Se connecterโลกของ ‘เมษา’ คือการเรียนหมอ ห้องแล็บ และตำรากองโต ส่วนโลกของ ‘ขุนทัพ’ คือความเร็ว เสียงเครื่องยนต์ และทีมแข่งรถ RED ENGINEERING ❣️ชีวิตสองขั้วนี้ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกันได้เลย ถ้าไม่ใช่เพราะคืนฝนตกหนักคืนนั้น... คืนที่ความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน เปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นความผูกพันลึกซึ้ง ❣️หลังจากคืนนั้น เมษาพยายามทำตัวเป็นปกติและตั้งใจจะหลบหน้าเพื่อกลับไปใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาแพทย์สายเนิร์ดตามเดิม แต่คนหน้านิ่งอย่างขุนทัพกลับไม่ยอมจบ เพราะเขารู้ตัวแล้วว่าตกหลุมรักเรซควีนสายหมอคนนี้เข้าเต็มๆ ชายหนุ่มจึงเดินหน้าเข้ามาวนเวียนในชีวิตประจำวันของเธอแบบไม่ยอมให้หนี ❣️ยิ่งเธอพยายามถอยห่าง เขาก็ยิ่งขยับเข้าใกล้... จากกัปตันผู้แสนเย็นชากับคนทั้งโลก เขากลับกลายเป็นคนใจดีและขี้หวงกับเธอแค่คนเดียว และพร้อมจะฟิวส์ขาดทันทีถ้ามีใครกล้าเข้ามาทำร้ายเธอ มาร่วมลุ้นไปกับความรักของ เมษา กับ พี่ขุนทัพ ไปด้วยกันนะคะ
Voir plusเสียงพายุฝนด้านนอกอู่ซ่อมรถยังคงกระหน่ำซัดสาดกระทบหลังคาสังกะสีดังอื้ออึง ทว่าเสียงสะท้อนเหล่านั้นกลับถูกกลบด้วยเสียงลมหายใจหอบกระชั้นและกระแสความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านอยู่บนเบาะนอนหลังเก่าชื้นเหงื่อกลางห้องพักสี่เหลี่ยมแคบ ๆ แสงไฟสีส้มรำไรจากสปอตไลต์สนามแข่งด้านนอกสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามาพาดผ่านแผ่นหลังกว้างเต็มไปด้วยมัดกล้ามของผู้ชายที่กำลังทาบทับอยู่เหนือร่างกายของฉัน
ความเย็นเยือกของหยาดฝนที่เกาะอยู่ตามผิวเนื้อแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนจัดยามที่ฝ่ามือหนาหยาบกร้านเลื่อนลงมาตรึงสะโพกของฉันไว้แน่น แรงกดดันดิบชื้นปนกลิ่นไหม้จาง ๆ ของน้ำมันเครื่องและควันบุหรี่ประจำตัวของเขาโชยอวลปิดกั้นการรับรู้ทั้งหมดไปจนสิ้น
“อื้อ…”
ฉันส่งเสียงครางแผ่วหลุดออกจากลำคอยามที่ริมฝีปากหนากดจูบลงมาบดเบียดอย่างดึงดัน รสชาติขมปร่าของแอลกอฮอล์ราคาถูกที่ฉันเพิ่งกระดกลงคอไปก่อนหน้านี้ผสมปนเปไปกับสัมผัสลึกซึ้งอันร้ายกาจ ปลายนิ้วหนาตรึงใบหน้าของฉันให้แหงนหงายรับองศาจูบที่ทวีความหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ สมองของฉันขาวโพลน สองมือเผลอกำแผ่นหลังกว้างของเขาแน่นจนเล็บจิกฝังลงบนผิวเนื้อเพื่อระบายความเสียวซ่านระคนเจ็บแปลบที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก
สัมผัสแรกเริ่มที่สอดแทรกเข้ามาในกายทำเอาร่างกายของฉันบิดเกร็งด้วยความไม่คุ้นชิน ร่างสูงใหญ่ชะงักกึกไปแวบหนึ่ง ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเป่ารดอยู่ข้างใบหู ก่อนที่เขาจะยอมก้มลงพรมจูบแผ่วเบาไปตามหน้าผากและซอกคอขาวสะอาดเพื่อปลอบโยนและผ่อนคลายความตึงเครียดให้อย่างอดทน
“เจ็บเหรอ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทกระซิบถามห้วน ๆ ตามประสาคนไม่ชอบปลอบใคร ฉันไม่ได้ส่งเสียงตอบ ทำเพียงแค่เม้มปากแน่นและพยักหน้าช้า ๆ ทั้งที่หยาดน้ำตายังคงไหลซึมออกจากหางตา ฝ่ามือหนาขยับลูบปลอบแผ่นหลังบางของฉันครั้งหนึ่ง ก่อนที่จังหวะขับเคลื่อนจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มันเน้นย้ำและเต็มไปด้วยความหนักแน่น ทว่าร้อนแรงจนร่างกายตอบสนองเข้าหากันตามสัญชาตญาณดิบที่ไร้การควบคุม
เสียงแผ่นหลังบางเบียดกระทบกับเบาะนอนหลังเก่าสอดรับกับเสียงพายุฝนด้านนอก ท่วงทำนองที่ขยับขับเคลื่อนเต็มไปด้วยความเรียกร้องและตอกย้ำความผิดพลาดชั่ววูบในค่ำคืนนี้ ฉันซุกหน้าลงกับซอกคอหนา มือกำเสื้อช่างสีเข้มของอีกฝ่ายไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเมื่อไหร่ ตัวเองจะหล่นหายลงไปในความว่างเปล่าของชีวิตที่เพิ่งพังทลายลงมาอีกครั้ง ขณะที่ผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ก็ยังคงโอบกอดและยึดเหนี่ยวร่างของฉันเอาไว้แน่นหนาไม่ต่างกัน
เมื่อพายุฝนด้านนอกเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นปูนเอื่อย ๆ ร่างสูงใหญ่ขยับถอนกายออกช้า ๆ ดึงฉันเข้าไปกอดแนบกับแผ่นอกกว้างที่ยังคงชื้นเหงื่อ กดจูบลงบนกลุ่มผมของฉันท่ามกลางความเงียบสลัวที่มีเพียงเสียงลมหายใจสั่นพร่าของเราสองคนคอยตอกย้ำความสัมพันธ์อันป่าเถื่อนที่เพิ่งจบลง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ไม่ถึงสองชั่วโมง...
เสียงเม็ดฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างหนักจนเสียงที่ตกกระทบหลังคาด้านนอกบาร์ไม้เก่า ๆ ดังอื้ออึง ไอความเย็นยะเยือกของหยาดน้ำฝนซึมผ่านบานประตูขยับไหว อุณหภูมิภายในร้านลดต่ำลงจนร่างกายของฉันสั่นเทาอยู่ในชุดเสื้อผ้าเนื้อบางที่เปียกโชกแนบเนื้อ
ฉันนั่งก้มหน้าร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ตรงมุมบาร์ที่มืดที่สุดเพียงลำพัง หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มสะอึกสะอื้นจนตัวโยนยามที่นึกถึงเรื่องราวในชีวิต คณะแพทยศาสตร์ที่ฉันทุ่มเท อดตาหลับขับตานอนอ่านหนังสือนับปีจนสอบเข้าได้สำเร็จ คณะที่เป็นคำมั่นสัญญาสุดท้ายที่ฉันเคยให้ไว้กับพ่อก่อนที่ท่านจะจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ
ทว่าความภาคภูมิใจเหล่านั้นกลับพังทลายลงในพริบตา ยามเมื่อแม่แต่งงานใหม่กับผู้ชายคนนั้น เงินค่าส่งเสียเรียนต่อที่เคยสัญญากันไว้ถูกตัดขาดอย่างไร้ความใยดี บีบให้เด็กปีหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลยอย่างฉันจนมุมและไร้ทางออก
ฉันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาอย่างคนใกล้พังเต็มที ปลายนิ้วสั่นเทายกแก้วเหล้าถูก ๆ ในบาร์ขึ้นกระดกลงคอแก้วแล้วแก้วเล่าเพื่อหวังจะใช้ความขมปร่าดับก้อนความเสียใจในอก
ในความสลัวรางพ้นมุมมืดของบาร์ เสียงฝีเท้าของใครบางคนย่ำหนัก ๆ ตรงเข้ามา เสียงเปิดบานประตูไม้ด้านหลังอู่ซ่อมบำรุงที่เชื่อมกับตัวบาร์ดังเอี๊ยด แผ่เอากลิ่นอายดิบชื้นปนกลิ่นไหม้ของน้ำมันเครื่องและบุหรี่ร้อนให้โชยอวลเข้ามาในชั้นบรรยากาศ ร่างสูงใหญ่ในชุดช่างสีเข้มประจำทีมแข่งก้าวขาเข้ามาหลบฝนด้านใน ลาดไหล่กว้างเปียกชื้นจนเนื้อผ้าลู่ติดผิว สายตาคมกริบคู่ดุของเขากวาดมองความเงียบเชียบของร้านช้า ๆ ก่อนจะมาสะดุดนิ่งอยู่ที่เงามืดตรงมุมบาร์ที่ฉันนั่งอยู่
สายตาคู่คมคู่นั้นกวาดมองคราบน้ำตาบนใบหน้าและขวดเหล้าบนโต๊ะอยู่ครู่หนึ่ง ร่างสูงใหญ่ขยับไปทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้บาร์ฝั่งตรงข้ามที่ห่างออกไปหลายช่วงตัว ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบเงียบ ๆ ปล่อยให้ประกายไฟสีส้มวาบไหวท่ามกลางความมืดสลัวและเสียงฝนสาดซัด
ระยะห่างที่เขาเว้นไว้บวกกับความนิ่งเฉยดั่งคนแปลกหน้า กลับแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราวที่ทำให้กำแพงทิฐิอันเหนื่อยล้าของฉันพังทลายลงอย่างราบคาบ ความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้มาตลอด ทำให้ฉันแค่นหัวเราะออกมาทั้งน้ำตาอย่างไร้สติ ยามประจันหน้ากับความเงียบงันของผู้ชายตรงหน้า
“โลกแม่งใจร้ายชะมัดเลยว่ามั้ยพี่…”
ฉันพึมพำเสียงสั่นพร่า ฝ่ามือสองข้างกระชับเข้าหากันแน่นเพื่อสะกดก้อนสะอื้น
“หนูเรียนหมอ… หนูสอบติดหมอตามที่เคยสัญญากับพ่อไว้แล้วแท้ ๆ แต่ทำไมตอนนี้หนูถึงไม่เหลือใครเลยวะ”
สายตาคมกริบที่กำลังทอดมองประกายไฟจากปลายมวนบุหรี่ตวัดกลับมานิ่งค้างที่ใบหน้าของฉัน แววตาดุดันคู่นั้นขยับไหววูบหนึ่งในความสลัว ลมหายใจทุ้มต่ำถูกพ่นออกมาพร้อมควันสีเทาจาง ความเงียบของเขาคล้ายกับปราการหนาหนักที่ยอมรับฟังฝากก้อนความอัดอั้นทั้งหมดของฉันเอาไว้โดยไม่ตั้งคำถาม ยิ่งทำให้หยาดน้ำตาไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย
“ดึกแล้ว”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เขากดดับปลายมวนบุหรี่ลงกับที่เขี่ย ยัดฝ่ามือสองข้างลงในกระเป๋ากางเกงชุดช่างขณะขยับลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เงาร่างสูงใหญ่ของเขาแผ่ขยายทอดทับบดบังแสงไฟสลัวสีส้มภายในบาร์จนมิด สายตาคู่คมกริบกดต่ำลงมาจับจ้องสภาพเปียกโชกและฝ่ามือที่ยังคงสั่นเทาของฉันนิ่ง
“จะนั่งร้องไห้อยู่ตรงนี้ทั้งคืนหรือไง ลุกขึ้น”
“หนูไม่กลับ…” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง เม้มปากสู้สายตาดุดันคู่นั้นทั้งที่ตัวยังสั่น “กลับไปก็ไม่มีที่ให้ไปแล้ว”
ความเงียบทอดตัวลงคั่นกลางระหว่างเราอีกครั้ง มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะซาลง ผู้ชายตรงหน้าไม่ได้แสดงสีหน้าเห็นใจ เขาเพียงแค่ถอนหายใจยาวขยับเท้าก้าวเดินตรงไปยังประตูม้วนเหล็กทางด้านหลังที่เชื่อมต่อกับอู่ซ่อมรถทันที
ทว่าความมืด ฝนที่ตกหนัก และความจนตรอกบีบให้ฉันต้องกลืนทิฐิลงคอ ฉันรวบกระเป๋าสะพายลุกขึ้นจากเก้าอี้บาร์ ก้าวขาที่สั่นเทิ้มเดินตามแผ่นหลังกว้างของคนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่สลัวของอู่ซ่อมบำรุงเก่าท้ายสนามแข่งเงียบ ๆ เพราะมันคือที่ในค่ำคืนนี้ที่มีหลังคาคุ้มหัว
เสียงประตูม้วนเหล็กถูกดึงปิดลงตามหลังดังโครมลั่น ตัดขาดเราสองคนออกจากเสียงอื้ออึงของโลกภายนอก มีเพียงแสงไฟทางรำไรจากหน้าต่างสาดส่องเข้ามาพาดผ่านร่างสูงใหญ่ที่หยุดยืนนิ่งอยู่กลางห้องพักสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ของอู่ และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ลากพาความโดดเดี่ยวของฉันให้จมดิ่งลงสู่ความสัมพันธ์ทางกายอันร้อนแรงเพื่อประชดโชคชะตา
ปัจจุบัน
ไอความร้อนจากร่างกายของเราสองคนยังคงหลงเหลืออยู่บนผิวเนื้อยามที่ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องสี่เหลี่ยมอีกครั้ง ฉันขยับตัวลุกขึ้นนั่งช้า ๆ รวบเสื้อยืดตัวโคร่งที่ชื้นฝนขึ้นมาสวมใส่กลับคืนอย่างลนลาน ความเงียบและไออุ่นจาง ๆ ในห้องพักที่เคยทำให้รู้สึกหวาดระแวงในตอนแรก
กลับแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดในค่ำคืนที่โลกด้านนอกพังทลายลงมาจนหมดสิ้น ความเหนื่อยล้าและก้อนความเสียใจบีบให้ฉันยอมปล่อยวางทิฐิทุกอย่าง แล้วปล่อยตัวปล่อยใจให้ดิ่งลึกไปกับเรื่องราวที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างคนไม่มีอะไรจะเสีย
สายตาของฉันก้มมองแผ่นอกกว้างของผู้ชายตรงหน้า ผิวเนื้อของเขาขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจที่เริ่มคงที่ ความเงียบสนิทในห้องพักดึงเอาเสียงสะอื้นไห้ที่เคยมีก่อนหน้านี้ให้จางหายไป เหลือเพียงความรู้สึกอุ่นวาบที่ยังหลงเหลืออยู่ตามเนื้อตัว
สติรับรู้ที่เคยพร่าเลือนด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์เริ่มคืนกลับมาทีละส่วน ทว่ามันไม่ได้นำพาความตื่นตระหนกหรือความหวาดกลัวเข้ามาซ้ำเติมอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้าม ความเงียบงันและแผ่นเตียงหลังเก่าในอู่ซ่อมรถแห่งนี้กลับกลายเป็นปราการหนาหนักที่ช่วยบดบังฉันเอาไว้จากความจริงอันโหดร้ายของโลกภายนอก โลกที่เพิ่งพรากเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเด็กปีหนึ่งคนหนึ่งอย่างไม่มีชิ้นดี
ฉันเม้มปากแน่น พลางทรุดตัวนั่งกอดเข่าอยู่บนเบาะนอน สายตาจับจ้องไปที่หยาดน้ำฝนที่ยังคงไหลลงมาตามรอยแตกของกระจกหน้าต่างไม้ แสนสีส้มรำไรจากไฟสปอตไลต์สนามแข่งด้านนอกทอดผ่านเข้ามาสลัว ๆ พาดผ่านแผ่นหลังและลาดไหล่กว้างของคนข้างกาย ร่างสูงนอนนิ่ง ไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร และไม่ได้เข้ามาคุกคามใด ๆ หลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลง
ท่าทีเรียบเฉยของเขาคล้ายกับการยอมรับรู้และแบ่งเบาความแตกสลายในใจของฉันไว้เงียบ ๆ โดยไม่ตั้งคำถาม ความอุ่นจากแผ่นอกของเขาที่ยังแผ่ซ่านอยู่ใกล้ ๆ ทำหน้าที่ประคับประคองจิตใจอันอ่อนล้าขีดสุดให้ค่อย ๆ สงบลงทีละน้อย จนก้อนความอัดอั้นที่เคยบีบรัดอยู่ในอกเริ่มคลายตัวออก
เขาขยับร่างกายสูงใหญ่ลงมาจากเบาะนอน ก้าวตรงไปยังมุมห้องพักที่มืดสนิท ฝีเท้าของเขาย่ำลงบนพื้นปูนแผ่วเบาท่ามกลางเสียงพายุฝน ฝ่ามือหนาหยิบผ้าห่มผืนหนาที่วางอยู่บนกล่องเครื่องมือเก่าขยับเดินกลับมาแล้วโยนลงบนพื้นที่ว่างฝั่งตรงข้ามอย่างเบามือ
มันเป็นสิ่งที่เขาทำโดยไร้คำพูด ทว่ารับรู้ได้ถึงความใส่ใจในแบบของเขา จากนั้นร่างสูงใหญ่ก็ขยับกลับไปเอนกายลงนอนหันหลังให้ที่อีกฟากหนึ่งของห้องพักช้า ๆ เว้นระยะห่างไว้ในพิกัดที่ปลอดภัยเพื่อให้ฉันได้มีพื้นที่ของตัวเอง
ฉันมองผ้าห่มผืนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับตัวลงนอน ซุกตัวอยู่ใต้เสื้อยืดตัวโคร่งเพื่ออาศัยความอบอุ่นในค่ำคืนที่อ้างว้าง สายตาเหม่อมองแผ่นหลังกว้างของคนแปลกหน้าที่นอนหันหลังให้อยู่ห่างออกไป ความเงียบและเสียงฝนตกกระทบหลังคาสังกะสีกลายเป็นสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนความผิดหวังในใจ
ฉันหลับตาลงช้า ๆ ปล่อยให้ความอ่อนล้าพาตัวเองจมดิ่งลงสู่ความหลับใหล ยินยอมให้ค่ำคืนนี้ช่วยซุกซ่อนความผิดพลาดทั้งหมดเอาไว้ ท่ามกลางเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเราทั้งสองคนและสายฝนที่ยังคงตกลงมาไม่ขาดสายตลอดทั้งคืน
“อื้อ...! พี่ทัพ...” เสียงประท้วงแผ่วเบาถูกกลืนหายเข้าไปในลำคอเมื่อผมบดเบียดริมฝีปากลงไปหนักขึ้น มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนจากเอวบางขึ้นมาท้ายทอย ขยับปลายนิ้วแทรกสอดเข้าไปตามไรผมที่รวบไว้ลวก ๆ บังคับให้ใบหน้าหวานแหงนหงายรับสัมผัสจาบจ้วงอย่างไม่เปิดโอกาสให้ถอยหนี รสชาติของความดื้อรั้นและกลิ่นอายความสดชื่นแบบเด็กสาวที่ผสมปนเปอยู่มันยิ่งกระตุ้นอารมณ์ดิบในกายของผมให้พุ่งสูง เมษาพยายามใช้กำปั้นเล็ก ๆ ทุบลงบนแผ่นอกของผมพัลวัน แต่แรงอันน้อยนิดนั้นไม่ได้ทำให้ผมสะท้านเลยสักนิด กลับกัน... สัมผัสขัดขืนเหล่านั้นยิ่งบีบให้ผมทลายกำแพงทิฐิของเธอให้ราบคาบ ผมขบเม้มริมฝีปากล่างของเธอเบา ๆ เป็นเชิงสั่งให้เปิดทาง ทันทีที่กลีบปากบางเผยอออกช้า ๆ เพราะความตกใจ ผมก็ส่งความร้อนร้ายเข้าไปพัวพันตวัดต้อนหยาดน้ำหวานด้านในอย่างย่ามใจ แรงบดเบียดทวีความลึกซึ้งและหนักหน่วงขึ้นตามอารมณ์ปั่นป่วนในอก จนร่างเล็กที่เคยเก่งกล้าเริ่มอ่อนระทวยลงทีละนิด ปลายนิ้วที่เคยทุบตีเปลี่ยนเป็นขยับจิกเกร็งเข้ากับเสื้อยืดสีดำของผมเพื่อพยุงตัวเองไม่ให้ทรุดลงไปกับพื้น เสียงลมหายใจหอบกระ
แต่ความเงียบรอบตัวไม่ได้ช่วยให้อารมณ์หงุดหงิดตึงตังในอกของผมเบาบางลงเลยสักนิด ความคิดมันยังคงวนเวียนอยู่กับท่าทางหวาดหวั่นและหยาดน้ำตาเม็ดเล็กที่ไหลผ่านแก้มเนียนเมื่อครู่ ยัยเด็กนั่นพยายามจะดื้อแพ่งทำเป็นอวดดีว่าจัดการทุกอย่างเองได้ ทั้งที่ความจริงข้างในสั่นคลอนจนแทบประคองตัวเองไม่ไหว ปมเรื่องเงินหกหลักคือสิ่งที่บีบให้เธอต้องยอมก้มหัว ยอมกางปีกตั้งการ์ดสู้กับคนทั้งสนามเพื่อเอาตัวรอด แล้วภาพรอยยิ้มอย่างคนไร้ทางสู้ตอนที่อยู่กับไอ้หมอแว่นนั่นก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกระลอก... ผมขบสันกรามแน่นจนขึ้นเป็นรอยนูน นึกขยะแขยงตัวเองขึ้นมาดื้อ ๆ ที่แวบหนึ่งในหัวมีความรู้สึกเดือดดาลเพราะความหึงหวงแล่นพล่านอยู่อย่างปิดไม่มิด ชายหนุ่มอย่างผมไม่เคยต้องมานั่งเสียสมาธิจนรถแข่งหลุดไลน์เบรกข้ามควบคุมเวลาเพียงเพราะผู้หญิงคนเดียว และไม่เคยต้องก้าวขาลงจากรถมาทำตัวพาลใส่ใครแบบนี้เลยในชีวิต “ขุนทัพ! ขุนทัพ! มึงอยู่ไหน ตอบวิทยุด้วย!” เสียงวินทร์ดังรอดมาจากเฮดเซ็ตที่ผมยังคงห้อยทิ้งไว้ตรงคอ น้ำเสียงของมันยังคงเคร่งเครียดและเคร่งขรึมอย่างคนต้องการคำอ
ผมเอื้อมมือไปกักขอบประตูเหล็กไว้ข้างตัวเธอ ร่างกายของผมโอบล้อมจนยัยเด็กตรงหน้าหนีไปไหนไม่ได้ กลิ่นยางไหม้และไอความร้อนจากตัวผมที่เพิ่งลงจากรถแข่งแผ่ซ่านเข้าปกคลุมจนแววตาของเธอเริ่มฉายความว้าวุ่นออกมาอย่างปิดไม่มิด “หนูไม่ได้โง่...” เมษาเม้มปากแน่นจนเป็นเส้นตรง ขยับแฟ้มเอกสารในอ้อมแขนขึ้นมาบังหน้าอกราวกับมันเป็นเกราะกำบังชิ้นสุดท้าย “หนูรู้ว่ามิรินจงใจ แต่หนูต้องทำงาน ถ้าหนูโวยวายจนมีเรื่องในเวลางาน ปัญหามันจะลามไปถึงทีมสตาฟฟ์ แล้วถ้าหนูโดนหักเงิน เรื่องค่าเทอมหนูจะทำยังไง พี่คิดถึงเรื่องพวกนี้บ้างไหม!” คำสารภาพแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยความกดดันของเธอ ทำให้อาการเดือดดาลในอกของผมชะงักไปแวบหนึ่ง นัยน์ตากลมโตคู่นั้นมีหยาดน้ำใส ๆ คลอหน่วยด้วยความอัดอั้น ทิฐิและความมั่นใจในตัวเองของเธอกำลังถูกบีบเค้นจนแทบไม่เหลือชิ้นดีเพราะคำว่าเงินตัวเดียว แต่มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก “ฉันบอกเธอไปกี่ครั้งแล้ว เมษา” ผมกดเสียงให้ต่ำลงและนิ่งสนิทกว่าเดิม ดึงสายตาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นเครือคู่นั้น “เรื่องค่าเทอมหกหลักนั่น ฉันเคลียร
“ขุนทัพ! มึงจะไปไหน คุยกันให้รู้เรื่องก่อน!” เสียงจอมขวัญตะโกนไล่หลังมาพร้อมเสียงฝีเท้าที่พยายามวิ่งตาม แต่ผมไม่หยุดเดิน และไม่คิดจะหันกลับไปมองด้วย ผู้คนรอบข้างพากันขยับเบี่ยงตัวหลบทางให้ทันทีเมื่อเห็นสีหน้าของผม รังสีคุกคามที่แผ่ออกมาทำเอาบรรยากาศรอบข้างตึงเครียดจนไม่มีใครกล้าสอดมือเข้ามาแส่ สองเท้าของผมหยุดกึกลงตรงหน้ากลุ่มสตาฟฟ์และเรซควีนที่กำลังยืนออกันอยู่ด้านหลังแสตนด์ถ่ายรูป เมษายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหวานยังคงซีดเผือด มือเรียวข้างหนึ่งกำแฟ้มเอกสารแนบอกไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างกำลังยึดเราท์เตอร์เหล็กข้างตัวเพื่อพยุงร่างกายที่ยังคงสั่นเทาจากความตกใจ ขณะที่มิรินซึ่งยืนอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสองก้าวกลับกำลังทำทีเป็นจัดเสื้อผ้าและพูดคุยกับช่างภาพชิว ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “พี่ขุนทัพ...” เมษาหลุดเรียกชื่อผมเสียงแผ่ว ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นผมเดินหน้าถมึงทึงเข้าไปหา ผมไม่สนสายตาตื่นตระหนกของเธอ แต่ปัดสายตาคมกริบไปล็อกอยู่ที่ผู้หญิงอีกคนทันที “มิริน” ผมกดเสียงต่ำจนน่ากลัว ก้าวขาเข้าไปประชิดตัวเธอในระยะประชิดจนห





