พิธีกราบไหว้ฟ้าดินผ่านพ้นไปอย่างทุลักทุเล หลินเซียวแทบจำไม่ได้ว่าตนเองรอดชีวิตมาได้อย่างไร เขารู้เพียงว่าตลอดเวลาที่ประกอบพิธี เขาก้มหน้าจนคางแทบจะชิดอก เกรงว่าหากเงยหน้าขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ความลับเรื่องลูกกระเดือกที่พยายามซ่อนไว้ใต้ปกเสื้อจะถูกเปิดเผย แถมหมอนยัดนุ่นที่หน้าอกยังคอยจะเลื่อนหลุดลงไปกองที่หน้าท้องอยู่รอมร่อ ทำเอาเขาต้องคอยหนีบแขนเอาไว้แน่นท่ามกลางสายตาของแขกเหรื่อที่มองมาอย่างชื่นชมว่า ‘ช่างเป็นเจ้าสาวที่เรียบร้อยและสำรวมยิ่งนัก’
บัดนี้ หลินเซียวถูกส่งตัวเข้ามานั่งอยู่บนเตียงไม้สลักลวดลายมงคลภายในห้องหออันกว้างขวางของจวนอัครเสนาบดี
บรรยากาศภายในห้องสว่างไสวด้วยเทียนมงคลเล่มยักษ์สีแดงที่จุดสว่างไสว กลิ่นหอมของกำยานดอกกุ้ยฮวาอบอวลไปทั่วห้อง บนโต๊ะกลมกลางห้องมีสุรามงคลและผลไม้ความหมายดีจัดวางไว้อย่างประณีต ทุกอย่างดูงดงามสมบูรณ์แบบ ขาดก็แต่เพียงความสมบูรณ์แบบของตัวเจ้าสาวนี่แหละ
"โอ๊ย คอข้าจะหักแล้ว"
เมื่อเห็นว่าภายในห้องไม่มีใครอื่นนอกจากตนเอง หลินเซียวก็พรูลมหายใจยาว พยายามขยับคอที่แข็งเกร็งจากน้ำหนักของมงกุฎหงส์ทองคำ มือเรียวขาวเอื้อมไปจัดระเบียบหน้าอก ของตัวเองให้เข้าที่เข้าทางพลางสบถอุบอิบ
‘เอาอย่างไรดี หากตาคนหน้าเลือดนั่นเข้ามา ข้าจะอ้างว่าป่วยหนัก เป็นฝีที่ก้น หรือบอกว่าประจำเดือนมาดี ไม่สิ ข้าเป็นผู้ชาย จะมีประจำเดือนได้อย่างไร แต่ถ้าไม่บอกเช่นนั้น เขาก็ต้องจับข้าแก้ผ้า แล้วถ้าเขาเห็นว่าข้ามี ของ เหมือนกับเขา เขาต้องชักกระบี่บั่นคอข้าขาดกระเด็นแน่ๆ’
บัณฑิตหนุ่มผู้เคยปราดเปรื่องในห้องเรียน บัดนี้สมองตื้อตันคิดหาทางออกไม่เจอ ภาพหัวตัวเองหลุดกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้นหินชนวนลอยเข้ามาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขากัดริมฝีปากที่ทาชาดสีแดงสดจนสั่นระริก สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกให้เขาลุกขึ้นและปีนหน้าต่างหนีไปเสียเดี๋ยวนี้
แอ๊ด...
ยังไม่ทันที่หลินเซียวจะได้ขยับตัวลุก เสียงผลักบานประตูไม้ก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงปิดประตูและลงดาลดัง กริ๊ก!
เหมือนเสียงปิดประตูคุกมืดไม่มีผิด
หลินเซียวรีบกลับมานั่งตัวตรงแหน่ว มือสองข้างประสานกันแน่นบนตัก หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาเต้นระบำข้างนอก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อสัมผัสได้ว่าร่างสูงใหญ่ของเจ้าบ่าวได้เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
กลิ่นสุราจางๆ ผสมกับกลิ่นไม้จันทน์หอมประจำตัวของจ้าวเยว่ลอยแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอันตรายแต่ก็ชวนให้ลุ่มหลงในเวลาเดียวกัน
"ให้ฮูหยินต้องรอนานแล้ว"
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังขึ้นเหนือศีรษะ หลินเซียวเห็นปลายรองเท้าหนังสีดำขลิบทองของอีกฝ่ายขยับเข้ามาใกล้ ก่อนที่คันชั่งไม้สำหรับเลิกผ้าคลุมหน้าจะสอดเข้ามาใต้ชายผ้าสีแดง
‘จบสิ้นแล้ว ลาก่อนท่านพ่อ ท่านแม่ ลาก่อนตระกูลหลิน ชาติหน้ามีจริงข้าขอเกิดเป็นก้อนหิน จะได้ไม่ต้องมาสลับตัวแต่งงานกับปีศาจเช่นนี้’
หลินเซียวหลับตาปี๋ กลั้นหายใจ รอรับชะตากรรม
พรึ่บ!
ผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกเลิกขึ้นและโยนไปพาดไว้ที่เสาเตียง แสงเทียนสว่างไสวสาดกระทบใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมหนาเตอะ หลินเซียวยังคงหลับตาแน่นสนิท ร่างกายสั่นเทิ้มดั่งลูกนกตกน้ำ รอคอยเสียงตวาดลั่นหรือเสียงชักดาบออกจากฝัก
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมีความเงียบงัน
หนึ่งอึดใจ... สองอึดใจ... สามอึดใจ...
ก็ยังไม่มีเสียงตวาด ไม่มีดาบพาดคอ มีเพียงเสียงหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอที่ฟังดู เอ็นดู
"ฮูหยินของข้า เจ้าจะหลับตาปี๋เช่นนี้ไปถึงเมื่อใดกัน หรือว่าเจ้าเขินอายที่ต้องสบตาข้า"
คำกล่าวนั้นทำเอาหลินเซียวลืมตาโพลงด้วยความตกตะลึง
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าคือใบหน้าหล่อเหลาคมคายของจ้าวเยว่ อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายผู้เลื่องชื่อ คิ้วกระบี่พาดเฉียงเหนือดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากหยักได้รูปกำลังยกยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ใบหน้านั้นอยู่ห่างจากหน้าของเขาเพียงไม่กี่ชุ่น (นิ้ว) แววตาของจ้าวเยว่ไม่มีความโกรธเกรี้ยวหรือประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย กลับมีเพียงประกายระยิบระยับที่อ่านไม่ออก
หลินเซียวอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน ‘เดี๋ยวนะ เขาไม่ตกใจเลยหรือ เขาดูไม่ออกหรือว่าข้าเป็นผู้ชาย แป้งบนหน้าข้าหนาจนเอาไปฉาบกำแพงได้ โครงหน้าข้าก็เป็นบุรุษชัดๆ ลูกกระเดือกก็มี (ถึงจะพยายามก้มหน้าซ่อนก็เถอะ) แถมไหล่ข้าก็กว้างกว่าสตรีทั่วไปตั้งเยอะ ตาคนนี้นี่ตาบอดหรืออย่างไร’
"เอ่อ... คือ" หลินเซียวพยายามเค้นเสียงออกมา แต่ลืมไปว่าต้องดัดเสียงให้เป็นสตรี เสียงทุ้มๆ ของบัณฑิตหนุ่มจึงหลุดรอดออกมา "ข้า"
จ้าวเยว่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาขบขันพาดผ่านอย่างรวดเร็วก่อนจะจางหายไป เขายกมือขึ้นเชยคางหลินเซียวให้เชิดขึ้น สัมผัสหยาบกร้านจากนิ้วมือทำเอาหลินเซียวสะดุ้งสุดตัว
"เสียงของเจ้า ช่างมีเอกลักษณ์ยิ่งนัก" จ้าวเยว่เอ่ยชมหน้าตาย "ทุ้มต่ำ มีพลัง ไม่เหมือนสตรีทั่วไปที่เสียงแหลมเล็กจนน่ารำคาญ ข้าชอบ"
‘ห๊ะ! ชอบ? คนบ้าอะไรชอบให้เมียเสียงเหมือนผู้ชาย’ หลินเซียวเบิกตากว้าง แต่อีกใจหนึ่งก็แอบโล่งอก ‘หรือว่ารสนิยมของท่านอัครเสนาบดีจะแปลกประหลาดกว่าชาวบ้าน ดีล่ะ ในเมื่อเขาตาบอดมองไม่ออก ข้าก็จะเนียนต่อไปให้สุดทาง’
"อะ... แฮ่ม!" หลินเซียวกระแอมไอ พยายามบีบเสียงให้แหลมขึ้นมาอีกนิด (ซึ่งฟังดูเหมือนเป็ดถูกบีบคอมากกว่า) "ขะ... ขอบคุณท่านพี่ที่ชมเจ้าค่ะ พอดีช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ข้าน้อย เอ่อ น้องเลยเจ็บคอนิดหน่อยเจ้าค่ะ"
"งั้นหรือ ช่างน่าสงสารยิ่งนัก" จ้าวเยว่แสร้งทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความห่วงใย ก่อนจะผละออกไปรินสุรามงคลจอกเล็กสองใบ "เช่นนั้นก็ดื่มสุรามงคลคล้องแขนกันเสียหน่อยเถิด สุรานี้ฤทธิ์อุ่น อาจช่วยให้คอของฮูหยินดีขึ้น"
จ้าวเยว่ยื่นจอกสุราให้ หลินเซียวรับมาด้วยมือที่สั่นเทา ทั้งสองคล้องแขนกันตามธรรมเนียม จังหวะที่ขยับตัวเข้ามาใกล้กัน หลินเซียวต้องพยายามหดหน้าอกตัวเองสุดฤทธิ์ เกรงว่าหมอนที่ยัดไว้จะไปชนอกแกร่งของอีกฝ่ายจนโป๊ะแตก
เมื่อสุรารสเลิศไหลลงคอ ความร้อนผ่าวก็แล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย หลินเซียวหน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุราหรือความประหม่ากันแน่
"เอาล่ะ พิธีการเสร็จสิ้นแล้ว" จ้าวเยว่วางจอกสุราลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ไม้บุนวมที่มุมห้อง เขากางแขนออกทั้งสองข้าง ทิ้งตัวพิงพนักอย่างเกียจคร้าน "วันนี้ข้าต้องรับแขกทั้งวัน เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก ฮูหยิน มาช่วยปรนนิบัติสามีถอดชุดและรองเท้าหน่อยสิ"
คำสั่งนั้นทำเอาหลินเซียวตัวแข็งทื่อ ‘ปรนนิบัติ? ถอดชุด? ให้ข้าเนี่ยนะ’
คุณชายใหญ่ตระกูลหลิน ผู้มีบ่าวไพร่คอยสวมรองเท้าให้ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยต้องก้มหัวให้ใคร บัดนี้กลับถูกสั่งให้ไปถอดรองเท้าให้ผู้ชายด้วยกัน ความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีบัณฑิตพุ่งปรี๊ดขึ้นมาจุกที่คอหอย เขาเกือบจะลุกขึ้นชี้หน้าด่าแล้ว หากไม่ติดว่าสายตาคมกริบของจ้าวเยว่ที่จ้องมองมานั้นแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
‘ท่องไว้หลินเซียว เพื่อร้อยกว่าชีวิตในตระกูล ท่องไว้’
หลินเซียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กัดฟันข่มความอัปยศ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง แต่ด้วยความที่ชุดกระโปรงยาวลากพื้นหลายชั้น บวกกับมงกุฎที่หนักอึ้ง ทำให้ก้าวแรกที่เดินออกไป
พลั่ก!
เขาสะดุดชายกระโปรงตัวเอง ถลาหน้าคะมำพุ่งหลาวเข้าไปหาจ้าวเยว่อย่างสวยงาม
แทนที่จ้าวเยว่จะหลบ เขากลับอ้าแขนรับร่าง (ที่แกล้งทำเป็น) บอบบางของฮูหยินหมาดๆ เอาไว้เต็มอ้อมกอด หลินเซียวหลับตาปี๋ หน้าผากกระแทกเข้ากับแผงอกล่ำสันเต็มเปา
"โอ๊ย" หลินเซียวครางออกมา ลูบหน้าผากตัวเองปอยๆ
"ฮูหยินช่างใจร้อนเสียจริง" จ้าวเยว่หัวเราะเบาๆ มือใหญ่ตวัดรวบเอวของหลินเซียวเอาไว้ไม่ให้ขยับหนี "ข้าเพียงแค่ให้ถอดรองเท้า เจ้าถึงกับโผเข้ามากอดข้าแน่นเช่นนี้เชียวหรือ หรือว่า เจ้ารอคอยเวลาเข้าหอ ไม่ไหวแล้ว"
"มะ... ไม่ใช่นะเจ้าคะ ข้าแค่สะดุด" หลินเซียวรีบปฏิเสธเสียงหลง ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดแข็งราวกับคีมเหล็ก ยิ่งดิ้น หน้าอกยัดนุ่นของเขาก็ยิ่งเบียดเสียดกับอกของอีกฝ่าย
ทันใดนั้น จ้าวเยว่ก็ชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน สายตาหลุบมองลงมาที่บริเวณหน้าอกของหลินเซียว
"ฮูหยิน" จ้าวเยว่เอ่ยเสียงเรียบ "หน้าอกข้างซ้ายของเจ้า เหตุใดมันถึงได้ เลื่อนต่ำลงมาอยู่ที่สะดือเล่า"
ฉิบหายแล้ว!
หลินเซียวเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน ก้มลงมองหน้าอกตัวเองทันที ปรากฏว่าตอนที่เขาล้มคะมำ หมอนยัดนุ่นข้างซ้ายมันเกิดขยับเขยื้อน หลุดจากผ้าพันอกร่วงลงไปตุงอยู่ที่หน้าท้องจริงๆ ตอนนี้สภาพของเขากลายเป็นคนมีหน้าอกข้างขวาเต่งตึง แต่ข้างซ้ายแบนราบแถมมีก้อนประหลาดตุงอยู่ที่พุง
ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วห้อง หลินเซียวหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ เหงื่อเย็นๆ แตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง ‘ตายแน่ คราวนี้ความลับแตกแน่ๆ เขาต้องรู้แน่ๆ ว่าข้าเป็นตัวปลอม’
หลินเซียวหลับตาเตรียมรอรับพายุโทสะ แต่ทว่า
"อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว" จ้าวเยว่พยักหน้าช้าๆ ทำสีหน้าจริงจัง "ตอนเด็กๆ ข้าเคยอ่านเจอในตำราแพทย์โบราณ สตรีบางนางมีอาการชีพจรลมปราณปั่นป่วน ทำให้สรีระร่างกายสามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ชั่วคราว ฮูหยินของข้าคงจะตื่นเต้นกับงานแต่งมากไป ลมปราณเลยตีกลับสินะ ช่างน่าสงสารจริงๆ"
ห๊ะ... ห๊ะ!
หลินเซียวอ้าปากค้างอีกรอบ สมองสตันท์ไปชั่วขณะ ‘ตำราแพทย์บ้าบออันใดของมัน มีโรคหน้าอกย้ายที่ได้ด้วยหรือ นี่อัครเสนาบดีผู้นี้โง่งม หรือแกล้งโง่กันแน่’
"จะ... เจ้าค่ะ" หลินเซียวรีบตามน้ำทันที แม้จะรู้สึกว่าข้ออ้างนี้มันปัญญาอ่อนสิ้นดีก็ตาม เขารีบหันหลังขวับ ล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อแล้วจัดการดึงหมอนยัดนุ่นข้างนั้นให้กลับมาอยู่ตำแหน่งเดิมอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันกลับมาฉีกยิ้มแหยๆ "ลมปราณของน้อง ปกติแล้วเจ้าค่ะ"
"ประเสริฐยิ่ง" จ้าวเยว่ยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจ ก่อนจะลูบศีรษะหลินเซียวเบาๆ (ซึ่งทำเอามงกุฎแทบจะหลุด) "ในเมื่อลมปราณปกติแล้ว ก็มาทำหน้าที่ของเจ้าต่อเถิด"
หลินเซียวจำใจต้องย่อตัวลงนั่งคุกเข่ากับพื้น เอื้อมมือไปถอดรองเท้าให้บุรุษตรงหน้าด้วยความยากลำบาก กลิ่นหอมจางๆ จากตัวจ้าวเยว่ทำให้เขารู้สึกสับสนอย่างประหลาด เมื่อถอดรองเท้าเสร็จ จ้าวเยว่ก็ยืนขึ้นและกางแขนออกอีกครั้ง เป็นสัญญาณให้เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกให้
มือเรียวที่สั่นระริกค่อยๆ ปลดสายคาดเอวและเสื้อคลุมมงคลสีแดงของอัครเสนาบดีออก เผยให้เห็นเสื้อซับในสีขาวบางเบาที่แนบไปกับกล้ามเนื้อหน้าอกและหน้าท้องที่สมส่วนแข็งแรงสมกับเป็นขุนนางที่ฝึกฝนทั้งบุ๋นและบู๊ หลินเซียวถึงกับลอบกลืนน้ำลาย ‘บ้าจริง ข้าเป็นผู้ชาย จะมาใจเต้นกับกล้ามผู้ชายด้วยกันทำไมเนี่ย’
"ดึกมากแล้ว เรามาพักผ่อนกันเถิด ฮูหยิน"
คำว่า 'พักผ่อน' ของจ้าวเยว่ ไม่ได้หมายถึงการนอนหลับเฉยๆ แน่นอน จ้าวเยว่จับมือหลินเซียวแล้วดึงเบาๆ ร่างเพรียวบางก็ปลิวหวือไปตกลงบนเตียงนอนหนานุ่มทันที
หลินเซียวผวาเฮือก รีบกระถดตัวหนีไปจนชิดขอบเตียงด้านใน เอาหมอนใบใหญ่มากอดบังหน้าอก (ยัดนุ่น) เอาไว้แน่นดั่งปราการด่านสุดท้าย
จ้าวเยว่ค่อยๆ คลานตามขึ้นมาบนเตียง สายตาคมกริบที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์จ้องมองสตรี (กำมะลอ) ตรงหน้าอย่างไม่วางตา ร่างสูงใหญ่คร่อมทับลงมาเหนือร่างของหลินเซียว กักขังเขาไว้ด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้าง
"ฮูหยิน คืนวสันต์มีค่าดั่งทองคำ เราไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า" เสียงแหบพร่ากระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนระอุเป่ารดต้นคอจนหลินเซียวขนลุกซู่ไปทั้งตัว
‘ไม่นะ ขืนปล่อยให้เขาทำเรื่องอย่างว่า ความลับต้องแตกกระจุยแน่ๆ แถมประตูหลังของข้าก็ต้อง อ๊ากกก’
"ทะ... ท่านพี่ ช้าก่อนเจ้าค่ะ" หลินเซียวร้องห้ามเสียงหลง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นดันแผงอกแกร่งเอาไว้สุดแรงเกิด สมองแล่นจี๋หาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลที่สุดเพื่อเอาตัวรอดในคืนนี้ "น้อง... น้องยังไม่พร้อมเจ้าค่ะ"
"ไม่พร้อม เรื่องอันใดกัน" จ้าวเยว่เลิกคิ้ว
"คือ... คือว่าน้อง" หลินเซียวหลับตาปี๋ ตะโกนออกไปสุดเสียง "ระดู น้องมีระดูเจ้าค่ะ เลือดดวงเดือนของสตรีมาเยือนพอดีในวันนี้ หากท่านพี่ดึงดันจะร่วมหอ มันจะเป็นลางร้ายและอัปมงคลต่อท่านพี่นะเจ้าคะ"
ข้ออ้างยอดฮิตของนางเอกในนิยายถูกงัดออกมาใช้ หลินเซียวภูมิใจในความฉลาดของตัวเองยิ่งนัก อ้างเรื่องเลือดลมสตรี ใครเล่าจะกล้าพิสูจน์
แต่เขาประเมินความหน้าด้านของอัครเสนาบดีจ้าวเยว่ต่ำเกินไป
จ้าวเยว่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนที่รอยยิ้มมุมปากจะค่อยๆ ขยายกว้างขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ทำเอาหลินเซียวรู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง
"ระดูมาเยือนงั้นหรือ ช่างบังเอิญเสียจริง" จ้าวเยว่กระซิบเสียงนุ่มลึก ค่อยๆ โน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน "แต่ไม่เป็นไรหรอกฮูหยิน ข้าไม่ได้ถือสาเรื่องความอัปมงคลอันใด อีกอย่าง ข้าเป็นขุนนางใหญ่ มักจะต้องหาวิธีพลิกแพลง ในการแก้ไขปัญหาอยู่เสมอ"
"พะ... พลิกแพลง หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ" หลินเซียวถามเสียงตะกุกตะกัก ความกลัวเริ่มเกาะกุมหัวใจ
จ้าวเยว่เลื่อนริมฝีปากไปที่ข้างแก้มเนียนของหลินเซียว จงใจสูดดมกลิ่นแป้งหอมที่ฉุนกึกเข้าปอดอย่างไม่รังเกียจ ก่อนจะกระซิบถ้อยคำที่ทำเอาวิญญาณของหลินเซียวแทบจะหลุดออกจากร่าง
"ในเมื่อ 'เบื้องล่าง' ของเจ้าไม่สะดวก เช่นนั้นคืนนี้ เราก็มาใช้ 'เบื้องบน' หรือไม่ก็ 'ด้านหลัง' แทนก็แล้วกัน"
‘ห๊ะ... หาาา! ไอ้คนโรคจิต ไอ้คนวิตถาร’
ยังไม่ทันที่หลินเซียวจะได้อ้าปากด่าประท้วง ริมฝีปากหยักลึกของจ้าวเยว่ก็ทาบทับลงมาปิดปากเขาเอาไว้แน่น ปิดกั้นเสียงร้องโวยวายทั้งหมดให้กลืนหายลงไปในลำคอ พร้อมกับดวงตาของบัณฑิตหนุ่มที่เบิกโพลงท่ามกลางแสงเทียนสีแดงที่วูบไหว
ดูท่าว่าคืนเข้าหออันยาวนานนี้ หลินเซียวคงจะหนีเงื้อมมือปีศาจร้ายตนนี้ไม่พ้นเสียแล้ว