Mag-log inหลังจากขนของขึ้นรถและเอ่ยลาคุณแม่เสร็จ ฉันก็เดินตามหลังร่างสูงของพี่ไจโรออกมารับลมด้านนอก พร้อมกับมองแผ่นหลังของเขาเดินไปยังรถสปอร์ตคันหรู พอมาถึงที่รถ เขาก็ยื่นมือมาช่วยเปิดประตูฝั่งข้างคนขับให้ฉันเหมือนที่เคยทำเป็นประจำในอดีต
“ขอบคุณค่ะ” ฉันพึมพำเบา ๆ แล้วก้าวขึ้นไปนั่ง จากนั้นเขาก็ปิดประตูให้ตามมารยาท ปึก! ทันทีที่เขาก้าวขึ้นมาประจำตำแหน่งเบาะคนขับ เสียงเครื่องยนต์ก็ดังกระหึ่มขึ้น จากนั้นพี่ไจโรก็เหยียบคันเร่งออกสู่ถนนใหญ่ รถออกตัวมาได้สักพัก ภายในรถก็เข้าสู่ความเงียบอยู่พักใหญ่ ฉันกับพี่ไจโรต่างฝ่ายต่างจมอยู่ในความคิดของตัวเอง มีเพียงเสียงแอร์ที่ดังอย่างชัดเจน จู่ ๆ น้ำเสียงราบเรียบที่ปราศจากความรู้สึกของเขาก็เอ่ยทลายความเงียบขึ้นมา “ลูกพลับ” “ค่ะพี่... ว่าไงคะ” ฉันหันไปมองใบหน้าด้านข้างของเขาด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ แอบหวังลึก ๆ ว่าเขาอาจจะมีคำหวานหรือประโยคห่วงใยให้กันบ้าง “อยู่ที่มหาลัย... อย่าให้ใครรู้ว่าเราย้ายมาอยู่ด้วยกัน” น้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ร่องรอยความขี้เล่นเหมือนที่เขาใช้กับคนอื่น ทำเอาหัวใจฉันกระตุกวูบ “ค่ะ พี่...” “แล้วก็เรื่องสำคัญอีกเรื่อง...” เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่ง สายตายังคงจ้องมองตรงไปที่ถนนข้างหน้าโดยไม่หันมามองฉันเลยสักนิด “อย่าให้ใครรู้เด็ดขาดว่าเราเป็นคู่หมั้นกัน” พรึ่บ... ประโยคเย็นชาที่หลุดออกมาจากปากคนที่ฉันแอบเคารพและผูกพันมาตลอด ทำเอาฉันเผลอกำมือเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบฝังลงไปในเนื้อ ทั้งความรู้สึกจุกอกและความน้อยใจไหลทะลักเข้ามาจนต้องรีบหลุบสายตาลงต่ำ เพื่อซ่อนรอยแผลในหัวใจและหยาดน้ำตาที่เริ่มคลอเบา ๆ ตลอดหกปีที่ผ่านมา ฉันพยายามเป็นเด็กดี ว่าง่าย และทำตามคำสั่งของเขากับตระกูลนพรัตน์เตโชหรัญมาโดยตลอด เพราะรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไร... หากตอนนี้ฉันดื้อดึงหรือเรียกร้องอะไรออกไป เขาคงยิ่งเกลียดและไม่ต้องการฉันมากขึ้นไปอีก “ว่าไง...” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดหงุดหงิดนิดๆ เอ่ยคาดคั้นเมื่อเห็นฉันเงียบไป “...ค่ะ” ฉันพยายามกลืนก้อนความชอกช้ำลงคอ บังคับน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาด้วยรอยยิ้มจาง ๆ เท่าที่จะทำได้ “หนูจะเก็บทุกอย่างไว้เป็นความลับค่ะ... จะไม่ให้ใครรู้เด็ดขาด” “อืม... ดี” เขาตอบรับสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ ก่อนจะดึงสายตากลับไปจ้องมองเส้นทางข้างหน้าเพื่อตั้งสติขับรถต่อ ราวกับประโยคใจร้ายเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องถามชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ เรื่องหนึ่ง “ค่ะ... แล้วพี่มีอะไรจะสั่งหนูอีกไหมคะ” ฉันรวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไป ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา โดยในใจแอบหวังลึก ๆ ว่านี่คงเป็นข้อกำหนดสุดท้ายที่เขาจะยื่นให้ฉันแล้ว “มี” น้ำเสียงเรียบติดเย็นชาของเขาตอบกลับมาทันที โดยไม่เสียเวลาคิดเลยสักนิด “พอไปถึงมหาลัย... เราอย่าทำเป็นรู้จักกันเลยจะดีกว่า” คำพูดของเขาทำให้ฉันชะงักนิ่ง ลมหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะ “ฉันหมายถึง... คณะวิศวะมันแคบ” เขาอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความซับซ้อนหรือความเกรงใจ “ถ้าคนอื่นรู้ว่าเธอรู้จักกับฉัน หรือรู้ว่าเธอเป็นอะไรกับตระกูลฉัน... พวกนั้นจะคิดว่าเธอใช้สายสัมพันธ์หาทางลัด หรือคิดว่าฉันให้อภิสิทธิ์กับเธอในการเรียนและการทำกิจกรรม มันจะไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น โดยเฉพาะกับตัวเธอเอง” ข้ออ้างที่ฟังดูเหมือนหวังดี แต่สายตาและท่าทางห่างเหินของเขากลับฟ้องชัดว่า เขาแค่ไม่อยากให้ฉันไปปะปนในพื้นที่ของเขามากกว่า “หนูเข้าใจแล้วค่ะ...” ฉันฝืนยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไป แม้ในใจจะรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มแทงลงกลางอก “พี่ไจโรไม่ต้องห่วงนะคะ... หนูจะทำเหมือนเราเป็นแค่รุ่นพี่รุ่นน้องร่วมคณะที่ไม่เคยคุยกันมาก่อนเลยค่ะ” ขณะนั้นพี่ไจโรปรายตามองฉันเล็กน้อยผ่านกระจก โดยใบหน้าหล่อเหลาด้านข้างนั้นยังคงนิ่งเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา ก่อนที่เขาจะแค่นยิ้มบางเบาตรงมุมปาก “ก็ดี... รู้หน้าที่ตัวเองแบบนี้ก็คุยกันง่ายหน่อย” คำชมที่ไม่ต่างอะไรกับคำผลักไสถูกเอ่ยออกมาพร้อมกับความเร็วของรถสปอร์ตที่เพิ่มขึ้น ฉันได้แต่เบือนหน้าออกไปมองวิวนอกกระจกรถที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวเข้าปกคลุมภายในรถอีกครั้ง... จนกระทั่งความเงียบที่กัดกินหัวใจของฉันจนว่างเปล่า และทำให้ฉันเริ่มตระหนักได้ว่า การย้ายมาอยู่ใกล้เขาในครั้งนี้ อาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นของความอบอุ่นอย่างที่เคยฝันไว้ แต่มันคือจุดเริ่มต้นของระยะห่างที่กว้างกว่าเดิมต่างหากตอนบ่ายบรรยากาศช่วงบ่ายภายในอาคารอเนกประสงค์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยความคึกคักและมีเสียงพึมพำของเหล่านิสิตใหม่เกือบสองร้อยชีวิตที่นั่งเรียงแถวตามภาควิชาอย่างเป็นระเบียบ พื้นที่กว้างขวางถูกจับจองจนแทบไร้ที่ว่าง สะท้อนให้เห็นว่าปีนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเรียนในคณะนี้มากเป็นพิเศษฉันกับแพรไหมนั่งอยู่กลางแถวของภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อนคนอื่นๆ บนเวทีด้านหน้า มีกลุ่มรุ่นพี่ชั้นปีที่สามสี่คนยืนถือไมโครโฟน โดยมีพี่ดีโอและพี่ไจโรยืนเด่นอยู่ตรงกลางในฐานะพี่ระเบียบและสโมสรนิสิตวี๊ดด!ขณะนั้นไมค์กรีดร้องเสียงดังหวีดยาวเล็กน้อย ก่อนที่พี่ดีโอกระแอมเรียกความสนใจ“เอาล่ะทุกคน เงียบๆ หน่อย!” น้ำเสียงทรงพลังของพี่ดีโอส่งผ่านลำโพงดังกระหึ่มไปทั่วอาคาร “ปีนี้ภาควิชาเรามีสมาชิกใหม่เยอะมาก คณะกรรมการสโมสรนิสิตจึงมีมติร่วมกันว่า เราจะจัดกิจกรรมรับน้องกันนอกสถานที่!”เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที นิสิตใหม่หลายคนหันไปสะกิดและกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นเต้นผสมผสานกับความกังวล“เงียบก่อนครับฟังพี่พูดให้จบ!” รุ่นพี่อีกคนก้าวออกมาเอ่ยขัดขึ้น “เราจะเดินทางไปจัดกิจกรรมกัน
ณ โรงอาหารคณะวิศวะ มหาลัยxxฉันกับแพรไหมเดินเข้ามาภายในศูนย์อาหารของคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศรอบด้านจอแจไปด้วยนิสิตในชุดเสื้อช็อปและชุดนักศึกษาใหม่ กลิ่นหอมของอาหารปะทะเข้าจมูกเตือนให้รู้ว่าพวกเรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้าหลังจากต่อแถวซื้อข้าวราดแกงคนละจาน เราสองคนก็เดินกวาดสายตาหาที่นั่ง จนพบโต๊ะม้านั่งหินอ่อนว่าง ๆ อยู่แถวกลางโซนรับรอง ฉันกับแพรไหมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกันแล้วรีบตักข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหยหมับ!ยังไม่ทันจะได้เคี้ยวข้าวคำแรกกลืนลงคอ จู่ ๆ แขนแกร่งของใครบางคนก็พาดลงบนไหล่ของฉัน พร้อมกับออกแรงดึงรั้งจนตัวฉันเซไปแนบชิดกับร่างสูงโปร่งของคนที่ถือวิสาสะมานั่งลงข้าง ๆฉันสะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้วยความตกใจ ใบหน้าหล่อเหลายียวนของ พี่ดีโอยิ้มกว้างอยู่ห่างจากแก้มฉันเพียงไม่กี่นิ้ว ข้าง ๆ เขาคือพี่ไจโร พี่ไซม่อน และพี่คิณที่ทอดตัวลงนั่งบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามข้างแพรไหม นัยน์ตาคมกริบของพี่ไจโรจ้องมองมาที่แขนของพี่ดีโอซึ่งกำลังคล้องคอฉันอยู่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่มุมปากกลับเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้“ขอพวกพี่นั่งด้วยคนนะ พอดีโต๊ะอื่นเ
พอฉันกับแพรไหมเดินก้มหน้ายอมรับชะตากรรมผ่านสายตานับร้อยคู่ เข้าสู่โถงหอประชุมขนาดใหญ่โตของมหาวิทยาลัย แอร์คอนดิชันเย็นฉ่ำก็ปะทะเข้ากับผิวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งสี่คูณร้อยเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาพวกเราก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เบาะนุ่มตรงแถวหลังสุดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจไปมากกว่านี้และแล้วพิธีการปฐมนิเทศช่วงเช้าดำเนินไปอย่างเป็นทางการ โดยมีเสียงจากไมโครโฟนของเหล่าผู้บริหารและคณาจารย์เรียงคิวขึ้นกล่าวต้อนรับนิสิตใหม่ เล่าประวัติความเป็นมาอันยาวนานของสถาบัน ตลอดจนเบื้องหลังความสำเร็จของศิษย์เก่าชื่อดังระดับประเทศ บทบรรยายเนิบนาบผสมผสานกับความอ่อนล้าจากการตื่นเช้า ปากท้องที่ยังว่างเปล่า และอาการปวดท้องประจำเดือนที่เพิ่งทุเลาลง ทำให้เปลือกตาของฉันเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆฉันพยายามฝืนลืมตาจ้องมองเวทีเบื้องหน้าได้ไม่นาน สุดท้ายความง่วงก็เอาชนะทุกสิ่ง ฉันค่อย ๆ ฟุบหน้าลงกับกะบังลมข้างเก้าอี้ ปล่อยสติให้หลุดลอยไป โดยมีแพรไหมที่นั่งคอพับคออ่อนหลับฟุบอยู่ข้าง ๆ ในสภาพไม่ต่างกันจนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ พิธีการช่วงเช้าจบลงตอนไหนพวกเราก็ไม่อาจรับรู้ จนกระทั่งแรงสั่นสะเทือนจากการ
จนกระทั่งเวลาแปดโมงแกร็ก!ประตูกระจกของคลินิกสัตว์เล็กถูกเปิดออก พร้อมกับร่างสูงของสัตวแพทย์หนุ่มในชุดกาวน์สีขาว ฉันกับแพรไหมไม่รอช้ารีบลุกขึ้นจากม้านั่งอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นพาร่างของลูกแมวสีส้มตรงดิ่งเข้าไปหาทันที“หมอคะ! ช่วยน้องด้วยค่ะ!” ฉันพูดออกมาด้วยความเร็วสูงชนิดแทบไม่เว้นช่องไฟให้หายใจ “น้องโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวตรงข้ามคอนโดเมื่อเช้า ขาหลังพับผิดรูป มีเลือดซึม นั่งรอหมอตั้งแต่สิบนาทีก่อนแล้วค่ะ!”แพรไหมรีบเสริมต่ออย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน “ใช่ค่ะหมอ อีกอย่างพวกหนูมีปฐมนิเทศที่คณะวิศวะแปดโมงเป๊ะ ตอนนี้สายแล้ว ฝากน้องไว้ก่อนนะคะ ฝากดูอาการกับเอ็กซเรย์ขาด้วย ปฐมนิเทศเสร็จพวกหนูจะรีบวิ่งกลับมารับน้องทันที ขอบคุณค่ะหมอ”ยังไม่ทันที่สัตวแพทย์หนุ่มจะได้เอ่ยปากถามชื่อหรือรายละเอียด เจ้าตัวก็ทำหน้าเหวอ รับลูกแมวสีส้มในอ้อมแขนฉันไปถือไว้อย่างฉงน ไม่รอช้าฉันกับแพรไหมยกมือไหว้ทิ้งท้ายอย่างเร่งรีบ พลางหมุนตัวกลับแล้วออกจากคลินิกทันทีตึก! ตึก! ตึก!เสียงรองเท้าคัทชูกระทบพื้นฟุตบาทดังขึ้นขณะที่เราสองคนต่างวิ่งกันสุดกำลัง พลันสายตาคู่สวยมองตรงไปยังอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่
เมื่อจัดแจงเสื้อผ้าและตรวจเช็กความเรียบร้อยของชุดนักศึกษาปีหนึ่งเสร็จ ฉันก็เดินออกจากห้อง 2022 ลงมารอที่โถงด้านล่าง และเข็มนาฬิกาบนข้อมือชี้บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่งพอดี ขณะนั้นสายตาของฉันพลันมองผ่านประตูกระจกใสออกไปเห็นร่างของแพรไหมในชุดนักศึกษาใหม่เรียบร้อย ยืนชะเง้อมองหาฉันอยู่ตรงหน้าร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามคอนโดตามที่นัดไว้ ฉันคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ จากนั้นเดินออกไปพร้อมกับโบกให้เธอจากระยะไกล ทันทีที่แพรไหมสบตาฉัน เธอก็ฉีกยิ้มสดใสแล้วรีบวิ่งกระโดดเหยาะ ๆ ข้ามถนนเข้ามาหาด้วยท่าทางร่าเริง“ลูกพลับ! ทางนี้ๆ มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะเนี่ย” แพรไหมเอ่ยทักเสียงใสพลางจัดทรงผมของตัวเองที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการวิ่ง“ตรงเวลาสิคะ นัดเพื่อนไว้นี่นา” ฉันตอบพลางยิ้มรับ“ปะ! ออกเดินทางกันเลยดีกว่า” แพรไหมเอ่ยขึ้น พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันมาถามฉันด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ว่าแต่...เราจะนั่งแท็กซี่ไปเลยดีไหม หรือจะนั่งรถเมล์ไปดีล่ะ?”ฉันหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความเกรงใจ “อืม ฉันว่านั่งรถเมล์ดีกว่า ประหยัดค่าเดินทางด้วย นั่งแท็กซี่ทุกวันเดี๋ยวเงินหมดตูดพอดี อีกอย่างจะได้ช่วยทางบ้านประหยัดงบ”แพรไห
เวลาเที่ยงคืนตรง ติ๊ด!!!เสียงประตูหน้าห้องถูกแตะคีย์การ์ดปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของพี่ไจโรที่เซถลาเข้ามา เขาเดินโซซัดโซเซตรงไปยังห้องนอนโดยไม่แม้แต่จะเปิดให้ไฟสว่าง ฟึบ!จากนั้นทิ้งตัวลงนอนหนุนหมอนบนเตียงกว้างทั้งชุดนักศึกษาขณะเดียวกันฉันลุกขึ้นเดินตามเข้าไปข้างเตียง ได้กลิ่นเหล้าคละคลุ้งฉุนกึกปะทะเข้าเต็มจมูกจนต้องย่นจมูกเบา ๆ สายตาคู่สวยพลางกวาดมองชายหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้ม พึมพำฟังไม่ได้ศัพท์อยู่คนเดียว ด้วยความหวังดีและหน้าที่ที่เคยชิน ฉันจึงรีบเดินเข้าห้องน้ำไปนำผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่น บิดหมาด ๆ แล้วเดินกลับมานั่งลงข้างกายเขา“พี่ไจโรคะ... เช็ดหน้าเช็ดตัวหน่อยนะคะ จะได้นอนสบายขึ้น”ฉันเอ่ยบอกเบา ๆ พลางวางผ้าอุ่นลงบนแก้ม จากนั้นก็เช็ดใบหน้าพี่เขาอย่างเบามือ ส่วนเขาขมวดคิ้วส่งเสียงพึมพำในลำคอ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ ฉันจึงขยับผ้าลงมาเช็ดบริเวณลำคอและลำตัว ผ่านแผงอกกว้างที่กระดุมเสื้อเชิ้ตปลดออกสองสามเม็ด สายตาของฉันไล่มองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังนอน มันดูนุ่มนวลกว่าตอนตื่นอยู่มากหมับ!ทว่าในจังหวะที่กำลังจะยกผ้าขึ้นเช็ดซ้ำตรงกรอบหน้า มือหนาร้อนผ่าวของเขากลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมื







