ดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวขึ้นสูงเหนือศีรษะ สาดแสงแดดที่เริ่มทวีความร้อนแรงลงสู่พื้นถนนลาดยางของเมืองจือปั๋ว เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามไรผมและแผ่นหลังของซู่ชิง เสื้อผ้าเก่าๆ ที่สวมใส่อยู่เริ่มเปียกชื้นและเหนียวเหนอะหนะ แต่อุปสรรคทางกายภาพเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับกำแพงมหึมาที่มองไม่เห็นซึ่งตั้งตระหง่านขวางกั้นเธออยู่... นั่นคือระบบระเบียบของสังคม
ในยุคสมัยปี 1985 ของจีน การเดินทางและการเข้าพักแรมไม่ใช่เรื่องเสรีอย่างในโลกอนาคต ระบบทะเบียนราษฎร์หรือและระบบจดหมายแนะนำตัวจากหน่วยงานต้นสังกัดหรือคอมมูน เป็นสิ่งจำเป็นยิ่งชีพ หากใครต้องการเข้าพักในเกสต์เฮาส์ของรัฐหรือโรงแรมมาตรฐาน พวกเขาต้องแสดงเอกสารเหล่านี้เพื่อยืนยันตัวตนและจุดประสงค์การเดินทาง
ซู่ชิงยืนหลบอยู่ใต้ร่มเงาของต้นอู๋ถง มองดูป้ายโรงแรมแห่งหนึ่งที่มีตราสัญลักษณ์ดาวแดงเด่นหรา หน้าเคาน์เตอร์มีพนักงานต้อนรับสวมยูนิฟอร์มหน้าตาบึ้งตึงกำลังตรวจเอกสารของผู้เข้าพักอย่างละเอียดลออ ราวกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง
"เราเข้าไปไม่ได้..." ซู่ชิงพึมพำกับตัวเอง เสียงของเธอแผ่วเบาแต่หนักแน่นด้วยความจริงที่เจ็บปวด เธอไม่มีจดหมายแนะนำตัว ไม่มีใบอนุญาตเดินทาง และทะเบียนสมรสหรือสูติบัตรที่พกมาก็ไม่สามารถใช้แทนใบผ่านทางเหล่านี้ได้ หากเธอเดินดุ่มๆ เข้าไป นอกจากจะถูกปฏิเสธแล้ว ยังเสี่ยงที่จะถูกแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยให้มาตรวจสอบฐานะบุคคลเร่ร่อนหรือบุคคลต้องสงสัย ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกส่งตัวกลับภูมิลำเนาเดิม... กลับไปสู่นรกขุมนั้น
อาอวี๋ที่อยู่ในอ้อมแขนเริ่มซบหน้าลงกับบ่าแม่ด้วยความอ่อนเพลีย ร่างกายเล็กๆ ร้อนรุมๆ เหมือนจะมีไข้กลับมาอีกครั้ง น้ำหนักตัวของลูกสาวที่กดทับลงมาบนแขนที่ปวดร้าว เป็นเหมือนเครื่องเตือนใจว่าเธอไม่มีเวลามายืนลังเล
"แม่จ๋า... หนูอยากนอน..." เสียงครางเครือของอาอวี๋บีบหัวใจซู่ชิงอย่างรุนแรง
"อดทนอีกนิดนะลูก แม่สัญญาว่าหนูจะได้นอนบนเตียงนุ่มๆ เร็วๆ นี้" ซู่ชิงกระชับอ้อมกอด ตัดสินใจหันหลังให้กับถนนสายหลักที่เจริญรุ่งเรือง มุ่งหน้าสู่ด้านมืดของเมือง... ที่ซึ่งกฎระเบียบเอื้อมมือไปไม่ถึง
ซู่ชิงพาอาอวี๋เดินลัดเลาะออกจากย่านการค้า เข้าสู่ตรอกซอกซอยที่แคบลงเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากตึกอิฐที่ดูมั่นคงแข็งแรง กลายเป็นบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอย่างสะเปะสะปะด้วยวัสดุเหลือใช้ ผนังไม้เก่าคร่ำครึ หลังคาสังกะสีผุพัง และทางเดินที่เต็มไปด้วยน้ำขังเฉอะแฉะ
ที่นี่คือย่านสลัม หรือชุมชนแออัดที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากหน้าความเจริญของเมืองจือปั๋ว เป็นแหล่งรวมของแรงงานอพยพผิดกฎหมาย คนยากจน และกลุ่มคนที่สังคมไม่ต้องการ... ซึ่งเป็นสถานที่เดียวที่เธอน่าจะหาที่ซุกหัวนอนได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเอกสารที่เข้มงวด
กลิ่นอับชื้นของเชื้อรา กลิ่นควันถ่านหินคุณภาพต่ำที่ใช้หุงต้ม และกลิ่นของเสียจากท่อระบายน้ำที่อุดตัน ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ซู่ชิงต้องยกมือขึ้นปิดจมูกให้อาอวี๋เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกสูดดมเชื้อโรคเข้าไปมากเกินไป สายตาของเธอสอดส่ายมองหาป้ายประกาศเล็กๆ ที่อาจเขียนด้วยลายมือหวัดๆ ว่ามีห้องเช่า
เธอเดินผ่านสายตาของผู้คนที่จ้องมองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนระแวง หญิงสาวหน้าตาดีแม้จะมอมแมม กับเด็กน้อยน่ารัก ดูไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมดิบเถื่อนแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย ซู่ชิงต้องพยายามปรับท่าทางของตนเองให้ดูแข็งกร้าวขึ้น เดินหลังค่อมลงเล็กน้อย และทำสีหน้าให้ดูเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าหมายของมิจฉาชีพ
ในที่สุด สายตาของเธอก็ไปสะดุดกับตึกแถวสภาพซอมซ่อหลังหนึ่ง ที่ผนังด้านหน้ามีกระดาษสีแดงซีดๆ แปะอยู่ เขียนด้วยพู่กันจีนลายเส้นหยาบๆ ว่าห้องว่าง ราคาถูก
ซู่ชิงเดินเข้าไปในโถงทางเดินแคบๆ ของตึกแถวนั้น พื้นปูด้วยซีเมนต์หยาบๆ ที่มีรอยแตกร้าว แสงสว่างส่องเข้ามาไม่ถึงทำให้บรรยากาศดูอึมครึม ที่หน้าประตูบานหนึ่งทางด้านขวา มีหญิงสูงวัยนั่งอยู่บนเก้าอี้หวายเก่าๆ ในมือถือพัดสานคอยพัดวีแมลงวันอย่างเกียจคร้าน
หญิงผู้นั้นคือป้าจาง เจ้าของตึกแถวแห่งนี้ นางมีรูปร่างท้วม ผิวหน้ามันเยิ้มและเต็มไปด้วยร่องรอยของความเขี้ยวลากดิน ดวงตาเล็กหยีเหมือนเม็ดกวยจี๊จ้องมองผู้มาเยือนตั้งแต่หัวจรดเท้า ประเมินราคาเสื้อผ้าและฐานะทางการเงินในใจอย่างรวดเร็วราวกับเครื่องคิดเลข
"มาหาใคร?" ป้าจางเอ่ยถามเสียงห้วน โดยไม่หยุดเคี้ยวเมล็ดแตงโมในปาก
"ฉันเห็นป้ายประกาศข้างหน้า... ว่ามีห้องว่าง" ซู่ชิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามดัดให้ดูนอบน้อมและน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ฉันอยากจะขอเช่าสักห้องค่ะ"
ป้าจางหยุดพัดทันที นางถ่มเปลือกเมล็ดแตงโมลงพื้นแล้วลุกขึ้นเดินวนรอบตัวซู่ชิง สายตาจับจ้องไปที่ใบหน้าที่แม้จะมีคราบฝุ่นแต่ก็ยังฉายแววความงาม และเด็กน้อยในอ้อมแขนที่ดูเป็นผู้ดีตกยาก
"หน้าตาแบบนี้ ผิวพรรณแบบนี้... ไม่น่าจะใช่คนแถวนี้" ป้าจางหรี่ตาลงอย่างจับผิด สัญชาตญาณของคนคุมสลัมบอกนางว่า ผู้หญิงคนนี้มีปัญหา
"มีจดหมายแนะนำตัวไหม? มาจากหน่วยงานไหน? หรือหนีคดีอะไรมา?"
คำถามรัวเป็นชุดพุ่งเข้าใส่ซู่ชิง นี่คือด่านทดสอบจิตวิทยาที่เธอต้องผ่านไปให้ได้ หากเธอแสดงพิรุธหรือความกลัวออกมา ป้าจางอาจจะปฏิเสธ หรือแย่กว่านั้นคือแจ้งตำรวจเพื่อหวังเงินรางวัล
ซู่ชิงสูดลมหายใจลึก ปรับสีหน้าจากความกังวลให้กลายเป็นความเศร้าสร้อยและขมขื่น เธอรู้ดีว่าในสังคมแบบนี้ ความจริงอาจฆ่าคนได้ แต่ "เรื่องโกหกที่น่าเห็นใจ" มักจะเปิดประตูโอกาสเสมอ
"ฉัน... ฉันไม่มีจดหมายอะไรทั้งนั้นจ้ะป้า" ซู่ชิงเริ่มเล่าเรื่องที่เธอแต่งขึ้นสดๆ ในหัว เสียงของเธอสั่นเครือเหมือนคนกำลังจะร้องไห้
"ฉันหนีออกมาจากบ้าน... ผัวฉันมันกินเหล้าเมายาทุกวัน พอเมาก็ซ้อมฉัน ซ้อมลูก... ดูสิคะ"
เธอชี้ไปที่รอยแผลแตกบนศีรษะของตัวเอง (ซึ่งเป็นแผลจริงจากการถูกทำร้าย) และรอยช้ำตามแขน
"ถ้าฉันไม่หนีออกมาวันนี้ ฉันกับลูกคงโดนมันตีตายคามือแน่ๆ ฉันแค่อยากหาที่ซุกหัวนอนชั่วคราว ขอแค่ให้ลูกฉันปลอดภัย... ป้าช่วยสงเคราะห์ลูกผู้หญิงด้วยกันเถอะนะจ๊ะ"
ป้าจางมองรอยแผลนั้น แววตาที่แข็งกร้าวอ่อนลงเล็กน้อย เรื่องราวผัวซ้อมเมียเป็นเรื่องปกติสามัญในยุคนี้ที่ใครๆ ก็เข้าใจได้ แต่นางก็ยังลังเล เพราะการรับคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าเข้าพักอาจนำปัญหามาให้
ซู่ชิงอ่านเกมขาด เธอรู้ว่าความเห็นใจอย่างเดียวซื้อคนอย่างป้าจางไม่ได้ สิ่งที่จะปิดดีลนี้ได้คือผลประโยชน์
"ฉันรู้ว่าฉันทำให้ป้าลำบากใจ..." ซู่ชิงพูดพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรใบละ 10 หยวนที่เธอแบ่งไว้เมื่อครู่ออกมา
"ฉันขอเช่าแค่ห้องเล็กๆ ก็พอ... นี่คือค่าเช่าล่วงหน้า 1 เดือน เต็มจำนวน ไม่ต้องทอน"
ดวงตาของป้าจางเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อเห็นธนบัตรใบสีน้ำเงินเทา สำหรับห้องรูหนูแถวนี้ ค่าเช่าปกติอยู่ที่ 3-5 หยวนเท่านั้น การเสนอให้ 10 หยวนคือราคาที่สูงกว่าตลาดถึงสองเท่า และเป็นการจ่ายเงินสดทันทีซึ่งหาได้ยากยิ่ง
ความโลภเข้าครอบงำความระแวงทันที ป้าจางรีบคว้าธนบัตรใบนั้นไปส่องกับแสงสว่างเพื่อเช็คว่าเป็นของจริงหรือไม่ ก่อนจะยัดใส่กระเป๋าเสื้อด้วยรอยยิ้มกว้างจนแก้มปริ
"โธ่ๆๆ... น่าสงสารจริงๆ แม่คุณเอ๊ย" น้ำเสียงของป้าจางเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
"คนกันเองทั้งนั้น ผัวชั่วนี่มันแย่จริงๆ... เอาเถอะๆ เห็นแก่เด็กตาดำๆ ข้าจะให้เช่าห้องชั้นสอง ริมสุด เงียบสงบ ไม่มีใครไปยุ่งหรอก เรื่องเอกสารช่างมันเถอะ ข้าไม่เรื่องมาก"
ในโลกของธุรกิจสีเทา เงินตราคือกุญแจผีที่ไขได้ทุกประตู ซู่ชิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอผ่านด่านนี้แล้ว
ป้าจางพาซู่ชิงเดินขึ้นบันไดไม้ที่ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดทุกย่างก้าว ขึ้นไปสู่ชั้นสอง ทางเดินมืดทึบและมีหยากไย่ห้อยระย้าตามมุมเพดาน นางมาหยุดที่ประตูไม้บานหนึ่งที่สีลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้สีคล้ำ
"เอ้านี่... กุญแจ" ป้าจางยื่นลูกกุญแจดอกเล็กๆ ที่ดูไม่ค่อยแข็งแรงให้
"ห้องน้ำรวมอยู่ด้านหลัง ใช้น้ำก็ประหยัดๆ หน่อยนะ ถังขยะอยู่ข้างล่าง... แล้วก็อย่าส่งเสียงดังรบกวนห้องอื่นล่ะ"
พูดจบนางก็เดินนับเงินลงบันไดไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งซู่ชิงไว้หน้าประตูแห่งชะตากรรม
ซู่ชิงเสียบลูกกุญแจเข้าไปในแม่กุญแจ ออกแรงบิดเล็กน้อยจนได้ยินเสียง คลิก เธอดันประตูเปิดออก กลิ่นฝุ่นและกลิ่นอับของห้องที่ปิดตายนานพุ่งสวนออกมาปะทะจมูก
สภาพภายในห้องมีขนาดเล็กเพียงแค่เดินสามก้าวก็ถึงผนัง มีเตียงไม้เก่าๆ ขาเกๆ ตั้งอยู่ชิดมุม ฟูกที่ปูอยู่มีคราบเหลืองและฝุ่นเขรอะหนาเป็นนิ้ว ผนังห้องมีรอยร้าวและคราบน้ำซึม หน้าต่างบานเล็กๆ ที่กระจกมัวหมองมีแสงสลัวลอดเข้ามาเพียงเล็กน้อย ไม่มีโต๊ะ ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ
หากเป็นชิง ในโลกอนาคต เธอคงร้องยี้และเดินหนีไปแล้ว แต่สำหรับ
"เหวินซู่ชิง" ในตอนนี้... นี่คือสวรรค์
ซู่ชิงวางอาอวี๋ลงบนพื้นที่เธอยังไม่ได้ปัดกวาด แต่เด็กน้อยกลับไม่บ่นสักคำ อาอวี๋มองไปรอบๆ ด้วยตาแป๋ว
"แม่จ๋า... คืนนี้เรานอนที่นี่เหรอคะ?"
"ใช่จ้ะลูก..." ซู่ชิงตอบพลางปิดประตูลงและลงกลอนแน่นหนา เสียงกลอนที่เลื่อนเข้าล็อกดัง กริ๊ก เป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดที่เธอเคยได้ยิน มันคือเสียงของการตัดขาดจากโลกภายนอกที่โหดร้าย เสียงของความปลอดภัย
เธอเดินไปเปิดหน้าต่างบานเล็ก เพื่อให้อากาศถ่ายเท แสงแดดยามสายส่องเข้ามาเป็นลำ เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้ง ซู่ชิงสูดหายใจลึกๆ แม้อากาศจะไม่บริสุทธิ์ แต่มันคืออากาศที่เธอเลือกเอง
"มันอาจจะไม่สวยหรูนะอาอวี๋..." ซู่ชิงหันมากอดลูกสาว น้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อล้นออกมา
"แต่มันคือป้อมปราการของเรา... คืนนี้เราจะไม่ต้องนอนระแวงว่าใครจะมาทำร้ายเราอีกแล้ว"
เธอเริ่มลงมือใช้เศษผ้าปัดกวาดฝุ่นบนเตียงอย่างลวกๆ พอให้ซุกตัวนอนได้ แล้วล้มตัวลงนอนกอดลูกสาวบนฟูกแข็งๆ กลิ่นอับชื้นกลายเป็นกลิ่นแห่งความสงบสุข ร่างกายที่ตึงเครียดมาตลอด 24 ชั่วโมงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
ในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่แสนจะซอมซ่อนี้ นางพญามังกรได้วางรากฐานก้อนแรกของชีวิตใหม่แล้ว... รากฐานที่เรียกว่าความปลอดภัย