LOGIN
“ลูกพลับจ้ะ หนูเรียนมหาลัยแล้ว ย้ายไปอยู่คอนโดเดียวกับไจโรนะลูก”
น้ำเสียงนุ่มนวลของคุณหญิงฉัตรสุดาเอ่ยขึ้น ขัดจังหวะที่ฉันกำลังนั่งจัดเรียงเอกสารสำหรับการไปปฐมนิเทศมหาวิทยาลัยในวันพรุ่งนี้ “ค่ะ คุณแม่” ฉันตอบรับคำสั้นๆ ด้วยท่าทางเรียบร้อยและว่าง่ายตามปกติ “อีกเดี๋ยวไจโรก็คงมารับแล้วล่ะ แม่โทรบอกเขาไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว” “ค่ะ” “อยู่ที่นั่นก็ทำตัวเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนนะลูก... แล้วก็อย่าลืมแวะมาหาแม่บ้างล่ะ” “ค่ะ” ฉันคลี่ยิ้มบางเบาตอบกลับผู้มีพระคุณ มันเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่ซุกซ่อนความรู้สึกอันหลากหลายเอาไว้ใต้ท่าทีสงบเรียบ หกปีเต็มแล้วสินะที่ฉันเข้ามาอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของตระกูลนพรัตน์เตโชหรัญ นับตั้งแต่พ่อและแม่ของฉันสละชีวิตเพื่อปกป้อง ไจโร ลูกชายคนเดียวของคุณหญิงฉัตรสุดาจากอุบัติเหตุครั้งใหญ่ หลังจากที่ท่านทั้งสองจากไปอย่างกะทันหัน เด็กสาวตัวเล็ก ๆ อย่างฉันก็ไม่เหลือญาติที่ไหนอีก ดังนั้นครอบครัวฝ่ายชายจึงรับเลี้ยงดูฉันด้วยความกตัญญู และชดเชยด้วยการหยิบยื่นตำแหน่งคู่หมั้นของไจโรมาให้ ซึ่งเป็นพันธะที่ฉันไม่อาจปฏิเสธได้เลย อีกอย่างตลอดหลายวันที่ผ่านมา ใจฉันจดจ่ออยู่กับการย้ายไปอยู่คอนโดเดียวกับเขา ชายหนุ่มที่เป็นทั้งพี่ชาย และ คู่หมั้น ในนาม แต่ความจริงแล้วตลอดเวลาที่เขาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย พี่ไจโรแทบไม่ได้กลับมานอนที่บ้านใหญ่เลยสักครั้ง ยิ่งระยะห่างเพิ่มมากขึ้น เราก็ยิ่งเหมือนคนแปลกหน้าเข้าไปทุกที แต่กระนั้น ในลึกๆ ของหัวใจ ฉันกลับเฝ้ารอคอยวันนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ ลอบนับถอยหลังในใจว่าเมื่อไหร่จะได้พบหน้าเขาอีกครั้ง ชายหนุ่มที่เคยดูแลและซัพพอร์ตฉันเป็นอย่างดีเสมอมา วันนี้เขาจะกลับมารับฉัน... แค่คิดว่าจะได้เจอกัน ความรู้สึกตื่นเต้นและดีใจเล็กๆ ก็พองโตขึ้นมาเต็มอก บรืนนน... เสียงเครื่องยนต์รถสปอร์ตอันคุ้นเคยดังกระหึ่มเข้ามาจอดที่หน้าประตูบ้าน เป็นสัญญาณบอกว่าเขากลับมาถึงแล้ว วินาทีนั้นหัวใจฉันกระตุกวูบ มือไม้เริ่มเย็นเฉียบด้วยความประหม่าและหัวใจที่เต็มไปด้วยคาดหวังว่าเขาก็ดีใจเหมือนกันที่ได้ฉันไปอยู่ด้วย ตอนนี้พี่ไจโรกำลังเรียนมหาลัยปีสาม อายุ 21 ปีย่าง 22 ปี ในคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และด้วยความตั้งใจบางอย่างของฉัน ฉันจึงพยายามอ่านหนังสืออย่างหนักจนสอบเข้าเรียนในคณะและสาขาเดียวกันกับเขาได้สำเร็จ ทำให้การย้ายเข้าไปอาศัยร่วมกันในคอนโดตามความต้องการของผู้ใหญ่กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตึก ตึก ตึก! เสียงฝีเท้าหนักแน่นอันคุ้นเคยดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฉันกุมมือเข้าหากันแน่น ร่างกายเกร็งเล็กน้อย ด้วยความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด เพียงไม่นานร่างสูงโปร่งก็เดินเข้ามาในห้อง เขามีใบหน้าหล่อเหลา จมูกโด่งเป็นสัน วันนี้โตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว ซึ่งใบหน้าหล่อ ๆ นั่นชวนให้คิดว่าเขาคงเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ ในมหาวิทยาลัยมากแค่ไหน ขวับ! และวินาทีแรกที่สายตาเราประสานกัน ฉันเผยรอยยิ้มหวานออกมาด้วยความดีใจทันที ทว่า... “เตรียมของเสร็จหรือยัง” น้ำเสียงเรียบเฉย และสายตาเย็นชาทอดมองมาที่ฉันนิ่ง ซึ่งมันแฝงไปด้วยความห่างเหินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกอย่างคำพูดเพียงไม่กี่คำพร้อมบรรยากาศเย็นชาที่แผ่ออกมาจากตัวเขา เหมือนกับมีน้ำเย็นจัดราดลงบนความรู้สึกดีใจของฉันจนชาไปทั้งหน้า...ทำเอารอยยิ้มบนริมฝีปากของฉันค่อย ๆ หุบลงช้า ๆ ความตื่นเต้นเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความอึดอัดจนหัวใจเริ่มรู้สึกหน่วงขึ้นมา ทำไมกัน... ทำไมน้ำเสียงของเขาถึงดูเย็นชาและห่างเหินขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นตลอดเวลาที่เราไม่ได้เจอกัน อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ “เรียบร้อยแล้วค่ะ พี่ไจโร” แต่ฉันก็พยายามปรับเสียงให้เป็นปกติ พลางช้อนสายตาขึ้นมองเขา แล้วซ่อนความสงสัยเอาไว้ใต้ท่าทีว่าง่าย “อืม” เขาตอบรับสั้น ๆ ก่อนจะโบกมือเป็นเชิงสั่งให้แม่บ้านยกกระเป๋าเดินทางของฉันไปไว้ที่รถ โดยไม่แม้แต่จะยิ้มตอบหรือแสดงความยินดีที่ได้พบกัน “ไจโร ดูแลน้องดีๆ นะลูก อย่าพากันเสียคนล่ะ” คุณหญิงฉัตรสุดาเอ่ยกำชับ พร้อมกับยื่นมือมาลูบหัวฉันด้วยความอบอุ่น “ครับ” เขารับคำ แล้วหรี่ตานิ่งมองมาที่ฉัน สายตาคู่นั้นเย็นชาและยากจะคาดเดา ราวกับกำลังสำรวจเด็กสาวตรงหน้าที่ไม่ได้เจอกันนานด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก “ไปขึ้นรถได้แล้วลูกพลับ พี่ต้องไปมหาลัยต่อ มีเตรียมงานรับน้อง” “ค่ะพี่” ฉันเอ่ยรับสั้นๆ รู้สึกเหมือนหัวใจห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะหันไปหาผู้เป็นแม่ แล้วยกมือไหว้ด้วยความเคารพรัก “แม่คะ ลูกพลับไปก่อนนะคะ ไว้จะมาเยี่ยมค่ะ” “โอเคจ้ะ ขับรถดีๆ นะลูก ถึงคอนโดแล้วทักหาแม่หน่อยนะ ขาดเหลืออะไรก็ให้ไจโรพาไปซื้อ” “ค่ะ คุณแม่” พี่ไจโรหนูดีใจที่พี่มารับหนูวันนี้ แต่ทำไมพี่ถึงเปลี่ยนไปล่ะตอนบ่ายบรรยากาศช่วงบ่ายภายในอาคารอเนกประสงค์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์เต็มไปด้วยความคึกคักและมีเสียงพึมพำของเหล่านิสิตใหม่เกือบสองร้อยชีวิตที่นั่งเรียงแถวตามภาควิชาอย่างเป็นระเบียบ พื้นที่กว้างขวางถูกจับจองจนแทบไร้ที่ว่าง สะท้อนให้เห็นว่าปีนี้มีผู้ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเรียนในคณะนี้มากเป็นพิเศษฉันกับแพรไหมนั่งอยู่กลางแถวของภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า พยายามทำตัวให้กลมกลืนกับเพื่อนคนอื่นๆ บนเวทีด้านหน้า มีกลุ่มรุ่นพี่ชั้นปีที่สามสี่คนยืนถือไมโครโฟน โดยมีพี่ดีโอและพี่ไจโรยืนเด่นอยู่ตรงกลางในฐานะพี่ระเบียบและสโมสรนิสิตวี๊ดด!ขณะนั้นไมค์กรีดร้องเสียงดังหวีดยาวเล็กน้อย ก่อนที่พี่ดีโอกระแอมเรียกความสนใจ“เอาล่ะทุกคน เงียบๆ หน่อย!” น้ำเสียงทรงพลังของพี่ดีโอส่งผ่านลำโพงดังกระหึ่มไปทั่วอาคาร “ปีนี้ภาควิชาเรามีสมาชิกใหม่เยอะมาก คณะกรรมการสโมสรนิสิตจึงมีมติร่วมกันว่า เราจะจัดกิจกรรมรับน้องกันนอกสถานที่!”เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทันที นิสิตใหม่หลายคนหันไปสะกิดและกระซิบกระซาบกันด้วยความตื่นเต้นผสมผสานกับความกังวล“เงียบก่อนครับฟังพี่พูดให้จบ!” รุ่นพี่อีกคนก้าวออกมาเอ่ยขัดขึ้น “เราจะเดินทางไปจัดกิจกรรมกัน
ณ โรงอาหารคณะวิศวะ มหาลัยxxฉันกับแพรไหมเดินเข้ามาภายในศูนย์อาหารของคณะวิศวกรรมศาสตร์ บรรยากาศรอบด้านจอแจไปด้วยนิสิตในชุดเสื้อช็อปและชุดนักศึกษาใหม่ กลิ่นหอมของอาหารปะทะเข้าจมูกเตือนให้รู้ว่าพวกเรายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยตั้งแต่เช้าหลังจากต่อแถวซื้อข้าวราดแกงคนละจาน เราสองคนก็เดินกวาดสายตาหาที่นั่ง จนพบโต๊ะม้านั่งหินอ่อนว่าง ๆ อยู่แถวกลางโซนรับรอง ฉันกับแพรไหมถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามกันแล้วรีบตักข้าวเข้าปากด้วยความหิวโหยหมับ!ยังไม่ทันจะได้เคี้ยวข้าวคำแรกกลืนลงคอ จู่ ๆ แขนแกร่งของใครบางคนก็พาดลงบนไหล่ของฉัน พร้อมกับออกแรงดึงรั้งจนตัวฉันเซไปแนบชิดกับร่างสูงโปร่งของคนที่ถือวิสาสะมานั่งลงข้าง ๆฉันสะดุ้งสุดตัว หันไปมองด้วยความตกใจ ใบหน้าหล่อเหลายียวนของ พี่ดีโอยิ้มกว้างอยู่ห่างจากแก้มฉันเพียงไม่กี่นิ้ว ข้าง ๆ เขาคือพี่ไจโร พี่ไซม่อน และพี่คิณที่ทอดตัวลงนั่งบนม้านั่งฝั่งตรงข้ามข้างแพรไหม นัยน์ตาคมกริบของพี่ไจโรจ้องมองมาที่แขนของพี่ดีโอซึ่งกำลังคล้องคอฉันอยู่ด้วยสายตาเรียบนิ่ง แต่มุมปากกลับเก็บความรู้สึกบางอย่างเอาไว้“ขอพวกพี่นั่งด้วยคนนะ พอดีโต๊ะอื่นเ
พอฉันกับแพรไหมเดินก้มหน้ายอมรับชะตากรรมผ่านสายตานับร้อยคู่ เข้าสู่โถงหอประชุมขนาดใหญ่โตของมหาวิทยาลัย แอร์คอนดิชันเย็นฉ่ำก็ปะทะเข้ากับผิวที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อจากการวิ่งสี่คูณร้อยเมื่อครู่ เพียงชั่วพริบตาพวกเราก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เบาะนุ่มตรงแถวหลังสุดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจไปมากกว่านี้และแล้วพิธีการปฐมนิเทศช่วงเช้าดำเนินไปอย่างเป็นทางการ โดยมีเสียงจากไมโครโฟนของเหล่าผู้บริหารและคณาจารย์เรียงคิวขึ้นกล่าวต้อนรับนิสิตใหม่ เล่าประวัติความเป็นมาอันยาวนานของสถาบัน ตลอดจนเบื้องหลังความสำเร็จของศิษย์เก่าชื่อดังระดับประเทศ บทบรรยายเนิบนาบผสมผสานกับความอ่อนล้าจากการตื่นเช้า ปากท้องที่ยังว่างเปล่า และอาการปวดท้องประจำเดือนที่เพิ่งทุเลาลง ทำให้เปลือกตาของฉันเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆฉันพยายามฝืนลืมตาจ้องมองเวทีเบื้องหน้าได้ไม่นาน สุดท้ายความง่วงก็เอาชนะทุกสิ่ง ฉันค่อย ๆ ฟุบหน้าลงกับกะบังลมข้างเก้าอี้ ปล่อยสติให้หลุดลอยไป โดยมีแพรไหมที่นั่งคอพับคออ่อนหลับฟุบอยู่ข้าง ๆ ในสภาพไม่ต่างกันจนกระทั่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ พิธีการช่วงเช้าจบลงตอนไหนพวกเราก็ไม่อาจรับรู้ จนกระทั่งแรงสั่นสะเทือนจากการ
จนกระทั่งเวลาแปดโมงแกร็ก!ประตูกระจกของคลินิกสัตว์เล็กถูกเปิดออก พร้อมกับร่างสูงของสัตวแพทย์หนุ่มในชุดกาวน์สีขาว ฉันกับแพรไหมไม่รอช้ารีบลุกขึ้นจากม้านั่งอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นพาร่างของลูกแมวสีส้มตรงดิ่งเข้าไปหาทันที“หมอคะ! ช่วยน้องด้วยค่ะ!” ฉันพูดออกมาด้วยความเร็วสูงชนิดแทบไม่เว้นช่องไฟให้หายใจ “น้องโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวตรงข้ามคอนโดเมื่อเช้า ขาหลังพับผิดรูป มีเลือดซึม นั่งรอหมอตั้งแต่สิบนาทีก่อนแล้วค่ะ!”แพรไหมรีบเสริมต่ออย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน “ใช่ค่ะหมอ อีกอย่างพวกหนูมีปฐมนิเทศที่คณะวิศวะแปดโมงเป๊ะ ตอนนี้สายแล้ว ฝากน้องไว้ก่อนนะคะ ฝากดูอาการกับเอ็กซเรย์ขาด้วย ปฐมนิเทศเสร็จพวกหนูจะรีบวิ่งกลับมารับน้องทันที ขอบคุณค่ะหมอ”ยังไม่ทันที่สัตวแพทย์หนุ่มจะได้เอ่ยปากถามชื่อหรือรายละเอียด เจ้าตัวก็ทำหน้าเหวอ รับลูกแมวสีส้มในอ้อมแขนฉันไปถือไว้อย่างฉงน ไม่รอช้าฉันกับแพรไหมยกมือไหว้ทิ้งท้ายอย่างเร่งรีบ พลางหมุนตัวกลับแล้วออกจากคลินิกทันทีตึก! ตึก! ตึก!เสียงรองเท้าคัทชูกระทบพื้นฟุตบาทดังขึ้นขณะที่เราสองคนต่างวิ่งกันสุดกำลัง พลันสายตาคู่สวยมองตรงไปยังอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ที่ตั้งตระหง่านอยู่
เมื่อจัดแจงเสื้อผ้าและตรวจเช็กความเรียบร้อยของชุดนักศึกษาปีหนึ่งเสร็จ ฉันก็เดินออกจากห้อง 2022 ลงมารอที่โถงด้านล่าง และเข็มนาฬิกาบนข้อมือชี้บอกเวลาเจ็ดโมงครึ่งพอดี ขณะนั้นสายตาของฉันพลันมองผ่านประตูกระจกใสออกไปเห็นร่างของแพรไหมในชุดนักศึกษาใหม่เรียบร้อย ยืนชะเง้อมองหาฉันอยู่ตรงหน้าร้านสะดวกซื้อฝั่งตรงข้ามคอนโดตามที่นัดไว้ ฉันคลี่ยิ้มออกมาบาง ๆ จากนั้นเดินออกไปพร้อมกับโบกให้เธอจากระยะไกล ทันทีที่แพรไหมสบตาฉัน เธอก็ฉีกยิ้มสดใสแล้วรีบวิ่งกระโดดเหยาะ ๆ ข้ามถนนเข้ามาหาด้วยท่าทางร่าเริง“ลูกพลับ! ทางนี้ๆ มาตรงเวลาเป๊ะเลยนะเนี่ย” แพรไหมเอ่ยทักเสียงใสพลางจัดทรงผมของตัวเองที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยจากการวิ่ง“ตรงเวลาสิคะ นัดเพื่อนไว้นี่นา” ฉันตอบพลางยิ้มรับ“ปะ! ออกเดินทางกันเลยดีกว่า” แพรไหมเอ่ยขึ้น พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะหันมาถามฉันด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ว่าแต่...เราจะนั่งแท็กซี่ไปเลยดีไหม หรือจะนั่งรถเมล์ไปดีล่ะ?”ฉันหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความเกรงใจ “อืม ฉันว่านั่งรถเมล์ดีกว่า ประหยัดค่าเดินทางด้วย นั่งแท็กซี่ทุกวันเดี๋ยวเงินหมดตูดพอดี อีกอย่างจะได้ช่วยทางบ้านประหยัดงบ”แพรไห
เวลาเที่ยงคืนตรง ติ๊ด!!!เสียงประตูหน้าห้องถูกแตะคีย์การ์ดปลดล็อกดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของพี่ไจโรที่เซถลาเข้ามา เขาเดินโซซัดโซเซตรงไปยังห้องนอนโดยไม่แม้แต่จะเปิดให้ไฟสว่าง ฟึบ!จากนั้นทิ้งตัวลงนอนหนุนหมอนบนเตียงกว้างทั้งชุดนักศึกษาขณะเดียวกันฉันลุกขึ้นเดินตามเข้าไปข้างเตียง ได้กลิ่นเหล้าคละคลุ้งฉุนกึกปะทะเข้าเต็มจมูกจนต้องย่นจมูกเบา ๆ สายตาคู่สวยพลางกวาดมองชายหนุ่มที่กำลังหลับตาพริ้ม พึมพำฟังไม่ได้ศัพท์อยู่คนเดียว ด้วยความหวังดีและหน้าที่ที่เคยชิน ฉันจึงรีบเดินเข้าห้องน้ำไปนำผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่น บิดหมาด ๆ แล้วเดินกลับมานั่งลงข้างกายเขา“พี่ไจโรคะ... เช็ดหน้าเช็ดตัวหน่อยนะคะ จะได้นอนสบายขึ้น”ฉันเอ่ยบอกเบา ๆ พลางวางผ้าอุ่นลงบนแก้ม จากนั้นก็เช็ดใบหน้าพี่เขาอย่างเบามือ ส่วนเขาขมวดคิ้วส่งเสียงพึมพำในลำคอ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ ฉันจึงขยับผ้าลงมาเช็ดบริเวณลำคอและลำตัว ผ่านแผงอกกว้างที่กระดุมเสื้อเชิ้ตปลดออกสองสามเม็ด สายตาของฉันไล่มองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังนอน มันดูนุ่มนวลกว่าตอนตื่นอยู่มากหมับ!ทว่าในจังหวะที่กำลังจะยกผ้าขึ้นเช็ดซ้ำตรงกรอบหน้า มือหนาร้อนผ่าวของเขากลับคว้าหมับเข้าที่ข้อมื







