Masuk02:00 น. ณ ห้องฉุกเฉิน (ER) โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย
"พิม! รับเคส! CPR เตียง 1 ด่วน!" เสียงตะโกนของพี่พยาบาลหน้าเคาน์เตอร์ ER แผดก้องทะลุเสียงไซเรนรถแอมบูแลนซ์ที่เพิ่งมาจอดเทียบหน้าทางเข้า พิมพริมาในชุดสครับสีเขียวขี้ม้าเข้มที่ตอนนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อสะดุ้งสุดตัว เธอรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินถลาไปยังเตียงที่เข็นเข้ามาอย่างรวดเร็ว นี่คือเวลาตีสอง เวลาที่นักศึกษาแพทย์ปี 4 ส่วนใหญ่เรียกว่า'ช่วงวัดใจ' ช่วงที่สมองจะชาชินกับความตาย และร่างกายจะถูกฝึกให้เป็นเครื่องจักรช่วยชีวิต
"คนไข้ชาย ไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 20 ปลายๆ ถูกยิงที่หน้าอกซ้ายและหน้าขา BP (ความดัน) ต่ำมาก ปลุกไม่ตื่นครับ!" เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานรัวเร็วขณะที่พิมพริมากระโดดขึ้นไปบนเตียงเพื่อทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ในขณะที่เตียงยังคงถูกเข็นเข้าสู่โซนสีแดง กลิ่นคาวเลือดที่ติดตัวคนไข้ตีเข้าจมูกเธอจนแทบสำลัก
"หนึ่ง และ สอง และ สาม และ สี่ " พิมพริมานับจังหวะในใจ มือเรียวประสานกันกดลงบนหน้าอกคนเจ็บสุดแรง ท่ามกลางเสียงอุปกรณ์มอนิเตอร์ที่ดัง ตื้ด ตื้ด เป็นจังหวะบีบคั้นหัวใจ เลือดสีแดงเข้มเปรอะเปื้อนถุงมือยางของเธอจนเหนียวเหนอะหนะ มันเป็นความรู้สึกที่น่าขยะแขยง แต่ก็ไม่มีเวลาให้สนใจเรื่องนั้น
"พี่เดนท์! เคสนี้ Gunshot Wound (แผลถูกยิง) ค่ะ! คนไข้ช็อกแล้ว!" เธอตะโกนเรียกแพทย์ประจำบ้านรุ่นพี่ที่กำลังวุ่นอยู่กับอีกเคสแทบจะหัวชนฝา ในห้องฉุกเฉินยามวิกาล บรรยากาศมันช่างต่างจากโลกสีขาวที่เธอเคยจินตนาการไว้ตอนเรียนปี 1 ที่นี่คือสมรภูมิของจริง กลิ่นคาวเลือด กลิ่นแอลกอฮอล์ และเสียงร้องไห้ของญาติคนไข้ตีกันจนมึนตึบ พิมพริมากัดริมฝีปากแน่น เหงื่อเม็ดเป้งไหลเข้าตาแต่เธอไม่มีมือจะเช็ด
ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะตั้งสติได้ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจำนวนหนึ่งก็ดังเข้ามาในโซนหวงห้าม
"นาย! นาย อยู่ไหน!" ชายชุดดำสามสี่คนท่าทางเถื่อนดิบพยายามจะฝ่าการ์ดโรงพยาบาลเข้ามา หนึ่งในนั้นคือชายร่างยักษ์ที่มีรอยสักโผล่พ้นแขนเสื้อเชิ้ต เขาดูคลั่งจนเกือบจะชักปืนออก ท่ามกลางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงพยาบาลที่พยายามกันพวกเขาไว้สุดกำลัง
"หยุดนะ! ที่นี่ห้องฉุกเฉิน ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด!" พิมพริมาแผดเสียงสู้ เธอเดินออกไปยืนขวางหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์ด้วยร่างเล็กๆ ของเธอ แววตาหลังกรอบแว่นดูเด็ดเดี่ยวจนชายร่างยักษ์คนนั้นต้องชะงัก
"หมอ! ช่วยนายผมด้วย ถ้าเขาเป็นอะไรไป พวกหมอรับผิดชอบไม่ไหวแน่!" เขาตะคอกใส่หน้าเธอ กลิ่นดินปืนและกลิ่นคาวเลือดที่ติดมาจากตัวเขาทำให้พิมพริมาขนลุกซู่ แต่เธอก็ไม่ยอมถอย
"ต่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือขอทาน ถ้าเข้ามาที่นี่เขาก็คือคนไข้!" พิมพริมาตอบกลับด้วยเสียงที่นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ "และตอนนี้พวกคุณกำลังขัดขวางการทำงานของหมอ ถ้าอยากให้เขารอด ไสหัวออกไปรอข้างนอก!"
คำว่า ‘ไสหัวไป’ ที่หลุดออกมาจากปากนักศึกษาแพทย์สาวหน้าใส ทำให้กลุ่มมาเฟียถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ชายร่างยักษ์มองหน้าเธออย่างจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เมื่อเห็นสายตาที่ไร้ความกลัวของพิมพริมา เขาก็ยอมถอยออกไปที่หน้าประตู ท่ามกลางเสียงบ่นอุบอิบของลูกน้อง พิมพริมาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วรีบกลับไปที่เตียงคนไข้พร้อมสภาวะอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่าน
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงที่ดูเหมือนนานเป็นปี ในห้องผ่าตัดฉุกเฉิน พิมพริมายืนส่งเครื่องมือให้พี่แพทย์อย่างเป็นจังหวะ เหงื่อเม็ดเป้งไหลเข้าตาแต่เธอก็ไม่กล้ากระพริบตาแม้แต่วินาทีเดียว เมื่อเคสเริ่มทรงตัวและถูกส่งเข้าห้องผ่าตัด เธอก็เดินออกมาจากห้องฉุกเฉินด้วยสภาพไร้เรี่ยวแรง เธอถอดถุงมือยางที่เปื้อนเลือดทิ้งลงถังขยะติดเชื้อ มือของเธอยังคงสั่นไม่หายจากความเหนื่อยล้าและความตื่นเต้น
"เฮ้อ เวรนรกจริงๆ" เธอพึมพำพลางพิงหลังกับผนังเย็นๆ ความรู้สึกโหวงๆ ในอกบอกว่าวันนี้มันหนักหนาสาหัสเกินไปแล้วจริงๆ
"เก่งนี่หมอ กล้าไล่ลูกน้องผมเหมือนหมูเหมือนหมา" เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบดังมาจากเงามืดข้างม้านั่งคนไข้ พิมพริมาสะดุ้งสุดตัว เธอหันไปมองแล้วก็ต้องขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจและรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น เขาไม่ได้ถูกยิงเหมือนคนไข้คนเมื่อกี้ แต่เสื้อเชิ้ตสีดำของเขาเปื้อนเลือดเป็นทางยาว และในมือของเขาคือสนับมือเหล็กที่พับเก็บได้ซึ่งมีรอยคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ บ่งบอกว่าเขาเพิ่งผ่านสมรภูมิหนักๆ มาเมื่อไม่นานมานี้
พิมพริมามองหน้าเขาชัดๆ เขาหล่อเหลาจนน่าใจหาย ความหล่อนั้นคุ้นตา แต่เธอนึกไม่ออกและแค่ปล่อยผ่านมันไป เธอจำไม่ได้ว่าเคยเห็นเขามาก่อนในคณะไหมหรือแม้แต่ในรั้วมหาวิทยาลัย (หรือเธออาจจะไม่ได้สนใจคนนอกคณะเลย) แต่เธอมั่นใจว่าผู้ชายคนนี้คือหัวหน้าของกลุ่มชายชุดดำเมื่อครู่
"คุณคือเจ้าของเคสเมื่อกี้เหรอ?" พิมพริมาถามพลางเดินเข้าไปใกล้เขาตามสัญชาตญาณของการเป็นหมอ "คุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ? มีเลือดติดที่เสื้อเยอะมากเลยนะ" ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเธอ นัยน์ตาคมกริบสีนิลนั่นดูว่างเปล่าและเย็นชาจนน่ากลัว เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ แต่กลับถามกลับด้วยเสียงเรียบๆ ทุ้มต่ำราวกับเสียงระฆังโบราณ "ไอ้ธัน... ลูกน้องผม รอดไหม?"
"รอด กำลังจะส่งเข้าห้องผ่าตัด" พิมพริมาตอบ "แต่นายน่ะ มีแผลที่แขนซ้ายนี่ มานี่สิ ฉันจะทำแผลให้" เธอเห็นรอยแผลถูกฟันยาวเหยียดที่แขนซ้ายของเขาชัดเจน ตอนนี้เลือดเริ่มแห้งแล้ว แต่ถ้าปล่อยไว้มีหวังติดเชื้อแน่ๆ
"ไม่จำเป็น" เขาตัดบทแล้วลุกขึ้นยืน ร่างสูงใหญ่ของเขาข่มพิมพริมาจนเธอดูตัวนิดเดียว "หมออย่างเธอมีหน้าที่รักษาคนดีๆ ไม่ใช่หรือไง? อย่ามายุ่งกับเรื่องสีเทาๆ แบบพวกผมเลย มันจะเปื้อนเสื้อกาวน์เอาเปล่าๆ"
"สำหรับฉัน เลือดก็คือเลือดค่ะ มันไม่มีสีเทาสีขาวหรอก!" พิมพริมาเถียงกลับอย่างหัวเสีย เธอคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขา ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งกับสัมผัสอุ่นๆ จากมือเล็กๆ ที่บังอาจมากุมมือมาเฟียอย่างเขาไว้ ใบหน้าของเขาปรากฏแววประหลาดใจเล็กน้อยกับความดื้อด้านของเธอ
"อย่าดื้อได้ไหม! มานั่งนี่ เดี๋ยวฉันเย็บแผลให้เอง!" เธอพยายามจะดึงให้เขานั่งลง แต่เขานิ่งราวกับภูผา
เขามองผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังพยายามทำตัวดุใส่เขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มุมปากของเขาเผยรอยยิ้มบางๆ ที่ดูเหมือนการเยาะหยันโชคชะตามากกว่าความรู้สึกอื่นใด
"เธอรู้ไหมว่าการที่เธอช่วยคนของผมคืนนี้ มันหมายถึงเธอเหยียบเท้าเข้าไปในนรกแล้วครึ่งตัวนะ ยัยหมอ"
"นรกมันจะไปน่ากลัวกว่าการที่ฉันปล่อยให้คนไข้ตายต่อหน้าได้ยังไงล่ะ!" พิมพริมาลากตัวเขาไปที่ห้องทำแผลเล็กๆ โดยไม่ฟังคำทัดทาน ไม่สนว่าเขาจะเป็นใคร มาจากไหน หน้าตาดุร้ายแค่ไหน สำหรับเธอ ตอนนี้เขาคือ "คนไข้"
ท่ามกลางแสงไฟนีออนสลัวๆ ในห้องทำแผล พิมพริมาเริ่มลงมือล้างแผลที่ถูกฟันลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อของเขา เธอทำมันด้วยความชำนาญและแผ่วเบาอย่างไม่น่าเชื่อ เธอเช็ดคราบเลือดที่แห้งกรังออกอย่างระมัดระวัง ใช้สำลีเช็ดรอบๆ แผลอย่างอ่อนโยน เขานั่งนิ่ง มองดูใบหน้าจริงจังหลังกรอบแว่นของนักศึกษาแพทย์สาว หรือก็คือยัยหมอที่เคยปากดีใส่เขาเมื่อกลางวันและเขาคิดว่าเธอน่าจะจำเขาไม่ได้
"แผลค่อนข้างลึก ต้องเย็บประมาณสามถึงสี่เข็มนะคะ อาจจะเจ็บหน่อยนะ" เธอเอ่ยเตือน อคินไม่ตอบ เขายังคงจ้องมองใบหน้าของเธอ ดวงตาคมกริบไล่มองจากเส้นผมที่ตอนนี้ชุ่มเหงื่อลงมาที่กรอบแว่นที่เกือบหลุดร่วง และริมฝีปากที่เม้มแน่นด้วยความตั้งใจ เธอเป็นผู้หญิงที่แปลก แปลกกว่าใครที่เขาเคยเจอมาในชีวิต
พิมพริมาฉีดยาชาให้เขาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มลงมือเย็บแผลอย่างประณีต มือของเธอสั่นเล็กน้อยจากความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงทำหน้าที่ได้อย่างดีที่สุด กลิ่นยาฆ่าเชื้อผสมกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ และกลิ่น Woody Oak ที่เข้มข้นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในห้องเล็กๆ นี้
"เสร็จแล้ว ห้ามโดนน้ำสามวันนะคะ ถ้าแผลไม่ดีขึ้นให้รีบมาหาหมอ" พิมพริมาบอกพลางปิดพลาสเตอร์แผ่นสุดท้ายอย่างเรียบร้อย เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เหมือนยกภูเขาออกจากอก
"ชื่ออะไรนะ?" เขาถามขึ้นมา ขณะลุกขึ้นยืนเตรียมจะจากไปทั้ง ๆ ที่ป้ายชื่อของเธอตอนนี้นอนแน่นิ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกง น้ำเสียงนั้นยังคงเรียบเฉย
"พิมพริมา แต่เรียกพิมเฉยๆ ก็ได้ค่ะ แล้วคุณล่ะ?" เขานิ่งไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ประกายแวววาวซ่อนเร้นบางอย่างที่เธออ่านไม่ออก ก่อนจะปรายตามองเธอด้วยสายตาที่ทำให้นึกถึงสัตว์ร้ายที่กำลังซ่อนเล็บ "อคิน"
"อคิน " พิมพริมาทวนชื่อเขาในลำคอ "ชื่อแปลกดีนะคะ"
"จำไว้ให้ดีแล้วกันพิมพริมา " อคินโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูเธอจนได้กลิ่นน้ำหอมไม้โอ๊คจางๆ ปนกลิ่นคาวเลือดที่ตอนนี้มันเหมือนจะเข้ากันได้อย่างประหลาด
"เพราะตั้งแต่วินาทีนี้ไป ชื่อของผมจะกลายเป็นฝันร้ายเดียวที่เธอไม่มีวันสลัดหลุด" เขาเดินจากไปทิ้งให้พิมพริมายืนเคว้งอยู่กลางห้องทำแผล หัวใจของเธอเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คำพูดของเขา คำขู่ของเขา มันทำให้เลือดในกายเธอเย็นเฉียบ แต่ก็มีความรู้สึกแปลกๆ ที่ยากจะอธิบายเข้ามาแทรก
Chapter 19 : พายุที่กำลังก่อตัว หลังจากมื้อเช้าที่แสนอบอุ่นจบลง อคินไม่ได้พาพิมพริมากลับไปส่งที่คณะแพทยศาสตร์ทันทีอย่างที่ควรจะเป็น ทว่าเขาเลือกที่จะกักตัวเธอไว้ในพื้นที่ปลอดภัยตลอดทั้งวัน กลิ่นหอมของกาแฟคั่วบดที่อบอวลไปทั่วห้องนั่งเล่นกระจกใสและความเงียบสงบของบ้านพักริมหน้าผา ดูเหมือนจะเป็นเกราะป้องกันชั้นยอดที่กั้นขวางความวุ่นวายจากโลกภายนอกไว้ชั่วคราว อคินใช้เวลาช่วงบ่ายนั่งทำงานอยู่เคียงข้างเธอบนโซฟาหนังตัวใหญ่ มือข้างหนึ่งของเขาถือไอแพดเพื่อพิมพ์คำสั่งเด็ดขาดในการทำลายโครงสร้างธุรกิจของพ่อเมเบลผ่านเครือข่ายมาเฟียและคอนเนกชันสีเทา ทว่ามืออีกข้างกลับไม่เคยปล่อยจากมือเล็กของพิมพริมาเลยแม้แต่วินาทีเดียว เขาบีบกระชับมือเธอเบาๆ เป็นระยะ ราวกับต้องการยืนยันว่าเธอยังอยู่ตรงนี้จริงๆ ไม่ได้หายไปไหน
Chapter 18 : กลิ่นกาแฟและแสงตะวันยามเช้า ท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีที่เพิ่งผ่านพ้น พายุแห่งอารมณ์ที่เคยโหมกระหน่ำในใจของคนทั้งสองถูกแทนที่ด้วยความสงบเงียบอันแสนหวาน แสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้าตรู่เริ่มทอแสงรำไร ลอดผ่านม่านสีขาวบางเบาที่พลิ้วไหวตามแรงลมทะเลเข้ามาในห้องนอนกว้าง กลิ่นไอเค็มของทะเลจางๆ ที่พัดพาความสดชื่นมาปะทะจมูก ผสมผสานกับกลิ่นหอมสะอาดของสบู่ราคาแพง และกลิ่นกายอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของบ้าน กลิ่นไม้โอ๊คผสมยาสูบจางๆ ที่ให้ความรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยอย่างประหลาด พิมพริมาค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นมาท่ามกลางความนุ่มนวลของเตียงนอนขนาดคิงไซส์ เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่โอบรัดอยู่รอบเอวบาง เม
Chapter 17: รอยร้าวในใจและการปลอบโลมใต้แสงดาว NC18++ แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์ที่คำรามต่ำท่ามกลางความเงียบของราตรี เปรียบเสมือนเสียงสะท้อนของพายุอารมณ์ที่ยังคงโหมกระหน่ำอยู่ในอกของอคิน สิงหราชเขาเหยียบคันเร่งพารถทะยานไปตามถนนเลียบชายฝั่งที่ตัดผ่านหน้าผาสูงชัน เส้นทางคดเคี้ยวถูกแสงไฟหน้าจากสัตว์ร้ายสีดำสนิทสาดส่องจนเห็นเพียงหน้าผาหินและผืนน้ำทะเลที่มืดมิดสุดลูกหูลูกตา นิ้วมือที่กุมพวงมาลัยสั่นระริกด้วยโทสะที่ยังไม่มอดดับ ภาพรอยแดงที่ข้อมือขาวและการสั่นเทาของพิมพริมาในห้องน้ำนั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาไม่หยุด อคินเหลือบมองร่างเล็กที่นั่งกอดตัวเองอยู่บนเบาะข้างคนขับ พิมพริมาในชุดสครับสีเขียวเข้มที่บัดนี้มีรอยยับย่นและคราบด่างจากน้ำอัดลม เธอนิ่งงันราวกับตุ๊กตากระเบื้องที่แตกสลาย ดวงตาคู่สวยเหม่อลอยมองออ
Chapter 16: กุหลาบอาบพิษ แรงสั่นสะเทือนจากเสียงเชียร์กึกก้องที่สนามบาสเกตบอลคณะวิศวกรรมศาสตร์อาจจะมอดดับไปตามกาลเวลาของเมื่อวาน ทว่าคลื่นความอิจฉาริษยาที่ถูกจุดขึ้นจากภาพการ "ฝากเกียร์" กลางสนามกลับไม่ได้มอดดับลงไปด้วย แต่มันกลับยิ่งทวีความรุนแรงและก่อตัวเป็นพายุหมุนเงียบๆ ภายใต้หลังคาตึกแดงอันทรงพลัง สำหรับพิมพริมา เกียร์สีทองแดงที่ห้อยอยู่บนคอ คือพันธสัญญาที่ทำให้อุ่นใจท่ามกลางพายุรอบตัว แต่สำหรับหญิงสาวคนอื่นๆ ในถิ่นลานเกียร์แห่งนี้ มันคือ "การหยามเกียรติ" และ "การประกาศสงคราม" อย่างรุนแรง เมเบลดาวคณะวิศวกรรมศาสตร์ภาคเครื่องกล ผู้มีใบหน้าสวยคมโฉบเฉี่ยวและฐานะทางบ้านที่ไม่ธรรมดา เจ้าของฉายา "กุหลาบเหล็ก" ยืนกำหมัดแน่นจนเล็บแทงเข้าเนื้ออยู่หลังเสาปูนต้นใหญ่ สายตาคม
Chapter 15 : เสียงเชียร์ใต้ลานเกียร์ และเกียร์ที่ฝากไว้ NC18+++ ช่วงพักเที่ยง ณ หน้าตึกคณะแพทยศาสตร์ รถ SUV หุ้มเกราะสีดำสนิทชะลอตัวลงจอดนิ่งสนิทตรงหน้าพิมพริมาที่กำลังเดินถือสมุดโน้ตเตรียมไปเข้าแล็บ กระจกฟิล์มมืดทึบค่อยๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของอคินในชุดนักศึกษาวิศวะที่สวมเสื้อช็อปสีแดงทับอยู่ แววตาของเขาดูมีพลังและเจ้าเล่ห์กว่าทุกวัน "เย็นนี้ห้าโมง... ไปที่สนามบาสคณะวิศวะ" อคินเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น "ฉันไปไม่ได้อคิน เย็นนี้ฉันต้องอ่านบท Cardiovascular ต่อ" พิมพริมาปฏิเสธทันควัน 
Chapter 14 : คิดถึง NC 18++ แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดทอประกายสีส้มจัด ทาบรัศมีอาบไล้ตึกคณะแพทยศาสตร์จนดูราวกับภาพวาด บรรยากาศรอบข้างคราคร่ำไปด้วยเหล่านักศึกษาแพทย์ในชุดสครับที่ใช้ชีวิตแข่งกับเวลา บ้างเร่งรีบไปราวด์วอร์ด บ้างแบกตำราเล่มยักษ์มุ่งหน้าสู่หอสมุด ทว่าท่ามกลางความโกลาหลสีขาวบริสุทธิ์นั้น จุดรวมสายตาของทุกคนกลับถูกสะกดไว้ที่รถซูเปอร์คาร์สีดำสนิทที่จอดนิ่งราวกับสัตว์ร้ายซุ่มหมอบอยู่หน้าทางเข้า พร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดช็อปสีแดงเลือดนกที่แผ่กลิ่นอายความดุดันและแปลกแยกจากโลกอันสงบเงียบแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง อคินยืนพิงรถคันหรูด้วยท่าทีสงบนิ่ง มือหนึ่งล้วงกระเป๋ากางเกง อีกมือหนีบบุหรี่ที่ไม่ได้จุดไว้เพียงเพื่อสัมผัสกลิ่นอายที่คุ้นชิน สายตาคมกริบจดจ่อแน่วนิ่งอยู่ที่ประตูอัตโนมัติของอาคาร จนกระทั่งร่างเล็กในชุดสครับสีเขียวเข้มที่สวมทับด้วยเสื้อกาวน์สีขาวเดิน




![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


