เข้าสู่ระบบ“เอ่อ...” ฮองเฮาพลันไม่กล้าเอ่ยวาจาอีกนางรู้ดีว่า ฮ่องเต้กำลังเตือนตน มิให้แทรกแซงราชกิจ!ทว่าในยามนั้นเอง สองฝ่ายที่โต้เถียงกันอยู่แล้วกลับยิ่งทวีความดุเดือด ถึงกับมีขุนนางบางคนยืนประจันหน้าโต้วาทีกันยิ่งพูดยิ่งเดือดดาล ขุนนางบางรายถึงกับถกแขนเสื้อขึ้น ทำท่าจะเอาเป็นเอาตายบางคนเถียงจนคอแห้งผาก ยกจอกสุราบนโต๊ะขึ้นดื่มรวดเดียวหมด ครั้นพอชุ่มคอแล้ว ก็หันกลับไปปะทะคารมกับขุนนางฝั่งตรงข้ามต่อทันทีงานเลี้ยงอันรื่นเริง กลับกลายเป็นเวทีที่ขุนนางกล่าวโทษ ด่าทอ ขุดคุ้ยปมเสีย ๆ หาย ๆ ใส่กัน!ภาพนี้ทำให้ฉู่หนิงส่ายหน้าไม่หยุดเพียงเพราะเรื่องแต่งตั้งตำแหน่ง ก็ทำให้ผู้คนมากมายเข้ามาพัวพัน เช่นนี้มิเท่ากับประกาศจุดยืนของตนต่อหน้าฮ่องเต้หรอกหรือคนพวกนี้ ช่างโง่เขลานัก!แต่หากคิดอีกมุมหนึ่ง หากคนเหล่านี้ไม่ออกมาขัดขวาง เมื่อเติ้งหงเหวินได้เป็นรองเสนาบดีกรมพิธีการ องค์ชายสิบย่อมได้กำลังเสริมใหญ่ที่สำคัญ เติ้งหงเหวินยังอายุน้อย ภายหน้าจะต้องได้เลื่อนตำแหน่งอีกแน่ ถึงตอนนั้น ภัยคุกคามต่อพวกเขาจะใหญ่หลวงกว่าเดิมแทนที่จะรอให้เติ้งหงเหวินเติบโตจนแข็งแกร่ง มิสู้ฉวยโอกาสในยามที่เขายังไม่ทัน
ใต้ม่านราตรี อุทยานหลวงสว่างไสวด้วยแสงโคมเดิมควรเป็นยามที่ทุกคนร่วมยินดีต่อความสำเร็จของการสอบคัดเลือกขุนนาง คาดไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทจะไม่รอให้เติ้งหงเหวินและคณะบัณฑิตได้ถวายคำนับ ก็ก้าวออกมาคัดค้าน“เสด็จพ่อ ลูกเห็นว่าแม้เติ้งหงเหวินเป็นจอหงวน แต่ยังไม่เคยรับราชการ ยังขาดประสบการณ์ในการทำงานอยู่บ้าง”องค์รัชทายาทกล่าวเสียงขรึม “ลูกขอเสนอว่า ไม่ควรมอบตำแหน่งสูงอย่างรองเสนาบดีกรมพิธีการพ่ะย่ะค่ะ ควรพิจารณาว่ากรมกองอื่นมีตำแหน่งหัวหน้าแผนกว่างอยู่หรือไม่ จึงจะเหมาะสมกว่า”ตำแหน่งหัวหน้าแผนก ก็คือระดับเดียวกับหลิวอวิ๋นชิงและหยางเหวินเทาต่างก็เป็นสามอันดับแรก เหตุใดอันดับหนึ่งจึงได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ?ลดลงมาอยู่ระดับเดียวกับอีกสองคน เช่นนั้นจึงจะยุติธรรม!ฮ่องเต้ได้ฟังแล้วก็เลิกพระขนงขึ้น ทอดดวงเนตรไปยังฉู่หนิงแวบหนึ่งในฐานะผู้จัดสอบ ยามนี้ฉู่หนิงควรออกมาเอ่ยวาจาจึงจะถูกต้องแต่ฉู่หนิงกลับก้มหน้าเงียบงัน ไม่ปริปาก ไม่มีท่าทีว่าจะเอ่ยวาจาแต่อย่างใดฮ่องเต้ส่ายพระเศียร ลอบคิดว่าเจ้าฉู่หนิงนี่ช่างใจแคบนักก็แค่องค์ชายสิบเป็นผู้ดึงตัวเติ้งหงเหวินไป ยามนี้เจ้าในฐานะผู้จัดสอบถึ
ถ้อยคำนี้ทำให้สีหน้าของหลิ่วอวิ๋นชิงและหยางเหวินเทาเปลี่ยนไปเล็กน้อยการดื่มคารวะเติ้งหงเหวินเป็นการคารวะเดี่ยว แต่พวกเขากลับได้รับการดื่มคารวะพร้อมกันนี่คือการบอกผู้อื่นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาสู้เติ้งหงเหวินมิได้!นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างจอหงวนกับปั้งเหยี่ยนและทั่นฮวา!แม้แต่องค์รัชทายาทและองค์ชายสี่ ยามนี้สีหน้าก็ยังไม่น่าดูนักฮ่องเต้กำลังบอกต่อหน้าหมู่ขุนนางว่า ต่อให้หยางเหวินเทากับหลิวอวิ๋นชิงอยู่ด้วยกัน ก็ยังด้อยกว่าเติ้งหงเหวินการรับรู้เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไร้กำลังขัดขวางก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างฮ่องเต้กับองค์ชายองค์ชายหลายองค์เช่นนี้ ร่วมมือกันแล้วจะเทียบฮ่องเต้ได้หรือ?ยามนี้องค์รัชทายาทและพวกได้แต่ทำหน้าเคร่งเครียด มิกล้าเอ่ยวาจาฮ่องเต้เองก็สังเกตเห็นสายตาของผู้คน กวาดตามองไปทั่ว สุดท้ายก็หยุดลงที่ฉู่หนิงเห็นฉู่หนิงทำท่าทีราวกับไม่ใช่ธุระของตน วางตนไม่แยแสสิ่งใด ฮ่องเต้พลันแย้มพระสรวล “การสอบคัดเลือกขุนนางครั้งนี้สำเร็จได้ ฉู่หนิงมีความชอบยิ่ง!”“การแต่งตั้งตำแหน่งในครั้งนี้ ให้ฉู่หนิงเป็นผู้ประกาศ”ผู้คนทั้งหลายชะงัก ต่างหันมองโจวเฉิงอี้
“บัดซบ เหตุใดหลิ่วอวิ๋นชิงจึงได้เป็นแค่ปั้งเหยี่ยน!”วังบูรพาองค์รัชทายาทสีหน้าดำคล้ำ ชาหอมในมือยากจะกลืนลง คิดยิ่งคิดยิ่งเดือดดาล สะบัดมือเหวี่ยงถ้วยชาลงพื้นอย่างแรงเคร้งเมื่อถ้วยชาแตกกระจาย เหอเผิงที่ก้มศีรษะโค้งกายอยู่ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย“องค์รัชทายาท ที่จริงตำแหน่งปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮวาต่างกันไม่มาก เติ้งหงเหวินได้เป็นจอหงวน คนผู้นี้สวามิภักดิ์ต่อองค์ชายสิบ ดูจากกำลังขององค์ชายสิบในยามนี้ ยังมิอาจเป็นภัยต่อพระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ”แต่พอสิ้นคำ องค์รัชทายาทก็แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าจะไปรู้อะไร องค์ชายสิบเป็นน้องร่วมบิดามารดาขององค์ชายแปด แม้องค์ชายแปดจะสิ้นแล้ว แต่อำนาจส่วนใหญ่ของเขากลับหันไปสวามิภักดิ์องค์ชายสิบ”“ยิ่งไปกว่านั้น กิจการจำนวนมากก็ถูกเจ้าสิบรับช่วง ในเวลานี้เจ้าสิบได้ผลประโยชน์ลับ ๆ ไปไม่น้อย”“อีกอย่าง คืนนี้เสด็จพ่อทรงจัดงานเลี้ยง ยังให้กรมขุนนางจัดทำบัญชีรายชื่อ เห็นได้ชัดว่าจะอาศัยโอกาสแต่งตั้งตำแหน่ง เติ้งหงเหวินในฐานะจอหงวน ตำแหน่งขุนนางย่อมสูงที่สุดแน่นอน!”วาจานี้เอ่ยออกมา สีหน้าของเหอเผิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยแม้จะรู้ความเคลื่อนไหวฝั่งองค์ชายสิบอยู
“เพียงแคว้นเราระดมกองทัพ บุกยึดแคว้นจ้าวให้ราบในคราเดียว ย่อมทำลายพันธมิตรระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเยี่ยนได้”“แผนนี้ไม่เลว ต่อให้สองแคว้นยกทัพมาอย่างดุดัน เราก็สามารถรับมือและทำลายได้ด้วยกำลังตน นับว่ามีความองอาจ!”วาจานี้เอ่ยออกมา องค์รัชทายาทดวงตาสว่างวาบ ก้าวออกมาแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “กลยุทธ์นี้ไม่เลวจริงๆ ได้รับคำชมจากเสด็จพ่อเช่นนี้ คนผู้นี้ย่อมคู่ควรตำแหน่งจอหงวน!”ยามนี้ย่อมต้องผลักดันหยางเหวินเทาให้ขึ้นเป็นจอหงวนอย่างสุดกำลังเช่นนี้ไม่เพียงสกัดเติ้งหงเหวินไม่ให้ได้ตำแหน่งจอหงวน ยังสามารถดึงหยางเหวินเทาเข้าฝ่ายตนได้อย่างสมบูรณ์ทว่าฮ่องเต้พอได้ฟังกลับทรงพระสรวลเสียงดัง “ไม่รีบ รอเราพูดให้จบก่อนค่อยตัดสิน”ตรัสจบ ฮ่องเต้หยิบข้อสอบฉบับที่สองขึ้นมา “นี่คือข้อสอบของหลิ่วอวิ๋นชิง เขาเสนอให้แคว้นเราใช้ยุทธวิธีหนึ่งรุกหนึ่งรับ”“ด้านหนึ่งโจมตีแคว้นจ้าวอย่างต่อเนื่องในทิศปิงโจว อีกด้านหนึ่งให้แม่ทัพใหญ่นำกองทัพตั้งรับป้องกัน”“แผนนี้รุกก็ได้ ถอยก็ได้ บุกหรือถอยล้วนเหมาะสม นับว่าใช้ได้ทั้งสองทาง สมแล้วที่เป็นกลยุทธ์ชั้นยอด”สีหน้าขององค์รัชทายาทเปลี่ยนไปเล็กน้อยฟังจากถ้อยคำนี้
ฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่เหนือความคาดหมายไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าการสอบหน้าพระที่นั่งจะไม่ถามเกี่ยวกับความเข้าใจในตำรา ไม่ใช่การเสนอนโยบายต่อราชสำนัก แต่เป็นการวิเคราะห์และวางแผนรับมือต่อสถานการณ์ของแคว้นฉู่ในปัจจุบันแม้แต่ฉู่หนิงก็ยังต้องเลิกคิ้วมองฮ่องเต้แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ฮ่องเต้พระองค์นี้ก็มีฝีมือไม่เบาจริง ๆการตั้งโจทย์แบบนี้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงต้องมีสติปัญญา แต่ยังต้องมีความกล้ามากด้วยอย่างไรแล้วฮ่องเต้ก็จะแต่งตั้งผู้ที่สอบได้สามอันดับแรก เช่นนั้นก็หมายความว่าจะต้องวิจารณ์คำตอบของทั้งสามคนกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ฮ่องเต้ต้องการแสดงจุดยืน!และจุดยืนที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อแนวหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสงครามหลังจากนี้ขณะที่ฉู่หนิงกำลังคิด ฮ่องเต้ก็ทรงตรัสด้วยเสียงกังวาน “บัดนี้พวกเจ้ารู้โจทย์แล้ว เริ่มตอบกันได้ กำหนดเวลาหนึ่งชั่วยาม!”ผู้เข้าสอบพากันประสานมือคำนับแล้วไปนั่งประจำที่เพื่อตอบคำถามทั่วทั้งลานกว้างเงียบสงัด มีเพียงเสียง “ซ่า ๆ ” ของพู่กันที่ขีดเขียนบนกระดาษฮ่องเต้กลับไปประทับที่บัลลังก์ตามเดิม หัวหน้าขันทีจ้าวหมิงนำน้ำชาไปถวาย




![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


