Masukเมื่อเกียร์ที่เป็นสัญลักษณ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์บังเอิญมาอยู่ในมือของฉัน ด้านหลังของมันสลักตัวอักษรภาษาอังกฤษว่า OAB เจ้าของเกียร์ไม่ได้ตั้งใจให้ฉัน ฉันเองก็ไม่ได้ตั้งใจรับมันมา แต่วันที่ฉันยื่นมันคืนเจ้าของ พี่โอบกลับพูดว่า.. 'ของแบบนี้ใครเขาคืนกัน' เกียร์แปลว่าหัวใจไม่ใช่เหรอ.. ไม่ให้คืนแล้วจะให้ฉันเก็บเอาไว้ทำไมกันล่ะ ตัวอย่าง.. "เอาของพี่คืนไปแล้วก็ปล่อยปันไปสักที" "ของอะไร" "พวงกุญแจเกียร์ไง ปะ ปล่อยก่อนได้ไหม ขอร้องล่ะค่ะ" คำวิงวอนเป็นผล พี่โอบปล่อยฉันเป็นอิสระแล้วผละกลับไปนั่งหายใจรุนแรงที่เบาะตัวเอง ฉันเลยรีบหยิบของออกมาจากกระเป๋ายื่นให้ "นี่ค่ะ" "ของแบบนี้ใครเขาคืนกันวะ"
Lihat lebih banyak'การเงินมีปัญหาใส่ชุดนักศึกษาไปหาใครได้บ้าง'
"เฮ้อ!" ฉันถอนหายใจพลางอ่านข้อความนี้ซ้ำอีกสองครั้ง มันคือแคปชั่นจากโพสต์ของรุ่นพี่ในคณะคนหนึ่ง เธอแชร์รูปตนเองสวมใส่ชุดนักศึกษารัดรูปกระโปรงสั้นพร้อมแคปชั่นนั้นที่น่าจะแค่เรื่องขำๆ
แต่ของฉันดันไม่ขำ...
หนึ่งปีแล้วที่ปันปันคนนี้กลายเป็นคุณหนูตกอับ ฉันเพิ่งเข้าใจว่าชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอนก็วันที่พ่อกับแม่ต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายจากธุรกิจการค้าที่ทำ จากมีเงินมากมายในบัญชีกลับต้องกลายเป็นหนี้หัวโต จากใช้เงินคล่องมือกลับต้องหนีบจนขาทั้งสองข้างของฉันแทบจะหลอมรวมเหลือขาข้างเดียว
"เฮ้อ!" เสียงถอนหายใจของฉันดังอีกหนเพราะเงินในบัญชีธนาคารที่เหลือหนึ่งหมื่นบาท มันลดมาจากจำนวนเต็มหนึ่งแสนสองหมื่นบาทที่พ่อกับแม่ทิ้งเอาไว้ให้แล้วหอบกันไปอยู่ต่างประเทศ พวกท่านไม่ชวนฉันไปด้วยไม่ว่า ลอยแพลูกสาวคนเดียวที่มีฉันไม่โอเคเลย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะเงินที่เลี้ยงดูฉันให้เติบโตก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกท่านเจอปัญหา
ตัดพ้อจนพอใจก็เงยหน้าขึ้นมองนิริณที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม วันนี้เราเรียนเสร็จแล้วแต่ยังไม่ได้แยกย้ายกันกลับเพราะนั่งกินขนมกันอยู่ และเพื่อนฉันคนนี้กำลังคุยแชทกับใครสักคนอยู่ในขณะนี้
"คุยกับผู้ชายเหรอ"
นิริณเงยหน้าขึ้นมายักคิ้ว "อื้อ! ผู้ชายที่หมายถึงน้องชายฉันน่ะ แชทมาบ่นว่าถูกหญิงทิ้งเลยต้องทำตัวเป็นพี่ที่ดีคอยปลอบใจ"
"แล้วเป็นไง โอเคขึ้นไหม"
"แผลยังสด ยังไม่หายง่ายๆ ตอนนี้หรอก"
"ถ้าแกขี้เกียจคุย ให้น้องทักแชทเฟซมาคุยกับฉันได้นะ"
"หืม? จะดามใจน้องฉันเหรอ"
"จะหาค่าขนมต่างหาก ชั่วโมงละ 200 บ. แล้วจะเป็นผู้ฟังที่ดี ฟังแม้แต่เสียงตด"
"หากินกับน้องเพื่อนซะงั้น อ่ะๆ ขี้เกียจคุยอยู่พอดี เดี๋ยวฉันส่งเฟซบุ๊คแกไปให้น้องแล้วกัน"
ฉันยกมือทำท่าโอเค นิริณก้มหน้าก้มตาพิมพ์แชท ระหว่างรอน้องชายเพื่อนทักมาฉันก็หยิบมือถือขึ้นมาอ่านแชทของคุณคนหนึ่งที่เป็น 'ลูกค้า' มาระบายปัญหาให้ฉันฟังเมื่อวานสามชั่วโมงติด
AAA : วันนี้พี่ไปทำบุญตามน้องบอก แล้วมานั่งเรือไปกลับสามรอบ จิตใจดีขึ้นจริงๆ ด้วย ขอบคุณครับ
Punpun : ยินดีค่ะ
ตอบรับกลับไปด้วยใจยินดีไม่เสแสร้ง คุณพี่คนนี้มาระบายปัญหาเกี่ยวกับที่ทำงาน ฉันเลยบอกให้เขาลองไปนั่งเรือเล่นเพราะเชื่อว่าต้องทำให้จิตใจของเขาดีขึ้นได้ ฉันคอนเฟิร์มเพราะพิสูจน์มาแล้วด้วยตัวเอง
"น้องฉันแอดเฟซแกไปแล้ว เป็นที่ระบายระวังจะกลายเป็นโดนจีบ" นิริณแกล้งเหย้า หน้าจอมีคนแอดเฟรนด์เฟซบุ๊คมาจริงๆ
"ก็ถ้าถูกจีบ แสดงว่าฉันประสบความสำเร็จในงานนี้ใช่ไหมล่ะ"
"เออ ก็จริง ว่าแต่ยัยครีมเงียบไปเลยนะ เป็นไงบ้างก็ไม่รู้"
นิริณหมายถึงชูครีมเพื่อนของพวกเราที่ตอนนี้นอนป่วยอยู่โรงพยาบาล เมื่อคืนฉันกับนิริณก็อยู่นอนเฝ้ากันทั้งคืนด้วยความเป็นห่วง
"อาการคงจะดีขึ้นแล้วล่ะ"
ติ๊ง! มีแชทกลุ่มถูกส่งเข้ามาจากชูครีมพอดีบอกกล่าวว่าออกจากโรงพยาบาลแล้ว เห็นไหมล่ะ.. อยู่ใกล้หมอแถมยังมียาดีขนาดนั้นก็ต้องหายแน่นอน
สองปีแรกที่การเงินของครอบครัวยังคงมีสภาพคล่องฉันอาศัยอยู่คอนโดมิเนียม พอตกอับก็จำต้องย้ายมาอยู่อะพาร์ตเม้นต์ ฉันไม่อายที่จะบอกเพื่อนเรื่องนี้ นับตั้งแต่นั้นชูครีมกับนิริณรับรู้และเข้าใจดีว่าฉันต้องประหยัดแค่ไหน
แต่ฉันเพิ่งจะมากระเตื้องรู้ตัวก็ตอนที่เงินจะหมดว่าต้องหางานทำเพราะตลอดหนึ่งปี พ่อกับแม่ก็ไม่ได้มีใจจะส่งเงินมาให้ฉันใช้เลยสักแดงเดียว และงานที่ฉันทำได้ดีคือการรับฟังและให้คำปรึกษา ฉันเลยลองเข้าไปโพสต์ในกลุ่มหางานรวมถึงในกลุ่มนักศึกษาของมหาวิทยาลัย Z ที่เรียนอยู่ด้วย ปรากฏว่ามีคนจองคิวโทรมาระบายความทุกข์ใจให้ฉันฟังทุกวัน นับนิ้วดูก็เข้าวันที่ห้าแล้ว
คืนนี้เป็นน้องชายของนิริณจองคิวเอาไว้สองชั่วโมง ออกจากมหาวิทยาลัยฉันตรงดิ่งกลับอะพาร์ตเม้นต์ อาบน้ำกินข้าวเคลียร์รายงานเสร็จในเวลาหนึ่งทุ่ม จากนั้นก็ส่งแชทไปบอกลูกค้าของวันนี้ให้โทรมาได้เลย
ฉันใช้วิธีเปิดสปีกเกอร์โฟนแล้วเอามือถือวางไว้บนเตียงนอน ในมือมีสมุดกับปากกาเอาไว้จดว่าลูกค้ามีปัญหาหลักคืออะไร ชื่อตัวละครที่โผล่มามีใครบ้างกันลืม
ผ่านไปชั่วโมงครึ่งน้องของนิริณก็น้ำเสียงดีขึ้นหลังจากตัดพ้อถึงผู้หญิงที่เพิ่งหักอกเขา มีช่วงหนึ่งที่น้องด่าเสียงดังหยาบคายเป็นการระบาย จังหวะนั้นฉันก็เชียร์อัปเต็มที่ ทว่าครึ่งชั่วโมงสุดท้าย...
[ผมเพิ่งรู้ว่าพี่ริณมีเพื่อนน่ารักขนาดนี้ พี่มารับฟังปัญหาผมแบบนี้ แฟนไม่ว่าเหรอครับ]
น้องท็อปชวนคุยเรื่องอื่นแล้ว เป็นไปตามนิริณคาดว่าฉันจะต้องถูกจีบเพราะจากที่ฟัง น้องถูกเทเพราะเป็นคนแอบไปคุยกับสาวอื่น
"ไม่ว่าครับผม" ฉันทำเสียงเล็กเสียงน้อยตอบ
[หว้า.. ไม่ว่าเท่ากับว่ามีแฟนแล้ว เฮ้อ! เหมือนผมจะอกหักอีกรอบเลย พี่ปันปันต่อเวลาให้ผมระบายอีกสองชั่วโมงได้ไหมครับ]
มองดูนาฬิกาเหลือเวลาอีกแค่สิบนาที หากน้องจะจองคิวต่อจริงฉันจะได้เงินทั้งหมดแปดร้อยบาทจากสี่ชั่วโมง
เงินก็อยากได้ แต่มันจะเป็นการเอาเปรียบเด็กมัธยมหกเกินไป
"พี่มีนัดอีกคิวแล้วสิ"
[อกหักอีกรอบของแทร่]
ติ๊ดๆๆๆ เสียงแจ้งเตือนนาฬิกาปลุกดังขึ้นส่งสัญญาณเวลาว่าครบแล้ว ฉันเลยพูดตบท้ายไปนิดหน่อย
"เรายังเด็กนะน้องท็อป ยังต้องเจอคนอีกเยอะเลย อย่าเพิ่งไปหยองเพราะคนๆ เดียว"
[คร้าบพี่ปันคนสวย สวัสดีคร้าบ]
น้องท็อปไม่ดื้อดึงวางสายไปในที่สุด ฉันพลิกหน้ากระดาษถัดไปพร้อมกับรับสายของรุ่นพี่ที่โทรเข้ามา
[ปัน! พี่ส่งงานไปให้ทางไลน์แล้วนะ ที่นั่นเงินสะพัด ทิปเยอะถูกใจแกแน่]
"เดี๋ยวปันเข้าไปดูก่อนนะพี่นิ้ง ขอบคุณค่ะ"
ฉันกดเข้าไปดูในแชทของพี่นิ้งรุ่นพี่ที่เรียนจบไปแล้ว เธอเป็นสายงานพาร์ทไทม์ ตลอดสี่ปีของการเรียนเธอทำงานควบคู่ไปด้วยตลอด ฉันเลยแอบไปคุยกับเธอเพื่อให้ช่วยแนะนำงานให้ฉันบ้าง และแล้วก็มีงานตอนกลางคืนที่ไม่ต้องพบปะคนรู้จักให้ทำเสียที
ห้าปีผ่านไป คนโหดในอดีตกลายเป็นคุณพ่อผู้มีลูกสาววัยสามชื่อว่าน้องหวานจ๋า ชื่อนี้ได้มาจากการที่ฉันกับพี่โอบชอบกินของหวานเหมือนกัน ลูกเกิดจากความตั้งใจของเราสองคนที่อยากมีคนมาช่วยเติมเต็มชีวิตให้สมบูรณ์โดยให้คำมั่นสัญญากันว่า..เราจะไม่ทำในสิ่งที่เผชิญมาอย่างเจ็บปวด น้องหวานจ๋าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์ไปตลอดชีวิตฉันนึกถึงวันที่พี่โอบมาอ้อนขอมีลูกก็อดยิ้มไม่ได้ เขางัดทุกข้อดีของการมีเด็กขึ้นมาพูด ยังเคลมว่าตัวเองจะเป็นสามีและพ่อที่ดีด้วยใครจะไปเชื่อกันล่ะของแบบนี้มันต้องพิสูจน์ฉันพิสูจน์มาสามปีแล้วว่ากาลเวลาทำให้คุณสามีของฉันเติบโตขึ้นไปในทางที่ดี ถึงจะยังโหด หน้าดุ พูดน้อยต่อยหนักกับคนอื่น แต่กับเมียและลูกเหรอ..."อันนี้อร่อยค่ะคุณพ่อ น้องหวานจ๋าชอบ""พ่อก็ชอบ หวานจ๋าป้อนพ่อหน่อย มือพ่อไม่ว่าง"น้องหวานจ๋าตักเค้กลอดช่องยอดฮิตใส่ปากพ่อตัวโตที่ร้องว่ามือไม่ว่าง ที่ไม่ว่างเพราะถักเปียให้ฉันอยู่นี่ไง"หวานจ๋าป้อนแม่จ๋าด้วยสิ""ฝากหวานจ๋าป้อนเหรอคะ" เด็กน้อยยิ้มขี้เล่นไม่รู้ว่าคนเป็นพ่อตอบอะไร แต่ลูกสาวป้อนฉันแล้วก็จุ๊บแก้มตบท้ายด้วย"คุณพ่อฝากป้อนคุณแม่จ๋า แล้วก็ฝากจุ๊บๆ ด้วยค่ะ"ฉันหันมองพ
เข้าสู่ชั้นปีที่สี่ตอนปลายจู่ๆ คุณแม่ก็ติดต่อมาผ่านเฟซบุ๊คของฉันตอนนั้นฉันกำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนพี่โอบเวลาตีสอง มือถือส่งเสียงแจ้งเตือนแชทดังขึ้นรัวๆ จนต้องตื่นมาดู'แม่เองนะปันปัน ลูกสบายดีไหม''แม่กับคุณพ่ออยู่ที่ประเทศแคนาดา เราไม่ได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่เราประคองชีวิตกันไปวันๆ''แม่หวังว่าลูกจะเอาตัวรอดได้ดีในบ้านเกิด''พวกเราขอโทษลูกนะ'ข้อความทั้งหมดทำฉันร้องไห้สะอึกสะอื้นตัวโยนจนพี่โอบตกใจสะดุ้งตื่นมาปลอบใจ เขาหยิบมือถือไปอ่านแชทแล้วไม่ได้พูดอะไร กอดฉันแนบอกลูบศีรษะปลอบประโลมด้วยความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้งร้องไห้จนน้ำตาหมดก็อกก็ตั้งสติแล้วโทรกลับไปยังแชทนั้น แต่โทรเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับสายทั้งที่มันขึ้นออนไลน์ให้เห็นตลอดเวลา ฉันนั่งเหม่อลอยจนถึงเช้าก็ต้องทิ้งความฟุ้งซ่านชั่วขณะแล้วมาเตรียมอาหารเช้าให้พี่โอบ"ไม่ต้องทำหรอก ไปนอนป่ะ"แต่พี่โอบก็มาห้ามปรามเพราะเขาเองก็นั่งอยู่เป็นเพื่อนฉันตั้งแต่ตอนนั้น เราเพิ่งนอนกันไปไม่กี่ชั่วโมงเองแท้ๆ ปัญหาของฉันทำเขาพลอยไม่ได้นอนไปด้วย"จะไปทำงานไหวใช่ไหมคะ"พอไม่ได้ทำอาหารก็มาจัดเตรียมเสื้อผ้าให้วิศวกรหนุ่มสุดหล่อประจำบริษัท KS กรุ๊ป
ฉันใช้เวลาในห้องน้ำสิบห้านาทีก็นุ่งผ้าขนหนูกระโจมอกออกมา แต่พี่โอบกลับไม่นั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียงอย่างที่ฉันคาดคิด เขาไปยืนสูบบุหรี่สบายใจอยู่ตรงระเบียง "กดได้แล้วเหรอคะ" เขาเอี้ยวคอมามอง "ลองไปดู" ท้าทายเหรอ ฉันหยิบมือถือบนเตียงนอนมาเปิดดู กดเข้าไปในคำสั่งซื้อก็พบว่า... "เฮ้ย! พี่ทำได้ไง" ไม่ได้กดมาได้แท่งเดียวด้วยนะ กดมาห้าแท่งห้าสีครบทุกสี "พี่โอบ ทำไมพี่กดได้ล่ะคะ" พี่โอบปิดประตูกระจก รูดผ้าม่านปิดให้สนิทแล้วเดินมายืนซ้อนด้านหลัง จรดจมูกสูดดมเส้นผมสลวยที่ถูกมัดเป็นมวยยุ่ง ก่อนจะก้มลงมาหอมลำคอ "ยากตรงไหน เผลอๆ คนอื่นก็กดได้" ชักแปลกๆ แล้ว ฉันรีบกดเข้าไปเช็คหน้าเพจแบรนด์เครื่องสำอาง ไม่ต้องเลื่อนหาไปไหนไกล โพสต์ล่าสุดเขาแจ้งเอาไว้ว่าจะปล่อยสินค้าให้กดพร้อมกันวันนี้เวลาสามทุ่ม บังเอิญที่ฉันลงโทษพี่โอบเวลานั้นพอดี กรรม! "หายงอนแล้วดิ" มือใหญ่จับใบหน้าแหงนเงยขึ้นสบตา คนโหดยกยิ้มร้าย "แถมออนท็อปด้วย" "ขี้โกง" "ก็เพราะพี่คิดถึง" เขาก้มลงมาจูบปากฉัน ขบกัดเบาๆ แล้วดูดดึงให้ฉันตัวสั่น "อย่าโกรธเลย" "อื้อ! พี่.." แรงบีบขย้ำหน้าอกพาตัวฉันให้สั่นหนักกว่าเดิม จูบบาง
นั่งรอพี่โอบหนึ่งชั่วโมงก็ได้ฤกษ์เดินทางกลับ ที่ฉันไม่กลับก่อนเพราะคืนนี้เราสองคนจะไปนอนค้างที่บ้านของเขาเพราะรีโนเวทเสร็จแล้วร้อยเปอร์เซ็นต์ พี่โอบเลยลงทุนลางานจากผับเพื่อมานอนดมกลิ่นสีโดยเฉพาะก่อนเข้าบ้านเราแวะซื้ออาหารทะเลจากร้านหน้าปากซอยเข้ามาด้วย เป็นการดินเนอร์เล็กๆ โดยผู้ชายยังคงรับหน้าที่แกะกุ้งเหมือนเดิม"เอาไว้เราไปกินที่ทะเลกันนะคะ มันน่าจะได้ฟีล"ฉันอ้าปากรับกุ้งที่คนตัวโตป้อนแล้วเปิดเพจที่พักบนเกาะล้านให้ดู"ปันอยากไปที่นี่ค่ะ" พี่โอบยื่นหน้ามามองจอเพราะมือเลอะเทอะอยู่ มองไม่นานก็พูด"จองเลยสักสองคืน""เย้! พี่ลางานไปได้สองคืนแน่ๆ ใช่ไหมคะ""ไม่ไปทำสักคืนเลยยังได้""ที่บ่อนล่ะคะ""เลิกทำแล้ว""ห๊า! จริงเหรอคะ"ฉันยิ้มกว้างดีใจทิ้งมือถือสวมกอดพี่โอบ"พี่ไม่ไปที่นั่นแล้วจริงๆ ใช่ไหม""อือ หลังเฮียสิงห์ถูกยิง เขาก็ไม่ไปเพราะรู้ว่ามันอันตราย เขาอยากอยู่กับแฟนนานๆ พี่ก็เพิ่งมาคิดได้ตอนถูกแทงแล้วมีแต่หน้าปันลอยวนเวียน""อยากอยู่กับปันนานๆ เหรอคะ""ครับ"ถามหน่อย.. ฉันจะไปไหนรอดเนี่ย"รู้ว่าอันตรายแล้วก็ยังจะไปทำอยู่ได้นะคะ""รู้ไหมว่าทำไมพี่ซื้อบ้านหลังนี้"ฉันเอียงคอรอฟัง แต