Share

วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด
วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด
Author: Camellia.ma

Prologue

Author: Camellia.ma
last update Petsa ng paglalathala: 2026-07-11 11:03:05

              เสียงพายุฝนด้านนอกอู่ซ่อมรถยังคงกระหน่ำซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีดังอื้ออึง ทว่าเสียงสะท้อนเหล่านั้นกลับถูกกลบด้วยเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและกระแสความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านอยู่บนเบาะนอนหลังเก่าชื้นเหงื่อกลางห้องพักสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แสงไฟสีส้มรำไรจากสปอตไลต์สนามแข่งด้านนอกสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาพาดผ่านแผ่นหลังกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามของผู้ชายที่กำลังทาบทับอยู่เหนือร่างกายของฉัน

            ความเย็นเยือกของหยาดฝนที่เกาะอยู่ตามผิวเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนจัดยามที่ฝ่ามือหนาหยาบกร้านเลื่อนลงมาตรึงสะโพกของฉันไว้แน่น แรงกดดันดิบชื้นปนกลิ่นไหม้จาง ๆ ของน้ำมันเครื่องและควันบุหรี่ประจำตัวของเขาโชยอวลปิดกั้นการรับรู้ทั้งหมดไปจนสิ้น

            “อื้อ…”

            ฉันส่งเสียงครางแผ่วหลุดออกจากลำคอยามที่ริมฝีปากหนากดจูบลงมาบดเบียดอย่างดึงดัน รสชาติขมปร่าของแอลกอฮอล์ราคาถูกที่ฉันเพิ่งกระดกลงคอไปก่อนหน้านี้ผสมปนเปไปกับสัมผัสลึกซึ้งอันร้ายกาจ ปลายนิ้วหนาตรึงใบหน้าของฉันให้แหงนหงายรับองศาจูบที่ทวีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ สมองของฉันขาวโพลน สองมือเผลอกำแผ่นหลังกว้างของเขาแน่นจนเล็บจิกฝังลงบนผิวเนื้อเพื่อระบายความเสียวซ่านระคนเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก

            สัมผัสแรกเริ่มที่สอดแทรกเข้ามาในกายทำเอาร่างกายของฉันบิดเกร็งด้วยความไม่คุ้นชิน ร่างสูงใหญ่ชะงักกึกไปแวบหนึ่ง ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดอยู่ข้างใบหู ก่อนที่เขาจะยอมก้มลงพรมจูบแผ่วเบาไปตามหน้าผากและซอกคอขาวสะอาดเพื่อปลอบโยนและผ่อนคลายความตึงเครียดให้อย่างอดทน

            “เจ็บเหรอ”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทกระซิบถามห้วน ๆ ตามประสาคนไม่ชอบปลอบใคร ฉันไม่ได้ส่งเสียงตอบ ทำเพียงแค่เม้มปากแน่นและพยักหน้าช้า ๆ ทั้งที่หยาดน้ำตายังคงไหลซึมออกจากหางตา ฝ่ามือหนาขยับลูบปลอบแผ่นหลังบางของฉันครั้งหนึ่ง ก่อนที่จังหวะขับเคลื่อนจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเน้นย้ำและเต็มไปด้วยความหนักแน่น ทว่าร้อนแรงจนร่างกายตอบสนองเข้าหากันตามสัญชาตญาณดิบที่ไร้การควบคุม

            เสียงแผ่นหลังบางเบียดกระทบกับเบาะนอนหลังเก่าสอดรับกับเสียงพายุฝนด้านนอก ท่วงทำนองที่ขยับขับเคลื่อนเต็มไปด้วยความเรียกร้องและตอกย้ำความผิดพลาดชั่ววูบในค่ำคืนนี้ ฉันซุกหน้าลงกับซอกคอหนา มือกำเสื้อช่างสีเข้มของอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเมื่อไหร่ ตัวเองจะหล่นหายลงไปในความว่างเปล่าของชีวิตที่เพิ่งพังทลายลงมาอีกครั้ง ขณะที่ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ก็ยังคงโอบกอดและยึดเหนี่ยวร่างของฉันเอาไว้แน่นหนาไม่ต่างกัน

            เมื่อพายุฝนด้านนอกเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นปูนเอื่อย ๆ ร่างสูงใหญ่ขยับถอนกายออกช้า ๆ ดึงฉันเข้าไปกอดแนบกับแผ่นอกกว้างที่ยังคงชื้นเหงื่อ กดจูบลงบนกลุ่มผมของฉันท่ามกลางความเงียบสลัวที่มีเพียงเสียงลมหายใจสั่นพร่าของเราสองคนคอยตอกย้ำความสัมพันธ์อันป่าเถื่อนที่เพิ่งจบลง

            ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่ถึงสองชั่วโมง...

            เสียงเม็ดฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนเสียงที่ตกกระทบหลังคาด้านนอกบาร์ไม้เก่า ๆ ดังอื้ออึง ไอความเย็นยะเยือกของหยาดน้ำฝนซึมผ่านบานประตูขยับไหว อุณหภูมิภายในร้านลดต่ำลงจนร่างกายของฉันสั่นเทาอยู่ในชุดเสื้อผ้าเนื้อบางที่เปียกโชกแนบเนื้อ

            ฉันนั่งก้มหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ตรงมุมบาร์ที่มืดที่สุดเพียงลำพัง หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มสะอึกสะอื้นจนตัวโยนยามที่นึกถึงเรื่องราวในชีวิต คณะแพทยศาสตร์ที่ฉันทุ่มเท อดตาหลับขับตานอนอ่านหนังสือนับปีจนสอบเข้าได้สำเร็จ คณะที่เป็นคำมั่นสัญญาสุดท้ายที่ฉันเคยให้ไว้กับพ่อก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ

            ทว่าความภาคภูมิใจเหล่านั้นกลับพังทลายลงในพริบตา ยามเมื่อแม่แต่งงานใหม่กับผู้ชายคนนั้น เงินค่าส่งเสียเรียนต่อที่เคยสัญญากันไว้ถูกตัดขาดอย่างไร้ความใยดี บีบให้เด็กปีหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลยอย่างฉันจนมุมและไร้ทางออก

            ฉันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาอย่างคนใกล้พังเต็มที ปลายนิ้วสั่นเทายกแก้วเหล้าถูก ๆ ในบาร์ขึ้นกระดกลงคอแก้วแล้วแก้วเล่าเพื่อหวังจะใช้ความขมปร่าดับก้อนความเสียใจในอก

            ในความสลัวรางพ้นมุมมืดของบาร์ เสียงฝีเท้าของใครบางคนย่ำหนัก ๆ ตรงเข้ามา เสียงเปิดบานประตูไม้ด้านหลังอู่ซ่อมบำรุงที่เชื่อมกับตัวบาร์ดังเอี๊ยด แผ่เอากลิ่นอายดิบชื้นปนกลิ่นไหม้ของน้ำมันเครื่องและบุหรี่ร้อนให้โชยอวลเข้ามาในชั้นบรรยากาศ ร่างสูงใหญ่ในชุดช่างสีเข้มประจำทีมแข่งก้าวขาเข้ามาหลบฝนด้านใน ลาดไหล่กว้างเปียกชื้นจนเนื้อผ้าลู่ติดผิว สายตาคมกริบคู่ดุของเขากวาดมองความเงียบเชียบของร้านช้า ๆ ก่อนจะมาสะดุดนิ่งอยู่ที่เงามืดตรงมุมบาร์ที่ฉันนั่งอยู่

            สายตาคู่คมคู่นั้นกวาดมองคราบน้ำตาบนใบหน้าและขวดเหล้าบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ร่างสูงใหญ่ขยับไปทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้บาร์ฝั่งตรงข้ามที่ห่างออกไปหลายช่วงตัว ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบเงียบ ๆ ปล่อยให้ประกายไฟสีส้มวาบไหวท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงฝนสาดซัด

            ระยะห่างที่เขาเว้นไว้บวกกับความนิ่งเฉยดั่งคนแปลกหน้า กลับแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวที่ทำให้กำแพงทิฐิอันเหนื่อยล้าของฉันพังทลายลงอย่างราบคาบ ความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้มาตลอด ทำให้ฉันแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาอย่างไร้สติ ยามประจันหน้ากับความเงียบงันของผู้ชายตรงหน้า

            “โลกแม่งใจร้ายชะมัดเลยว่ามั้ยพี่…”

            ฉันพึมพำเสียงสั่นพร่า ฝ่ามือสองข้างกระชับเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดก้อนสะอื้น

            “หนูเรียนหมอ… หนูสอบติดหมอตามที่เคยสัญญากับพ่อไว้แล้วแท้ ๆ แต่ทำไมตอนนี้หนูถึงไม่เหลือใครเลยวะ”

            สายตาคมกริบที่กำลังทอดมองประกายไฟจากปลายมวนบุหรี่ตวัดกลับมานิ่งค้างที่ใบหน้าของฉัน แววตาดุดันคู่นั้นขยับไหววูบหนึ่งในความสลัว ลมหายใจทุ้มต่ำถูกพ่นออกมาพร้อมควันสีเทาจาง ความเงียบของเขาคล้ายกับปราการหนาหนักที่ยอมรับฟังฝากก้อนความอัดอั้นทั้งหมดของฉันเอาไว้โดยไม่ตั้งคำถาม ยิ่งทำให้หยาดน้ำตาไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย

            “ดึกแล้ว”

            น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เขากดดับปลายมวนบุหรี่ลงกับที่เขี่ย ยัดฝ่ามือสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงชุดช่างขณะขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่ขยายทอดทับบดบังแสงไฟสลัวสีส้มภายในบาร์จนมิด สายตาคู่คมกริบกดต่ำลงมาจับจ้องสภาพเปียกโชกและฝ่ามือที่ยังคงสั่นเทาของฉันนิ่ง

            “จะนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ทั้งคืนหรือไง ลุกขึ้น”

            “หนูไม่กลับ…” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง เม้มปากสู้สายตาดุดันคู่นั้นทั้งที่ตัวยังสั่น “กลับไปก็ไม่มีที่ให้ไปแล้ว”

            ความเงียบทอดตัวลงคั่นกลางระหว่างเราอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะซาลง ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้แสดงสีหน้าเห็นใจ เขาเพียงแค่ถอนหายใจยาวขยับเท้าก้าวเดินตรงไปยังประตูม้วนเหล็กทางด้านหลังที่เชื่อมต่อกับอู่ซ่อมรถทันที

            ทว่าความมืด ฝนที่ตกหนัก และความจนตรอกบีบให้ฉันต้องกลืนทิฐิลงคอ ฉันรวบกระเป๋าสะพายลุกขึ้นจากเก้าอี้บาร์ ก้าวขาที่สั่นเทิ้มเดินตามแผ่นหลังกว้างของคนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่สลัวของอู่ซ่อมบำรุงเก่าท้ายสนามแข่งเงียบ ๆ เพราะมันคือที่ในค่ำคืนนี้ที่มีหลังคาคุ้มหัว

            เสียงประตูม้วนเหล็กถูกดึงปิดลงตามหลังดังโครมลั่น ตัดขาดเราสองคนออกจากเสียงอื้ออึงของโลกภายนอก มีเพียงแสงไฟทางรำไรจากหน้าต่างสาดส่องเข้ามาพาดผ่านร่างสูงใหญ่ที่หยุดยืนนิ่งอยู่กลางห้องพักสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของอู่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ลากพาความโดดเดี่ยวของฉันให้จมดิ่งลงสู่ความสัมพันธ์ทางกายอันร้อนแรงเพื่อประชดโชคชะตา

            ปัจจุบัน

            ไอความร้อนจากร่างกายของเราสองคนยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อยามที่ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง ฉันขยับตัวลุกขึ้นนั่งช้า ๆ รวบเสื้อยืดตัวโคร่งที่ชื้นฝนขึ้นมาสวมใส่กลับคืนอย่างลนลาน ความเงียบและไออุ่นจาง ๆ ในห้องพักที่เคยทำให้รู้สึกหวาดระแวงในตอนแรก

            กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในค่ำคืนที่โลกด้านนอกพังทลายลงมาจนหมดสิ้น ความเหนื่อยล้าและก้อนความเสียใจบีบให้ฉันยอมปล่อยวางทิฐิทุกอย่าง แล้วปล่อยตัวปล่อยใจให้ดิ่งลึกไปกับเรื่องราวที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างคนไม่มีอะไรจะเสีย

            สายตาของฉันก้มมองแผ่นอกกว้างของผู้ชายตรงหน้า ผิวเนื้อของเขาขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ ความเงียบสนิทในห้องพักดึงเอาเสียงสะอื้นไห้ที่เคยมีก่อนหน้านี้ให้จางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่ยังหลงเหลืออยู่ตามเนื้อตัว

            สติรับรู้ที่เคยพร่าเลือนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มคืนกลับมาทีละส่วน ทว่ามันไม่ได้นำพาความตื่นตระหนกหรือความหวาดกลัวเข้ามาซ้ำเติมอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม ความเงียบงันและแผ่นเตียงหลังเก่าในอู่ซ่อมรถแห่งนี้กลับกลายเป็นปราการหนาหนักที่ช่วยบดบังฉันเอาไว้จากความจริงอันโหดร้ายของโลกภายนอก โลกที่เพิ่งพรากเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเด็กปีหนึ่งคนหนึ่งอย่างไม่มีชิ้นดี

            ฉันเม้มปากแน่น พลางทรุดตัวนั่งกอดเข่าอยู่บนเบาะนอน สายตาจับจ้องไปที่หยาดน้ำฝนที่ยังคงไหลลงมาตามรอยแตกของกระจกหน้าต่างไม้ แสนสีส้มรำไรจากไฟสปอตไลต์สนามแข่งด้านนอกทอดผ่านเข้ามาสลัว ๆ พาดผ่านแผ่นหลังและลาดไหล่กว้างของคนข้างกาย ร่างสูงนอนนิ่ง ไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร และไม่ได้เข้ามาคุกคามใด ๆ หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง

            ท่าทีเรียบเฉยของเขาคล้ายกับการยอมรับรู้และแบ่งเบาความแตกสลายในใจของฉันไว้เงียบ ๆ โดยไม่ตั้งคำถาม ความอุ่นจากแผ่นอกของเขาที่ยังแผ่ซ่านอยู่ใกล้ ๆ ทำหน้าที่ประคับประคองจิตใจอันอ่อนล้าขีดสุดให้ค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย จนก้อนความอัดอั้นที่เคยบีบรัดอยู่ในอกเริ่มคลายตัวออก

            เขาขยับร่างกายสูงใหญ่ลงมาจากเบาะนอน ก้าวตรงไปยังมุมห้องพักที่มืดสนิท ฝีเท้าของเขาย่ำลงบนพื้นปูนแผ่วเบาท่ามกลางเสียงพายุฝน ฝ่ามือหนาหยิบผ้าห่มผืนหนาที่วางอยู่บนกล่องเครื่องมือเก่าขยับเดินกลับมาแล้วโยนลงบนพื้นที่ว่างฝั่งตรงข้ามอย่างเบามือ

            มันเป็นสิ่งที่เขาทำโดยไร้คำพูด ทว่ารับรู้ได้ถึงความใส่ใจในแบบของเขา จากนั้นร่างสูงใหญ่ก็ขยับกลับไปเอนกายลงนอนหันหลังให้ที่อีกฟากหนึ่งของห้องพักช้า ๆ เว้นระยะห่างไว้ในพิกัดที่ปลอดภัยเพื่อให้ฉันได้มีพื้นที่ของตัวเอง

            ฉันมองผ้าห่มผืนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับตัวลงนอน ซุกตัวอยู่ใต้เสื้อยืดตัวโคร่งเพื่ออาศัยความอบอุ่นในค่ำคืนที่อ้างว้าง สายตาเหม่อมองแผ่นหลังกว้างของคนแปลกหน้าที่นอนหันหลังให้อยู่ห่างออกไป ความเงียบและเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีกลายเป็นสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนความผิดหวังในใจ

            ฉันหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความอ่อนล้าพาตัวเองจมดิ่งลงสู่ความหลับใหล ยินยอมให้ค่ำคืนนี้ช่วยซุกซ่อนความผิดพลาดทั้งหมดเอาไว้ ท่ามกลางเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเราทั้งสองคนและสายฝนที่ยังคงตกลงมาไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด    Special Chapter 2— The New Pit Crew

    Special Chapter 2— The New Pit Crew “พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามายกของหนัก” เสียงทุ้มดุแฝงความหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่ฉันพยายามจะช่วยยกกล่องลังกระดาษใส่น้ำดื่มในพิตเลน พี่ขุนทัพเดินดิ่งเข้ามาแย่งกล่องในมือฉันไปถือเองทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเหล็กอย่างระมัดระวังคล้ายกลัวว่าแรงสะเทือนจะกระทบมาถึงคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมามองฉันด้วยสายตาคาดโทษ ดวงตาคมกริบคู่ที่เคยทำให้คู่แข่งในสนามแข่งต้องหวาดหวั่น ตอนนี้กลับจ้องฉันเขม็งนิ่งสนิทราวกับกำลังจะเรียกเข้าห้องสอบสวนขัดกับท่าทางผ่อนลมหายใจยาวหน่วงเพื่อระงับอารมณ์ “มันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อยค่ะพี่ขุน หนูแค่อยากช่วย ไม่อยากนั่งเฉย ๆ” ฉันบ่นอุบ ย่นจมูกใส่เขา พลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ อย่างคนไม่สำนึกผิดเพื่อเอาใจช่วยตัวเอง ตอนนี้ฉันท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มนูนชัดขึ้นจนเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ที่ใส่มาวันนี้ปิดไม่มิด อาการแพ้ท้องในช่วงแรกหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหิวบ่อยกับพลังงานล้นเหลือจนคนรอบตัวเริ่มปวดหัวยามที่เห็นฉันขยับตัวทำนู่นทำนี่ไม่หยุด

  • วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด    Special Chapter 1 — Midnight Shift

    Special Chapter 1 — Midnight Shift ตีสองสิบห้านาที… ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงดังแกร๊กเบา ๆ ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแปบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกดบ่าและต้นคอที่ปวดตึงจนแทบขยับไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากเวรยาวกว่าสิบหกชั่วโมงเต็มทำเอาร่างกายประท้วงจนโลกทั้งใบดูช้าลงไปหมด แสงไฟนีออนสีขาวในทางเดินของโรงพยาบาลสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยติดเสื้อผ้าขยับตามทิศทางลมไม่หาย “หมอเมษา กลับบ้านดี ๆ นะคะ” พยาบาลรุ่นพี่ที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารโบกมือให้จากหน้าเคาน์เตอร์ “ค่ะพี่อร เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันฝืนยิ้มตาปรือพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้อีกแล้วเหรอ” “เวรเช้าค่ะ…” “โหดเกินคนแล้วลูก พักผ่อนบ้างนะ” เสียงหัวเราะเอ็นดูดังตามหลังมาเบา ๆ ฉันยิ้มแห้งตอบ ก่อนจะก้าวขาเดินไปตามทางเดินยาวพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบปรากฏข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาเมื่อสามสิบนาทีก่อน ‘เลิกเวรหรือยัง พี่จอดรถอยู่ใต้ตึก’ แค่นึกภาพคนส่ง หัวใจที่แห้งเหี่ยวและ

  • วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด    EP.98

    “ตั้งใจเป็นหมอดี ๆ ล่ะ อย่าหักโหมเกินไป” “ค่ะ เมษาจะจำไว้” ดึกสงัดของคืนวันเดียวกัน… แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพมหานครค่อย ๆ ดับลงทีละดวงตามกาลเวลา ถนนหลายสายที่เคยพลุกพล่านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ทว่าเสียงคำรามต่ำทรงพลังของเครื่องยนต์รถสปอร์ตสีดำคันคุ้นเคยยังคงดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันยามราตรี พี่ขุนทัพขับรถพาฉันกลับมายัง MIDNIGHT CIRCUIT สถานที่ที่มีความหมายกับเราสองคนมาก เพราะมันเป็นที่ที่เปลี่ยนชีวิตพัง ๆ ของฉันให้ดีขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรถจอดสนิทตรงพิตเลน… เขาดับเครื่องยนต์จนความเงียบเข้าปกคลุม ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ฉันช้า ๆ สองมือหนาประคองจับประตูย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อรอรับเหมือนที่เขาตั้งใจทำเสมอมา “มองอะไร” เสียงทุ้มห้วนติดดุถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นฉันยังคงนั่งนิ่งสบตาเขาแล้วอมยิ้มไม่ยอมก้าวลงจากรถ “มองว่ากัปตันทีมแชมป์ระดับเอเชีย ผู้ชายที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง ยังยอมลงมาเปิดประตูรถให้แฟนอยู่เลยค่

  • วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด    EP.97

    มา 5 ปีต่อมา… “ยินดีด้วยนะคุณหมอเมษา!” เสียงของจีน่ากับเรย์ดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้ามากอดฉันคนละข้างจนแทบเสียหลัก แรงกอดแน่น ๆ นำพาเอาความตื้นตันใจมาสู่ฉันจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอ เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี และเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วลานหน้าหอประชุมใหญ่ในช่วงบ่ายของวันสำคัญ วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันแห่งความสำเร็จที่นิสิตแพทย์ทุกคนเฝ้าเพียรพยายามมาตลอด 6 ปีเต็ม วันที่ฉันจะได้ก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างภาคภูมิใจ ฉันยืนมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ของคณะ ดวงตาไล่มองภาพสะท้อนของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดครุยวิทยฐานะที่สวมทับอยู่บนร่างกายดูแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันทั้งงดงาม ทรงเกียรติ และดูหนักอึ้งไปด้วยความรับผิดชอบของคำว่า ‘ผู้รักษา’ ห้าปีหลังจากคืนฝนตกวันนั้น… และอีกหนึ่งปีเต็มในฐานะอินเทิร์น เพียงแค่คิดถึงคำนี้ หัวใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง หกปีเต็ม ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการหยิบยืมเวลานอน แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความกดด

  • วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด    EP.96

    “ก็หนูดีใจนี่” “รู้” “แล้วจะว่าอะไร” “ไม่ได้ว่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่รู้สึกดี” “ดีอะไร” “มีคนดีใจให้ขนาดนี้” หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นจากเวที “เชิญผู้ชนะขึ้นรับถ้วยรางวัลครับ!” ขุนทัพถอนหายใจเบา ๆ “ไปทำหน้าที่ก่อน” “ค่ะ กัปตัน” “เดี๋ยวกลับมา” “เมษารออยู่แล้ว” ดวงตาคมสบตาฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วเบา ๆ แล้วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง แสงสปอร์ตไลต์สาดส่องลงบนร่างสูงสง่า ถ้วยรางวัลแชมป์ถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ พลุสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น เสียงเพลงแห่งชัยชนะดังกระหึ่มไปทั่วสนาม ฉันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่า… ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับทุกอย่างแล้วจริง ๆ หลังจบพิธีมอบรางวัล ทีม RED ENGINEERING จัดการฉลองกันเล็ก ๆ ภายในพิต เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย จอมขวัญเปิดแชมเปญจนฟองกระจายไปทั่ว รามโดนทีมช่างจับยกขึ้นบ่า ส่วนวินทร์กำลังโดนล้อเรื่องหน้าตาเครียดตลอ

  • วิศวะร้ายพ่ายรัก Race Queen สายเนิร์ด    EP.95

    หลังจากผ่านพ้นมรสุมเรื่องครอบครัวของฉันไปได้ โลกทั้งใบก็เหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง พี่ขุนทัพทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกอย่าง เขาดูแลฉันดีมากจนบางครั้งฉันยังแอบคิดว่าผู้ชายดุดันในสนามแข่งคนนั้นหายไปไหน ปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับแม่เงียบหายไปสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกเลย แต่สำหรับพี่ขุนทัพ... งานใหญ่ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ไทม์ไลน์ของชีวิตเราหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่สุดในฤดูกาล ศึกตัดสินแชมป์ King’s Cup นัดสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย สมรภูมิที่สนาม MIDNIGHT CIRCUIT ในวันนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน เสียงเครื่องยนต์จากพิตต่าง ๆ คำรามสลับกันจนแผ่นดินสะเทือน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความตื่นเต้น ฉันยืนอยู่กลางแทร็กในพิตเลน สวมชุด Race Queen ของทีม RED ENGINEERING ตัวเสื้อสีขาวตัดกับกระโปรงสั้นสีแดงสด ยืนเคียงข้างรถแข่งสีแดงดำเบอร์ 7ของกัปตันทีม พี่ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังและนิ่งขรึมกว่าทุกวัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่แทร็กข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าพอหันมาสบ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status