คงกำลังรอเธออยู่ อาจจะกำลังหิว หรือกำลังกลัว
"ไม่ได้... ฉันจะยอมแพ้ไม่ได้" ซู่ชิงตบแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อเรียกสติ
"วันนี้อาจจะพ่ายแพ้ แต่พรุ่งนี้ยังมี... สมองของฉันยังอยู่ สองมือของฉันยังอยู่ ตราบใดที่ยังไม่ตาย ฉันต้องหาทางได้สิ"
เธอสูดลมหายใจลึกๆ ปรับสีหน้าให้ดูสดใสขึ้น แม้ข้างในจะเหนื่อยล้าแทบขาดใจ เธอไม่อยากให้ลูกเห็นความอ่อนแอ
ซู่ชิงก้าวเท้าขึ้นบันไดตึกแถวด้วยความมุ่งมั่นเฮือกสุดท้าย ไม่ว่าโลกข้างนอกจะโหดร้ายแค่ไหน แต่หลังประตูบานนั้น เธอคือเสาหลักเดียวของลูก และเธอจะไม่มีวันล้มลงให้ใครเห็นเด็ดขาด พรุ่งนี้... เธอจะต้องเปลี่ยนกลยุทธ์ จากการเป็นแรงงานมาเป็นผู้ประกอบการให้ได้