Se connecterกลิ่นยางไหม้ปนกับกลิ่นละอองน้ำมันเครื่องอบอวลไปทั่วแทร็กปูนของ MIDNIGHT CIRCUIT เสียงดนตรีบีท หนัก ๆ ที่เปิดคลอทั่วสนามโดนกลิ่นอายความตึงเครียดของรอบจัดอันดับช่วงดึกกลบจนมิด แสงสปอตไลท์สีขาวจัดจากโครงหลังคาเหล็กเหนือพิตเลนสาดลงกระทบพื้นยางมะตอยเป็นปื้นหนา
ช่างเทคนิคในชุดหมีสีเข้มสวมหมวกนิรภัยเดินเข้าประจำจุดลากสายไฟและท่อลมเตรียมพร้อม เจ้าหน้าที่สนามในชุดสะท้อนแสงเดินชูมือคอยกันตากล้องและแฟนคลับให้ออกห่างจากเส้นเหล็กหน้าอู่ซ่อมบำรุงเพื่อเปิดทางให้รถแข่งลงสนาม
ฉันยืนกอดแผ่นชาร์ตตารางงานงวดถัดไปไว้แนบอก หลบมุมอยู่ข้างเสาคอนกรีตหนาใกล้โซนควบคุม หูฟังสเตอริโอที่คล้องอยู่ข้างหนึ่งแว่วเสียงพี่เซย์ประสานงานเรื่องคิวสปอนเซอร์อย่างเร่งรีบ แต่สายตาของฉันกลับจับจ้องไปที่ความเคลื่อนไหวบริเวณพื้นที่หน้าอู่ของทีม RED ENGINEERING
พื้นที่หน้าพิตสีแดงเพลิงมีคนมุงล้อมหนาตาเป็นพิเศษ พี่ราม ยืนกอดอกพิงอยู่กับขอบซุ้มเหล็กท้ายพิต ควันบุหรี่สีขาวม้วนตัวออกจากริมฝีปากช้า ๆ สายตาคมกริบจดจ้องไปยังตารางเวลากลางสนามอย่างไม่วางตา ข้าง ๆ กัน พี่วินทร์ก้มหน้าเคาะนิ้วลงบนหน้าจอ iPad เช็ก data การตอบสนองของเครื่องยนต์ นิ้วเรียวขยับขาแว่นสายตาขึ้นเล็กน้อยยามที่กราฟความเร็วในจอแกว่งตัว
ส่วนจอมขวัญนั่งห้อยขาอยู่บนหลังกล่องอะไหล่เหล็ก นิ้วเรียวควงเหรียญเงินเล่นจนเกิดเสียงกริ๊ก ๆ พลางส่งยิ้มกวนประสาทให้พวกช่างอู่อื่นที่เดินผ่านไปมา ขณะที่ภูผายืนนิ่งสนิทพิงกำแพงสังกะสีหนา สองมือซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อฮู้ดดี้สีเข้ม มีสายหูฟังคล้องอยู่ที่คอ คอยกวาดสายตามองคุมเชิงรอบบริเวณ
และตรงกึ่งกลางของคนทั้งหมดนั้น ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศกำลังยืนนิ่งอยู่ข้างตัวถังรถ
เสียงซุบซิบของกลุ่มคนที่ยืนอออยู่รอบนอกเริ่มดังขึ้น ทันทีที่รถแข่งสีแดงเพลิงถูกทีมช่างปล่อยตัวลงจากแม่แรงไฮโดรลิก กระทบพื้นเสียงดังปึก มีกลุ่มผู้หญิงหลายคนพยายามเบียดแทรกตัวผ่านแนวเหล็กกั้นเข้ามาเพื่อหวังจะใช้โทรศัพท์มือถือเก็บภาพใบหน้าของเขาในระยะใกล้ แต่ขุนทัพกลับไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองใครเลย สายตาของเขาจดจ่ออยู่เพียงแค่ถุงมือแข่งสีเข้มในมือ
เขาใช้นิ้วมืออีกข้างค่อย ๆ ดึงสายรัดข้อมือยางยืดให้กระชับเข้าที่ทีละข้างด้วยท่าทางนิ่งสงบ แววตาของเขาเรียบเฉยต่อเสียงเรียกชื่อหรือแสงแฟลชจากกล้องนับสิบตัวที่กำลังรัวชัตเตอร์เข้าใส่ ท่าทางเฉยชาต่อสิ่งรอบข้างดูเรียบเฉยและเด็ดขาด เสียจนคนที่พยายามจะก้าวเข้าหาพากันชะงักเท้าแล้วถอยออกไปเอง ขุนทัพสวมหมวกกันน็อกใบโตครอบศีรษะ บดบังใบหน้าจนเหลือเพียงความมืดใต้กระจกบังลม ก่อนจะก้าวขึ้นรถและปิดประตูดังปัง
บรื้นนน—!!
เสียงเครื่องยนต์แปดสูบแผดคำรามก้องระเบิดออกทางท่อไอเสีย รถของทีม RED พุ่งทะยานออกจากเส้นสตาร์ททันทีที่สัญญาณไฟเขียวดวงสุดท้ายดับลง ร่างของมันกลายเป็นเส้นสีแดงตัดผ่านความมืดข้ามไลน์ไปอย่างรวดเร็ว คนดูรอบอัฒจันทร์ส่งเสียงเฮลั่นจนสยบเสียงรอบข้าง ฉันเงยหน้าขึ้นมองภาพจากกล้องวงจรปิดที่จับสัญญาณถ่ายทอดสดบนจอทีวีขนาดใหญ่เหนือพิตเลนเงียบ ๆ
ภาพบนจอแสดงให้เห็นรถสีแดงที่วิ่งเข้าไลน์โค้งแรกด้วยความเร็วสูง รถแข่งเข้าไลน์ได้อย่างแม่นยำ ล้อรถบดเข้าหากล่องเคิร์บขอบแทร็กสะบัดเอาฝุ่นทรายฟุ้งกระจายแล้วผ่านพ้นโค้งอันตรายออกไปได้อย่างเด็ดขาด ขุนทัพหักพวงมาลัยประคองท้ายรถให้สไลด์ผ่านมุมอับชิดขอบแทร็กเหล็กได้อย่างลงตัว ไม่มีอาการปัดหรือเสียการทรงตัวให้เห็นแม้แต่น้อย
ยิ่งผ่านเซกเตอร์ที่สอง ความเร็วบนหน้าจอยิ่งพุ่งทะยานสูงขึ้นจนเข็มดิจิทัลแตะระดับสูงสุดไลน์ตรง การตัดสินใจในแต่ละโค้งของขุนทัพดูดุดัน น่ากลัว และไม่มีความลังเลใจอยู่เลย ผ่านไปไม่กี่อึดใจที่เขาลากความเร็วผ่านทางตรงสตรีท ตัวเลขดิจิทัลสีเขียวบนจอระบุเวลาของเซกเตอร์สุดท้ายก็หยุดนิ่งลง มันคือเวลาใหม่ที่ทำลายสถิติเดิมของสนามลงอย่างราบคาบ
เสียงฮือฮาและเสียงปรบมือดังแทรกขึ้นมาจากอู่ข้างเคียงทันที วินทร์ละสายตาจากหน้าจอ iPad แล้วกระตุกยิ้มมุมปากออกมานิดเดียว ส่วนพี่รามทำเพียงแค่พยักหน้าช้า ๆ ครั้งหนึ่งพลางใช้นิ้วชี้เคาะเเถ้าบุหรี่ทิ้งลงถังเหล็ก ท่าทางของทุกคนในทีมดูเรียบเฉย ไร้ความตื่นเต้น ราวกับพวกเขารู้อยู่แก่ใจแล้วว่าขุนทัพจะพาตัวรถเข้าเส้นชัยด้วยตัวเลขเวลานี้
ฉันละสายตาจากหน้าจอมอนิเตอร์ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อกดความรู้สึกบางอย่างลงไป ก่อนจะเดินเลี่ยงกลับมาที่หน้าพิตของตัวเองเมื่อแสงไฟสปอตไลท์สีขาวนวลสาดส่องลงมากระทบผิวอีกครั้ง ได้เวลาทำงานพาร์ตถัดไปของฉันแล้ว
ฉันขยับขาเปลี่ยนท่าทางอย่างเป็นมืออาชีพพร้อมกับส่งยิ้มให้เลนส์กล้องตรงหน้า ริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกสีสดคลี่ยิ้มกว้าง เชิดหน้าขึ้นเพื่อรับแสงที่ส่องลงมา ท่ามกลางสายตาของตากล้องนับสิบชีวิต พยายามทำหน้าที่ Race Queen ตัวท็อปของสนามให้ดีที่สุด แสงแฟลชกะพริบวาบเข้าตาจนพร่าเบลอ แต่ฉันยังต้องรักษาแววตาให้มั่นใจและนิ่งสงบ
"เมษา เอียงขวาหน่อยครับ สวยครับ" เสียงช่างภาพคนหนึ่งตะโกนฝ่าความอึกทึกเข้ามา
ฉันเอียงองศาหน้าตามคำสั่ง ขยับป้ายไฟของสนามในมือให้ตรงตำแหน่ง ก้าวขาปรับท่วงท่าอย่างเชี่ยวชาญ ค่ำคืนนี้ยาวนานและเหนื่อยล้า ร่างกายเริ่มประท้วงด้วยความเมื่อยขบจากส้นสูงที่จิกอยู่บนพื้นปูนเป็นเวลานาน แต่หน้ากากความมั่นใจของเรซควีนตัวท็อปยังคงถูกสวมไว้อย่างแน่นหนา
ฉันขยับตัวทำหน้าที่แจกรอยยิ้มต้อนรับคนที่เข้ามาขอถ่ายรูป เดินจัดการพื้นที่หน้าพิตตามหน้าที่ไปเรื่อย ๆ แสร้งทำเป็นก้มหน้าเช็กเอกสารในมือและท่องบทคิวงานของวันพรุ่งนี้วนไปมาในหัว พยายามหาอะไรทำเพื่อไม่ให้สมองว่าง
Special Chapter 2— The New Pit Crew “พี่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามายกของหนัก” เสียงทุ้มดุแฝงความหงุดหงิดดังขึ้นทันทีที่ฉันพยายามจะช่วยยกกล่องลังกระดาษใส่น้ำดื่มในพิตเลน พี่ขุนทัพเดินดิ่งเข้ามาแย่งกล่องในมือฉันไปถือเองทันทีโดยที่ฉันยังไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะเหล็กอย่างระมัดระวังคล้ายกลัวว่าแรงสะเทือนจะกระทบมาถึงคนข้าง ๆ แล้วหันกลับมามองฉันด้วยสายตาคาดโทษ ดวงตาคมกริบคู่ที่เคยทำให้คู่แข่งในสนามแข่งต้องหวาดหวั่น ตอนนี้กลับจ้องฉันเขม็งนิ่งสนิทราวกับกำลังจะเรียกเข้าห้องสอบสวนขัดกับท่าทางผ่อนลมหายใจยาวหน่วงเพื่อระงับอารมณ์ “มันไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อยค่ะพี่ขุน หนูแค่อยากช่วย ไม่อยากนั่งเฉย ๆ” ฉันบ่นอุบ ย่นจมูกใส่เขา พลางลูบท้องตัวเองเบา ๆ อย่างคนไม่สำนึกผิดเพื่อเอาใจช่วยตัวเอง ตอนนี้ฉันท้องได้เกือบห้าเดือนแล้ว หน้าท้องเริ่มนูนชัดขึ้นจนเสื้อยืดโอเวอร์ไซซ์ที่ใส่มาวันนี้ปิดไม่มิด อาการแพ้ท้องในช่วงแรกหายไปเกือบหมด เหลือเพียงความหิวบ่อยกับพลังงานล้นเหลือจนคนรอบตัวเริ่มปวดหัวยามที่เห็นฉันขยับตัวทำนู่นทำนี่ไม่หยุด
Special Chapter 1 — Midnight Shift ตีสองสิบห้านาที… ประตูห้องฉุกเฉินปิดลงด้านหลังพร้อมเสียงดังแกร๊กเบา ๆ ฉันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแปบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกดบ่าและต้นคอที่ปวดตึงจนแทบขยับไม่ได้ ความเหนื่อยล้าสะสมจากเวรยาวกว่าสิบหกชั่วโมงเต็มทำเอาร่างกายประท้วงจนโลกทั้งใบดูช้าลงไปหมด แสงไฟนีออนสีขาวในทางเดินของโรงพยาบาลสว่างจ้าจนแสบตา กลิ่นแอลกอฮอล์และน้ำยาฆ่าเชื้อโชยติดเสื้อผ้าขยับตามทิศทางลมไม่หาย “หมอเมษา กลับบ้านดี ๆ นะคะ” พยาบาลรุ่นพี่ที่กำลังนั่งเคลียร์เอกสารโบกมือให้จากหน้าเคาน์เตอร์ “ค่ะพี่อร เจอกันพรุ่งนี้นะคะ” ฉันฝืนยิ้มตาปรือพยักหน้ารับ “พรุ่งนี้อีกแล้วเหรอ” “เวรเช้าค่ะ…” “โหดเกินคนแล้วลูก พักผ่อนบ้างนะ” เสียงหัวเราะเอ็นดูดังตามหลังมาเบา ๆ ฉันยิ้มแห้งตอบ ก่อนจะก้าวขาเดินไปตามทางเดินยาวพลางหยิบโทรศัพท์ในกระเป๋าขึ้นมาดู หน้าจอสว่างวาบปรากฏข้อความสั้น ๆ ที่ส่งมาเมื่อสามสิบนาทีก่อน ‘เลิกเวรหรือยัง พี่จอดรถอยู่ใต้ตึก’ แค่นึกภาพคนส่ง หัวใจที่แห้งเหี่ยวและ
“ตั้งใจเป็นหมอดี ๆ ล่ะ อย่าหักโหมเกินไป” “ค่ะ เมษาจะจำไว้” ดึกสงัดของคืนวันเดียวกัน… แสงไฟจากตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพมหานครค่อย ๆ ดับลงทีละดวงตามกาลเวลา ถนนหลายสายที่เคยพลุกพล่านเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ทว่าเสียงคำรามต่ำทรงพลังของเครื่องยนต์รถสปอร์ตสีดำคันคุ้นเคยยังคงดังก้องทะลุผ่านความเงียบงันยามราตรี พี่ขุนทัพขับรถพาฉันกลับมายัง MIDNIGHT CIRCUIT สถานที่ที่มีความหมายกับเราสองคนมาก เพราะมันเป็นที่ที่เปลี่ยนชีวิตพัง ๆ ของฉันให้ดีขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มาอยู่ด้วยกันจนถึงทุกวันนี้ เมื่อรถจอดสนิทตรงพิตเลน… เขาดับเครื่องยนต์จนความเงียบเข้าปกคลุม ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับให้ฉันช้า ๆ สองมือหนาประคองจับประตูย่อตัวลงเล็กน้อยเพื่อรอรับเหมือนที่เขาตั้งใจทำเสมอมา “มองอะไร” เสียงทุ้มห้วนติดดุถามขึ้นเบา ๆ เมื่อเห็นฉันยังคงนั่งนิ่งสบตาเขาแล้วอมยิ้มไม่ยอมก้าวลงจากรถ “มองว่ากัปตันทีมแชมป์ระดับเอเชีย ผู้ชายที่ดุดันที่สุดในสนามแข่ง ยังยอมลงมาเปิดประตูรถให้แฟนอยู่เลยค่
มา 5 ปีต่อมา… “ยินดีด้วยนะคุณหมอเมษา!” เสียงของจีน่ากับเรย์ดังขึ้นพร้อมกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพุ่งเข้ามากอดฉันคนละข้างจนแทบเสียหลัก แรงกอดแน่น ๆ นำพาเอาความตื้นตันใจมาสู่ฉันจนก้อนสะอื้นแล่นมาจุกที่คอ เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี และเสียงชัตเตอร์จากกล้องถ่ายรูปดังไปทั่วลานหน้าหอประชุมใหญ่ในช่วงบ่ายของวันสำคัญ วันนี้คือวันพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วันแห่งความสำเร็จที่นิสิตแพทย์ทุกคนเฝ้าเพียรพยายามมาตลอด 6 ปีเต็ม วันที่ฉันจะได้ก้าวเข้าสู่การเป็นแพทย์หญิงอย่างภาคภูมิใจ ฉันยืนมองตัวเองผ่านกระจกบานใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้ของคณะ ดวงตาไล่มองภาพสะท้อนของตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า ชุดครุยวิทยฐานะที่สวมทับอยู่บนร่างกายดูแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันทั้งงดงาม ทรงเกียรติ และดูหนักอึ้งไปด้วยความรับผิดชอบของคำว่า ‘ผู้รักษา’ ห้าปีหลังจากคืนฝนตกวันนั้น… และอีกหนึ่งปีเต็มในฐานะอินเทิร์น เพียงแค่คิดถึงคำนี้ หัวใจก็สั่นไหวอย่างรุนแรง หกปีเต็ม ๆ ที่ต้องแลกมาด้วยการหยิบยืมเวลานอน แลกมาด้วยหยาดน้ำตาและความกดด
“ก็หนูดีใจนี่” “รู้” “แล้วจะว่าอะไร” “ไม่ได้ว่า” เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “แค่รู้สึกดี” “ดีอะไร” “มีคนดีใจให้ขนาดนี้” หัวใจฉันเต้นแรงจนแทบหายใจไม่ออก ก่อนจะยิ่งหนักกว่าเดิมเมื่อเสียงพิธีกรดังขึ้นจากเวที “เชิญผู้ชนะขึ้นรับถ้วยรางวัลครับ!” ขุนทัพถอนหายใจเบา ๆ “ไปทำหน้าที่ก่อน” “ค่ะ กัปตัน” “เดี๋ยวกลับมา” “เมษารออยู่แล้ว” ดวงตาคมสบตาฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาบีบปลายนิ้วเบา ๆ แล้วเดินขึ้นเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือกึกก้อง แสงสปอร์ตไลต์สาดส่องลงบนร่างสูงสง่า ถ้วยรางวัลแชมป์ถูกชูขึ้นเหนือศีรษะ พลุสีทองพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเย็น เสียงเพลงแห่งชัยชนะดังกระหึ่มไปทั่วสนาม ฉันยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้ม เพราะรู้ดีว่า… ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับทุกอย่างแล้วจริง ๆ หลังจบพิธีมอบรางวัล ทีม RED ENGINEERING จัดการฉลองกันเล็ก ๆ ภายในพิต เสียงหัวเราะดังไม่ขาดสาย จอมขวัญเปิดแชมเปญจนฟองกระจายไปทั่ว รามโดนทีมช่างจับยกขึ้นบ่า ส่วนวินทร์กำลังโดนล้อเรื่องหน้าตาเครียดตลอ
หลังจากผ่านพ้นมรสุมเรื่องครอบครัวของฉันไปได้ โลกทั้งใบก็เหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง พี่ขุนทัพทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ทุกอย่าง เขาดูแลฉันดีมากจนบางครั้งฉันยังแอบคิดว่าผู้ชายดุดันในสนามแข่งคนนั้นหายไปไหน ปัญหาเรื่องพ่อเลี้ยงกับแม่เงียบหายไปสนิทราวกับไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตฉันอีกเลย แต่สำหรับพี่ขุนทัพ... งานใหญ่ที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มขึ้น ไทม์ไลน์ของชีวิตเราหมุนผ่านไปอย่างรวดเร็วจนกระทั่งมาถึงวันสำคัญที่สุดในฤดูกาล ศึกตัดสินแชมป์ King’s Cup นัดสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย สมรภูมิที่สนาม MIDNIGHT CIRCUIT ในวันนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนจนแทบไม่มีที่เดิน เสียงเครื่องยนต์จากพิตต่าง ๆ คำรามสลับกันจนแผ่นดินสะเทือน บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันและความตื่นเต้น ฉันยืนอยู่กลางแทร็กในพิตเลน สวมชุด Race Queen ของทีม RED ENGINEERING ตัวเสื้อสีขาวตัดกับกระโปรงสั้นสีแดงสด ยืนเคียงข้างรถแข่งสีแดงดำเบอร์ 7ของกัปตันทีม พี่ขุนทัพในชุดแข่งเต็มยศเดินเข้ามาหาฉัน ใบหน้าหล่อเหลาดูจริงจังและนิ่งขรึมกว่าทุกวัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่แทร็กข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น ทว่าพอหันมาสบ







